เวลาได้ผ่านเลยไปจนถึงช่วงเย็นของวันซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ภานุจะต้องกลับบ้านบริเวณหน้าอาคารแมคเจนเนียได้ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้สวมชุดนักเรียนทหารอันโดดเด่นขึ้นชุดของเขาสะอาดและไร้ซึ่งรอยเปื้อนหรือคราบสกปรกใดๆราวกับเป็นเสื้อซื้อใหม่ รองเท้าเองก็ถูกขัดจนเงาวับสะท้อนภาพได้ราวกับกระจกเงา
ชายหนุ่มคนนั้นเดินด้วยท่าทางแปลกๆบางครั้งก็จับที่ก้นของตนเอง บางครั้งก็จับขาแต่มีอยู่บ่อยครั้งที่จับใบหน้าและแขนของตนเอง และแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมา
“เจ็บจริงๆหวังว่าพ่อกับแม่คงจะไม่สังเกตเห็นนะ…”
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นภานุนั่นเองหลังจากเสร็จสิ้นการประลองโดยใช้เวลากว่าสองชั่วโมงมันก็ได้ถึงเวลาที่เขาจะกลับบ้านเสียทีการประลองในวันนี้นั้นทำให้ภานุได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เขาประลองไปทั้งหมดสี่รอบและรอบที่น่าจดจำมากที่สุดก็คือรอบที่ประลองกับ Mad dog ซึ่งเป็นคนเดียวในคู่ประลองทั้งหมดที่สามารถเอาชนะเขาได้ส่วนคู่ต่อสู้คนอื่นๆนั้นก็ไม่ใช่ว่าภานุจะเอาชนะได้ง่ายๆหากตัวเขาไม่ได้พึ่งสัมผัสแห่งความตายเขาคงแพ้ทุกการประลองไปแล้ว
อย่างไรก็ตามแม้จะได้บาดแผลตามร่างกายจากการต่อสู้แต่ภานุก็อดที่จะเดินยิ้มไปตลอดทางไม่ได้รอยยิ้มของเขามันสดใสจนทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเดินเลี่ยงเขาเพราะเกรงว่าคนที่ดูเหมือนกับคนเสียสติผู้นี้จะเข้าไปทำร้ายพวกเขา
สาเหตุที่ภานุมีความสุขนั้นอย่างแรกก็คือเงินเขาได้เงินมาจำนวนมากซึ่งมากพอที่จะให้พ่อแม่ของเขาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยได้ซึ่งจำนวนเงินที่เขาถืออยู่ก็คือ หกสิบเหรียญเงินจากการชนะมาสามรอบในการต่อสู้กับระดับซีและอีกสาเหตุที่ทำให้เขามีความสุขก็คือเสื้อผ้าที่ซักใหม่เอี่ยมกับร่างกายที่ถูกชำระล้างจนสะอาดเพราะว่าอาบน้ำ
ด้วยการที่มีความสุขมาตลอดทางทำให้เวลาในการเดินทางกลับมาที่บ้านของเขานั้นรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อรู้ตัวอีกทีเขาก็ค้นพบว่าตนเองได้ลงมาจากรถไฟเสียแล้ว ในสถานี้ XXX ซึ่งเป็นสถานีที่เขาคุ้นเคย
เมื่อชายหนุ่มได้มองไปรอบๆสถานีและพบกับผู้คนสัญจรกันมากมายมีอยู่หลายคนที่ต่อแถวรอรถไฟ ทำให้ภานุอดไม่ได้ที่จะขึ้นถึงหญิงงามที่เขาแอบเฝ้ามองเธออยู่ทุกวันหรือก็คือชาร์ลอตต์นั่นเองมีเรื่องบังเอิญและเรื่องอันตรายหลายอย่างมักจะเกิดขึ้นรอบตัวเองหญิงสาวอยู่เสมออย่างน้อยภานุก็ได้ช่วยเหลือเธอถึงสองครั้งมันทำให้ภานุอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นรอบตัวเธอนั้นอาจจะมีคนบงการอยู่ทั้งหมดรวมถึงเรื่องตอนที่วานรวายุหลุดออกมาจากกรงขังด้วย
ในระหว่างทางที่คิดอะไรต่ออะไรหลายๆเรื่องเขาก็ได้เดินมาหยุดที่ร้ายขายอาวุธเจ้าเดิมก่อนที่จะมองหาธนูตัวโปรดของเขาซึ่งเขาจำได้ว่าเขาได้ใช้มันสังหารวานรวายุ มันมีพลังทำลายที่สูงแต่กลับใช้ได้ยากเหมือนกันเขามองหามันไม่นานเขาก็พบมัน มันเปลี่ยนจุดที่ตั้งไปเล็กน้อยเท่านั้นดูเหมือนเจ้าของร้านเองก็จะเป็นคนรวยร้านของเขานั้นถูกตกแต่งใหม่แทบจะทั้งหมด
“สวัสดีครับ?”
เสียงของชายวัยผู้ใหญ่น้ำเสียงดูสุภาพเรียบร้อยได้ดังขึ้นทางด้านซ้ายของภานุบังคับให้ตัวเขาต้องหันกลับไปมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาพบว่าคนที่กล่าวทักทายเขานั้นกลับเป็นคนที่คุ้นตาอย่างยิ่งเพราะเขาก็คือชายผู้เป็นเจ้าของร้านขายอาวุธแห่งนี้นี่เองโดยปกติแล้วเขาจะยืนมองและส่งยิ้มให้ภานุในร้านตลอด แต่เหตุใดวันนี้เขาจึงออกมาทักทายภานุกันซึ่งไม่นานชายหนุ่มก็ได้ทราบสาเหตุนี้
“ครั้งที่แล้วขอบคุณคุณมากจริงๆนะครับที่ช่วยปราบวานรวายุและช่วยชีวิตคนเอาไว้ด้วย…”
ภานุไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่นักที่เจ้าของร้านคนนี้จะจำเขาได้เพราะพวกเขาทั้งสองคนเองก็ค่อนข้างคุ้นเคยกันอยู่แล้วหากนับแค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว…
“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับผมก็แค่ทำเพื่อป้องกันตัวเท่านั้นเฮ้อ…”
ภานุเลือกที่จะไม่ปฏิเสธตัวตนของตนเองและกล่าวออกมาอย่างจริงใจแทน
“อย่าถ่อมตนเลยครับผมยังไม่แก่ถึงขนาดเลอะเลือนนะครับผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และผมก็รู้ว่าหากคุณต้องการหนีไปคนเดียวคุณหนีได้แน่นอนแต่คุณเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น”
“ฮ่าๆ”
ภานุขำแห้งออกมาพร้อมกับเกาหัวด้วยความเขินอายเขาไม่รู้ว่าจะเถียงอีกฝ่ายเช่นไรดีเพราะอีกฝ่ายนั้นตีค่าเขาเอาไว้สูงเหมือนกับว่าเขาเป็นวีรบุรุษช่วยเหลือผู้คนเสียอย่างนั้น
“เป็นยังไงบ้างครับ?คุณคิดว่าธนูนี้ใช้ดีไหม?”
เจ้าของร้านขายอาวุธกล่าวถามขึ้นซึ่งภานุก็พยักหน้าทันทีพร้อมกับกล่าวตอบด้วยความจริงใจ
“ผมคิดว่าเป็นน่าจะเป็นธนูที่ใช้ดีที่สุดในชีวิตของผมทั้งหมดแล้วแต่น่าเสียดายนะครับที่ความสามารถของผมไม่เพียงพอ แค่ใช้มันไม่กี่ครั้งผมก็รู้สึกหมดแรงแล้ว”
“เป็นเรื่องปกตินั่นแหละครับต่อให้คนอื่นที่เป็นผู้ใหญ่โตเต็มวัยและแรงเยอะมาใช้มันก็ยังยากที่จะใช้แต่คุณเห็นได้ชัดว่าต่างออกไปแม้ว่าคุณจะบอกว่ามันใช้ยากแต่คุณกลับสามารถใช้มันยิงเข้าเป้าทุกนัดเลยนะครับสมัยนี้หาได้ยากจริงๆที่ยังมีคนฝึกธนูและใช้มันได้ชำนาญอยู่”
เจ้าของร้านกล่าวขึ้นจากนั้นก็ผายมือเชิญภานุเหมือนกับจะเชิญเข้าไปในร้านของตนเอง
“คุณอยากดูมันใกล้ๆอีกครั้งไหมครับจะเป็นเกียรติมากๆถ้าคุณตามผมเข้าไปในร้านให้ผมได้ตอบแทนคุณด้วยน้ำชาสักถ้วย…”
“รบกวนคุณเจ้าของร้านแล้ว!”
ภานุกล่าวพร้อมกับยิ้มอ่อนๆและเดินตามเจ้าของร้านเข้าไปภายในร้านของเขาเป็นครั้งแรกที่ภานุได้มาเหยียบภายในร้านเหมือนกันเมื่อมาเห็นอาวุธใกล้ๆมันทำให้เขารู้ว่าอาวุธพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นของมีคุณภาพชั้นสูงและมีความประณีตเป็นอย่างมากไม่แตกต่างจากธนูที่ทำจากแร่เหล็กสตาร์แร็คที่เขาเคยใช้มันนับว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งจนชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถามออกมาหลังจากนั่งที่โต๊ะภายในร้านแล้ว
“อาวุธพวกนี้ทั้งหมดล้วนประณีตและมีรูปแบบการสร้างคล้ายๆกันนะครับเป็นไปได้ไหมครับว่าคนสร้างมันทั้งหมดจะเป็นคนเดียวกัน?”
เจ้าของร้านที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลกำลังชงชาอยู่เมื่อได้ยินก็พยักหน้าเล็กน้อยโดยไม่หันกลับมามองก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า
“เป็นอย่างที่คุณได้พูดจริงๆครับอาวุธทั้งหมดภายในร้านนี้มาจากเจ้าของคนเดียวกัน ซึ่งคนคนนั้นก็เป็นผมอีกเหมือนกัน!”
“เป็นคุณ!?”
แม้แต่ภานุที่ได้ยินก็ยังอดตกใจไม่ได้มันไม่มีอะไรแปลกหากเจ้าของร้านขายอาวุธจะตีอาวุธพวกนี้ขึ้นมาเองแต่สิ่งที่แปลกก็คือบุคลิกและท่าทางของเจ้าของร้านผู้เป็นช่างหลอมอาวุธคนนี้กลับแตกต่างจากที่เขาจินตนาการเอาไว้ตลอดมาเขาจินตนาการเอาไว้ว่า เป็นชายฉกรรจ์มีร่างกายบึกบึนเต็มไปด้วยมัดกล้ามและใบหน้าที่ดุราวกับโจรแต่คนที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้นั้นกลับเป็นคนที่ดูเหมือนบัณฑิตแก่เรียน
“เป็นผมนี่แหละฮ่าๆๆๆๆ ผมรู้ว่าคุณต้องคิดว่าท่าทางของผมมันไม่เหมาะใช่ไหมผมเองก็คิดเหมือนกับคุณเหมือนกันนั่นแหละ”
“แต่สุดยอดไปเลยนะครับผมได้ยินมาว่าอาวุธในร้านของคุณเป็นอาวุธที่ดีที่สุดที่มีขายในเมืองแห่งนี้จากคำพูดนี้คุณก็เหมือนเป็นนักหลอมอาวุธอันดับหนึ่งในเมืองแล้วนะครับ”
ภานุกล่าวชมออกมาไม่หยุดปากในขณะที่อีกฝ่ายเองก็เพียงถ่อมตนและกล่าวปฏิเสธไม่รับคำชมตรงๆบุคลิกของเจ้าของร้านผู้นี้นั้นไม่เหมือนกับคนในวัยผู้ใหญ่ต้นๆเลยภานุคิดว่าเขาเหมือนกับชายชราผู้ผ่านโลกมามากแล้วยิ่งกว่าเสียอีก
หลังจากภานุก็ไม่ได้มีอะไรจะพูดต่อจนเมื่อกาน้ำชาที่ต้มอยู่นั้นได้เดือดแล้วและเจ้าของร้านก็ได้ยกมันมาพร้อมกับแก้วสองใบเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยจริงๆที่ภานุจะได้ดื่มชาที่มีราคาแพง และหายากตามท้องตลาดกลิ่นของมันช่างเหมือนธรรมชาติมันทำให้คนผ่อนคลายลงได้จริงๆ
เจ้าของร้านได้รินชาใสสีเหลืองอ่อนๆใส่แก้วของเขาจนเต็มแก้วก่อนที่จะยิ้มและกล่าวว่า
“เชิญคุณดื่มเลยไม่ต้องเกรงใจ”
เมื่อเจ้าของร้านกล่าวเช่นนั้นเขาก็ยกแก้วขึ้นมาและเป่าชาในแก้วเล็กน้อยเพื่อให้มันหายร้อนชายหนุ่มไมได้รู้มารยาทหรือวิธีดื่มชาที่โรงเรียนทหารของเขาไม่ได้สอนเรื่องนี้ด้วยมันคงจะแปลกมากหากโรงเรียนของเขามีสอนจริงไหม?
