
ตอนที่ 2
ข่าวลือหนาหู
หลายวันที่ผ่านมานี้ มีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการมีปากเสียงกันระหว่างคุณหนูสกุลหลิวและคุณหนูสกุลอี้บ้างลือกันไปว่าคุณหนูหลิวเกิดความริษยาต่อคุณหนูอี้เพราะคุณหนูอี้นั่นมีรูปโฉมงดงามกว่าบ้างก็ว่าเป็เพราะคุณหนูหลิวอยากแสดงอำนาจในมือตนให้เป็ที่ประจักษ์และคุณหนูอี้นั้นก็กลายมาเป็ผู้รับเคราะห์กรรมไปโดยไร้ความผิด
ผู้คนที่ได้ยินข่าวลือต่างพากันสงสารคุณหนูสกุลอี้เป็อย่างมาก แน่นอนว่าพวกผู้คนที่พากันสงสารคุณหนูสกุลอี้นั้นย่อมต้องพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณหนูหลิวในทางที่ไม่ดี
“คุณหนูเ้าคะข่าวลือพวกนี้ต้องเป็คุณหนูอี้ผู้นั้นเป็ผู้สร้างขึ้นแน่นอนเลยเ้าค่ะ” เสี่ยวหนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเป็อย่างยิ่งนางในยามนี้รู้สึกโมโหแทนคุณหนูของนางเป็อย่างมาก จนแทบอยากจะออกไปป่าวประกาศในทุกคนรู้กันให้ทั่วเมืองว่าแท้จริงแล้วคุณหนูอี้ผู้นั้นเป็คนเช่นไร
“ก็แค่ข่าวลือเื่หนึ่งเท่านั้นไม่นานผู้คนก็จะพากันลืมไปเอง” นางเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็นมือก็พลิกดูแบบลายปักในมือตนด้วยทีท่านิ่งเฉย
“นางจงใจทำให้ชื่อเสียงคุณหนูเสียหายนะเ้าคะ คุณหนู ท่านนิ่งเฉยเช่นนี้คุณหนูอี้นั่นคงได้ใจไปไม่น้อยแล้ว”
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางได้ใจไปเถิด อย่างไรเสียนี่ก็คงเป็เพียงสิ่งเดียวที่นางพอจะตอบโต้ข้าได้บ้าง”
“แต่ว่าคุณหนู…” ยังไม่ทันที่เสี่ยวหนิงจะได้เอ่ยต่อคุณหนูของนางก็โบกมือไล่นางออกไป ไม่ให้อยู่รบกวนการทำงานของนางอีก
เสี่ยวหนิงทำได้เพียง เก็บกลั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ก่อนจะก้าวออกไปด้านนอกตามคำสั่งคุณหนูของนางอย่างไม่เต็มใจนัก
ยิ่งได้ยินคำตอบขอบคุณหนูเสี่ยวหนิงก็ยิ่งรู้สึกโมโหมากขึ้น เหตุใดคุณหนูของนางถึงได้นิ่งเฉยได้เช่นนี้กันเพราะหากเป็นางแล้วล่ะก็ ไม่ว่ายังไงก็ควรจะตอบโต้กลับไปบ้างจึงจะถูก จะมานิ่งเฉยยอมเป็ฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้ได้อย่างไร
หลังจากที่เสี่ยวหนิงออกไปแล้วยามนี้ในห้องจึงเหลือเพียงหลิวซือนัวเพียงผู้เดียว เ้าของร่างอวบอิ่มวางแบบผ้าในมือลงก่อนจะมองไปยังทางที่สาวใช้คนสนิทของนางเดินออกไปด้วยความไม่พอใจเมื่อครู่นี้
นางรู้ว่าเสี่ยวหนิงนั้นไม่ค่อยพอใจที่นางไม่ตอบโต้คุณหนูอี้ทว่าเื่ที่ไม่ตอบโต้สิ่งใดนั้นเพราะว่านางตั้งใจให้คุณหนูอี้ผู้นั้นเห็นว่านางไม่สนใจหรือถือโกรธเพียงเื่ที่ถือว่าเล็กน้อยเช่นนี้หากแต่นางสนใจในเื่ของกิจการมากกว่าและเห็นเป็สิ่งสำคัญอันดับแรก
อีกอย่างเื่การจบการค้ากับสกุลอี้ก็ถือว่าเป็บทเรียนมากพอสำหรับคุณหนูอี้ผู้นั้นแล้ว
ในเมื่อได้ให้บทเรียนไปแล้วนางก็ควรทำใจกว้างให้สมกับเป็ผู้ใหญ่ที่ไม่สมควรมั่วแต่เสียเวลาไปกับการคิดเล็กคิดน้อย
