พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 41 วิหคเกล็ดโลหิต

    เสียงร้องของวิหคเกล็ดโลหิตยังคงก้องสะท้อนอยู่ทั่วหุบ

    กรรรรร!


    เพียงเสียงเดียว
    หินตามผนังหุบก็สั่นสะเทือนเป็นริ้ว
    หมอกเลือดบนฟ้าไหวกระเพื่อม
    ลมแห้งร้อนซึ่งเดิมพัดวนอยู่ช้า ๆ พลันรุนแรงขึ้นหลายเท่า
    ราวกับดินแดนทั้งผืนรับรู้แล้วว่า ผู้เฝ้าโลหิตได้ตื่นขึ้นอย่างแท้จริง

    วิหคเกล็ดโลหิตกางปีกออกเต็มที่
    ปีกของมันมิใช่ปีกขนเช่นวิหคทั่วไป
    หากประกอบด้วยเกล็ดแดงดำแผ่นยาวซ้อนทับกันเป็นชั้น
    ยามสะบัดหนึ่งครา เกล็ดเหล่านั้นจะเสียดสีกันจนเกิดเสียงโลหะครางต่ำ
    คมของมันแม้เพียงแค่สะท้อนแสงก็ทำให้คนมองรู้สึกเหมือนผิวหนังตนเองถูกเฉือนแล้วอย่างไรอย่างนั้น

    ดวงตาสีทองสุกของมันจับอยู่ที่อี้ซินตรง ๆ


    ในสายตาคู่นั้นไม่มีความลังเล
    ไม่มีการชั่งใจ
    มีเพียงสัญชาตญาณการฆ่ากับการฉีกทำลายเท่านั้น

    อี้ซินยืนอยู่หน้าแท่นโลหิต
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาหนักกดลงบนเส้นเอ็นทั้งแขน
    ขณะเดียวกัน โลหิตโบราณที่เพิ่งถูกเขารับเข้าสู่กายยังคงเดือดไหลอยู่ทั่วร่างอย่างชัดเจน

    มันมิได้ไหลอย่างสงบ
    หากแล่นแทรกไปตามชีพจรดุจเปลวเพลิงสีแดงทองฝังอยู่ใต้ผิวเนื้อ
    ทุกครั้งที่ลมหายใจเขาลึกขึ้น เปลวสายนี้จะยิ่งแล่นเร็วขึ้น
    ทุกครั้งที่หัวใจเต้น มันจะยิ่งหนักแน่นกว่าเดิม

    หยกดาราในชีพจรจึงต้องอุ่นเรื่อไม่หยุด
    คอยประคองมิให้เปลวโลหิตนั้นปะทุเกินการควบคุม

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาก้าวถอยออกไปด้านข้างช้า ๆ
    อาภรณ์สีฟ้าขาวของนางพลิ้วรับแรงลมโลหิต
    ดวงตาสีฟ้าอ่อนจับอยู่ที่วิหคเกล็ดโลหิตอย่างไม่กะพริบ


    “มันต่างจากวิหคเขี้ยวมารในด่านก่อน” นางกล่าวเสียงเย็นใส “มันมีร่างจริง มีเกล็ดจริง และมีโลหิตจริง”
    “หากจะรับมือ จงระวังทั้งปีก เล็บ และละอองโลหิตของมัน”
    “สิ่งใดก็ตามที่ออกจากร่างของมัน ล้วนมีแรงกัดกร่อน”


    หนิงเยว่อิงขยับมาอยู่ทางซ้ายของอี้ซินอีกด้าน
    ลมปราณเย็นบริสุทธิ์ในกายของนางหมุนขึ้นอย่างเงียบงัน
    รอบกายนางเกิดหมอกขาวบาง ๆ ลอยอยู่ระดับข้อศอก
    ยิ่งขับให้เรือนกายอรชรงดงามนั้นดูเย็นสูงส่งดุจบุปผาหิมะกลางแดนโลหิต


    “แผลที่แขนเจ้า” นางกล่าวเบา ๆ โดยไม่ละสายตาจากศัตรู “อย่าใช้แรงกระชากเต็มที่เร็วเกินไป”


    อี้ซินเหลือบมองนางเพียงเสี้ยว
    ก่อนตอบน้ำเสียงนิ่งหนัก


    “เพียงศัตรูตนเดียว ยังไม่คู่ควรให้ข้าต้องหวงแรงมือ”


    หนิงเยว่อิงมุมปากบางไหวเพียงน้อย
    แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะตึงเครียด
    แต่ถ้อยคำของเขายามนี้กลับยังคงแรงกดข่มอันมั่นคงเช่นเดิม
    มิใช่คำโอ้อวดฟุ้งเฟ้อ
    แต่ฟังแล้วกลับทำให้คนข้างกายมั่นคงขึ้นอย่างประหลาด

    วิหคเกล็ดโลหิตไม่ปล่อยให้พวกเขาพูดมากไปกว่านั้น

    มันก้มศีรษะลงเล็กน้อย
    ปีกสองข้างกระแทกอากาศพร้อมกัน


    ฟู่มมม!


    กระแสลมสีแดงดำพุ่งออกจากปีกทั้งสองดุจคมดาบยักษ์ไขว้กันกลางหุบ
    พื้นหินด้านหน้าถูกกรีดเปิดเป็นร่องยาวหลายแนว
    หินแตก ฝุ่นปลิว และแรงลมร้อนเฉือนตรงเข้าหาคนทั้งสามพร้อมกัน

    อี้ซินขยับก่อนผู้ใด

    ฝ่าเท้าของเขากดพื้น
    รอยเส้นท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันสว่างขึ้นในใจอย่างฉับพลัน

    ก้าวเฉียงหนึ่ง
    เปลี่ยนน้ำหนักจากส้นไปยังปลายเท้า
    จากนั้นร่างทั้งร่างก็วูบออกไปจากจุดเดิมราวเงาดาราไถลผ่านฟากฟ้า

    คมลมสีเลือดเฉือนผ่านจุดที่เขายืนเมื่อครู่พอดี
    ชายเสื้อข้างหนึ่งขาดออกไปเป็นริ้วยาว
    แต่ตัวเขากลับพ้นมาด้านซ้ายแล้ว

    หนิงเยว่อิงก็ขยับแทบพร้อมกัน
    นางมิได้พุ่งรวดเร็วเช่นเขา
    หากเลื่อนตัวออกตามแนวลมเหมือนหิมะบางสาย ปลิวพ้นคมมีด
    เส้นผมดำยาวปลิวตามแรงเฉือนเพียงน้อย
    แต่เกล็ดคมกลับมิอาจแตะต้องแม้ชายแขนเสื้อของนางได้เลย 


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาถอยเพียงก้าวเดียว
    ผิวน้ำแข็งใสบาง ๆ พลันเกิดขึ้นใต้ฝ่าเท้า
    รับแรงลมแล้วหักเบนมันออกไปด้านข้างอย่างเงียบงัน

    ครานี้ทั้งสามมิได้ถูกกระทบแม้แต่น้อย
    แต่วิหคเกล็ดโลหิตหาได้หยุดเพียงเท่านั้นไม่

    มันแหงนคอขึ้น
    จะงอยปากโค้งสีดำแดงอ้าออก
    ภายในปากนั้นไม่เพียงมีเขี้ยวซ้อนหลายชั้น
    แต่ยังมีแสงสีแดงทองหมุนรวมกันอยู่ลึกเข้าไป

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาวาบทันที


    “อย่าให้มันพ่นเปลวเพลิง!”


    คำเตือนยังไม่ทันสิ้น
    อี้ซินก็พุ่งออกไปแล้ว

    ครานี้เขาไม่ถอย
    ไม่เบี่ยง
    แต่ทะยานตรงเข้าใส่ตัววิหคเกล็ดโลหิตอย่างดุดัน

    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาถูกยกขึ้นต่ำ ๆ
    มิใช่เพราะเขาใช้มันได้คล่องแล้ว
    หากเพื่ออาศัยน้ำหนักของมันถ่วงจังหวะร่างกายให้มั่นคงยิ่งขึ้นยามเข้าปะทะตรง

    หยดโลหิตโบราณที่อยู่ในกายเขาพลันร้อนวาบอีกครั้ง
    ความร้อนนั้นมิใช่แผ่ไปทั่วอย่างไร้ทิศ
    หากรวมลงแขนขวาและหัวไหล่ในคราวเดียว
    ทำให้กล้ามเนื้อทั้งเส้นแน่นขึ้นอย่างชัดเจน

    อี้ซินจึงเข้าใจทันที
    โลหิตที่เพิ่งรับมา...กำลังตอบสนองต่อศึกนี้

    วิหคเกล็ดโลหิตตวัดกรงเล็บขวาลงมา


    ฉัวะ!


    กรงเล็บห้านิ้วกรีดอากาศเกิดรอยฉีกสีแดงดำ
    คมของมันรุนแรงกว่าลมจากปีกเมื่อครู่หลายเท่า
    เพียงเฉียดพื้นหินยังทำให้เกิดร่องลึกได้ง่ายดาย

    อี้ซินไม่คิดรับด้วยกายเปล่า
    เขาบิดสะโพกหลบเฉียงเข้าใน
    ปล่อยให้ปลายเล็บยักษ์กรีดผ่านไหล่ซ้ายไปเพียงคืบ
    จากนั้นชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาก็ถูกเหวี่ยงขึ้นจากล่างสู่บนเต็มแรง


    โครม!


    เสียงปะทะดังสนั่น

    แม้มันยังเป็นเพียงชิ้นส่วนอาวุธ ไม่ใช่ดาบเต็มรูป
    แต่ด้วยน้ำหนักมหาศาลของมัน บวกกับแรงฟาดของอี้ซิน
    ปลายขอบดำด้านจึงกระแทกเข้ากับข้อกรงเล็บกลางของวิหคเต็ม ๆ

    เกล็ดแดงดำตรงนั้นแตกร้าวทันที
    เสียงครางแหลมหลุดจากลำคอสัตว์อสูรตนนั้น

    หนิงเยว่อิงฉวยจังหวะนั้นพุ่งเข้าด้านข้าง
    ปลายนิ้วเรียวขาวของนางสะบัดลงเพียงน้อย
    คมลมเย็นสีเงินสามสายก็พุ่งออกไปยังรอยแตกที่อี้ซินเพิ่งสร้างขึ้น


    ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!


    รอยแตกร้าวลึกขึ้นอีกหลายส่วน
    เกล็ดบางชิ้นกระเด็นหลุดออกจากกรงเล็บ
    ของเหลวสีแดงเข้มคล้ายโลหิตแต่หนืดกว่าหยดลงบนพื้นหิน
    ทันทีที่แตะพื้น หินตรงนั้นก็พลันเกิดควันขาวแล้วละลายเป็นแอ่งเล็กทันที

    อี้ซินเห็นดังนั้นแววตาจึงเย็นลงอีกชั้น

    ละอองโลหิตของมันกัดกร่อนได้จริงดังที่เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว

    วิหคเกล็ดโลหิตร้องอีกครา
    ปีกซ้ายสะบัดใส่ทั้งสองอย่างรุนแรง

    เกล็ดคมหลายสิบแผ่นหลุดจากขอบปีก
    หมุนพุ่งออกมาราวคมมีดนับไม่ถ้วน

    หนิงเยว่อิงถอยหนึ่งก้าว
    ลมปราณเย็นหมุนออกจากฝ่ามือ
    กำแพงน้ำแข็งใสบางชั้นหนึ่งเกิดขึ้นเบื้องหน้า


    เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!


    เกล็ดคมปะทะกำแพงน้ำแข็งจนเกิดเสียงใสแตกกระจาย
    แม้กำแพงจะร้าวทันที
    แต่มันก็ลดแรงคมลงได้เพียงพอให้ทั้งนางและอี้ซินขยับพ้นแนวโจมตีได้

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพปะทะตรงหน้า
    ก่อนกล่าวเสียงต่ำเย็น


    “อย่าปล่อยให้มันกางปีกได้เต็มที่นาน”
    “พลังหลักของมันอยู่ที่ปีก”


    อี้ซินย่อมรู้
    แต่การปิดปีกสัตว์ตนนี้หาใช่เรื่องง่าย

    มันตัวใหญ่
    เคลื่อนไหวไว
    เกล็ดทั่วร่างคมและแข็งกว่าหุ่นหินหลายชั้น
    ที่สำคัญ...
    มันมีโลหิตจริง

    หมายความว่าต่อให้แตกเกล็ดได้
    มันก็ยังมีพลังฟื้นตัวและความดุร้ายจากโลหิตคอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอด

    วิหคเกล็ดโลหิตพลันพ่นบางสิ่งออกจากปาก

    ไม่ใช่เปลวเพลิง
    ไม่ใช่คลื่นลม
    หากเป็น “ละอองโลหิต” สีแดงทองจำนวนมหาศาล

    มันกระจายกว้างกลางอากาศแล้วตกลงมาราวฝนเลือด

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาตวัดแขนเสื้อทันที
    ม่านน้ำแข็งวงหนึ่งเกิดขึ้นกลางอากาศเบี่ยงละอองส่วนหนึ่งออกไป
    หนิงเยว่อิงเองก็ผลักลมเย็นออกเป็นแนวให้เกิดหมอกน้ำแข็งตัดกลางทาง

    แต่อี้ซินซึ่งอยู่ใกล้สัตว์อสูรที่สุดกลับไม่มีเวลาให้ตั้งม่านป้องกัน

    เขาจึงเลือกฝ่าเข้าไปแทน

    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันเปลี่ยนจังหวะ
    ก้าวซ้ายลวง
    ก้าวขวาแทรก
    หมุนตัวผ่านช่องว่างระหว่างเม็ดละอองโลหิตอย่างเสี่ยงอันตรายยิ่ง

    ละอองหลายหยดเฉียดผ่านแขนและสีข้าง
    เนื้อผ้าถูกกัดกร่อนเป็นรอยไหม้ดำทันที
    แต่ผิวหนังเขายังไม่ถูกแตะโดยตรง

    เพียงไม่กี่ลมหายใจ
    เขาก็แทรกพ้นม่านโลหิตนั้นไปถึงใต้คอของวิหคเกล็ดโลหิตได้

    นี่คือจุดอับของมัน

    กรงเล็บใหญ่เกินจะคว้าลงสะดวก
    ปีกกางเต็มมุมไม่ได้
    จะงอยปากยาวเกินจะงับตัวเองด้านล่าง

    อี้ซินไม่พลาดโอกาสนี้

    เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นเหนือไหล่
    โลหิตโบราณในกายพลันร้อนวาบอีกครา
    คราวนี้ความร้อนไม่เพียงรวมลงแขนขวา
    แต่แล่นจากอกผ่านไหล่ลงสู่เอวและขาทั้งสอง
    ราวกับทั้งร่างกำลังถูกเปลวสายหนึ่งเชื่อมเป็นเส้นเดียว

    อี้ซินจึงฟาดลงเต็มแรง


    โครมมม!


    ชิ้นส่วนอาวุธดำกระแทกเข้าใต้คอของวิหคเกล็ดโลหิตเต็ม ๆ
    เกล็ดแดงดำระเบิดแตกหลายชิ้น
    ร่างยักษ์ของสัตว์อสูรสั่นวูบไปทั้งตัว
    เสียงร้องแหลมหลุดออกจากปากมันอีกครั้ง

    ทว่าแรงสะท้อนจากการฟาดกลับรุนแรงกว่าที่คาด

    อี้ซินข้อมือชาทันที
    กระดูกช่วงหัวไหล่ขวาสั่นสะเทือน
    หากไม่ใช่ลมปราณมหาเทพดาราประคองอยู่
    แขนขวาข้างนั้นคงชั่วคราวใช้การไม่ได้ไปแล้ว

    วิหคเกล็ดโลหิตโกรธจัด
    มันบิดคอแล้วใช้ปีกขวาตบลงด้านล่างทั้งปีกในคราเดียว

    ปีกนั้นมิใช่เพียงแผ่นเกล็ด
    หากราวกับผาหินมีคมหลายพันชิ้นกำลังถล่มลงมา

    อี้ซินดวงตาวาบเย็น
    เขาถอยไม่ทันแน่

    หนิงเยว่อิงจึงเป็นฝ่ายพุ่งเข้ามาก่อนครึ่งลมหายใจ
    นางมิได้ดึงเขาถอย
    หากใช้ฝ่ามือซ้ายกดลงบนสีข้างเขาเล็กน้อย
    ส่งแรงเย็นสั้น ๆ พาให้จังหวะร่างเขาเบี่ยงไปครึ่งส่วน

    เสี้ยวนั้นเอง
    อี้ซินเข้าใจทันที

    เขาจึงพลิกชิ้นส่วนอาวุธดำตั้งขึ้นเฉียง
    รับคมปีกในมุมที่แคบที่สุด


    เคร้งงง!


    เสียงปะทะดังแสบแก้วหู

    แรงมหาศาลถล่มลงมาผ่านชิ้นส่วนอาวุธดำจนเท้าทั้งสองของอี้ซินจมลงในพื้นหินครึ่งแข้ง
    แต่เพราะมีแรงเบี่ยงของหนิงเยว่อิงช่วยไว้ตั้งแต่แรก
    ปีกยักษ์นั้นจึงไม่ได้กดตรงกลางตัวเขาเต็ม ๆ
    หากเฉือนผ่านเฉียงไปด้านข้างแทน

    หนิงเยว่อิงเองถอยหลังสามก้าวติด
    แขนซ้ายที่ผลักเขาเมื่อครู่ชาวูบไปทั้งท่อน
    แต่ดวงตาเย็นลึกของนางกลับนิ่งกว่าก่อน

    อี้ซินหันไปมองนางเสี้ยวหนึ่ง
    เห็นปลายนิ้วเรียวของนางสั่นเพียงน้อย
    จึงกล่าวเสียงต่ำหนักแน่น


    “ข้าจำหนี้นี้ไว้แล้ว”


    หนิงเยว่อิงตอบกลับทันที
    แม้น้ำเสียงยังเย็น
    แต่กลับมีความร้อนบางส่วนซ่อนอยู่ลึก


    “เก็บไว้ก่อนเถิด”
    “หากเจ้าเสียสมาธิอีกครา ข้าไม่รับประกันว่าจะผลักเจ้าได้ทันอีก”


    ถ้อยคำดูเหมือนตำหนิ
    แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกลับชัดยิ่งกว่าคำใด

    อี้ซินย่อมฟังออก
    แววตาคมจึงนิ่งขึ้นอีกครา

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองการประสานของทั้งคู่เงียบ ๆ
    จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด


    “โลหิตในกายเขากำลังตอบสนองกับศึก”
    “หากปล่อยให้มันยืดเยื้อ วิหคเกล็ดโลหิตจะยิ่งกระตุ้นมันหนักขึ้น”
    “จบมันเร็ว”


    อี้ซินกับหนิงเยว่อิงมองหน้ากันเพียงเสี้ยวเดียว

    ไม่มีคำอธิบายยืดยาว
    ไม่มีการถามซ้ำ

    แต่ในเสี้ยวนั้นเอง ทั้งสองกลับเข้าใจสิ่งเดียวกันโดยไม่ต้องพูดออกมา

    ปีก

    ต้องหักปีกมันลงให้ได้

    หนิงเยว่อิงขยับก่อน
    นางพุ่งกวาดไปทางขวาของสัตว์อสูร
    ร่างอรชรเคลื่อนไหวดุจเงาหิมะกลางพายุ
    ปลายนิ้วเย็นคมชี้ไปยังแนวข้อต่อปีกด้านใน

    วิหคเกล็ดโลหิตหันตามนางทันที
    ดวงตาทองสุกลุกวาบ
    ปีกซ้ายสะบัดพร้อมจะปิดทาง

    ขณะเดียวกัน
    อี้ซินกลับไม่พุ่งตามจังหวะเดียวกันอย่างที่สัตว์อสูรคาด
    หากถอยหลังครึ่งก้าว
    เปลี่ยนตำแหน่งเท้า
    ปล่อยลมหายใจออกยาวช้า ๆ

    รอยเส้นของท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าพลันชัดเจนที่สุดนับแต่เขาใช้มันมา

    ก้าวแรกหลอกถอย
    ก้าวที่สองตัดเฉียงขวา
    ก้าวที่สามซ้อนทับก้าวที่สอง
    ก้าวที่สี่เปลี่ยนน้ำหนักฉับพลัน

    ในสายตาของหนิงเยว่อิง
    เงาของเขาพลันพร่าขึ้นเพียงเสี้ยว
    ราวกับมีเงาค้างอยู่ครึ่งจังหวะตรงจุดเดิม
    ส่วนตัวจริงกลับวูบไปอีกตำแหน่งแล้ว

    แม้มิได้สร้างร่างเงาได้สมบูรณ์ดังขั้นแรกเต็มรูปแบบ
    แต่นี่ก็มิใช่เพียงความเร็วธรรมดาอีกต่อไป
    หากเริ่มมี “เงาลวง” ซ้อนอยู่จริงแล้ว

    วิหคเกล็ดโลหิตถูกเงาค้างนั้นหลอกเสี้ยวหนึ่ง
    ปีกขวาจึงขยับช้ากว่าที่ควรไปเล็กน้อย

    เพียงเล็กน้อย...แต่สำหรับคนอย่างอี้ซิน พอแล้ว

    เขาพุ่งทะลวงขึ้นจากด้านล่างของปีกขวาทันที
    ชิ้นส่วนอาวุธดำถูกยกขึ้นจากสะโพกถึงไหล่ในแนวเฉียง
    โลหิตโบราณในกายเดือดพล่าน
    แรงทั้งหมดจากทุกส่วนรวมกันเป็นหนึ่งเดียว


    โครมมม!


    ชิ้นส่วนอาวุธดำกระแทกตรงรอยต่อโคนปีกขวาเต็มแรง

    รอยแตกวิ่งลาม
    เกล็ดแดงดำหลายสิบชิ้นระเบิดกระจาย
    โลหิตหนืดสีแดงทองสาดออกมาเป็นสาย


    ในเวลาเดียวกัน
    หนิงเยว่อิงซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ซัดคมลมเย็นสีเงินเจ็ดสายเข้าตรงข้อต่อปีกซ้ายพร้อมกัน
    คมทั้งเจ็ดมิได้กระจายสุ่ม
    แต่ซ้อนทับเข้าแนวเดียวกันอย่างแม่นยำยิ่ง


    ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!


