ลานรวมกองกำลัง หน้าประตูแดนลับสุสานหมื่นอสูร – หลังจากออกมา
ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมบรรยากาศหลังการเอาชีวิตรอดจากแดนลับ
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นอย่างแหลมคม
“หลี่หยาง เจ้ากล้าทำร้ายหลงซางเทียน แล้วเอาร่างของมันมาปั้นหน้าแสร้งเป็นผู้มีบุญคุณรึ?”
ทุกคนหันขวับไปตามเสียง
ซ่งจิ่นซาน จากสำนักชิงหลง เดินออกมาด้วยสีหน้าหาเรื่องเต็มที่
นางมองหลี่หยางด้วยแววตาเย้ยหยัน และแฝงความละโมบ
หลี่หยางยืนนิ่งไม่ตอบ ราวกับไม่ต้องการต่อล้อต่อเถียง
แต่ทันใดนั้น ผู้อาวุโสชุดม่วงของสำนักชิงหลง—เถิงอวิ๋นหลง
ก็ก้าวออกมา สีหน้าเคร่งขรึม
“หลี่หยาง เจ้าทำร้ายลูกศิษย์ของสำนักชิงหลง ข้าจะทวงความยุติธรรมให้เขา“
เสียงคำรามของเขาดังสะท้านพื้นดิน
บรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที ผู้คนรอบข้างรู้สึกถึงแรงกดดันอันรุนแรงแผ่พุ่ง
“นี่เจ้าคิดจะใช้อำนาจข่มเหงผู้เยาว์หรือ?”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฝั่ง
ผู้อาวุโสพันธมิตรนักล่าอสูร—จูเหยียนเทียน
ก้าวออกมายืนเคียงข้างหลี่หยางด้วยใบหน้าดุดันด้านหลังเขายังมี ซูเทียนหง ยืนอยู่ด้วย
“หลี่หยางคือผู้มีคุณูปการในการช่วยหลงซางเทียนไว้ หากไม่มีเขา บางทีร่างของศิษย์เจ้าคงถูกทิ้งไว้ในแดนลับแล้ว!”
“อย่าได้คิดใช้เล่ห์กลไร้ยางอาย เพื่อทำร้ายคนอื่นจะดีกว่า!”
เถิงอวิ๋นหลงได้ยินก็แค่นเสียง
“เจ้ากำลังเข้าข้างคนของเจ้า !”
ทันใดนั้น—เสียงนุ่มทว่าแฝงอำนาจก็ดังแทรกขึ้นอีกเสียง
ผู้อาวุโสหอโอสถตะวันคราม—ไป๋เทียนอวี้ ก้าวออกมาพร้อมคณะศิษย์
เขาโค้งเล็กน้อยให้หลี่หยางก่อนหันไปจ้องผู้อาวุโสเถิงอวิ๋นหลง
“หากมิใช่เพราะหลี่หยาง ไป๋หรงเซียนและคนอื่นๆแห่งหอโอสถเรา คงไม่มีทางรอดกลับมา”
“ในสายตาข้า—ผู้ที่พยายามช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเช่นนี้เขาไม่ใช่คนอย่างที่ท่านกล่าวแน่!”
