[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 83 ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขานั้นช่างลวงตา คู่หมั้นของข้ามาถึงแล้วหรือ

    ตอนที่ 83 ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขานั้นช่างลวงตา คู่หมั้นของข้ามาถึงแล้วหรือ

            กู้ฉางเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม

            ผู้มาใหม่คือเจ้าสำนักแห่งสำนักโอสถยอดวิถีผู้มีนามว่าจื่อเหยียน เจ้าสำนักผู้ทรงอำนาจ สตรีที่ควบคุมดูแลสำนักอันยิ่งใหญ่นี้ด้วยมืออันมั่นคง เป็นที่เลื่องลือในแดนสวรรค์ทั้งในเรื่องความสามารถและไหวพริบ

            แม้นางจะดูเหมือนมีอายุมิมาก ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงผลลัพธ์ของการรักษาความงามในวัยเยาว์เท่านั้น อายุที่แท้จริงของนางอาจอยู่ในยุคของบรรพชนรุ่นปู่ทวดของกู้ฉางเกอเสียด้วยซ้ำ

            เมื่อมาถึงสำนักแห่งนี้ กู้ฉางเกอก็คิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะให้หลินชิวหานฝากตัวเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักจื่อเหยียน

            และในตอนนี้ เจ้าสำนักผู้นี้ก็กลับเสนอตัวเข้าหานางเอง ทำให้เขาประหยัดเวลาไปมิน้อย

            “นายน้อยฉางเกอช่างมีน้ำใจยิ่งนัก ที่ได้นำยอดอัจฉริยะเช่นนี้มาสู่สำนักของข้า ช่างช่วยแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของสำนักได้เป็นอย่างดี”

            เจ้าสำนักจื่อเหยียนก้าวเข้าสู่มหาวิหารด้วยท่าทีสง่างาม เสียงของนางอ่อนโยนชวนฟัง ทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง

            สายตาของนางจับจ้องไปยังกู้ฉางเกอ ราวกับต้องการอ่านทะลุความนัยในใจเขา

            ในฐานะที่นางติดตามข่าวคราวในแดนสวรรค์เบื้องบน จึงได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับกู้ฉางเกอมามิน้อย บุรุษหนุ่มผู้ถูกเล่าขานว่าทั้งเย็นชา ไร้หัวใจ อีกทั้งยังทุ่มเทให้กับการฝึกบำเพ็ญเพียร

            เหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นกับตระกูลกู้เมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้ แม้ว่าตระกูลกู้จะปิดข่าวได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าข่าวนี้ก็กลับเป็นที่รับรู้ในหมู่นิกายและสำนักต่างๆ และนางก็ได้ยินข้อมูลลับมามิน้อย

            ว่ากันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้านางในขณะนี้

            “ท่านเจ้าสำนักจื่อเหยียนกล่าวเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่ยืมดอกไม้บูชาพระ ขอเพียงช่วยหาที่เหมาะสมให้แก่ชิวหานเท่านั้นเอง”

            กู้ฉางเกอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

            เจ้าสำนักจื่อเหยียนเพียงยิ้มบาง มิได้แสดงความคิดเห็นอันใด  แม้จะมิรู้ว่าข่าวลือนั้นจริงเท็จเพียงใด ทว่านางกลับมองออกว่ากู้ฉางเกอเป็นผู้ที่มีจิตใจล้ำลึกและเปี่ยมด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพียงใด

            นอกจากนั้น ระดับพลังของเขายังสูงส่งอย่างน่าประหลาด ในบรรดาคนหนุ่มสาวของแดนสวรรค์ มีเพียงมิกี่คนที่จะเทียบเทียมกับเขาได้

            สง่างาม สุภาพ และชาญฉลาด

            บุรุษผู้นี้มิใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน

            “นี่คือตราสำนักโอสถยอดวิถีของเรา นายน้อยฉางเกอสามารถใช้ตรานี้เรียกใช้ปรมาจารย์โอสถของสำนักเราได้ตามต้องการ”

            “มิเพียงเท่านั้น แม้แต่ปรมาจารย์หรือเจ้าแห่งยอดเขาในสำนัก ท่านก็สามารถสั่งการได้โดยใช้ตรานี้ แต่โอกาสดังกล่าวนับว่ามีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

            “ที่ท่านส่งตัวแม่นางผู้นี้มาที่สำนักของเรา บุญคุณครั้งนี้สำนักโอสถยอดวิถีจะจดจำไว้ในใจตลอดไป”

            เมื่อเจ้าสำนักจื่อเหยียนกล่าวจบ พลันมีวัตถุชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ

            มันคือตราสลักลวดลายวิถีโอสถอันงดงาม มิทราบว่าหลอมขึ้นด้วยวัตถุวิเศษใด แต่ให้ความรู้สึกเก่าแก่ล้ำค่า ตัวอักษรคำว่าโอสถยอดวิถีเด่นชัดเป็นอย่างยิ่ง

            “ท่านเจ้าสำนัก…”

            บรรดาปรมาจารย์ในมหาวิหารล้วนเปลี่ยนสีหน้าไปในทันที มิมีผู้ใดคาดคิดว่าเจ้าสำนักจะยอมมอบตราสำนักโอสถยอดวิถีที่สำคัญยิ่งเช่นนี้ให้แก่กู้ฉางเกอ

            สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร ย่อมมิต้องอธิบายให้มากความ

            สำหรับโลกภายนอกนั้น ตรานี้เทียบได้กับการที่เจ้าสำนักจื่อเหยียนปรากฏตัวด้วยตนเอง

            แม้กู้ฉางเกอจะเป็นนายน้อยแห่งตระกูลกู้ และการที่เขานำหลินชิวหานผู้มีพรสวรรค์อันล้ำเลิศมามอบให้จะเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงต่อพวกเขา ทว่านี่ก็ยังมิเพียงพอที่จะทำให้เจ้าสำนักยอมมอบตราสิ่งนี้ออกมาได้

            “ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอถือวิสาสะรับเอาไว้แล้ว”

            เมื่อได้เห็นตราดังกล่าว กู้ฉางเกอมิมีทางปฏิเสธ เพราะเขารู้ดีว่าตรานี้มีความหมายเพียงใด

            ตราสำนักโอสถยอดวิถีสามารถสั่งการปรมาจารย์โอสถส่วนใหญ่ในแดนสวรรค์เบื้องบนได้ และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจที่น่าหวาดหวั่น

            ของล้ำค่าชิ้นนี้ที่เจ้าสำนักจื่อเหยียนมอบให้เขา ก็ทำเอาเขารู้สึกแปลกใจมิน้อย

            ทว่าในเมื่อยึดหลักการว่าของดีย่อมมิควรปล่อยให้เสียเปล่า กู้ฉางเกอจึงย่อมต้องรับไว้

            ในอนาคต หากต้องการโอสถใด ก็เพียงใช้ตรานี้เรียกหาปรมาจารย์ของสำนักโอสถยอดวิถีมาเตรียมให้ โดยที่เขามิจำเป็นจะต้องเตรียมวัตถุดิบเองเลย

            มิว่าจะเป็นโอสถผสานวิญญาณ โอสถแปรจิตวิญญาณ หรือแม้แต่โอสถอื่นใดอีกร้อยชนิด เขาก็สามารถร้องขอได้ตามใจปรารถนา

            อย่างไรก็ตาม กู้ฉางเกอเข้าใจนัยยะแฝงในสิ่งที่เจ้าสำนักจื่อเหยียนต้องการจะสื่อ ตราสำนักโอสถยอดวิถีนี้เปรียบได้กับราคาที่เขา ขายหลินชิวหานให้กับสำนัก

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของกู้ฉางเกอจึงปรากฏแววบางอย่างที่ยากจะเข้าใจออกมา

            “เป็นผู้เสียสละอย่างดีอยู่แล้วแท้ๆ ทว่ากลับต้องมาคิดเล็กคิดน้อยให้ยุ่งยาก”

            เขาคิดในใจ

            การที่เขานำหลินชิวหานมาฝากไว้ที่นี่ ย่อมแสดงว่าเขามิมีความหวั่นเกรงว่านางจะทรยศต่อเขาอย่างแน่นอน

            “ชิวหาน นี่คือเจ้าสำนักจื่อเหยียนแห่งสำนักโอสถยอดวิถี ต่อจากนี้ไป นางจะเป็นอาจารย์ของเจ้า ดูแลตนเองให้ดีและตั้งใจศึกษาวิชาหลอมโอสถกับนาง…”

            กู้ฉางเกอกล่าวพลางยิ้มบาง ก่อนจะยื่นมือไปลูบเรือนผมของหลินชิวหานด้วยท่าทีอ่อนโยน ทว่ากลับมิได้เอ่ยถึงเรื่องที่เขานำหลินชิวหานมาฝากไว้ที่สำนักนี้เลยแม้แต่น้อย

            ส่วนตราสำนักโอสถยอดวิถีที่มาอยู่ในมือเขานั้น… อยากได้คืนหรือ ฝันไปเถิด

            “จะเป็นผู้เสียสละก็เป็นดีๆ ยังจะมอบของมีค่ามาให้ข้าอีก”