หลิวซือนัวนั้นไม่สนใจข่าวลือพวกนั้นก็จริงทว่านางกับลืมไปเสียสนิทว่านอกจากเสี่ยวหนิงนั้นก็ยังมีคนอีกผู้หนึ่งที่สนใจข่าวลือเกี่ยวกับตัวนางเป็อย่างมากและเป็เดือดเป็ร้อนกับเื่นี้ยิ่งกว่าเสี่ยวหนิงเป็ร้อยเท่าพันเท่าอยู่อีกผู้หนึ่ง
คนผู้นั้นก็คือ หลิวฮูหยิน ท่านแม่ของนางนั้นเองและท่านแม่ก็คือต้นเหตุที่ทำให้นางต้องมาอยู่ในรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองเป่ยจูในขณะนี้
ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน
เสียงร่ำไห้ดังออกมาถึงด้านนอกโถงรับรองของเรือนใหญ่ของสกุลหลิวแน่นอนว่าเ้าของเสียงร่ำไห้นี้คือผู้ใดนั้นหลิวซือนัวสามารถรับรู้ได้ในทันที
นอกจากท่านแม่ของนางแล้วยังจะเป็ผู้ใดไปได้อีกเล่านางก้าวเท้าให้เร็วขึ้นอีกระดับหนึ่งเพื่อที่จะได้เข้าไปในโถงด้านในให้ได้เร็วยิ่งขึ้นและจะได้รู้ว่าด้านในเกิดเื่ใหญ่อะไรขึ้นกันแน่ ท่านแม่นางถึงได้ร้องห่มร้องไห้เสียงดังไปทั่วจวนเช่นนี้
“ท่านแม่ ท่านร้องไห้ทำไมกันเ้าคะบอกให้นัวเอ๋อร์ รู้ได้หรือไม่เ้าคะท่านแม่” นางคุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้ามารดาตนมือก็เอื้อมไปจับมือของมารดามากุมเอาไว้อย่างนุ่มนวล
“ข้างนอกมีข่าวลือเื่ของเ้าหนาหูทีเดียวเ้ารู้หรือไม่” หลิวฮูหยินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แค่เพียงข่าวลือเท่านั้นไม่นานผู้คนก็ลืมไปเองเ้าค่ะ ท่านแม่อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลย”
“เื่ของเ้าแม่ไม่ใส่ใจได้หรือแม่ทำไม่ได้หรอกนะนัวเอ๋อร์” เ้าของั์ตาและน้ำเสียงแสนเศร้าในยามนี้ตัดพ้อขึ้น
“ท่านแม่”
“เกิดข่าวลือเช่นนี้ขึ้นเื่แต่งงานของเ้าต่อจากนี้ก็คงไม่ง่ายแล้ว”
อ่า ในที่สุดนางก็ได้รู้สาเหตุที่แท้จริงของท่านแม่แล้วที่จริงเื่ที่ท่านแม่เป็ห่วงหาใช่ข่าวลือข้างนอกนั้นไม่ แต่กังวลเื่แต่งงานของนางที่อาจจะกระทบในภายหน้าต่างหาก
“ท่านแม่ ลูกเพิ่งสิบห้าเท่านั้นยังอยากอยู่กับท่านพ่อท่านแม่เช่นนี้ไปอีกหลายปีเ้าค่ะพอถึงเวลานั้นคงจะไม่มีผู้ใดจำข่าวลือที่เคยมีได้แล้วเ้าค่ะไม่สู้ให้เวลาเป็สิ่งแก้ปัญหาทุกอย่าง จากนี้พวกเราก็แค่รอผลลัพธ์ของเวลาก็พอนะเ้าคะ”
“ผลลัพธ์ของเวลาเกรงว่ามารดาเช่นข้าจะทนรอไม่ไหว!!!”
หลังจากนั้นนางก็ถูกสั่งให้เตรียมตัวเดินทางลงใต้ไปบ้านพี่ใหญ่ทันทีอีกทั้งท่านแม่ยังกำชับมาอีกว่าหากไม่มีจดหมายเรียกตัวกลับ ก็ห้ามนางกลับมาเองตามอำเภอใจเด็ดขาดไม่เช่นนั้นมารดาของนางจะร้องไห้จนขาดใจ และจะสิ้นลมต่อหน้าให้นางดู
หลิวซือนัวนั้นแม้จะไม่ได้อยากไปเท่าใดนักทว่านางในฐานะบุตรสาวย่อมไม่อาจเมินเฉยต่อคำสั่งของท่านแม่ได้ นางจึงได้ตัดสินใจออกเดินทางตามที่ท่านแม่สั่ง
อีกอย่างที่เมืองเป่ยจูที่พี่ใหญ่นางไปเปิดร้านสาขาอยู่ที่นั่นก็ได้ชื่อว่าเป็เมืองการค้าขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้แน่นอนว่านางไปที่นั่นย่อมมีโอกาสพบเห็นผ้าใหม่ ๆ แปลกตา อีกทั้งสิ้นค้าแปลกใหม่อื่นๆ อีกมากมาย การไปเป่ยจูครั้งนี้ดูแล้วน่าจะได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อยทีเดียว
นางจะถือว่านี่เป็การท่องเที่ยวก็แล้วกัน