    เสียงฉีกเกล็ดดังต่อเนื่อง
    รอยแตกร้าวกว้างขึ้นทันที

    วิหคเกล็ดโลหิตร้องลั่น
    พยายามกระพือปีกทั้งสองเพื่อพุ่งขึ้นฟ้า
    แต่ปีกขวาถูกฟาดจนมุมเสีย
    ปีกซ้ายถูกคมเย็นตัดข้อต่อจนแรงกระพือขาดสมดุล

    ร่างยักษ์ของมันจึงเซ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวขึ้นในจังหวะนั้นเอง
    เสียงของนางชัดดุจสายน้ำแข็งตัดอากาศ


    “ตอนนี้”


    อี้ซินไม่รอ
    เขาถีบตัวขึ้นบนเสาเกล็ดที่แตกหลุดจากปีกสัตว์อสูร
    ใช้มันเป็นฐานชั่วขณะแล้วทะยานขึ้นเหนือคอของมัน

    ชิ้นส่วนอาวุธดำถูกยกขึ้นเหนือศีรษะ
    โลหิตในกายร้อนวาบถึงขีดสุด
    แม้แขนขวาจะปวดลึกถึงกระดูก
    แต่ดวงตาของเขากลับเย็นนิ่งดุจผืนน้ำก่อนฆ่า

    จากนั้นเขาก็ฟาดลงสุดแรงตรงกลางกระหม่อมสัตว์อสูร


    โครมมมม!


    เสียงดังสนั่นทั้งหุบ

    กะโหลกวิหคเกล็ดโลหิตยุบลงครึ่งหนึ่ง
    ดวงตาทองสุกทั้งสองกระพริบวูบอย่างรุนแรง
    ร่างมหึมาทั้งร่างเสียสมดุลแล้วฟาดลงกับพื้นหินดังครืน

    พื้นทั้งผืนสั่นสะเทือน
    ฝุ่นสีแดงดำฟุ้งขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ

    หนิงเยว่อิงไม่ปล่อยให้มันฟื้น
    นางพุ่งผ่านหมอกฝุ่นเข้าไปทันที
    ปลายนิ้วเรียวทั้งห้ากางออก
    ลมเย็นบริสุทธิ์รวมกันเป็นคมเดียว
    แล้วตัดลงตรงแนวคอที่อี้ซินเพิ่งสร้างรอยยุบไว้


    ฉัวะ!


    คมเงินฝังลึกเข้าไปถึงครึ่งคอ

    วิหคเกล็ดโลหิตดิ้นคลุ้มคลั่ง
    โลหิตหนืดพ่นออกจากปากและแผลกลางกะโหลก
    ทันทีที่แตะพื้น หินรอบตัวก็ละลายเป็นรอยดำไหม้ทันที

    อี้ซินตกลงยืนบนพื้นแล้วถอยสองก้าว
    ดวงตายังจับไม่ละจากสัตว์อสูรตรงหน้า

    เขารู้ดีว่า ศัตรูตนนี้ยังไม่ตาย

    และมันก็ตายยากกว่าหุ่นหินหรืออสูรพฤกษาก่อนหน้านี้มาก
    ตราบใดที่โลหิตมันยังไหลเวียน
    แรงดิ้นครั้งสุดท้ายของมันย่อมอันตรายที่สุด

    จริงดังว่า

    วิหคเกล็ดโลหิตพลันบิดคอขึ้นทั้งที่คอเกือบขาด
    ดวงตาทองสุกกลายเป็นแดงเข้มในคราวเดียว
    จากนั้นมันก็กางจะงอยปากแล้วรวบรวมโลหิตทั้งหมดในกายไปที่ลำคอ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาเปลี่ยนทันที


    “ถอย!”


    นางตวาดกังวานเป็นครั้งแรก

    อี้ซินกับหนิงเยว่อิงถอยแทบพร้อมกัน
    แต่แทนที่จะถอยคนละทิศเหมือนก่อน
    ครานี้ทั้งคู่กลับถอยเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ

    แล้วโลหิตทั้งร่างของวิหคเกล็ดโลหิตก็ระเบิด

    บูมมมม!

    คลื่นโลหิตแดงทองพุ่งออกมาเป็นวงกว้าง
    ปะทะพื้นหินจนระเบิดเป็นหลุมยุบ
    เสาหินดำสองต้นที่อยู่ไม่ไกลถูกกัดกร่อนจนล้มลงในพริบตา
    คลื่นกระแทกซัดหิน เศษเกล็ด และละอองพิษให้ปลิวไปทั่วหุบ

    หนิงเยว่อิงกางม่านน้ำแข็งหลายชั้นซ้อนกันอย่างรวดเร็ว
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาปล่อยวงน้ำแข็งใสอีกชั้นคลุมทับจากด้านนอก
    แต่อี้ซินซึ่งอยู่ใกล้แรงระเบิดที่สุดกลับไม่มีทางหนีได้หมด

    เขาจึงยกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นปักลงพื้นเบื้องหน้า
    ใช้มันเป็นแกนถ่วงกายและเป็นแผ่นบังตรง ๆ
    โลหิตโบราณในกายพลันเดือดจัดยิ่งขึ้น
    หยกดาราอุ่นสว่างถึงขีดสุด
    ลมปราณมหาเทพดาราหมุนพุ่งทั่วร่างในคราเดียว


    โครม!


    คลื่นโลหิตปะทะใส่เขาเต็มแรง

    ทั้งร่างของอี้ซินถอยกรูดไปเกือบหนึ่งจั้ง
    ผิวหนังบริเวณแขนและลำคอแสบเผาอย่างรุนแรง
    แต่ชิ้นส่วนอาวุธดำกลับรับแรงนั้นไว้ได้ส่วนใหญ่
    ทั้งยังดูดซับละอองโลหิตบางส่วนที่กระทบมันเข้าไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดทันสังเกตชัด


    เมื่อคลื่นโลหิตสงบลง
    ลานทั้งหุบก็เหลือเพียงความเงียบกับควันสีแดงดำอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้น

    วิหคเกล็ดโลหิตนอนนิ่งอยู่กลางหลุมใหญ่
    คอของมันขาดเกือบสมบูรณ์
    แสงในดวงตาดับสนิทแล้ว

    มันตายจริงในที่สุด

    ลมหายใจของทั้งสามค่อยผ่อนลงทีละส่วน

    หนิงเยว่อิงรีบหันมามองอี้ซินทันที
    สีหน้าเย็นนิ่งของนางในครานี้มีความตึงชัดกว่าก่อน


    “เจ้า..”


    คำถามยังไม่ทันเต็ม
    อี้ซินก็ยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ริมฝีปากอีกครา
    ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งหนักเช่นเดิม


    “แรงระเบิดคราวสุดท้ายยังไม่ถึงขั้นทำให้ข้าทรุดลงได้”


    แม้คำพูดยังแฝงพลังเช่นเดิม
    แต่หนิงเยว่อิงกลับเห็นชัดว่าลมหายใจเขาหนักกว่าเมื่อก่อน
    สีหน้าก็ซีดลงน้อยหนึ่งจากการรับคลื่นโลหิตตรง ๆ

    นางจึงก้าวเข้ามาใกล้
    ดวงตาเย็นลึกมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว
    เมื่อเห็นว่าผิวหนังแค่ไหม้แดงตื้น ไม่ถึงขั้นละลายลึก
    แววตาจึงค่อยคลายลงทีละส่วน


    “ปากเจ้าคงไม่มีวันยอมอ่อนลงง่าย ๆ จริงๆ”


    นางกล่าวเบา ๆ

    อี้ซินมุมปากขยับเพียงนิด


    “หากข้าอ่อนลงง่ายเช่นนั้น คงไม่มีทางยืนหยัดได้ถึงตอนนี้”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองทั้งคู่เงียบ ๆ
    ก่อนจะหันไปยังซากวิหคเกล็ดโลหิต


    “อย่าเพิ่งผ่อนใจ”


    นางกล่าว


    “ผู้เฝ้าโลหิตตายแล้ว แต่ของที่มันเฝ้ายังอยู่”


    ทั้งอี้ซินและหนิงเยว่อิงจึงหันมองตาม

    ซากวิหคเกล็ดโลหิตแม้ตายแล้ว
    แต่ตรงกลางอกของมันกลับมีแสงแดงทองแผ่ว ๆ ส่องลอดออกมา
    ราวกับมีบางสิ่งซ่อนอยู่ภายใน

    อี้ซินก้าวเข้าไปใกล้
    หนิงเยว่อิงเดินตามไม่ห่าง
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็หยุดยืนมองจากด้านข้าง

    ครั้นอี้ซินใช้ชิ้นส่วนอาวุธดำแหวกเกล็ดอกสัตว์อสูรนั้นออก
    สิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในก็เผยออกมาในที่สุด

    มันคือ “แก่นโลหิต” สีแดงทองเม็ดหนึ่ง
    ขนาดพอ ๆ กับกำปั้น
    ผิวภายนอกคล้ายผลึก แต่ภายในมีโลหิตไหลวนช้า ๆ
    ราวกับหัวใจที่ถูกทำให้แข็งตัวค้างอยู่

    เพียงมันปรากฏ
    โลหิตในกายอี้ซินก็พลันเดือดขึ้นอีกครั้ง
    หยกดาราอุ่นวาบ
    สิ่งลึกลับในอกเต้นหนัก
    และชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวาก็สั่นครางต่ำแผ่วหนึ่ง

    หนิงเยว่อิงดวงตาไหววาบ


    “แก่นโลหิตของผู้เฝ้า”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้าเบา ๆ


    “มันกลืนแรงของเขตนี้ไว้ไม่น้อย”
    “ผู้ใดหลอมได้ ย่อมได้ประโยชน์มหาศาล”


    นางเว้นคำก่อนกล่าวต่อ


    “แต่หากฝืนตอนนี้ ย่อมไม่ต่างจากเอาไฟราดลงบนโลหิตที่ยังเดือดอยู่แล้ว”


    คำพูดนี้ทำให้อี้ซินนิ่งไปครู่หนึ่ง

    ใช่
    ตอนนี้ในกายเขายังไม่สงบ
    โลหิตโบราณที่เพิ่งรับมากำลังไหลร้อน
    หากฝืนกลืนแก่นโลหิตซ้ำเข้าไปอีก
    ต่อให้ได้ประโยชน์มากเพียงใด ก็มีสิทธิ์พังทั้งร่างสูงยิ่ง

    อี้ซินจึงเก็บแก่นโลหิตนั้นเข้าชายเสื้อด้านในอย่างระวัง

    หนิงเยว่อิงมองการตัดสินใจนั้น
    แล้วดวงตาเย็นของนางจึงอ่อนลงน้อยหนึ่ง

    เขามิใช่คนเห็นสมบัติแล้วเสียสติ
    รู้ว่าควรเอาเมื่อใด
    และควรยับยั้งเมื่อใด

    คนเช่นนี้...ยิ่งมอง ยิ่งอ่านยาก
    และยิ่งอ่านยาก ก็ยิ่งน่าดึงดูดอย่างยากจะอธิบาย

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงหันไปมองส่วนลึกเบื้องหน้าอีกครั้ง

    ไกลออกไปหลังม่านควันโลหิต
    มีเสาหินขนาดยักษ์สองต้นตั้งขนาบทางขึ้นเนิน
    บนยอดเสาแต่ละต้นมีเปลวไฟสีแดงเข้มเผาไหม้อย่างเงียบงัน
    ระหว่างเสาทั้งสองนั้น
    มีบันไดหินทอดสูงขึ้นไปสู่แท่นพิธีบางอย่างซึ่งยังมองไม่เห็นชัด


    “ทางต่ออยู่ข้างหน้า”


    นางกล่าว


    “แต่ก่อนก้าวขึ้นไป พวกเจ้าควรปรับลมหายใจและปราณให้สงบก่อน”
    “เพราะด่านถัดไป...มิได้ให้เวลาแก้ตัวเมื่อก้าวพลาด”


    ลมแดงร้อนพัดผ่านหุบอีกครา
    อี้ซินมองบันไดหินเบื้องหน้า
    แล้วจึงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจลง

    หนิงเยว่อิงยืนข้างเขา
    แสงสีแดงทองจากหุบโลหิตสะท้อนบนเสี้ยวหน้าของนาง
    ขับให้ความงามเย็นลึกนั้นกลับมีประกายร้อนบางส่วนแตะอยู่เป็นครั้งแรก
    งามประหลาดตา
    งามยิ่งกว่ายามอยู่กลางน้ำแข็งเสียอีก

    อี้ซินเหลือบมองนางแวบหนึ่ง
    นางเองก็หันมาพอดี

    สายตาของคนทั้งคู่ประสานกันเพียงชั่วเสี้ยว
    แล้วก็ผละออกอย่างสงบ

    ไม่มีถ้อยคำใดต้องเอื้อนเอ่ย
    แต่ทั้งสองต่างรู้แล้วว่า
    ผ่านด่านร่วมกันมาถึงเพียงนี้
    ความเชื่อใจระหว่างกันมิใช่สิ่งเบาบางเช่นยามแรกอีกแล้ว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาซึ่งมองอยู่เงียบ ๆ จึงหมุนกายไปเบื้องหน้า
    ผมขาวเงินยาวของนางปลิวไหวเหนือแสงโลหิต
    งดงามสง่าจับตาราวเทพธิดาแห่งหิมะกำลังก้าวผ่านทะเลเพลิง


    “พักเพียงครู่เดียว”


    นางกล่าวแผ่ว


    “จากนั้น...เราขึ้นบันไดโลหิต”


    ลมหายใจของหุบกลับเข้าสู่จังหวะหนักแน่นอีกครั้ง
    ศึกกับวิหคเกล็ดโลหิตจบลงแล้ว
    แต่กลิ่นอายของด่านถัดไปกลับยิ่งลึก หนัก และน่าหวั่นเกรงกว่าเดิมหลายส่วน

    อี้ซินกดมือบนชิ้นส่วนอาวุธดำแน่น
    สัมผัสได้ว่ามันเย็นลงน้อยหนึ่งหลังดูดซับบางสิ่งจากคลื่นโลหิตเมื่อครู่
    เขาไม่รู้แน่ชัดว่ามันเปลี่ยนไปเพียงใด
    แต่ยิ่งถือ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามัน “ตื่น” ขึ้นจากเดิมอีกเล็กน้อย

    และในส่วนลึกของอก
    โลหิตที่เพิ่งรับมา
    ก็ยังคงเดือดเงียบ ๆ รอวันปะทุอย่างสมบูรณ์

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน