ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 50 โอหัง แพศยา

            ครึ่งปีที่เสียไปของหลินหยางนั้นไม่ได้หมดไปกับการสร้างชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬเพียงชุดเดียวอย่างแน่นอน

            ที่เขาต้องทนยากลำบากแสนเข็ญขนาดนั้นทั้งหมดก็เพื่อให้ได้รับพลังที่แข็งแกร่งพอจะทัดทานกับราชวงศ์แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นได้

            เขาไม่คิดจะทวงคืนบัลลังก์ด้วยการไปแสดงตนเพื่อเรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าชายเหมือนละครน้ำเน่าอะไรเทือกนั้นหรอกแบบนั้นมันกระจอกเกินไป สิ่งที่เขาต้องการคือการลากไอ้เฉินเฉาเกอมาคุกเข่าต่อหน้าเขาในขณะที่มันยังเป็นเจ้าชายอยู่นั่นแหละจากนั้นเอาตีนเหยียบเข้าที่หน้ามันพร้อมกับบอกมันว่า

            บังอาจแย่งตัวตนของข้าไป เจ้ามันก็แค่สวะเท่านั้นแหละ!!

            เขารู้อยู่แล้วว่าหวังหมิงชงจะต้องกลับมาแก้แค้นในเร็ววันนี้แน่ซึ่งชุดเกราะตรงหน้านี้แหละที่เขาจะใช้เป็นอาวุธในการตอบโต้คนเหล่านั้น

            ถ้าพวกผู้ดูแลภายในกับพวกทหารองครักษ์ไม่กลับมาวอแวเขาก็แล้วไปแต่ถ้ามันกล้ามา เขาก็จะแสดงให้ไอ้พวกเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรนี้ได้เห็นว่า - ตระกูลเวินในตอนนี้มีความสามารถมากพอที่จะต่อต้านพวกมันได้แล้ว!!!!

            “ต่อไป ข้าจะสอนพวกเจ้าเกี่ยวกับวิธีใช้เจ้าชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬนี่เองซึ่งมันง่ายมาก เจ้าเข้ามาก่อนเลยเวินเทา”

            “ข้ารึ? โอ้ ดีดี!! ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสหลิน”

            เวินเทาที่เคยทำตัวอวดเบ่งคนนั้น เดี๋ยวนี้เวลาอยู่ต่อหน้าหลินหยางนั้นดูจะว่าง่ายยิ่งกว่าตอนอยู่ต่อหน้าเวินติ่งเทียนผู้เป็นบิดาของตัวเองเสียอีก

            ผ่านไปสิบนาที

            หลังจากที่เวินเทาแสดงประสิทธิภาพของเกราะวิญญาณเหล็กศักดิ์สิทธิ์ออกมาให้ทุกคนได้เห็นแล้ว

            ผู้คนต่างก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที

            เหล่าลูกศิษย์ของตระกูลเวินต่างก็ส่งเสียงยินดีจนแทบจะบ้าไปแล้วส่วนพวกผู้สูงวัยอย่างเวินติ่งเทียนนั้นถึงแม้จะเคยเห็นมาก่อนตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้วแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นจนหายใจหนักหน่วง

            เวินเทาที่อยู่ในชุดเกราะสีดำกำลังยืนมองสองมือของตัวเองด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากเขายืนอึ้งอยู่อย่างนั้นไปเกือบสิบวินาทีจึงค่อยได้สติขึ้นมา

            “นี่...พลังของข้าจริงๆ หรือ ?”

            “แน่นอนอยู่แล้ว!!”

            ผู้คนรอบข้างต่างก็ส่งเสียงยินดีออกมาอย่างมีความสุข

            “เจ้าน่าจะสนุกพอแล้วนะเวินเทา!! เปลี่ยนข้าบ้าง ให้ข้าลองบ้าง!!”

            “หึ ถ้ามีเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬนี่ละก็ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ถ้ามันยังมาหาเรื่องตระกูลเวินของเราอีกละก็... มาเท่าไรก็ตายเท่านั้น!!”

            กำลังใจของพวกเขาตอนนี้เต็มเปี่ยม

            ไม่รู้ว่าเจ้าเกราะสีดำทมิฬชิ้นนี้มันแข็งแกร่งมากขนาดไหนมันถึงทำให้คนของตระกูลเวินมั่นใจในความสามารถของมันได้ขนาดนี้?

            คำตอบนั้นเกรงว่าคงต้องรอให้พวกของหวังหมิงชงมารับรู้ด้วยตัวเอง...