“ซู้ดดดดดด!”
ภานุจิบชาอย่างรวดเร็วมันเรียกว่าจิบหรือเปล่าไม่รู้แต่ไม่นานชายหนุ่มก็ได้ดื่มชาในแก้วของตัวเองจนหมดแก้วสีหน้าของเขาเมื่อรับรสของชารู้สึกตื่นเต้นไม่ใช่น้อย
ชามีรสหวานเล็กน้อยที่สำคัญคือกลิ่นของมันหอมและทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมาก รสขมนั้นแทบจะไม่มีเมื่อทั้งหมดมารวมกันแล้วกลับทำให้เกิดสมดุลที่ลงตัวและรสชาติที่ทุกคนต้องหลงรักภานุไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะชอบดื่มชาแก้วนี้เหมือนเขาหรือเปล่าแต่เขานั้นได้หลงรักมันเข้าเต็มๆ
“ชาที่ดี!”
ภานุกล่าวชมออกมาอย่างเต็มเสียงซึ่งเจ้าของร้านเองก็ยิ้มและพยักหน้าออกมาอย่างพอใจ
“ชานี้เรียกว่าชาเมเปิลมันพบได้ในฝั่งตะวันตกกว่าผมจะหามันมาได้นับว่ายากจริงๆแต่เห็นคุณพอใจกับมันผมก็คิดว่าคุ้มค่าแล้ว”
ภานุรู้ได้ในทันทีหลังจากคำกล่าวของเจ้าของร้านว่าชาถ้วยนี้นั้นมีราคาแพงเป็นอย่างมากเขาไม่อยากจะคาดเดาเลยว่ามันมีราคาเท่าไหร่ เพราะเขาเกรงว่าหากรู้ความจริงเขาคงไม่กล้าที่จะกินมันอีก…
“คุณชอบธนูนั่นมากเลยใช่ไหม?”
เจ้าของร้านกล่าวขึ้นทำให้ภานุที่ดื่มด่ำกับชาแก้วที่สองอยู่ต้องจงใจวางแก้วและกล่าวตอบ
“ความจริงๆก็คือผมชอบมันมากๆหากไม่เป็นการรบกวนคุณผมขอให้คุณเก็บมันไว้ให้ผมได้ไหมไว้ในอนาคตผมสามารถหาเงินได้มากพอผมจะมาซื้อมันไปจากคุณ!”
“ผมขายมันในราคา150 เหรียญทอง อาวุธทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่ราคาขึ้นตลอดเนื่องจากไม่กี่วันก่อนอยู่ๆกองทัพก็ได้ระดมทุนจำนวนมากซื้ออาวุธจากร้านนี้ไปจำนวนไม่น้อยรวมร้านอื่นด้วยทำให้ราคาพวกมันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว”
“150 เหรียญทอง!กองทัพ?”
ภานุนั้นประหลาดใจกับราคาของธนูเป็นอย่างมากแม้เขาจะรู้ว่ามันแพงแต่ไม่คิดเลยว่ามันจะแพงถึงขนาดนี้ส่วนอีกเรื่องที่ตกใจก็คือกองทัพนั้นมีเงินมากอย่างน่าใจหายดูเหมือนประชาชนอาจจะโดนเก็บภาษีเยอะเกินไป
เจ้าของร้านดื่มชาหมดแก้วก่อนที่จะลุกขึ้นและเดินไปหยิบธนูสีดำเงาพร้อมกับเดินมาที่โต๊ะและวางมันไว้เบื้องหน้าภานุและมองธนุนั้นด้วยแววตาที่หลากหลายแม้แต่ภานุก็ยังไม่เข้าใจ
“ธนูนี้เป็นพ่อผมที่เสียไปสร้างมันขึ้นมามันเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตของเขาก่อนที่จะจากไปผมคิดว่ามันเหมาะมากกว่าหากอยู่ในมือของคนที่ใช้มันเป็น ดังนั้นคุณรับมันไว้เถอะ!”
“อะไรนะ!?”
ภานุดีดตัวลุกขึ้นมาจากเกาอี้และกล่าวถามฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งเพราะเกรงว่าประโยคก่อนหน้านี้เขาจะได้ยินมันผิด