            ในใจของเขา กู้ฉางเกอแทบอยากจะมอบบัตรคนดีให้กับเจ้าสำนักจื่อเหยียนด้วยซ้ำ

            “อื้ม! คุณชายวางใจได้เลยเจ้าค่ะ! ข้าจะมิทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน”

            หลินชิวหานตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยเพราะความใกล้ชิดของกู้ฉางเกอ

            เมื่อเห็นท่าทีของกู้ฉางเกอที่แสร้งทำเป็นมิเข้าใจในนัยยะที่ตนเองแสดงออกนั้น เจ้าสำนักจื่อเหยียนก็มีสีหน้าชะงักงันเล็กน้อยก่อนจะกลับมาสงบดังเดิม

            เพราะเหตุใดกันนะ นางจึงรู้สึกเหมือนกับโยนซาลาเปาให้สุนัข แล้วมิได้สิ่งใดกลับมาเลย

            ในใจของเจ้าสำนักจื่อเหยียนพลันเกิดความรู้สึกเสียดายขึ้นมาลึกๆ นางเริ่มสงสัยว่าเหตุใดตนจึงคิดไปเองได้ว่ากู้ฉางเกอจะเป็นคนดีได้

            แท้จริงแล้ว ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขานั้นช่างลวงตา แม้แต่นางก็ยังเผลอเชื่อว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้

            อย่างไรก็ตาม เจ้าสำนักจื่อเหยียนยังมั่นใจว่า หากนางดูแลหลินชิวหานอย่างดี สั่งสอนนางอย่างจริงใจ เมื่อเวลาผ่านไป ความผูกพันระหว่างหลินชิวหานกับสำนักจะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

            และแผนการของกู้ฉางเกอที่จะให้สำนักโอสถยอดวิถีช่วยหล่อหลอมฝึกฝนหลินชิวหานเพื่อประโยชน์ของตนเองนั้น ก็คงจะล้มเหลวในที่สุด

            “เจ้ามีนามว่าชิวหานใช่หรือไม่ ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะเป็นอาจารย์ของเจ้า”

            เจ้าสำนักจื่อเหยียนกล่าวกับหลินชิวหานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางรู้สึกถูกชะตากับเด็กสาวผู้นี้เป็นอย่างมาก และในใจลึกๆ ก็เริ่มวางแผนที่จะฝึกฝนหลินชิวหานให้กลายเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป

            ด้วยพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ของหลินชิวหาน นางมั่นใจว่านางจะประสบความสำเร็จในวิถีโอสถ และในอนาคตต้องเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่านางเองอย่างแน่นอน

            “ศิษย์ชิวหานขอคารวะท่านอาจารย์”

            หลินชิวหานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อม พร้อมกับก้มตัวทำความเคารพอย่างเหมาะสม ความประทับใจที่นางมีต่อเจ้าสำนักจื่อเหยียนยิ่งเพิ่มขึ้น เนื่องจากนางเห็นว่าอาจารย์ผู้นี้มอบสิ่งของมีค่ามากมายให้กับกู้ฉางเกอในทันทีที่พบกัน

            …

            เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องราว กู้ฉางเกอมิเพียงแต่ส่งหลินชิวหานมาสู่สำนักโอสถยอดวิถีให้กลายเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักได้สำเร็จ ทว่าเขายังได้รับบุญคุณจากสำนักเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้รับตราสำนักโอสถยอดวิถีมาครอบครอง

            นอกจากนี้ ยังมีแต้มวาสนาที่เพิ่มขึ้นอีกห้าร้อยแต้ม

            กู้ฉางเกอรู้สึกว่าการเดินทางในครั้งนี้ช่างคุ้มค่าเกินคาด

            ณ บริเวณหน้าประตูภูผาของสำนักโอสถยอดวิถี ร่างของกู้ฉางเกอพลันปรากฏขึ้นโดยมีปรมาจารย์หลายคนมาส่งเขาด้วยความนอบน้อม

            “นายน้อย!” อาต้ากับผู้ติดตามคนอื่นๆ รวมถึงผู้อาวุโสหมิงที่รออยู่ก่อนแล้วรีบเดินเข้ามาทักทาย

            “ทุกท่านส่งข้าถึงเพียงนี้ก็พอแล้ว เมื่อฝากชิวหานไว้กับพวกท่านแล้ว ข้าก็นับว่าวางใจได้”

            กู้ฉางเกอหันไปพูดกับเหล่าปรมาจารย์ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