            ..................................

            ขึ้นเก้าค้ำเดือนสิบ วันที่สองหลังจากเกิดเหตุการณ์ในงานเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณช่วงบ่าย

            ทั่วทั้งพื้นที่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอวิ๋นเฉิงกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไปแล้วชาวเมืองทั้งหมดถูกสั่งให้อพยพออกไป ของมีค่าต่างๆ ก็ถูกนำออกไปด้วยพื้นที่หนึ่งกิโลเมตรรอบคฤหาสน์ตระกูลเวินตอนนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับเมืองร้าง

            เหล่าทหารองครักษ์ของเชื้อพระวงศ์กว่าหนึ่งหมื่นคนกำลังย่ำเท้าเดินหน้ากันอย่างพร้อมเพรียงอยู่บนถนนขนาดใหญ่ที่พาดผ่านด้านหน้าของคฤหาสน์ระกูลเวิน

            ซึ่งถนนสายนี้เคยเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ของตระกูลเวินที่แม้แต่คนทั่วไปที่ได้ก้าวเท้าเดินบนถนนสายนี้ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่จากมัน

            น่าเสียดายที่ตอนนี้ คนที่ยืนอยู่บนถนนสายนี้กลับมีแต่พวกทหารองครักษ์เกราะทองที่จะมาตัดสินชะตาชีวิตของตระกูลเวิน

            ภายในกองทัพทหารองครักษ์เหล่านี้มีเกี้ยวขนาดแปดคนหามซึ่งเป็นที่นั่งของหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายในทั้งเด่นเป็นสง่าคนที่นั่งอยู่บนนนั้นก็คนที่รับหน้าที่มาจับกุมคนของตระกูลเวินหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายใน หวังหมิงชง

            หวังหมิงชงที่นั่งอยู่บนเกี้ยวนั้น สีหน้าของมันตอนนี้เต็มไปด้วยจิตสังหารที่มันแผ่ออกมาในหัวย้อนคิดแต่ภาพของเหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่มันถูกไอ้เด็กเวรหลินอี้นั่นเมินเฉยใส่เขา

            เขากัดฟันแน่น วันนี้เขาจะต้องทำให้ไอ้หลินอี้นั่นต้องหลั่งเลือดก่อนสักหน่อยค่อยพามันกลับไปที่คุกของฝ่ายผู้ดูแลภายในแล้วจากนั้นค่อยมาทรมารมันทีละช้าๆเอาแทน!!

            บริเวณด้านหลังของรถม้าอันสวยงามอลังการนั้นมีสัตว์อสูรสุดแข็งแกร่งเดินตามถึงสามตัว

            ม้ายูนิคอร์นเขาสีขาว อสูรโห่ว (犼*ปีศาจชนิดหนึ่งในตำนานของจีนมีลักษณะคล้ายม้านิลมังกร)และวัวเทพห้าสี

            สัตว์อสูรทั้งสามตัวนี้เป็นสัตว์อสูรที่เลื่องชื่อมากในเมืองอวิ๋นเฉิงเพราะผู้ที่เป็นนายของมันนั้นคือยอดฝีมือระดับเทพสงครามผู้พิทักษ์เมืองคนที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋น

            ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังของยูนิคอร์นสีขาวตัวนี้คือบุรุษชุดขาวที่มีผมสีขาวพาดดาบยาวประมาณสองฟุตเอาไว้บนหลัง

            ด้ามดาบสีขาว ฝักดาบสีน้ำเงินเข้ม แม้แต่เหล่าองครักษ์ที่อยู่รอบๆยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความแข็งแกร่งที่บุรุษผมขาวปล่อยออกมา

            เขาคือหนึ่งในสี่หัวหน้าองครักษ์แห่งเชื้อพระวงศ์ปรมาจารย์ดาบแห่งเมืองอวิ๋นเฉิง - เซี่ยชางไห่

            ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นยอดฝีมือที่มีทักษะด้านการใช้ดาบที่อยู่ในจุดสูงสุดของเมืองอวิ๋นเฉิง

            ต่อมาคือวัวเทพห้าสี ขนาดร่างกายมันใหญ่พอๆ กับช้างขนาดเล็กตัวหนึ่งบนตัวมันมีขนห้าสีอยู่ทั่วทั้งตัว เขาของมันดูราวกับดาบยาวที่ชี้ขึ้นฟ้าความแข็งแกร่งของมันไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนเลย

            ผู้เป็นนายของมันยิ่งแล้วใหญ่ หากมองจากที่ไกลๆ แล้วดูราวกับว่าบนหลังวัวตัวนี้มีประการเหล็กหลังหนึ่งตั้งอยู่บนนั้น

            ขนาดร่างกายที่สูงเกือบสองเมตรผิวกายสีดำเข้มแลกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่งบึกบึนราวกับเหล็กไหลก็มิปาน ในดวงตาอันใหญ่โตของมันเปล่งรังสีฆ่าฟันออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

            เขาคืออีกหนึ่งในสี่หัวหน้าองครักษ์ หมัดเทพไร้พ่าย - เหวินไท่เป่ย

            ส่วนสัตว์อสูรโห่วที่แต่เดิมเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและดูองอาจเหลือคณาแต่เพราะผู้เป็นนายที่นั่งอยู่บนหลังของมันตอนนี้มีสภาพอ่อนแรงกว่าปกติอยู่ไม่น้อย

            เขาก็คือซูหมิงชุนที่เพิ่งพ่ายให้กับหลินหยางไปนั่นเองวันนี้เขาเองก็ตามมาด้วยเหมือนกัน

            บาดแผลของซูหมิงชุนไม่ได้หนักขนาดนั้นหลินหยางวันนั้นได้ออมแรงเอาไว้ส่วนหนึ่งโดยกะให้อีกฝ่ายแพ้พอดีไม่ได้หวังจะทำร้ายจนสาหัส

            แต่ซูหมิงชุนนั้นรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมากเขาที่เป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรนั้นกลับมาแพ้ให้กับเด็กน้อยอายุแค่สิบกว่าขวบแบบนี้ ทำให้เขาอยากจะแก้มือกับไอ้เด็กน้อยที่ชื่อหลินอี้นั่นอีกครั้งเพื่อล้างอาย

            สามหัวหน้าองครักษ์ได้มาถึงที่หมายแล้วพวกเขากวาดตามองไปทางประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเวินจากนั้นก็ได้ยินเสียงของเหวินไท่เป่ยพูดกับซูหมิงชุนด้วยใบหน้ายิ้มเยาะว่า

            “ตาเฒ่าซูเอ๋ย หลินอี้นั่นต้องให้ข้าเป็นคนจัดการนะข้าล่ะอยากเห็นไอ้ฝ่ามือเพลิงที่เผาเจ้าจนไหม้นั่นเสียจริงว่าจะร้ายกาจแค่ไหน!!!!”

            “ฝันไปเถอะ!!”

            ซูหมิงชุนมาวันนี้ก็เพื่อจะล้างแค้นโดยเฉพาะเขาอุตส่าห์นั่งคิดทั้งคืนกว่าจะหาวิธีสยบวิชาฝ่ามือของหลินหยางคู่นั้นได้วันนี้เขาจะต้องแทงไอ้เด็กนั่นให้พรุนให้ได้

            “เหอะ เจ้าแพ้ไปแล้วรอบหนึ่งยังไม่ตายใจอีก ถ้าวันนี้เจ้าถูกเผาจนเกรียมซ้ำอีกรอบละก็คราวนี้ได้อับอายครั้งใหญ่แน่!!”

            “หุบปากเน่าๆ ของเจ้าไปเถอะ!!”

            ส่วนเหวินไท่เป่ยตอนนี้ผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ในสายตาของเขานั้นทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้ไม่มีใครที่แข็งแกร่งพอให้พวกเขาสามคนต้องลงมือพร้อมกันถึงจะจัดการได้เลย

            ต่อให้หลินอี้นั่นจะแข็งแกร่งสมคำร่ำลือนั่นก็ตามแต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอยู่ดี เพราะด้านหลังของพวกเขาตอนนี้มีเกี้ยวเล็กขนาดสี่คนหามตามหลังพวกเขามาด้วย

            เกี้ยวหลังนี้มีสีดำทั่วทั้งหลังไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วัตถุดิบอะไรสร้างขึ้นพอแบกมันขึ้นมากลับมีน้ำหนักค่อนข้างเบา แต่ผู้คนต่างก็รู้กันว่าคนที่นั่งอยู่ในนั้นเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มากเพียงใด

            วิญญาณตัดขอบฟ้า

            เป็นชายที่ใกล้เคียงกับคำว่าไร้คู่ต่อกรมากที่สุดคนหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋น- ต้วนเทียนหยา

            พอเหล่าองครักษ์รู้ว่ายอดฝีมือท่านนี้จะมาพร้อมกับหวังหมิงชงด้วยแล้วก็ทำให้พวกเขารู้สึกใจชื้นและมีกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม

            ไม่ว่าตระกูลเวินจะแข็งแกร่งแค่ไหน หลินอี้จะอำมหิตเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าต้วนเทียนหยาแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับปุยเมฆ

            ไม่มีใครสามารถช่วยให้ตระกูลเวินและไอ้เวรหลินอี้นั่นหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน

            หลังจากเวลาผ่านไปไม่นานกองทัพก็ได้เคลื่อนเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์แล้วหวังหมิงชงเดินลงมาจากเกี้ยว หลี่ตามองเข้าไป

            ก็เห็นว่าประตูของคฤหาสน์ปิดเอาไว้อย่างมิดชิดแน่นหนากำแพงที่สูงกว่าสามเมตรสะท้อนแสงสีขาวนวลภายใต้แสงอาทิตย์นั้นช่างคล้ายกับใบหน้าชวนโมโหของหลินอี้นั่นเหลือเกินทำเอาหวังหมิงชงอดที่จะมีน้ำโหไม่ได้

            “ทหาร ไปล้อมคฤหาสน์เวินเอาไว้ซะ!!”

            เขารีบออกคำสั่งลงไปทันที

            เหล่าองครักษ์เมื่อได้รับคำสั่งมาก็ส่งเสียงตอบรับกันดังสนั่นหวั่นไหวจากนั้นก็ส่งคนกระจายกำลังกันไปล้อมรอบคฤหาสน์เอาไว้ส่วนเหล่ายอดฝีมือต่างก็มายืนดักกันอยู่ที่ประตูหน้าของคฤหาสน์

            ผ่านไปเพียงชั่วพริบตาด้านนอกของคฤหาสน์ก็มีทหารยืนปล่อยจิตสังหารออกมาอยู่เต็มไปหมดจนแม้แต่นกบนฟ้ายังต้องเลี่ยงที่จะบินผ่าน

            คนที่อยู่ภายในกำแพงอันสูงใหญ่นี่คงจะหวาดกลัวกันจนหน้าซีดตัวสั่นไปหมดแล้ว

            หวังหมิงชงเดินหน้าบูดไปที่หน้าประตูของคฤหาสน์

            เขาอยากจะบุกทะลวงไอ้ประตูนี่เข้าไปทันทีเสียให้รู้แล้วรู้รอดจนใจจะขาด

            จากนั้นที่ด้านข้างเขาก็มีหัวหน้ากองทหารนายหนึ่งก้าวออกมาพร้อมกับตะโกนส่งเสียงอันดังออกมาว่า

            “เวินติ่งเทียนท่านหวังหมิงชงแห่งฝ่ายผู้ดูแลกิจการภายในมาถึงแล้ว รีบๆ ออกมาต้อนรับเดี๋ยวนี้!!!!”

            เสียงพูดอันดังถูกส่งเข้าไปในคฤหาสน์แล้ว

            พวกเขาต่างก็รอที่จะได้ยินเสียงแห่งความสับสนอลหม่านดังขึ้นจากภายในนั้น

            ถึงอย่างไรเหล่าองครักษ์ของราชวงศ์ก็ไม่ได้จัดทัพขนาดใหญ่โตขนาดนี้เพื่อจับคนมานานแล้ว

            แต่ผ่านไปแล้วหนึ่งนาทีเต็ม ภายในคฤหาสน์ก็ยังคงนิ่งเงียบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

            หืม?

            หวังหมิงชงโมโหจนควันแทบออกหู

            จะเล่นไม้นี้กับข้าหรือ?

            เจ้ามันบื้อเกินไปแล้วเวินติ่งเทียน วันนี้ ถ้าเจ้าเปิดประตูก็โดนจับแต่ถ้าไม่ยอมเปิด พวกข้าก็จะพังประตูเข้าไปหาเจ้าซะ!!!!

            พอเขาขมวดคิ้ว หัวหน้ากองทหารผู้นั้นก็เหมือนจะรู้ใจตะโกนส่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมว่า

            “เวินติ่งเทียนเสียมารยาทกับขุนนางชั้นสูงแบบนี้ โทษหนักขึ้นหนึ่งขั้น ถ้าพวกเจ้ายังไม่ยอมเปิดประตูอีกพวกข้าจะใช้กำลังบุกเข้าไป!!”

            ตึก ตึก

            สามหัวหน้าองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังหวังหมิงชงตอนนี้ได้ลงมาจากสัตว์เลี้ยงของตนแล้ว

            เหล่าทหารเองก็ปล่อยจิตสังหารรังสีฆ่าฟันออกมากันอย่างพร้อมเพรียงจนกลายเป็นเหมือนคลื่นขนาดมโหฬารพุ่งเข้าใส่กำแพงของคฤหาสน์เวิน

            ถ้าคนเหล่านี้ลงมือพร้อมกัน เกรงว่าคฤหาสน์แห่งนี้คงทนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถูกตีแตกได้ง่ายๆแล้ว....

            แต่ที่น่าโมโหก็คือ หลังจากตะโกนไปแบบนั้นแล้วภายในคฤหาสน์ก็ยังคงเงียบเชียบไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวเช่นเดิม

            ได้ยินแต่เสียงของจิ้งหรีดที่ร้องกันระงมอยู่บนต้นไม้

            หวังหมิงชงทนไม่ไหวแล้ว

            “ทหาร พังประตู!! ไปจับเวินติ่งเทียนและหลินอี้มาให้ข้าซะ!!!!”

            ขอรับ!!

            เหล่าทหารอค์รักษ์เองก็เพิ่งเคยเจอประชาชนที่ไม่ให้เกียรติกันขนาดนี้เป็นครั้งแรกในใจพวกเขาก็เริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาแล้วเช่นกัน กองทัพขนาดย่อยประมาณหนึ่งร้อยคนที่อยู่ภายใต้การนำของหัวหน้ากองทหารนายหนึ่งก็เริ่มบุกเข้าไปทางประตูใหญ่ของคฤหาสน์บานนั้น

            ภารกิจของพวกเขามีแค่การทำลายประตูไม้เนื้อแดงบานนี้ให้พังออกก่อนหลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของท่านหัวหน้าองครักษ์นำพวกเขาบุกฝ่าเข้าไป

            แต่ในจังหวะที่ทหารกลุ่มนี้กำลังจะพุ่งเข้าไปถึงประตูประตูบานใหญ่ก็ส่งเสียงดังขึ้น จากนั้นบานประตูก็เปิดออก

            เงาร่างอันงดงามสายหนึ่งเดินออกมาโดยเอามือไขว้หลังไว้

            เวินชิงชิง

            คุณหนูตระกูลเวินผู้นี้หลังจากผ่านไปครึ่งปีก็ดูจะเติบโตขึ้นมาไม่น้อย ขนาดกำลังเผชิญหน้ากับเหล่าทหารอันน่ากลัวเหล่านี้นางก็ยังมีรอยยิ้มประดับไว้อยู่บนใบหน้า ตรงไหล่ของนางนั้นก็มีนกน้อยขนสีแดงที่มีขาข้างเดียวตัวหนึ่งยืนอยู่ซึ่งเป็นตัวตนที่ผู้คนต่างก็รู้สึกหวาดกลัวมันอยู่ไม่น้อย

            เหล่าทหารนับร้อยคนเมื่อเห็นเรือนร่างอันบอบบางของเวินชิงชิงแล้วก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

            ส่วนเวินชิงชิงก็มองไปทางเหล่าทหารที่ดูดุร้ายพวกนี้จากนั้นก็พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มว่า

            “ผู้อาวุโสหลินของเราบอกว่าประตูของคฤหาสน์เราบานนี้มีอายุมากกว่าร้อยปี ถ้าทำพังแล้วคงไม่คุ้มเท่าไรเขารอพวกท่านอยู่ข้างในแล้ว ใครที่คิดจะจับตัวเขาก็เชิญเข้าไปหาได้เลย!!”

            พูดจบ เรือนร่างสวยงามดุจบุปผาร่างนี้ก็หันหลังให้แล้วดีดตัวกลับเข้าไปด้านในทันที

            ก่อนที่นางจะจากไป เจ้านกน้อยบนไหล่ของนางยังเอี้ยวหัวกลับมาถลึงตาใส่พวกหวังหมิงชงทีหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า

            “พวกเจ้าน่ะก่อนจะเข้ามาก็อย่าลืมล้างตัวให้สะอาดด้วยเล่า!! วันนี้ข้าท้องเสียนิดหน่อยไม่อยากกินเนื้อมนุษย์สกปรกๆ หรอกนะ...อุแหวะ อ้วกก!!”

            ปากนั่นช่างโอหัง

            รอยยิ้มนั่นช่างดูแพศยา!!