หลังจากอันเจิงใช้มือฉีกออกท้องฟ้าที่มืดมิดก็ถูกทำลาย ก้อนเมฆและทหารสวมชุดเกราะสีดำ พร้อมกับเยาโซ่วก็จางหายไปกลายเป็นเพียงอากาศที่ปลิวออกไปเท่านั้น
ท้องฟ้าเริ่มเงียบสงบแล้วแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็ดูอ่อนโยนมากขึ้น
จากนั้นอันเจิงก็สังเกตเห็นว่าตอนนี้พวกเขาได้กลับมาอยู่หน้าเวทีในโรงละครอีกครั้ง
เด็กผู้ชายที่อายุราวหกถึงเจ็ดขวบกอดเข่านั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเวทีอย่างเชื่อฟังแล้วมองดูการแสดงตรงหน้าอย่างตั้งใจอันเจิงดูออกว่าการแสดงตรงหน้าก็คือการแสดงของแคว้นเยี่ยนถึงแม้จะมีรายละเอียดไม่มาก แต่เพราะความน่าสนใจในการร้องทำให้ชาวเยี่ยนทุกคนชื่นชอบการแสดงเช่นนี้มาก แต่จู่ ๆ เด็กคนนี้ก็เริ่มตื่นตระหนกและมองไปยังรอบด้านตลอดเวลาราวกับกำลังเตรียมตัวอะไรบางอย่าง
“เจ้ากำลังกลัวอยู่?” อันเจิงเดินเข้าไปพร้อมถามขึ้น
ตู้โซ่วโซ่วลากตัวถางไทเช้อ“นี่มันเรื่องอะไรกัน? เป็นแบบนี้ได้อย่างไร? เด็กนี่ก็คือเจ้าของโลกมายาทั้งหมดนี่รึ?แต่เขายังตัวเล็กนิดเดียวอยู่เลยนะ จะเป็นไปได้อย่างไร”
ถางไทเช้อกดเสียงต่ำแล้วพูดขึ้น “เงียบก่อนตอนนี้โลกมายานี้เงียบสงบลงแล้ว อาจเพราะย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของมันเด็กชายตรงหน้าอาจไม่ใช่ความจริงและอาจเป็นไปได้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเจ้าของโลกมายาการกระทำของพวกเราอาจส่งผลต่อความสงบในใจของเขาได้ ฉะนั้นตั้งใจดูอย่างเงียบ ๆเถอะ ตอนนี้เหมือนจิตใจของอันเจิงและคนคนนี้เชื่อมถึงกัน อย่างไรเราดูเงียบ ๆอย่างเดียวก็พอ”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้าแล้วไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียวพวกเขาทั้งสองคนไม่กล้าเข้าใกล้ เพียงยืนดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
อันเจิงค่อย ๆ ก้าวเข้าไปเด็กผู้ชายคนนั้นจึงหันมามองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็แสดงท่าทีหวาดกลัวแล้วถอยไปด้านหลังด้วยสัญชาตญาณ“เจ้าเป็นใคร? เจ้าจะจับข้ากลับไปบ่มเพาะพลังวัตรรึ?”
อันเจิงส่ายหน้าจากนั้นก็ยิ้มด้วยความเมตตา “ไม่ ข้าก็ชอบดูการแสดงเช่นนี้เหมือนกัน”
อันเจิงนั่งลงข้างเด็กผู้ชายคนนั้น“แต่ข้าไม่รู้เลยว่าการแสดงนี้เรียกว่าอะไร”
เหมือนเด็กผู้ชายคนนั้นจะผ่อนคลายลงไม่น้อย เขามองอันเจิงแวบหนึ่งก่อนจะพูดราวกับได้ใจ“การแสดงนี้เรียกว่าละครก่อตั้งแคว้นเยี่ยนเป็นการเล่าเรื่องตอนที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งแคว้น หากแม้กระทั่งเรื่องนี้เจ้าก็ยังไม่รู้ขายหน้าแล้วล่ะ”
อันเจิงยิ้ม “เพราะข้าไม่ค่อยมีเวลาปกติก็ยุ่งมาก ถึงแม้จะชอบดูการแสดงแบบนี้ แต่กลับหาเวลาว่างมาดูไม่ได้เลยฉะนั้นจึงไม่รู้ว่านี่คือการแสดงอะไร เจ้าจะหัวเราะข้าไม่ได้นะ”
เด็กผู้ชายคนนี้รูปโฉมงดงามเมื่อได้ยินอันเจิงพูดเช่นนี้ เขาจึงเริ่มพูดขึ้น “ความจริงแล้ว...ข้าก็เหมือนเจ้านั่นแหละข้าถูกบังคับให้บ่มเพาะพลังวัตรตั้งแต่อายุสี่ขวบ แล้วยังไม่ให้ออกจากบ้านอีกนี่ข้าต้องแอบหนีออกมาดูการแสดงนี้ ข้าชอบดูมันมากแต่พวกเขาไม่อนุญาตทุกครั้งที่ข้าหนีออกมาได้ ไม่นานพวกเขาก็จะมาจับข้ากลับไปอีก จากนั้นก็ตีข้า...พวกเขาพูดว่าข้าคืออนาคตของตระกูลจึงไม่มีเวลามาทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ ต้องบ่มเพาะพลังวัตรเท่านั้น...แต่ข้าเหนื่อยมากข้าไม่อยากบ่มเพาะพลังวัตร และข้าก็ไม่อยากเป็นอนาคตของตระกูลด้วย”
อันเจิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดขึ้นมาทันทีจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาให้เด็กน้อยเช็ดน้ำตา “เจ้าวางใจเถอะวันนี้ไม่มีใครมาจับเจ้ากลับไปหรอก ข้ามาเพื่อปกป้องเจ้า”
“จริง ๆ หรือ?”
เด็กผู้ชายมองไปยังอันเจิงด้วยความหวังจากนั้นก็ส่ายหน้า “คนในครอบครัวข้าดุร้ายมาก ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับพวกเขาพี่ชายรีบกลับไปเถอะ ข้ากลัวทำให้เจ้าต้องลำบาก ข้าขอดูอีกประเดี๋ยวแล้วข้าจะรีบกลับไปเองหากถูกพวกเขาจับได้ละก็ พวกเขาต้องอัดข้าอย่างโหดร้ายแน่เลย”
อันเจิงรู้สึกใจชา เขายกมือขึ้นลูบหัวเด็กผู้ชายตัวเล็กตรงหน้า“วางใจเถอะ ข้าบอกแล้วว่าจะมาปกป้องเจ้า ฉะนั้นจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้าอีก”
เด็กผู้ชายดูดีใจขึ้นมาทันที“วันนี้ข้าจะดูละครเรื่องก่อตั้งแคว้นเยี่ยนจนจบเลย ข้าไม่เคยดูมันจบเลยสักครั้ง”
เขาหันไปมองอะไรบางอย่างด้วยสัญชาตญาณราวกับในใจยังคงกังวลอยู่
ในขณะที่เขาหันกลับไปนั้นอันเจิงก็รู้สึกว่าต้องเกิดเรื่องแน่ นี่คือโลกมายาของเด็กคนนี้ฉะนั้นเขานึกอะไรก็จะเป็นไปตามนั้น อย่างไรตัวเองก็เป็นเพียงคนที่ผ่านมาในขณะที่อันเจิงกำลังกังวล ประตูด้านนอกก็ถูกคนทำลายลงแล้ว ชายสวมชุดดำหลายคนพุ่งเข้ามาจากด้านนอกด้วยสีหน้าดุร้ายพวกเขาก้าวยาว ๆ เข้ามา ขณะที่พวกเขาเดินเข้ามาก็กลายร่างเป็นโครงกระดูกโครงกระดูกที่สวมชุดดำ ไม่ต่างไปจากโครงกระดูกที่พวกเขาเจอบนเวทีในตอนแรกเลย
อันเจิงเข้าใจทันทีนี่ก็คือความกลัวที่อยู่ในใจของเด็กชายคนนี้นี่เองฉะนั้นแม้กระทั่งการแสดงก็เปลี่ยนไปตามความกลัว เริ่มจากการดูการแสดงแล้วเปลี่ยนมาเป็นโครงกระดูกที่เริงระบำบนเวที ทุกอย่างในนี้ก็คือฝันร้ายของเด็กผู้ชายคนนี้
ด้านหลังโครงกระดูกสวมชุดสีดำก็คือฮูหยินผู้เฒ่าที่ถือไม้เท้าเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่เย็นยะเยือกจนน่ากลัวนางยื่นมือไปชี้ที่เด็กผู้ชายพร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุร้าย “จับตัวกลับไปซะแล้วอัดให้น่วม! เด็กไร้ประโยชน์ ตระกูลพยายามเลี้ยงเจ้าอย่างสุดความสามารถให้เจ้าได้เป็นอนาคตของตระกูล หลังจากนี้เจ้าต้องใช้ความตั้งใจในการบ่มเพาะพลังวัตรเท่านั้นจะมีเวลามาดูการแสดงแบบนี้ได้อย่างไร!”
เด็กผู้ชายตกใจกลัวแล้วรีบซ่อนตัวที่ด้านหลังอันเจิง“ข้าไม่กลับ ข้าไม่อยากบ่มเพาะพลังวัตร...ข้าชอบดูการแสดง!”
อันเจิงลุกขึ้นแล้วปกป้องเด็กผู้ชาย
“เจ้าคือใคร?” ฮูหยินผู้เฒ่ามองไปยังอันเจิงด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
อันเจิงยิ้มอย่างเย็นยะเยือก“ข้าไม่เหมือนเจ้า เจ้าเป็นสิ่งของในใจเขาแต่ข้าไม่ใช่เจ้าไม่รู้สึกว่าการทำเช่นนี้จะเกินไปหน่อยรึ? เขาเพิ่งจะอายุเท่าไหร่เองพวกเจ้าก็บังคับเขาเช่นนี้แล้ว ถ้าหากไม่เชื่อฟังก็ต้องถูกตี ยิ่งไปกว่านั้นยังจะอัดให้น่วมอีกเจ้าใส่ใจเขาจริงหรือ? หรือเพราะกลัวว่าจะไม่มีใครมาสืบทอดตระกูลนี้ต่อคนที่จะมาสืบทอดเป็นใครก็ได้ เพียงแค่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ก็พออย่างนั้นสินะหากตีเขาจนตาย เจ้าก็แค่หาผู้สืบทอดคนใหม่ อย่างนั้นใช่หรือไม่?”
ฮูหยินผู้เฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือก“นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลเกา เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถาม? ข้าจะให้โอกาสเจ้าไสหัวไปไม่อย่างนั้นเจ้าต้องตายสถานเดียว”
อันเจิงรู้สึกว่าเด็กที่อยู่ด้านหลังตัวเองตัวสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆอันเจิงจึงยื่นมือไปกอดเขาไว้ “ข้าไม่มีทางให้พวกเขาทำร้ายเจ้าอีกและไม่มีทางให้พวกเขาบังคับเจ้าให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ นี่คือโลกของเจ้าทุกสิ่งในนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าคิดขึ้นมา เชื่อข้านะมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถกำจัดคนพวกนี้ออกจากสมองได้”
เด็กผู้ชายส่ายหน้าแล้วใบหน้าก็ขาวซีดจนน่ากลัว “ข้า...ข้ากลัวนาง!”
เขายกมือชี้ไปที่ฮูหยินผู้เฒ่าท่านนั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าระเบิดโมโห “ข้าเป็นย่าแท้ๆ ของเจ้า! แต่เจ้ากล้าหลบหลังคนนอกแบบนี้เสียแรงที่ข้าฝากความหวังไว้ที่เจ้ามาหลายปี เพื่อเลี้ยงดูเจ้า ตระกูลเกาต้องยอมเสียอะไรไปบ้างทำไมเจ้าไม่เข้าใจอะไรเลย!”
อันเจิงพูดขึ้น “ที่เจ้าสนใจไม่ใช่ตัวเขาแต่เป็นตัวเจ้าเองมากกว่า หรืออาจเป็นอนาคตของตระกูลที่เจ้าพูดถึงเจ้าเป็นถึงย่าแท้ ๆ แล้วเจ้าเคยคิดถึงเขาในฐานะย่าบ้างหรือไม่? เจ้าเป็นห่วงเป็นใยเขาบ้างหรือไม่?เจ้าเคยถามเขาหรือไม่ว่าตัวเขาชอบอะไร? เจ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาอยากทำและอะไรคือสิ่งที่เขาไม่อยากทำ? ในใจของเขาเจ้าไม่ใช่ย่าเลยด้วยซ้ำแต่เจ้าเป็นวิญญาณร้ายที่เขาเกลียดชัง”
“ข้าจะฆ่าเจ้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าชี้ไปด้านหน้า“ฉีกมันเป็นชิ้น ๆ แล้วโยนให้สุนัขกิน!”
โครงกระดูกที่สวมชุดสีดำเริ่มพุ่งมาด้านหน้า อันเจิงตบไหล่ของเด็กผู้ชายเบาๆ “เชื่อมั่นในตัวเอง เจ้าสามารถไล่พวกเขาได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าที่ใบหน้าดูดุร้ายก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวจากนั้นก็กระแทกไม้เท้าในมือ “เจ้ากล้ารึ! อย่าลืมว่าเจ้าเป็นบุตรหลานของตระกูลเกาในตัวเจ้าหล่อเลี้ยงด้วยเลือดเนื้อของตระกูลเกา ทุกอย่างที่เจ้ามีในวันนี้ล้วนมีตระกูลเกาคอยมอบให้ ไม่ว่าจะอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่มทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงชีวิตเจ้า ล้วนเป็นสิ่งที่ตระกูลเกามอบให้ทั้งนั้น!หากเจ้าอยากจากไปตอนนี้ นั่นก็เท่ากับทรยศ!”
“ข้าไม่เอา!”
เด็กผู้ชายนั่งลงแล้วกอดตัวเอง พร้อมตะโกนออกมา“ข้าไม่เอา ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น!”
เสื้อผ้าบนร่างของเขาฉีกขาดโดยที่เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม
คลื่นมหาศาลปรากฏขึ้นราวกับพายุที่เกิดจากความโกรธของมังกรขณะที่โครงกระดูกสวมชุดสีดำพุ่งมาด้านหน้าก็ถูกพายุซัดออกไปเพียงพริบตาก็กลายเป็นผุยผง พายุยังคงซัดไปด้านหน้า ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือขึ้นมาบังหน้าตัวเองไว้แต่หลังจากที่นางยกมือขึ้น นางกลับไม่มีเรี่ยวแรงเลยสักนิดแล้วนางก็ถูกพายุซัดลอยอยู่กลางอากาศ
“เจ้าไม่มีทางหนีมันพ้นนี่คือชะตากรรมของเจ้า!” ฮูหยินผู้เฒ่าที่ลอยอยู่กลางอากาศตะโกนขึ้น
อันเจิงถอดเสื้อคลุมของตัวเองไปห่อตัวเด็กคนนั้นแล้วอุ้มขึ้น “เจ้าทำได้อยู่แล้วไม่ว่าตอนไหนเจ้าก็สามารถทำเช่นนี้ได้ทั้งนั้นไม่ว่าท้องฟ้าบนหัวตัวเองจะมืดมิดเท่าไหร่ แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังคงอยู่ต่อให้เจ้าจะมองมันไม่เห็นมัน แต่ก็ต้องรักษาแสงสว่างในใจ เมื่อไหร่ที่เจ้าคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำจริงๆ เจ้าต้องฝึกปฏิเสธมันนะ”
เด็กผู้ชายคนนั้นพยักหน้า จากนั้นก็ตะโกนขึ้นไปบนฟ้า“ข้าไม่เอา! ข้าไม่ชอบ!”
พายุแตกสลาย แล้วฮูหยินผู้เฒ่าก็หายไปพร้อมพายุ
บนเวทียังคงแสดงละครเรื่องก่อตั้งแคว้นเยี่ยนอยู่เด็กชายกอดไหล่อันเจิงพร้อมร้องเพลงตามการแสดงบนเวทีดูเหมือนเขาจะผ่อนคลายลงไม่น้อย รอบด้านสงบลงราวกับไม่เคยเกิดเรื่องอะไรมาก่อนเด็กน้อยนั่งนิ่ง ในแววตายังคงมีน้ำตาคลอเบ้า
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เด็กผู้ชายก็เอามือออกจากไหล่อันเจิงอย่างกะทันหันจากนั้นก็ยืนนิ่ง แล้วหันไปบนเวทีที่กำลังแสดงอยู่พร้อมโค้งตัวคารวะ “ขอบคุณทุกคน”
คนที่อยู่บนเวทีหันมามองหน้ากันจากนั้นก็ยกมือคารวะเด็กน้อยด้านล่าง “ขอบคุณเจ้าเช่นกัน”
จากนั้นเวทีก็จางหายไป รอบด้านจมเข้าสู่ความมืดอีกครั้ง
มันคือความมืดที่ทำให้รู้สึกว่าจับต้องไม่ได้ ในขณะที่อันเจิงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันใดนั้น ลำแสงสีทองก็ฉีกความมืดแล้วพุ่งลงมาจากด้านบนลำแสงสีทองที่ริบหรี่เริ่มสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความมืดค่อย ๆ จางหายไปดวงอาทิตย์ยังคงอยู่บนท้องฟ้าแล้วส่องสว่างไปยังรอบด้าน
จากนั้นพวกเขาก็เห็นว่าไม่ไกลออกไปมีเก้าอี้ตั้งอยู่ตัวหนึ่ง ชายชราที่ผมและหนวดเคราสีขาวนั่งอยู่บนนั้นแล้วมองมายังอันเจิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณ
“ขอบคุณ” เขาพูดขึ้น
เสียงของเขาแหบแห้งราวกับไม่ได้พูดคุยมานานหลายปีเขาดูแก่มาก หากดูจากรูปลักษณ์อย่างน้อยก็คงอายุเจ็ดสิบถึงแปดสิบปีแล้วเขานั่งพิงเก้าอี้ราวกับไม่อาจควบคุมร่างกายได้ กลิ่นของคนสูงอายุลอยมาทางอันเจิง ทำให้พวกเขารู้สึกไม่ดีนัก
“เกาหยวนซู?” อันเจิงถามขึ้น
ชายชราพยักหน้า “ข้าเอง”
ชายชราเงยหน้ามองดวงอาทิตย์แสงสว่างนั้นแยงตาเขาจนน้ำตาแทบไหล แต่ราวกับเขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดแล้วมองดวงอาทิตย์อย่างแน่วแน่
“ตัวข้าเองยังไม่เคยนึกเลยว่า วันหนึ่งจะออกมาจากความฝันนี้ได้ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าโลกไหนคือโลกแห่งความเป็นจริงแต่ยังโชคดี...ไม่ใช่ทุกคนที่ในใจจะเต็มไปด้วยความมืด ฉะนั้นข้าขอขอบคุณเจ้าไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตาม”
เขามองไปยังอันเจิง “ขอบคุณ หากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะพูดมันหลายๆ ครั้ง แต่ข้าจะจบชีวิตตัวเองแล้ว ต้องจบทุกอย่างลงเสียที ขณะที่ข้าตื่นมาจากความฝันนี้ข้าก็รู้แล้วว่าตัวเองต้องเลือกอะไร ข้าไม่ชอบทุกอย่างที่นี่เลยสักนิดหากเลือกเกิดได้อีกครั้ง ข้าอยากเป็นเด็กในครอบครัวธรรมดา ๆที่เล่นดินโคลนในวัยเด็ก แอบหนีไปเล่นที่ลำธารในบางครั้งจากนั้นก็ถูกคนในครอบครัวจับกลับมาตี...การตีแบบนั้นคงจะเจ็บไม่มากหรอกใช่หรือไม่?”
ถางไทเช้อมองไปยังด้านหลัง“เจ้าไม่อยากเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหรือ? จบแบบนี้ ไม่รู้สึกว่าน่าเสียดายไปหน่อยหรือ?”
เกาหยวนซูยิ้ม “ไม่ มันไม่ใช่การจบแต่มันคือการเริ่มต้น”
หึ! ตู้โซ่วโซ่วเปล่งเสียงออกมา“ข้าไม่ชอบเจ้า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ชอบอยู่ดี เพื่อตัวเองเจ้าฆ่าเด็กและหญิงสาวมากมายขนาดนั้น เจ้าสมควรตายตั้งแต่แรกแล้ว!”
เกาหยวนซูชะงักไป จากนั้นก็ยิ้มแห้ง ๆ“ที่แท้นางก็เอาความอัปยศนี้ทิ้งไว้บนตัวข้านี่เองทุกคนก็เป็นเพียงหมากของนางเท่านั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่นางจัดเตรียม...การตายของคนพวกนั้นไม่เกี่ยวกับข้านางบอกว่าเพื่อช่วยข้าถึงฆ่าเด็กเหล่านั้นล่ะสิ? ไม่เลยนางทำเพื่อช่วยชีวิตตัวเองเท่านั้น นางสมควรตายตั้งนานแล้วตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว แต่นางก็เริ่มใช้วิธีชั่วร้ายแบบนั้นมาต่อชีวิตของตัวเองโทษที่ตระกูลเกามีทั้งหมดเป็นความชั่วที่นางก่อขึ้นทั้งนั้น แต่ถึงกระนั้นเรื่องพวกนี้จะไม่เกี่ยวกับข้าอีกต่อไปแล้ว...พวกเจ้าล้วนเป็นคนดีไม่ควรมาตายที่เดียวกันกับข้า”
เขาโบกมือ
รอบด้านเปลี่ยนไปทันที
อันเจิงและพวกเขากลับมาอยู่ในสวนของบ้านหลังเล็กอีกครั้งกิ่งไม้และต้นไม้ที่เลื้อยเต็มท้องฟ้าหายไปแล้วส่วนต้นพลับสองต้นก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม
ท่ามกลางความเลือนรางอันเจิงเหมือนได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่งกำลังร้องเพลงประกอบการแสดงละครเรื่องก่อตั้งแคว้นเยี่ยน
เสียงเพลงนี้ราวกับห่างไกลออกไปทุกที