            “นายน้อยฉางเกอพูดเกินไปแล้ว บุญคุณของท่านในวันนี้ สำนักโอสถยอดวิถีของเราจะจดจำไปตลอดกาล”

            เหล่าปรมาจารย์เอ่ยยิ้มพร้อมกับค้อมตัวอย่างนอบน้อม ทว่าภายในใจกลับอดกลอกตามิได้

            นายน้อยแห่งตระกูลกู้ผู้นี้ ดูภายนอกเหมือนเทพเซียนผู้ใจเย็นอ่อนโยน ทว่าภายในกลับดำมืดยิ่งนัก

            เขารับตราสำนักโอสถยอดวิถีไปโดยมิมีท่าทีลังเลอันใด หรือแม้แต่การแสดงถึงความซาบซึ้งต่อสิ่งที่ได้รับ ทว่าสีหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉยมิเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

            ภาพสีหน้าของเจ้าสำนักจื่อเหยียนในตอนที่ตกตะลึงและมิอาจถอนคำพูดกลับได้ ยังคงชัดเจนในความทรงจำของพวกเขา

            …

            “ชิวหาน… เจ้าพบกับนายน้อยแห่งตระกูลกู้ได้อย่างไรหรือ”

            หลังจากกู้ฉางเกอจากไป เจ้าสำนักจื่อเหยียนก็พูดคุยกับหลินชิวหานเกี่ยวกับกฎระเบียบของสำนักโอสถยอดวิถี ทว่าก็อดเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นมิได้

            กู้ฉางเกอไปเจอเด็กสาวที่ทั้งไร้เดียงสาและซื่อตรงอย่างหลินชิวหานมาจากที่ใดกัน

            ดูท่าทีแล้วหลินชิวหานคงมิรู้ตัวเลยว่าโดนกู้ฉางเกอปิดบังสิ่งใดไว้

            เรียกได้ว่ากู้ฉางเกอแทบจะขายนางไปแล้ว ทว่าหลินชิวหานกลับยังคงยิ้มแย้มราวกับช่วยเขานับเงินอยู่

            เรื่องนี้ทำให้เจ้าสำนักจื่อเหยียนอดรู้สึกกังวลแทนศิษย์ของนางมิได้

            ทว่าหลินชิวหานก็กลับดูมิเหมือนคนที่ไร้ซึ่งสติปัญญาไปเสียทีเดียว

            “ท่านอาจารย์หมายถึงคุณชายหรือเจ้าคะ ครั้งแรกที่ข้าได้พบคุณชาย คือที่ตระกูลหลินในดินแดนจงโจวแห่งพื้นพิภพเทียนชิง ที่นั่นเป็นบ้านเกิดของข้า…”

            เมื่อพูดถึงครั้งแรกที่ได้พบกู้ฉางเกอ หลินชิวหานจดจำภาพนั้นได้อย่างชัดเจน

            ในความทรงจำของนาง เขาช่างสง่างาม สูงส่ง ราวกับเทพเจ้าในวัยเยาว์ที่แผ่รัศมีอันลึกลับปกคลุมรอบกาย

            เขานั่งอยู่ในบัลลังก์สูงสุดด้วยท่าทีเรียบเฉย สายตามองลงมาเหมือนทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม

            ขณะที่นางได้แต่แอบมองเขาอยู่จากวงนอก

            เมื่อได้ยินเรื่องราวนี้ เจ้าสำนักจื่อเหยียนถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง นางรู้สึกพูดมิออก

            นางอาศัยอยู่ในแดนสวรรค์มาอย่างยาวนาน เพียงมองก็สามารถเข้าใจกลวิธีง่ายๆ เหล่านี้ได้ทันที

            กู้ฉางเกอผู้นี้แน่นอนว่ามิใช่คนดีอันใด

            เขาใช้กลอุบายเล็กน้อย ทว่ากลับทำให้หลินชิวหานตกอยู่ภายใต้เสน่ห์ของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบได้

            ดูท่าต่อจากนี้ นางคงต้องเตือนหลินชิวหานให้ระมัดระวังตัวและมองเห็นธาตุแท้ของกู้ฉางเกอให้ชัดเจน

            …

            จากสำนักโอสถยอดวิถีแห่งดินแดนบูรพาพิชิตสวรรค์ กู้ฉางเกอกลับมายังตระกูลกู้โดยใช้เวลาสามวัน

            ทุกสิ่งสงบเรียบร้อย มิมีเหตุการณ์ใดผิดปกติ

            ภายในพระราชวัง

            กู้ฉางเกอนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง ร่างในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์เสมือนหลุดพ้นจากโลกียะ ผมดำเป็นประกายราวกับหยกทมิฬที่ขัดจนแวววาว ให้ความรู้สึกเหนือธรรมชาติ

            ในขณะนั้น สีหน้าของเขาเรียบสงบ นัยน์ตาดูมืดลึกไร้ก้นบึ้งราวกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ ภายในประกายตาปรากฏสัญลักษณ์สีดำจำนวนมากกำลังหมุนเวียน

            กลางฝ่ามือของเขา ปรากฏขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคาขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ ขวดนั้นดำสนิทแผ่รัศมีสีดำเปล่งประกาย แกว่งไกวขึ้นลงอย่างมีพลัง

            “การหลอมขวดศักดิ์สิทธิ์กลืนมารนี้ ใช้เวลาข้าไปตั้งหลายวันทีเดียว”

            กู้ฉางเกอรำพึงกับตัวเอง ก่อนจะถอนตัวออกจากสมาธิ

            นัยน์ตาสีดำสนิทของเขาปรากฏประกายวาบสว่างขึ้นวูบหนึ่ง

            ขวดมหามรรคาสีดำที่ลอยอยู่ในอากาศเบื้องหน้า พลันจมหายเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับว่ามันมิเคยดำรงอยู่

            “หน้าต่างแสดงคุณสมบัติ”

            กู้ฉางเกอกล่าวในใจ

            ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ

            รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า

            อาวุธ: ทวนมารทลายสวรรค์

            สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ นายน้อยตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง

            สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร  

            ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับจอมราชัน ขั้นต้น

            เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 8 ความคืบหน้า 30 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) พลังแห่งมิติ (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ วิชาเซียนไร้สิ้นสุด…

            ค่าชะตาสวรรค์: 1,000

            ค่าวาสนา: 1,500 (ระดับสีดำ)

            ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว

            คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *3 (สามารถรวมกันได้) การ์ดปล้นวาสนา *3 

            เมื่อมองดูแต้มชะตาสวรรค์ในปัจจุบันของตน กู้ฉางเกอก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มค้นหาในระบบร้านค้า

            “หากใช้แต้มวาสนาแลกรวมกับแต้มชะตาสวรรค์ คงจะได้ประมาณ 16,000 แต้ม ซึ่งเพียงพอสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าหลายรายการแล้ว…”

            แม้กระดูกแห่งมรรคาจะเป็นสิ่งล้ำค่า ทว่าสุดท้ายก็มิใช่สิ่งที่เป็นของเขาโดยกำเนิด บัดนี้ดวงจิตแห่งมารของเขาได้ซึมซับความสามารถและพลังศักดิ์สิทธิ์ของกระดูกนั้นไปแล้ว ประโยชน์ของมันจึงมิได้นับว่ามากมายอีกต่อไป

            และแน่นอนว่าก่อนอื่นเขาต้องสำรวจดูว่ามีสิ่งใดในระบบร้านค้าที่เหมาะสมบ้าง เพื่อเตรียมการสำหรับแผนการในอนาคต

            ในเวลานี้ เขายังมิได้กลับไปที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ หากแต่รอฟังข่าวจากเยี่ยนจี เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกู้เซียนเอ๋อร์ เพื่อที่จะสามารถจัดเตรียมแผนการได้อย่างเหมาะสม

            มินานนัก กู้ฉางเกอก็สะดุดตากับสินค้าบางชิ้นในระบบร้านค้า นัยน์ตาหรี่ลงเล็กน้อย

            “หากเป็นเช่นนี้ ความเป็นไปได้ก็เพิ่มขึ้นมากทีเดียว” รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งปรากฏขึ้นที่มุมปาก

            ต่อให้กู้เซียนเอ๋อร์มีภูมิหลังอันทรงพลังเพียงใด เขาก็มิสนใจอันใด เพราะทุกสิ่งนั้นล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา

            ในขณะนั้นเอง เสียงรายงานจากผู้รับใช้ดังขึ้นนอกพระราชวัง ทำให้กู้ฉางเกอชะงักเล็กน้อย

            “นายน้อย ท่านผู้นำตระกูลสั่งให้ท่านไปพบที่วิหารหลัก บัดนี้จักรพรรดิแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน พร้อมด้วยองค์หญิงสี่ได้มาเยือน และกำลังรออยู่ที่มหาวิหารแล้ว”

            เมื่อกู้ฉางเกอได้ยินดังนั้น เขาก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง

            “คู่หมั้นของข้า… มาถึงแล้วหรือ”  

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน