กรรรรร!
เพียงเสียงเดียว
หินตามผนังหุบก็สั่นสะเทือนเป็นริ้ว
หมอกเลือดบนฟ้าไหวกระเพื่อม
ลมแห้งร้อนซึ่งเดิมพัดวนอยู่ช้า ๆ พลันรุนแรงขึ้นหลายเท่า
ราวกับดินแดนทั้งผืนรับรู้แล้วว่า ผู้เฝ้าโลหิตได้ตื่นขึ้นอย่างแท้จริง
วิหคเกล็ดโลหิตกางปีกออกเต็มที่
ปีกของมันมิใช่ปีกขนเช่นวิหคทั่วไป
หากประกอบด้วยเกล็ดแดงดำแผ่นยาวซ้อนทับกันเป็นชั้น
ยามสะบัดหนึ่งครา เกล็ดเหล่านั้นจะเสียดสีกันจนเกิดเสียงโลหะครางต่ำ
คมของมันแม้เพียงแค่สะท้อนแสงก็ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนผิวหนังตนเองถูกเฉือนแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ดวงตาสีทองสุกของมันจับอยู่ที่อี้ซินตรง ๆ
ในสายตาคู่นั้นไม่มีความลังเล
ไม่มีการชั่งใจ
มีเพียงสัญชาตญาณการฆ่ากับการฉีกทำลายเท่านั้น
อี้ซินยืนอยู่หน้าแท่นโลหิต
ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาหนักกดลงบนเส้นเอ็นทั้งแขน
ขณะเดียวกัน โลหิตโบราณที่เพิ่งถูกเขารับเข้าสู่กายยังคงเดือดไหลอยู่ทั่วร่างอย่างชัดเจน
มันมิได้ไหลอย่างสงบ
หากแล่นแทรกไปตามชีพจรดุจเปลวเพลิงสีแดงทองฝังอยู่ใต้ผิวเนื้อ
ทุกครั้งที่ลมหายใจเขาลึกขึ้น เปลวสายนี้จะยิ่งแล่นเร็วขึ้น
ทุกครั้งที่หัวใจเต้น มันจะยิ่งหนักแน่นกว่าเดิม
หยกดาราในชีพจรจึงต้องอุ่นเรื่อไม่หยุด
คอยประคองมิให้เปลวโลหิตนั้นปะทุเกินการควบคุม
เสวี่ยอวิ๋นเหยาก้าวถอยออกไปด้านข้างช้า ๆ
อาภรณ์สีฟ้าขาวของนางพลิ้วรับแรงลมโลหิต
ดวงตาสีฟ้าอ่อนจับอยู่ที่วิหคเกล็ดโลหิตอย่างไม่กะพริบ
“มันต่างจากวิหคเขี้ยวมารในด่านก่อน” นางกล่าวเสียงเย็นใส “มันมีร่างจริง มีเกล็ดจริง และมีโลหิตจริง”
“หากจะรับมือ จงระวังทั้งปีก เล็บ และละอองโลหิตของมัน”
“สิ่งใดก็ตามที่ออกจากร่างของมัน ล้วนมีแรงกัดกร่อน”
หนิงเยว่อิงขยับมาอยู่ทางซ้ายของอี้ซินอีกด้าน
ลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายของนางหมุนขึ้นอย่างเงียบงัน
รอบกายนางเกิดหมอกขาวบาง ๆ ลอยอยู่ระดับข้อศอก
ยิ่งขับให้เรือนกายอรชรงดงามนั้นดูเย็นสูงส่งดุจบุปผาหิมะกลางแดนโลหิต
“แผลที่แขนเจ้า” นางกล่าวเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากศัตรู “อย่าใช้แรงกระชากเต็มที่เร็วเกินไป”
อี้ซินเหลือบมองนางเพียงเสี้ยว
ก่อนตอบน้ำเสียงนิ่งหนัก
“เพียงศัตรูตนเดียว ยังไม่คู่ควรให้ข้าต้องหวงแรงมือ”
หนิงเยว่อิงมุมปากบางไหวเพียงน้อย
แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะตึงเครียด
แต่ถ้อยคำของเขายามนี้กลับยังคงแรงกดข่มอันมั่นคงเช่นเดิม
มิใช่คำโอ้อวดฟุ้งเฟ้อ
แต่ฟังแล้วกลับทำให้คนข้างกายมั่นคงขึ้นอย่างประหลาด
วิหคเกล็ดโลหิตไม่ปล่อยให้พวกเขาพูดมากไปกว่านั้น
มันก้มศีรษะลงเล็กน้อย
ปีกสองข้างกระแทกอากาศพร้อมกัน
ฟู่มมม!
กระแสลมสีแดงดำพุ่งออกจากปีกทั้งสองดุจคมดาบยักษ์ไขว้กันกลางหุบ
พื้นหินด้านหน้าถูกกรีดเปิดเป็นร่องยาวหลายแนว
หินแตก ฝุ่นปลิว และแรงลมร้อนเฉือนตรงเข้าหาคนทั้งสามพร้อมกัน
อี้ซินขยับก่อนผู้ใด
ฝ่าเท้าของเขากดพื้น
รอยเส้นท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันสว่างขึ้นในใจอย่างฉับพลัน
ก้าวเฉียงหนึ่ง
เปลี่ยนน้ำหนักจากส้นไปยังปลายเท้า
จากนั้นร่างทั้งร่างก็วูบออกไปจากจุดเดิมราวเงาดาราไถลผ่านฟากฟ้า
คมลมสีเลือดเฉือนผ่านจุดที่เขายืนเมื่อครู่พอดี
ชายเสื้อข้างหนึ่งขาดออกไปเป็นริ้วยาว
แต่ตัวเขากลับพ้นมาด้านซ้ายแล้ว
หนิงเยว่อิงก็ขยับแทบพร้อมกัน
นางมิได้พุ่งรวดเร็วเช่นเขา
หากเลื่อนตัวออกตามแนวลมเหมือนหิมะบางสาย ปลิวพ้นคมมีด
เส้นผมดำยาวปลิวตามแรงเฉือนเพียงน้อย
แต่เกล็ดคมกลับมิอาจแตะต้องแม้ชายแขนเสื้อของนางได้เลย
เสวี่ยอวิ๋นเหยาถอยเพียงก้าวเดียว
ผิวน้ำแข็งใสบาง ๆ พลันเกิดขึ้นใต้ฝ่าเท้า
รับแรงลมแล้วหักเบนมันออกไปด้านข้างอย่างเงียบงัน
ครานี้ทั้งสามมิได้ถูกกระทบแม้แต่น้อย
แต่วิหคเกล็ดโลหิตหาได้หยุดเพียงเท่านั้นไม่
มันแหงนคอขึ้น
จะงอยปากโค้งสีดำแดงอ้าออก
ภายในปากนั้นไม่เพียงมีเขี้ยวซ้อนหลายชั้น
แต่ยังมีแสงสีแดงทองหมุนรวมกันอยู่ลึกเข้าไป
เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาวาบทันที
“อย่าให้มันพ่นเปลวเพลิง!”
คำเตือนยังไม่ทันสิ้น
อี้ซินก็พุ่งออกไปแล้ว
ครานี้เขาไม่ถอย
ไม่เบี่ยง
แต่ทะยานตรงเข้าใส่ตัววิหคเกล็ดโลหิตอย่างดุดัน
ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาถูกยกขึ้นต่ำ ๆ
มิใช่เพราะเขาใช้มันได้คล่องแล้ว
หากเพื่ออาศัยน้ำหนักของมันถ่วงจังหวะร่างกายให้มั่นคงยิ่งขึ้นยามเข้าปะทะตรง
หยดโลหิตโบราณที่อยู่ในกายเขาพลันร้อนวาบอีกครั้ง
ความร้อนนั้นมิใช่แผ่ไปทั่วอย่างไร้ทิศ
หากรวมลงแขนขวาและหัวไหล่ในคราวเดียว
ทำให้กล้ามเนื้อทั้งเส้นแน่นขึ้นอย่างชัดเจน
อี้ซินจึงเข้าใจทันที
โลหิตที่เพิ่งรับมา...กำลังตอบสนองต่อศึกนี้
วิหคเกล็ดโลหิตตวัดกรงเล็บขวาลงมา
ฉัวะ!
กรงเล็บห้านิ้วกรีดอากาศเกิดรอยฉีกสีแดงดำ
คมของมันรุนแรงกว่าลมจากปีกเมื่อครู่หลายเท่า
เพียงเฉียดพื้นหินยังทำให้เกิดร่องลึกได้ง่ายดาย
อี้ซินไม่คิดรับด้วยกายเปล่า
เขาบิดสะโพกหลบเฉียงเข้าใน
ปล่อยให้ปลายเล็บยักษ์กรีดผ่านไหล่ซ้ายไปเพียงคืบ
จากนั้นชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาก็ถูกเหวี่ยงขึ้นจากล่างสู่บนเต็มแรง
โครม!
เสียงปะทะดังสนั่น
แม้มันยังเป็นเพียงชิ้นส่วนอาวุธ ไม่ใช่ดาบเต็มรูป
แต่ด้วยน้ำหนักมหาศาลของมัน บวกกับแรงฟาดของอี้ซิน
ปลายขอบดำด้านจึงกระแทกเข้ากับข้อกรงเล็บกลางของวิหคเต็ม ๆ
เกล็ดแดงดำตรงนั้นแตกร้าวทันที
เสียงครางแหลมหลุดจากลำคอสัตว์อสูรตนนั้น
หนิงเยว่อิงฉวยจังหวะนั้นพุ่งเข้าด้านข้าง
ปลายนิ้วเรียวขาวของนางสะบัดลงเพียงน้อย
คมลมเย็นสีเงินสามสายก็พุ่งออกไปยังรอยแตกที่อี้ซินเพิ่งสร้างขึ้น
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
รอยแตกร้าวลึกขึ้นอีกหลายส่วน
เกล็ดบางชิ้นกระเด็นหลุดออกจากกรงเล็บ
ของเหลวสีแดงเข้มคล้ายโลหิตแต่หนืดกว่าหยดลงบนพื้นหิน
ทันทีที่แตะพื้น หินตรงนั้นก็พลันเกิดควันขาวแล้วละลายเป็นแอ่งเล็กทันที
อี้ซินเห็นดังนั้นแววตาจึงเย็นลงอีกชั้น
ละอองโลหิตของมันกัดกร่อนได้จริงดังที่เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว
วิหคเกล็ดโลหิตร้องอีกครา
ปีกซ้ายสะบัดใส่ทั้งสองอย่างรุนแรง
เกล็ดคมหลายสิบแผ่นหลุดจากขอบปีก
หมุนพุ่งออกมาราวคมมีดนับไม่ถ้วน
หนิงเยว่อิงถอยหนึ่งก้าว
ลมปราณเย็นหมุนออกจากฝ่ามือ
กำแพงน้ำแข็งใสบางชั้นหนึ่งเกิดขึ้นเบื้องหน้า
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เกล็ดคมปะทะกำแพงน้ำแข็งจนเกิดเสียงใสแตกกระจาย
แม้กำแพงจะร้าวทันที
แต่มันก็ลดแรงคมลงได้เพียงพอให้ทั้งนางและอี้ซินขยับพ้นแนวโจมตีได้
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพปะทะตรงหน้า
ก่อนกล่าวเสียงต่ำเย็น
“อย่าปล่อยให้มันกางปีกได้เต็มที่นาน”
“พลังหลักของมันอยู่ที่ปีก”
อี้ซินย่อมรู้
แต่การปิดปีกสัตว์ตนนี้หาใช่เรื่องง่าย
มันตัวใหญ่
เคลื่อนไหวไว
เกล็ดทั่วร่างคมและแข็งกว่าหุ่นหินหลายชั้น
ที่สำคัญ...
มันมีโลหิตจริง
หมายความว่าต่อให้แตกเกล็ดได้
มันก็ยังมีพลังฟื้นตัวและความดุร้ายจากโลหิตคอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด
วิหคเกล็ดโลหิตพลันพ่นบางสิ่งออกจากปาก
ไม่ใช่เปลวเพลิง
ไม่ใช่คลื่นลม
หากเป็น “ละอองโลหิต” สีแดงทองจำนวนมหาศาล
มันกระจายกว้างกลางอากาศแล้วตกลงมาราวฝนเลือด
เสวี่ยอวิ๋นเหยาตวัดแขนเสื้อทันที
ม่านน้ำแข็งวงหนึ่งเกิดขึ้นกลางอากาศเบี่ยงละอองส่วนหนึ่งออกไป
หนิงเยว่อิงเองก็ผลักลมเย็นออกเป็นแนวให้เกิดหมอกน้ำแข็งตัดกลางทาง
แต่อี้ซินซึ่งอยู่ใกล้สัตว์อสูรที่สุดกลับไม่มีเวลาให้ตั้งม่านป้องกัน
เขาจึงเลือกฝ่าเข้าไปแทน
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันเปลี่ยนจังหวะ
ก้าวซ้ายลวง
ก้าวขวาแทรก
หมุนตัวผ่านช่องว่างระหว่างเม็ดละอองโลหิตอย่างเสี่ยงอันตรายยิ่ง
ละอองหลายหยดเฉียดผ่านแขนและสีข้าง
เนื้อผ้าถูกกัดกร่อนเป็นรอยไหม้ดำทันที
แต่ผิวหนังเขายังไม่ถูกแตะโดยตรง
เพียงไม่กี่ลมหายใจ
เขาก็แทรกพ้นม่านโลหิตนั้นไปถึงใต้คอของวิหคเกล็ดโลหิตได้
นี่คือจุดอับของมัน
กรงเล็บใหญ่เกินจะคว้าลงสะดวก
ปีกกางเต็มมุมไม่ได้
จะงอยปากยาวเกินจะงับตัวเองด้านล่าง
อี้ซินไม่พลาดโอกาสนี้
เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นเหนือไหล่
โลหิตโบราณในกายพลันร้อนวาบอีกครา
คราวนี้ความร้อนไม่เพียงรวมลงแขนขวา
แต่แล่นจากอกผ่านไหล่ลงสู่เอวและขาทั้งสอง
ราวกับทั้งร่างกำลังถูกเปลวสายหนึ่งเชื่อมเป็นเส้นเดียว
อี้ซินจึงฟาดลงเต็มแรง
โครมมม!