เสียงของไป๋เทียนอวี้ก้องไปทั่วลานรวม
ทำให้ผู้คนที่ล้อมรอบเริ่มกระซิบกันอย่างสับสน บ้างหันมามองซ่งจิ่นซานด้วยแววตาเคลือบแคลง
หลี่หยางยืนนิ่ง มองทุกอย่างด้วยดวงตาเยือกเย็น
จากนั้นจึงพูดเพียงเบา ๆ:
“หากข้าต้องการฆ่ามัน จริงๆข้าคงไม่เหลือซากศพมาให้พวกท่านได้เห็นมันอีก ส่วนเจ้า ซ่งจิ่นซานหากข้าไม่กำจัด อสูรขั้นราชั้นสองตนนั้นพวกเจ้าจะได้ออกมายืนอยู่แบบนี้หรือ”
หลังจากหลี่หยางพูด คนที่รอดชีวิตมาจากแดนลับต่างก็กระซิบกระซาบกัน ทำให้ซ่งจิ่นซาน หน้าเสีย
”และที่เจ้ากล้าออกมากล่าวหาข้าเช่นนี้ เจ้าคงคิดสินะว่าข้าได้หัวใจราชีนีมาจากแดนลับ พวกเจ้าจึงหวังจะชิงมันจากข้า โดยใช้หลงซางเทียนเป็นข้ออ้างสินะ? ช่างวางแผนกันดีเสียจริงทั้งศิษย์ทั้งอาวุโส“ หลี่หยางกล่าวต่อ
ซ่งจิ่นซานกัดริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
บรรยากาศเริ่มเงียบงันเมื่อหลี่หยางเอ่ยออกมา
ใบหน้าเขานิ่งเยือก ดวงตาไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
เขากวาดมองไปรอบ ๆ ก่อนจะกล่าวเสียงชัดเจนอีกครั้ง:
“การเข้าแดนลับ… พวกเราทุกคนต่างก็เตรียมใจไว้แล้ว ว่าจะอาจไม่มีวันได้กลับออกมา”
“ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและความโหดร้ายเช่นนั้น การปะทะกันเป็นเรื่องธรรมดา”
“ใครที่เข้าไป… ก็ย่อมมีโอกาสสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นคนของสำนักใดก็ตาม ก่อนเข้าไปทุกคนต่างรู้ดี!”
เสียงของเขาเด็ดขาด
เขาหันไปมองซ่งจิ่นซานตรง ๆ
“แต่เมื่อออกมาแล้ว ยังจะมีคนที่กล่าวหาอีกฝ่ายด้วยปากเปล่า…”
“เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ โดยไม่ใส่ใจความจริงหรือหลักฐาน”
เขาหัวเราะเย็น ๆ หนึ่งที
“ถ้าการสูญเสียศิษย์สักคน จะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นพวกไร้เหตุผล ไร้ยางอาย เช่นนี้”
“ข้าก็มีข้อเสนอให้…”
เสียงเงียบลงราวกับทุกคนกลั้นลมหายใจ
“ต่อไป… พวกเจ้าก็อย่าส่งใครเข้าแดนลับไหนอีกเลยจะดีกว่า”
“อยู่ในเมือง… อยู่ในตำหนักใหญ่ ห้อมล้อมด้วยม่านอาคม ก็จะไม่มีใครตายแน่นอน”
“และ…ต่อจากนี้หากมันผู้ใดจากสำนักชิงหลงเข้าแดนลับพร้อมกับข้า ข้าจะไม่ปราณีมันอีกต่อไป ข้าจักไม่ช่วยใครจากสำนักนี้อีกแม้แต่คนเดียว”
ตอนนี้หลี่หยางถือสำนักชิงหลงเป็นศัตรูอย่างแท้จริงแล้ว
…เงียบงัน
หลายคนเริ่มมองหน้ากัน
สีหน้าของผู้อาวุโสพันธมิตรและหอโอสถเริ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อย
ส่วนฝั่งสำนักชิงหลงนั้น—สีหน้าเคร่งเครียดและเสียหน้าอย่างชัดเจน
ไป๋เทียนอวี้ขยับพัดในมือเบา ๆ กล่าวเสริมอย่างเฉียบคม
“คำพูดของหลี่หยาง… สมเหตุสมผลยิ่งกว่าคำกล่าวหาทั้งหมดในที่นี้เสียอีก”
สีหน้าของผู้อาวุโสจากสำนักชิงหลงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว
ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้น เขาไม่อาจหาข้ออ้างชิงหัวใจราชินีมาได้
คำพูดของหลี่หยางเมื่อครู่ ไม่เพียงตอกหน้าซ่งจิ่นซาน หากแต่ยังทำให้เขาต้องอับอายต่อหน้าทุกคน
“เจ้าหนุ่ม… จำไว้ให้ดี”
“ข้าไม่ลืมสิ่งที่เจ้าได้ทำไว้ในวันนี้แน่!”
เขากระชากชายแขนเสื้อสะบัด ก่อนหันไปกล่าวกับศิษย์และผู้ติดตามของตน
“กลับ!”
พลังปราณแผ่ซ่านเบื้องหลัง
ฝูงคนของสำนักชิงหลงตึงเครียด พากันเดินตามผู้อาวุโสไปอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศรอบด้านคลายลงเมื่อกลุ่มนั้นลับสายตา
ไป๋เทียนอวี้ ผู้อาวุโสหอโอสถตะวันคราม หันมาพยักหน้าให้หลี่หยางเบา ๆ
“เจ้าทำได้ดี… ไม่ใช่แค่ฝีมือ แต่ยังกล้าพูดในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า”
“หากวันหน้าเจ้าต้องการขอความช่วยเหลือจากหอโอสถตะวันคราม จงส่งสารมาได้ทุกเมื่อ”
หลี่หยางโค้งคำนับตอบอย่างสงบ
จากนั้นผู้อาวุโสของพันธมิตรนักล่าอสูร ก็ก้าวเข้ามาตบบ่าหลี่หยางเบา ๆ
“เจ้าเก็บหัวใจราชินีได้ จริงหรือไม่? และยังมีชีวิตกลับมา ข้าถือว่าเจ้าทำเกินกว่าหน้าที่มากแล้ว”
“พักฟื้นให้ดี แล้วเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคตเถอะ”
หลังจากนั้น กองกำลังต่าง ๆ ก็แยกย้ายกันไป
สุสานหมื่นอสูรที่เคยครึกโครม ตอนนี้กลับเงียบสงัดลง
ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งการต่อสู้ ความสูญเสีย และกลิ่นอายของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น…
ณ โถงใหญ่ของพันธมิตรนักล่าอสูร — ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง
แสงไฟจากโคมวิญญาณสว่างเรืองรอง กลิ่นอาหารและสุราหอมกรุ่นไปทั่วทั้งโถง
เสียงหัวเราะ เสียงชนจอก และบทเพลงแห่งชัยชนะดังกึกก้อง
นักล่าทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างรวมตัวกันหลังจากรอดชีวิตจากแดนลับหมื่นอสูร
หลี่หยางยืนอยู่หน้าเวทีหลักของโถง
ภายในมือของเขา คือกล่องหยกสีเลือดที่ปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา
เมื่อเขายื่นมันให้กับชายชราผู้หนึ่งที่มีลำแสงปราณแผ่วเบาแผ่ออกมา…
ผู้นำพันธมิตรนักล่าอสูร — ซูเยวี่ยนจื้อ
ซูเยวี่ยนจื้อรับกล่องด้วยมือที่มั่นคง ก่อนค่อย ๆ เปิดฝากล่องออกต่อหน้าทุกสายตา
ทันใดนั้น กลิ่นอายที่ทรงพลังและสูงส่งปะทะออกมาเบา ๆ
เป็นพลังที่มวลอสูรต้องสั่นสะท้าน — พลังของราชินีอสูร!
“เจ้าได้มันมาจริงๆ?”
ซูเยวี่ยนจื้อ เอ่ยเสียงดัง พลางหรี่ตาจ้องมองกล่องในมือ
“ใช่ครับ แต่ข้าดูแล้วมันกลับมีพลังเพียงน้อยนิด เหตุใดผู้คนถึงได้แก่งแย่งกัน” เขากล่าวออกมาโดยทำหน้าตาใสซื่อที่สุด
ซูเยวี่ยนจื้อ กลับส่ายหน้าพร้อมพูด
“หัวใจราชินีอสูร…
กองกำลังนับสิบ นับร้อย เข้าสู่แดนลับหมื่นอสูรมาหลายทศวรรษ
ไม่มีใครแม้แต่จะเข้าใกล้ได้
แต่ตอนนี้… เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง กลับนำมันกลับมา พลังด้านในอาจจะเสื่อมไปตามกาลเวลา แต่การได้มันมานั้นก็เท่ากับว่าเรา…ชนะและมันก็ยังใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต”
ทั้งโถงเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงตะโกนจะระเบิดขึ้น
“หลี่หยาง! หลี่หยาง! หลี่หยาง!!”
เสียงร้องเรียกชื่อเขาดังสนั่น
นักล่าหลายคนลุกขึ้นยืน ยกจอกสุราขึ้นดื่มเพื่อเฉลิมฉลองให้กับชื่อของเขา
บางคนถึงกับร้องไห้เพราะปลาบปลื้ม
นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะของคน ๆ เดียว แต่มันคือชัยชนะของพันธมิตรทั้งหมด
ซูเยวี่ยนจื้อมองหลี่หยางอีกครั้ง ดวงตาฉายแววภูมิใจ
“เจ้าทำเกินกว่าที่พวกเราคาดคิดไว้มาก
จากนี้ไป ชื่อของเจ้า — จะถูกจารึกไว้ในทำเนียบนักล่าอสูรระดับสูงของพันธมิตร
และหากเจ้าปรารถนา ข้าจะเปิดห้องฝึกพลังลับของพันธมิตรให้เจ้าเข้าใช้งานก่อนใคร”
“และ จากนี้ “
ซูเยวี่ยนจื้อ ผู้นำสูงสุดของพันธมิตร ก้าวออกมาพร้อมแผ่นป้ายสีดำสนิท ขอบทองเรืองแสงเล็กน้อย สลักอักษร “S” ขนาดใหญ่กลางป้าย มันคือ ป้ายนักล่าระดับ S ที่เป็นเครื่องหมายของนักล่าระดับสูงสุดของพันธมิตร
เขายกมือขึ้นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“หลี่หยาง ด้วยผลงานการนำหัวใจราชินีออกมาสำเร็จ ช่วยชีวิตเพื่อนร่วมกองกำลัง และพิสูจน์ความกล้าหาญและทรงพลังเหนือใคร ข้าขอมอบป้ายนักล่าระดับ S นี้ให้เจ้าอย่างเป็นทางการ!”
เสียงเงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงโห่ร้องและปรบมือจะดังกระหึ่มไปทั่วโถง
“จากวันนี้ไป เจ้า—หลี่หยาง จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของพันธมิตร…ในฐานะ นักล่าระดับ S ที่อายุน้อยที่สุด!”
หลี่หยางยกมือรับป้ายด้วยความสงบ ทว่าในใจกลับเต้นแรง ไม่ใช่เพราะยินดีในเกียรติยศ แต่เพราะเขารู้ว่า—เส้นทางของเขา เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
หลี่หยางย่อกายเล็กน้อย โค้งคำนับแทนคำขอบคุณ
“ข้ายังมีหนทางอีกยาวไกล แต่ข้าสัญญา…
ว่าจะไม่ทำให้พันธมิตรต้องผิดหวัง”
เมื่อทุกอย่างจบลง หลี่หยางจึงเดินกลับมาที่โรงเตี๊ยมที่พักประจำของเขา ร่างกายแม้จะอ่อนล้าเต็มที แต่จิตใจกลับสงบลงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน
เสียงจอกชาชนกันและเสียงหัวเราะจากชั้นล่างยังคงดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่เขาเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังห้องพักของตน บรรยากาศคุ้นเคยทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ภายในห้องที่เงียบสงบ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างกระทบผ้าปูเตียงสีซีด หลี่หยางถอดชุดคลุม เปลี่ยนเป็นชุดบางเบาแล้วทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดเรี่ยวแรง
“ศึกนี้…รอดมาได้ก็นับว่าบุญแล้ว…”
เขาพึมพำเบา ๆ ดวงตาหนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลง
ค่ำคืนนี้…ไม่มีฝัน ไม่มีเสียงอสูรคำราม ไม่มีไอมรณะไหลวน
มีเพียงเสียงลมหายใจของเด็กหนุ่มผู้ผ่านสนามรบแห่งความตาย
และในค่ำคืนที่แสนเงียบสงบนั้น
—เขาหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน