เกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร

    ตอนที่ 103 ใส่ร้าย

    ลานรวมกองกำลัง หน้าประตูแดนลับสุสานหมื่นอสูร – หลังจากออกมา

     

    ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมบรรยากาศหลังการเอาชีวิตรอดจากแดนลับ

    เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างแหลมคม

     

    “หลี่หยาง เจ้ากล้าทำร้ายหลงซางเทียน แล้วเอาร่างของมันมาปั้นหน้าแสร้งเป็นผู้มีบุญคุณรึ?”

     

    ทุกคนหันขวับไปตามเสียง

    ซ่งจิ่นซาน จากสำนักชิงหลง เดินออกมาด้วยสีหน้าหาเรื่องเต็มที่

    นางมองหลี่หยางด้วยแววตาเย้ยหยัน และแฝงความละโมบ

     

    หลี่หยางยืนนิ่งไม่ตอบ ราวกับไม่ต้องการต่อล้อต่อเถียง

    แต่ทันใดนั้น ผู้อาวุโสชุดม่วงของสำนักชิงหลง—เถิงอวิ๋นหลง

    ก็ก้าวออกมา สีหน้าเคร่งขรึม

     

    “หลี่หยาง เจ้าทำร้ายลูกศิษย์ของสำนักชิงหลง ข้าจะทวงความยุติธรรมให้เขา“

     

    เสียงคำรามของเขาดังสะท้านพื้นดิน

    บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที ผู้คนรอบข้างรู้สึกถึงแรงกดดันอันรุนแรงแผ่พุ่ง

     

    “นี่เจ้าคิดจะใช้อำนาจข่มเหงผู้เยาว์หรือ?”

     

    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝั่ง

    ผู้อาวุโสพันธมิตรนักล่าอสูร—จูเหยียนเทียน

    ก้าวออกมายืนเคียงข้างหลี่หยางด้วยใบหน้าดุดันด้านหลังเขายังมี ซูเทียนหง ยืนอยู่ด้วย

     

     

    “หลี่หยางคือผู้มีคุณูปการในการช่วยหลงซางเทียนไว้ หากไม่มีเขา บางทีร่างของศิษย์เจ้าคงถูกทิ้งไว้ในแดนลับแล้ว!”

     

    “อย่าได้คิดใช้เล่ห์กลไร้ยางอาย เพื่อทำร้ายคนอื่นจะดีกว่า!”

     

    เถิงอวิ๋นหลงได้ยินก็แค่นเสียง

     

    “เจ้ากำลังเข้าข้างคนของเจ้า  !”

     

    ทันใดนั้น—เสียงนุ่มทว่าแฝงอำนาจก็ดังแทรกขึ้นอีกเสียง

     

    ผู้อาวุโสหอโอสถตะวันคราม—ไป๋เทียนอวี้ ก้าวออกมาพร้อมคณะศิษย์

    เขาโค้งเล็กน้อยให้หลี่หยางก่อนหันไปจ้องผู้อาวุโสเถิงอวิ๋นหลง

     

    “หากมิใช่เพราะหลี่หยาง ไป๋หรงเซียนและคนอื่นๆแห่งหอโอสถเรา คงไม่มีทางรอดกลับมา”

    “ในสายตาข้า—ผู้ที่พยายามช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเช่นนี้เขาไม่ใช่คนอย่างที่ท่านกล่าวแน่!”

     

    เสียงของไป๋เทียนอวี้ก้องไปทั่วลานรวม

    ทำให้ผู้คนที่ล้อมรอบเริ่มกระซิบกันอย่างสับสน บ้างหันมามองซ่งจิ่นซานด้วยแววตาเคลือบแคลง

     

    หลี่หยางยืนนิ่ง มองทุกอย่างด้วยดวงตาเยือกเย็น

    จากนั้นจึงพูดเพียงเบา ๆ:

     

    “หากข้าต้องการฆ่ามัน จริงๆข้าคงไม่เหลือซากศพมาให้พวกท่านได้เห็นมันอีก ส่วนเจ้า ซ่งจิ่นซานหากข้าไม่กำจัด อสูรขั้นราชั้นสองตนนั้นพวกเจ้าจะได้ออกมายืนอยู่แบบนี้หรือ”

    หลังจากหลี่หยางพูด คนที่รอดชีวิตมาจากแดนลับต่างก็กระซิบกระซาบกัน ทำให้ซ่งจิ่นซาน หน้าเสีย

    ”และที่เจ้ากล้าออกมากล่าวหาข้าเช่นนี้ เจ้าคงคิดสินะว่าข้าได้หัวใจราชีนีมาจากแดนลับ พวกเจ้าจึงหวังจะชิงมันจากข้า โดยใช้หลงซางเทียนเป็นข้ออ้างสินะ? ช่างวางแผนกันดีเสียจริงทั้งศิษย์ทั้งอาวุโส“ หลี่หยางกล่าวต่อ

     

    ซ่งจิ่นซานกัดริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

     

    บรรยากาศเริ่มเงียบงันเมื่อหลี่หยางเอ่ยออกมา

    ใบหน้าเขานิ่งเยือก ดวงตาไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย

    เขากวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะกล่าวเสียงชัดเจนอีกครั้ง:

     

    “การเข้าแดนลับ… พวกเราทุกคนต่างก็เตรียมใจไว้แล้ว ว่าจะอาจไม่มีวันได้กลับออกมา”

     

    “ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและความโหดร้ายเช่นนั้น การปะทะกันเป็นเรื่องธรรมดา”

    “ใครที่เข้าไป… ก็ย่อมมีโอกาสสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นคนของสำนักใดก็ตาม ก่อนเข้าไปทุกคนต่างรู้ดี!”

     

    เสียงของเขาเด็ดขาด

    เขาหันไปมองซ่งจิ่นซานตรง ๆ

     

    “แต่เมื่อออกมาแล้ว ยังจะมีคนที่กล่าวหาอีกฝ่ายด้วยปากเปล่า…”

    “เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ โดยไม่ใส่ใจความจริงหรือหลักฐาน”

     

    เขาหัวเราะเย็น ๆ หนึ่งที

     

    “ถ้าการสูญเสียศิษย์สักคน จะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นพวกไร้เหตุผล ไร้ยางอาย เช่นนี้”

    “ข้าก็มีข้อเสนอให้…”

     

    เสียงเงียบลงราวกับทุกคนกลั้นลมหายใจ

     

    “ต่อไป… พวกเจ้าก็อย่าส่งใครเข้าแดนลับไหนอีกเลยจะดีกว่า”

    “อยู่ในเมือง… อยู่ในตำหนักใหญ่ ห้อมล้อมด้วยม่านอาคม ก็จะไม่มีใครตายแน่นอน”

     

    “และ…ต่อจากนี้หากมันผู้ใดจากสำนักชิงหลงเข้าแดนลับพร้อมกับข้า ข้าจะไม่ปราณีมันอีกต่อไป ข้าจักไม่ช่วยใครจากสำนักนี้อีกแม้แต่คนเดียว”

     

    ตอนนี้หลี่หยางถือสำนักชิงหลงเป็นศัตรูอย่างแท้จริงแล้ว

     

    …เงียบงัน

     

    หลายคนเริ่มมองหน้ากัน

    สีหน้าของผู้อาวุโสพันธมิตรและหอโอสถเริ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อย

    ส่วนฝั่งสำนักชิงหลงนั้น—สีหน้าเคร่งเครียดและเสียหน้าอย่างชัดเจน

     

    ไป๋เทียนอวี้ขยับพัดในมือเบา ๆ กล่าวเสริมอย่างเฉียบคม

     

    “คำพูดของหลี่หยาง… สมเหตุสมผลยิ่งกว่าคำกล่าวหาทั้งหมดในที่นี้เสียอีก”

     

    สีหน้าของผู้อาวุโสจากสำนักชิงหลงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว

    ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้น เขาไม่อาจหาข้ออ้างชิงหัวใจราชินีมาได้

    คำพูดของหลี่หยางเมื่อครู่ ไม่เพียงตอกหน้าซ่งจิ่นซาน หากแต่ยังทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าทุกคน

     

    “เจ้าหนุ่ม… จำไว้ให้ดี”

    “ข้าไม่ลืมสิ่งที่เจ้าได้ทำไว้ในวันนี้แน่!”

     

    เขากระชากชายแขนเสื้อสะบัด ก่อนหันไปกล่าวกับศิษย์และผู้ติดตามของตน

     

    “กลับ!”

     

    พลังปราณแผ่ซ่านเบื้องหลัง

    ฝูงคนของสำนักชิงหลงตึงเครียด พากันเดินตามผู้อาวุโสไปอย่างรวดเร็ว

    บรรยากาศรอบด้านคลายลงเมื่อกลุ่มนั้นลับสายตา

     

    ไป๋เทียนอวี้ ผู้อาวุโสหอโอสถตะวันคราม หันมาพยักหน้าให้หลี่หยางเบา ๆ

     

    “เจ้าทำได้ดี… ไม่ใช่แค่ฝีมือ แต่ยังกล้าพูดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า”

    “หากวันหน้าเจ้าต้องการขอความช่วยเหลือจากหอโอสถตะวันคราม จงส่งสารมาได้ทุกเมื่อ”

     

    หลี่หยางโค้งคำนับตอบอย่างสงบ

     

    จากนั้นผู้อาวุโสของพันธมิตรนักล่าอสูร ก็ก้าวเข้ามาตบบ่าหลี่หยางเบา ๆ

     

    “เจ้าเก็บหัวใจราชินีได้ จริงหรือไม่? และยังมีชีวิตกลับมา ข้าถือว่าเจ้าทำเกินกว่าหน้าที่มากแล้ว”

    “พักฟื้นให้ดี แล้วเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคตเถอะ”

     

    หลังจากนั้น กองกำลังต่าง ๆ ก็แยกย้ายกันไป

    สุสานหมื่นอสูรที่เคยครึกโครม ตอนนี้กลับเงียบสงัดลง

    ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งการต่อสู้ ความสูญเสีย และกลิ่นอายของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น…

    ณ โถงใหญ่ของพันธมิตรนักล่าอสูร — ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง

     

    แสงไฟจากโคมวิญญาณสว่างเรืองรอง กลิ่นอาหารและสุราหอมกรุ่นไปทั่วทั้งโถง

    เสียงหัวเราะ เสียงชนจอก และบทเพลงแห่งชัยชนะดังกึกก้อง

    นักล่าทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างรวมตัวกันหลังจากรอดชีวิตจากแดนลับหมื่นอสูร

     

    หลี่หยางยืนอยู่หน้าเวทีหลักของโถง

    ภายในมือของเขา คือกล่องหยกสีเลือดที่ปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา

    เมื่อเขายื่นมันให้กับชายชราผู้หนึ่งที่มีลำแสงปราณแผ่วเบาแผ่ออกมา…

    ผู้นำพันธมิตรนักล่าอสูร — ซูเยวี่ยนจื้อ

     

    ซูเยวี่ยนจื้อรับกล่องด้วยมือที่มั่นคง ก่อนค่อย ๆ เปิดฝากล่องออกต่อหน้าทุกสายตา

    ทันใดนั้น กลิ่นอายที่ทรงพลังและสูงส่งปะทะออกมาเบา ๆ

    เป็นพลังที่มวลอสูรต้องสั่นสะท้าน — พลังของราชินีอสูร!

     

    “เจ้าได้มันมาจริงๆ?”

    ซูเยวี่ยนจื้อ เอ่ยเสียงดัง พลางหรี่ตาจ้องมองกล่องในมือ

     

    “ใช่ครับ แต่ข้าดูแล้วมันกลับมีพลังเพียงน้อยนิด เหตุใดผู้คนถึงได้แก่งแย่งกัน” เขากล่าวออกมาโดยทำหน้าตาใสซื่อที่สุด

    ซูเยวี่ยนจื้อ กลับส่ายหน้าพร้อมพูด

    “หัวใจราชินีอสูร…

    กองกำลังนับสิบ นับร้อย เข้าสู่แดนลับหมื่นอสูรมาหลายทศวรรษ

    ไม่มีใครแม้แต่จะเข้าใกล้ได้

    แต่ตอนนี้… เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง กลับนำมันกลับมา พลังด้านในอาจจะเสื่อมไปตามกาลเวลา แต่การได้มันมานั้นก็เท่ากับว่าเรา…ชนะและมันก็ยังใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต”

     

    ทั้งโถงเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงตะโกนจะระเบิดขึ้น

     

    “หลี่หยาง! หลี่หยาง! หลี่หยาง!!”

     

    เสียงร้องเรียกชื่อเขาดังสนั่น

    นักล่าหลายคนลุกขึ้นยืน ยกจอกสุราขึ้นดื่มเพื่อเฉลิมฉลองให้กับชื่อของเขา

    บางคนถึงกับร้องไห้เพราะปลาบปลื้ม

    นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของคน ๆ เดียว แต่มันคือชัยชนะของพันธมิตรทั้งหมด

     

    ซูเยวี่ยนจื้อมองหลี่หยางอีกครั้ง ดวงตาฉายแววภูมิใจ

     

    “เจ้าทำเกินกว่าที่พวกเราคาดคิดไว้มาก

    จากนี้ไป ชื่อของเจ้า — จะถูกจารึกไว้ในทำเนียบนักล่าอสูรระดับสูงของพันธมิตร

    และหากเจ้าปรารถนา ข้าจะเปิดห้องฝึกพลังลับของพันธมิตรให้เจ้าเข้าใช้งานก่อนใคร”

    “และ จากนี้ “

     

     ซูเยวี่ยนจื้อ ผู้นำสูงสุดของพันธมิตร ก้าวออกมาพร้อมแผ่นป้ายสีดำสนิท ขอบทองเรืองแสงเล็กน้อย สลักอักษร “S” ขนาดใหญ่กลางป้าย มันคือ ป้ายนักล่าระดับ S ที่เป็นเครื่องหมายของนักล่าระดับสูงสุดของพันธมิตร

     

    เขายกมือขึ้นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

     

    “หลี่หยาง ด้วยผลงานการนำหัวใจราชินีออกมาสำเร็จ ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมกองกำลัง และพิสูจน์ความกล้าหาญและทรงพลังเหนือใคร ข้าขอมอบป้ายนักล่าระดับ S นี้ให้เจ้าอย่างเป็นทางการ!”

     

    เสียงเงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงโห่ร้องและปรบมือจะดังกระหึ่มไปทั่วโถง

     

    “จากวันนี้ไป เจ้า—หลี่หยาง จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของพันธมิตร…ในฐานะ นักล่าระดับ S ที่อายุน้อยที่สุด!”

     

    หลี่หยางยกมือรับป้ายด้วยความสงบ ทว่าในใจกลับเต้นแรง ไม่ใช่เพราะยินดีในเกียรติยศ แต่เพราะเขารู้ว่า—เส้นทางของเขา เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

     

     

    หลี่หยางย่อกายเล็กน้อย โค้งคำนับแทนคำขอบคุณ

     

    “ข้ายังมีหนทางอีกยาวไกล แต่ข้าสัญญา…

    ว่าจะไม่ทำให้พันธมิตรต้องผิดหวัง”

     

    เมื่อทุกอย่างจบลง หลี่หยางจึงเดินกลับมาที่โรงเตี๊ยมที่พักประจำของเขา ร่างกายแม้จะอ่อนล้าเต็มที แต่จิตใจกลับสงบลงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน

     

    เสียงจอกชาชนกันและเสียงหัวเราะจากชั้นล่างยังคงดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่เขาเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังห้องพักของตน บรรยากาศคุ้นเคยทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

     

    ภายในห้องที่เงียบสงบ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างกระทบผ้าปูเตียงสีซีด หลี่หยางถอดชุดคลุม เปลี่ยนเป็นชุดบางเบาแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง

     

    “ศึกนี้…รอดมาได้ก็นับว่าบุญแล้ว…”

    เขาพึมพำเบา ๆ ดวงตาหนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลง

     

    ค่ำคืนนี้…ไม่มีฝัน ไม่มีเสียงอสูรคำราม ไม่มีไอมรณะไหลวน

    มีเพียงเสียงลมหายใจของเด็กหนุ่มผู้ผ่านสนามรบแห่งความตาย

    และในค่ำคืนที่แสนเงียบสงบนั้น

    —เขาหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

     


     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครา ข้าจะเป็นราชันผู้อัญเชิญสัตว์อสูร ที่คุณอ่าน