ชิ้นส่วนอาวุธดำกระแทกเข้าใต้คอของวิหคเกล็ดโลหิตเต็ม ๆ
เกล็ดแดงดำระเบิดแตกหลายชิ้น
ร่างยักษ์ของสัตว์อสูรสั่นวูบไปทั้งตัว
เสียงร้องแหลมหลุดออกจากปากมันอีกครั้ง
ทว่าแรงสะท้อนจากการฟาดกลับรุนแรงกว่าที่คาด
อี้ซินข้อมือชาทันที
กระดูกช่วงหัวไหล่ขวาสั่นสะเทือน
หากไม่ใช่ลมปราณมหาเทพดาราประคองอยู่
แขนขวาข้างนั้นคงชั่วคราวใช้การไม่ได้ไปแล้ว
วิหคเกล็ดโลหิตโกรธจัด
มันบิดคอแล้วใช้ปีกขวาตบลงด้านล่างทั้งปีกในคราเดียว
ปีกนั้นมิใช่เพียงแผ่นเกล็ด
หากราวกับผาหินมีคมหลายพันชิ้นกำลังถล่มลงมา
อี้ซินดวงตาวาบเย็น
เขาถอยไม่ทันแน่
หนิงเยว่อิงจึงเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาก่อนครึ่งลมหายใจ
นางมิได้ดึงเขาถอย
หากใช้ฝ่ามือซ้ายกดลงบนสีข้างเขาเล็กน้อย
ส่งแรงเย็นสั้น ๆ พาให้จังหวะร่างเขาเบี่ยงไปครึ่งส่วน
เสี้ยวนั้นเอง
อี้ซินเข้าใจทันที
เขาจึงพลิกชิ้นส่วนอาวุธดำตั้งขึ้นเฉียง
รับคมปีกในมุมที่แคบที่สุด
เคร้งงง!
เสียงปะทะดังแสบแก้วหู
แรงมหาศาลถล่มลงมาผ่านชิ้นส่วนอาวุธดำจนเท้าทั้งสองของอี้ซินจมลงในพื้นหินครึ่งแข้ง
แต่เพราะมีแรงเบี่ยงของหนิงเยว่อิงช่วยไว้ตั้งแต่แรก
ปีกยักษ์นั้นจึงไม่ได้กดตรงกลางตัวเขาเต็ม ๆ
หากเฉือนผ่านเฉียงไปด้านข้างแทน
หนิงเยว่อิงเองถอยหลังสามก้าวติด
แขนซ้ายที่ผลักเขาเมื่อครู่ชาวูบไปทั้งท่อน
แต่ดวงตาเย็นลึกของนางกลับนิ่งกว่าก่อน
อี้ซินหันไปมองนางเสี้ยวหนึ่ง
เห็นปลายนิ้วเรียวของนางสั่นเพียงน้อย
จึงกล่าวเสียงต่ำหนักแน่น
“ข้าจำหนี้นี้ไว้แล้ว”
หนิงเยว่อิงตอบกลับทันที
แม้น้ำเสียงยังเย็น
แต่กลับมีความร้อนบางส่วนซ่อนอยู่ลึก
“เก็บไว้ก่อนเถิด”
“หากเจ้าเสียสมาธิอีกครา ข้าไม่รับประกันว่าจะผลักเจ้าได้ทันอีก”
ถ้อยคำดูเหมือนตำหนิ
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกลับชัดยิ่งกว่าคำใด
อี้ซินย่อมฟังออก
แววตาคมจึงนิ่งขึ้นอีกครา
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองการประสานของทั้งคู่เงียบ ๆ
จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด
“โลหิตในกายเขากำลังตอบสนองกับศึก”
“หากปล่อยให้มันยืดเยื้อ วิหคเกล็ดโลหิตจะยิ่งกระตุ้นมันหนักขึ้น”
“จบมันเร็ว”
อี้ซินกับหนิงเยว่อิงมองหน้ากันเพียงเสี้ยวเดียว
ไม่มีคำอธิบายยืดยาว
ไม่มีการถามซ้ำ
แต่ในเสี้ยวนั้นเอง ทั้งสองกลับเข้าใจสิ่งเดียวกันโดยไม่ต้องพูดออกมา
ปีก
ต้องหักปีกมันลงให้ได้
หนิงเยว่อิงขยับก่อน
นางพุ่งกวาดไปทางขวาของสัตว์อสูร
ร่างอรชรเคลื่อนไหวดุจเงาหิมะกลางพายุ
ปลายนิ้วเย็นคมชี้ไปยังแนวข้อต่อปีกด้านใน
วิหคเกล็ดโลหิตหันตามนางทันที
ดวงตาทองสุกลุกวาบ
ปีกซ้ายสะบัดพร้อมจะปิดทาง
ขณะเดียวกัน
อี้ซินกลับไม่พุ่งตามจังหวะเดียวกันอย่างที่สัตว์อสูรคาด
หากถอยหลังครึ่งก้าว
เปลี่ยนตำแหน่งเท้า
ปล่อยลมหายใจออกยาวช้า ๆ
รอยเส้นของท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันชัดเจนที่สุดนับแต่เขาใช้มันมา
ก้าวแรกหลอกถอย
ก้าวที่สองตัดเฉียงขวา
ก้าวที่สามซ้อนทับก้าวที่สอง
ก้าวที่สี่เปลี่ยนน้ำหนักฉับพลัน
ในสายตาของหนิงเยว่อิง
เงาของเขาพลันพร่าขึ้นเพียงเสี้ยว
ราวกับมีเงาค้างอยู่ครึ่งจังหวะตรงจุดเดิม
ส่วนตัวจริงกลับวูบไปอีกตำแหน่งแล้ว
แม้มิได้สร้างร่างเงาได้สมบูรณ์ดังขั้นแรกเต็มรูปแบบ
แต่นี่ก็มิใช่เพียงความเร็วธรรมดาอีกต่อไป
หากเริ่มมี “เงาลวง” ซ้อนอยู่จริงแล้ว
วิหคเกล็ดโลหิตถูกเงาค้างนั้นหลอกเสี้ยวหนึ่ง
ปีกขวาจึงขยับช้ากว่าที่ควรไปเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อย...แต่สำหรับคนอย่างอี้ซิน พอแล้ว
เขาพุ่งทะลวงขึ้นจากด้านล่างของปีกขวาทันที
ชิ้นส่วนอาวุธดำถูกยกขึ้นจากสะโพกถึงไหล่ในแนวเฉียง
โลหิตโบราณในกายเดือดพล่าน
แรงทั้งหมดจากทุกส่วนรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
โครมมม!
ชิ้นส่วนอาวุธดำกระแทกตรงรอยต่อโคนปีกขวาเต็มแรง
รอยแตกวิ่งลาม
เกล็ดแดงดำหลายสิบชิ้นระเบิดกระจาย
โลหิตหนืดสีแดงทองสาดออกมาเป็นสาย
ในเวลาเดียวกัน
หนิงเยว่อิงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ซัดคมลมเย็นสีเงินเจ็ดสายเข้าตรงข้อต่อปีกซ้ายพร้อมกัน
คมทั้งเจ็ดมิได้กระจายสุ่ม
แต่ซ้อนทับเข้าแนวเดียวกันอย่างแม่นยำยิ่ง
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
เสียงฉีกเกล็ดดังต่อเนื่อง
รอยแตกร้าวกว้างขึ้นทันที
วิหคเกล็ดโลหิตร้องลั่น
พยายามกระพือปีกทั้งสองเพื่อพุ่งขึ้นฟ้า
แต่ปีกขวาถูกฟาดจนมุมเสีย
ปีกซ้ายถูกคมเย็นตัดข้อต่อจนแรงกระพือขาดสมดุล
ร่างยักษ์ของมันจึงเซ
เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวขึ้นในจังหวะนั้นเอง
เสียงของนางชัดดุจสายน้ำแข็งตัดอากาศ
“ตอนนี้”
อี้ซินไม่รอ
เขาถีบตัวขึ้นบนเสาเกล็ดที่แตกหลุดจากปีกสัตว์อสูร
ใช้มันเป็นฐานชั่วขณะแล้วทะยานขึ้นเหนือคอของมัน
ชิ้นส่วนอาวุธดำถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ
โลหิตในกายร้อนวาบถึงขีดสุด
แม้แขนขวาจะปวดลึกถึงกระดูก
แต่ดวงตาของเขากลับเย็นนิ่งดุจผืนน้ำก่อนฆ่า
จากนั้นเขาก็ฟาดลงสุดแรงตรงกลางกระหม่อมสัตว์อสูร
โครมมมม!
เสียงดังสนั่นทั้งหุบ
กะโหลกวิหคเกล็ดโลหิตยุบลงครึ่งหนึ่ง
ดวงตาทองสุกทั้งสองกระพริบวูบอย่างรุนแรง
ร่างมหึมาทั้งร่างเสียสมดุลแล้วฟาดลงกับพื้นหินดังครืน
พื้นทั้งผืนสั่นสะเทือน
ฝุ่นสีแดงดำฟุ้งขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ
หนิงเยว่อิงไม่ปล่อยให้มันฟื้น
นางพุ่งผ่านหมอกฝุ่นเข้าไปทันที
ปลายนิ้วเรียวทั้งห้ากางออก
ลมเย็นบริสุทธิ์รวมกันเป็นคมเดียว
แล้วตัดลงตรงแนวคอที่อี้ซินเพิ่งสร้างรอยยุบไว้
ฉัวะ!
คมเงินฝังลึกเข้าไปถึงครึ่งคอ
วิหคเกล็ดโลหิตดิ้นคลุ้มคลั่ง
โลหิตหนืดพ่นออกจากปากและแผลกลางกะโหลก
ทันทีที่แตะพื้น หินรอบตัวก็ละลายเป็นรอยดำไหม้ทันที
อี้ซินตกลงยืนบนพื้นแล้วถอยสองก้าว
ดวงตายังจับไม่ละจากสัตว์อสูรตรงหน้า
เขารู้ดีว่า ศัตรูตนนี้ยังไม่ตาย
และมันก็ตายยากกว่าหุ่นหินหรืออสูรพฤกษาก่อนหน้านี้มาก
ตราบใดที่โลหิตมันยังไหลเวียน
แรงดิ้นครั้งสุดท้ายของมันย่อมอันตรายที่สุด
จริงดังว่า
วิหคเกล็ดโลหิตพลันบิดคอขึ้นทั้งที่คอเกือบขาด
ดวงตาทองสุกกลายเป็นแดงเข้มในคราวเดียว
จากนั้นมันก็กางจะงอยปากแล้วรวบรวมโลหิตทั้งหมดในกายไปที่ลำคอ
เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาเปลี่ยนทันที
“ถอย!”
นางตวาดกังวานเป็นครั้งแรก
อี้ซินกับหนิงเยว่อิงถอยแทบพร้อมกัน
แต่แทนที่จะถอยคนละทิศเหมือนก่อน
ครานี้ทั้งคู่กลับถอยเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ
แล้วโลหิตทั้งร่างของวิหคเกล็ดโลหิตก็ระเบิด
บูมมมม!
คลื่นโลหิตแดงทองพุ่งออกมาเป็นวงกว้าง
ปะทะพื้นหินจนระเบิดเป็นหลุมยุบ
เสาหินดำสองต้นที่อยู่ไม่ไกลถูกกัดกร่อนจนล้มลงในพริบตา
คลื่นกระแทกซัดหิน เศษเกล็ด และละอองพิษให้ปลิวไปทั่วหุบ
หนิงเยว่อิงกางม่านน้ำแข็งหลายชั้นซ้อนกันอย่างรวดเร็ว
เสวี่ยอวิ๋นเหยาปล่อยวงน้ำแข็งใสอีกชั้นคลุมทับจากด้านนอก
แต่อี้ซินซึ่งอยู่ใกล้แรงระเบิดที่สุดกลับไม่มีทางหนีได้หมด
เขาจึงยกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นปักลงพื้นเบื้องหน้า
ใช้มันเป็นแกนถ่วงกายและเป็นแผ่นบังตรง ๆ
โลหิตโบราณในกายพลันเดือดจัดยิ่งขึ้น
หยกดาราอุ่นสว่างถึงขีดสุด
ลมปราณมหาเทพดาราหมุนพุ่งทั่วร่างในคราเดียว
โครม!
คลื่นโลหิตปะทะใส่เขาเต็มแรง
ทั้งร่างของอี้ซินถอยกรูดไปเกือบหนึ่งจั้ง
ผิวหนังบริเวณแขนและลำคอแสบเผาอย่างรุนแรง
แต่ชิ้นส่วนอาวุธดำกลับรับแรงนั้นไว้ได้ส่วนใหญ่
ทั้งยังดูดซับละอองโลหิตบางส่วนที่กระทบมันเข้าไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกตชัด
เมื่อคลื่นโลหิตสงบลง
ลานทั้งหุบก็เหลือเพียงความเงียบกับควันสีแดงดำอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้น
วิหคเกล็ดโลหิตนอนนิ่งอยู่กลางหลุมใหญ่
คอของมันขาดเกือบสมบูรณ์
แสงในดวงตาดับสนิทแล้ว
มันตายจริงในที่สุด
ลมหายใจของทั้งสามค่อยผ่อนลงทีละส่วน
หนิงเยว่อิงรีบหันมามองอี้ซินทันที
สีหน้าเย็นนิ่งของนางในครานี้มีความตึงชัดกว่าก่อน
“เจ้า..”
คำถามยังไม่ทันเต็ม
อี้ซินก็ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ริมฝีปากอีกครา
ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งหนักเช่นเดิม
“แรงระเบิดคราวสุดท้ายยังไม่ถึงขั้นทำให้ข้าทรุดลงได้”
แม้คำพูดยังแฝงพลังเช่นเดิม
แต่หนิงเยว่อิงกลับเห็นชัดว่าลมหายใจเขาหนักกว่าเมื่อก่อน
สีหน้าก็ซีดลงน้อยหนึ่งจากการรับคลื่นโลหิตตรง ๆ
นางจึงก้าวเข้ามาใกล้
ดวงตาเย็นลึกมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าผิวหนังแค่ไหม้แดงตื้น ไม่ถึงขั้นละลายลึก
แววตาจึงค่อยคลายลงทีละส่วน
“ปากเจ้าคงไม่มีวันยอมอ่อนลงง่าย ๆ จริงๆ”
นางกล่าวเบา ๆ
อี้ซินมุมปากขยับเพียงนิด
“หากข้าอ่อนลงง่ายเช่นนั้น คงไม่มีทางยืนหยัดได้ถึงตอนนี้”
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองทั้งคู่เงียบ ๆ
ก่อนจะหันไปยังซากวิหคเกล็ดโลหิต
“อย่าเพิ่งผ่อนใจ”
นางกล่าว
“ผู้เฝ้าโลหิตตายแล้ว แต่ของที่มันเฝ้ายังอยู่”
ทั้งอี้ซินและหนิงเยว่อิงจึงหันมองตาม
ซากวิหคเกล็ดโลหิตแม้ตายแล้ว
แต่ตรงกลางอกของมันกลับมีแสงแดงทองแผ่ว ๆ ส่องลอดออกมา
ราวกับมีบางสิ่งซ่อนอยู่ภายใน
อี้ซินก้าวเข้าไปใกล้
หนิงเยว่อิงเดินตามไม่ห่าง
เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็หยุดยืนมองจากด้านข้าง
ครั้นอี้ซินใช้ชิ้นส่วนอาวุธดำแหวกเกล็ดอกสัตว์อสูรนั้นออก
สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในก็เผยออกมาในที่สุด
มันคือ “แก่นโลหิต” สีแดงทองเม็ดหนึ่ง
ขนาดพอ ๆ กับกำปั้น
ผิวภายนอกคล้ายผลึก แต่ภายในมีโลหิตไหลวนช้า ๆ
ราวกับหัวใจที่ถูกทำให้แข็งตัวค้างอยู่
เพียงมันปรากฏ
โลหิตในกายอี้ซินก็พลันเดือดขึ้นอีกครั้ง
หยกดาราอุ่นวาบ
สิ่งลึกลับในอกเต้นหนัก
และชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาก็สั่นครางต่ำแผ่วหนึ่ง
หนิงเยว่อิงดวงตาไหววาบ
“แก่นโลหิตของผู้เฝ้า”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้าเบา ๆ
“มันกลืนแรงของเขตนี้ไว้ไม่น้อย”
“ผู้ใดหลอมได้ ย่อมได้ประโยชน์มหาศาล”
นางเว้นคำก่อนกล่าวต่อ
“แต่หากฝืนตอนนี้ ย่อมไม่ต่างจากเอาไฟราดลงบนโลหิตที่ยังเดือดอยู่แล้ว”
คำพูดนี้ทำให้อี้ซินนิ่งไปครู่หนึ่ง
ใช่
ตอนนี้ในกายเขายังไม่สงบ
โลหิตโบราณที่เพิ่งรับมากำลังไหลร้อน
หากฝืนกลืนแก่นโลหิตซ้ำเข้าไปอีก
ต่อให้ได้ประโยชน์มากเพียงใด ก็มีสิทธิ์พังทั้งร่างสูงยิ่ง
อี้ซินจึงเก็บแก่นโลหิตนั้นเข้าชายเสื้อด้านในอย่างระวัง
หนิงเยว่อิงมองการตัดสินใจนั้น
แล้วดวงตาเย็นของนางจึงอ่อนลงน้อยหนึ่ง
เขามิใช่คนเห็นสมบัติแล้วเสียสติ
รู้ว่าควรเอาเมื่อใด
และควรยับยั้งเมื่อใด
คนเช่นนี้...ยิ่งมอง ยิ่งอ่านยาก
และยิ่งอ่านยาก ก็ยิ่งน่าดึงดูดอย่างยากจะอธิบาย
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันไปมองส่วนลึกเบื้องหน้าอีกครั้ง
ไกลออกไปหลังม่านควันโลหิต
มีเสาหินขนาดยักษ์สองต้นตั้งขนาบทางขึ้นเนิน
บนยอดเสาแต่ละต้นมีเปลวไฟสีแดงเข้มเผาไหม้อย่างเงียบงัน
ระหว่างเสาทั้งสองนั้น
มีบันไดหินทอดสูงขึ้นไปสู่แท่นพิธีบางอย่างซึ่งยังมองไม่เห็นชัด
“ทางต่ออยู่ข้างหน้า”
นางกล่าว
“แต่ก่อนก้าวขึ้นไป พวกเจ้าควรปรับลมหายใจและปราณให้สงบก่อน”
“เพราะด่านถัดไป...มิได้ให้เวลาแก้ตัวเมื่อก้าวพลาด”
ลมแดงร้อนพัดผ่านหุบอีกครา
อี้ซินมองบันไดหินเบื้องหน้า
แล้วจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจลง
หนิงเยว่อิงยืนข้างเขา
แสงสีแดงทองจากหุบโลหิตสะท้อนบนเสี้ยวหน้าของนาง
ขับให้ความงามเย็นลึกนั้นกลับมีประกายร้อนบางส่วนแตะอยู่เป็นครั้งแรก
งามประหลาดตา
งามยิ่งกว่ายามอยู่กลางน้ำแข็งเสียอีก
อี้ซินเหลือบมองนางแวบหนึ่ง
นางเองก็หันมาพอดี
สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันเพียงชั่วเสี้ยว
แล้วก็ผละออกอย่างสงบ
ไม่มีถ้อยคำใดต้องเอื้อนเอ่ย
แต่ทั้งสองต่างรู้แล้วว่า
ผ่านด่านร่วมกันมาถึงเพียงนี้
ความเชื่อใจระหว่างกันมิใช่สิ่งเบาบางเช่นยามแรกอีกแล้ว
เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งมองอยู่เงียบ ๆ จึงหมุนกายไปเบื้องหน้า
ผมขาวเงินยาวของนางปลิวไหวเหนือแสงโลหิต
งดงามสง่าจับตาราวเทพธิดาแห่งหิมะกำลังก้าวผ่านทะเลเพลิง
“พักเพียงครู่เดียว”
นางกล่าวแผ่ว
“จากนั้น...เราขึ้นบันไดโลหิต”
ลมหายใจของหุบกลับเข้าสู่จังหวะหนักแน่นอีกครั้ง
ศึกกับวิหคเกล็ดโลหิตจบลงแล้ว
แต่กลิ่นอายของด่านถัดไปกลับยิ่งลึก หนัก และน่าหวั่นเกรงกว่าเดิมหลายส่วน
อี้ซินกดมือบนชิ้นส่วนอาวุธดำแน่น
สัมผัสได้ว่ามันเย็นลงน้อยหนึ่งหลังดูดซับบางสิ่งจากคลื่นโลหิตเมื่อครู่
เขาไม่รู้แน่ชัดว่ามันเปลี่ยนไปเพียงใด
แต่ยิ่งถือ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามัน “ตื่น” ขึ้นจากเดิมอีกเล็กน้อย
และในส่วนลึกของอก
โลหิตที่เพิ่งรับมา
ก็ยังคงเดือดเงียบ ๆ รอวันปะทุอย่างสมบูรณ์