มุมมอง ไอวี่ ริฮานน่า
"ไอรีน เธอจะไม่ออกมาพบโรเบิร์ตสักครั้งหน่อยเหรอ"
"ไอวี่ฉันนึกว่าเธอจะเข้าใจได้มากกว่านี้นะที่ฉันทำแบบนี้ก็เพราะต้องการให้เธอได้ไปยังจุดนั้นเร็วๆ จุดที่เธอต้องการจะไปให้ถึง"
"มันก็ใช่นะแต่…"
"เธอกลายเป็นคนที่ลังเลแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็จริงที่ฉันคิดถึงเขาแต่ว่าจะให้ฉันเอาแต่ใจของตัวเองไม่ได้ ทุกคนย่อมมีภาระย่อมมีเรื่องน่าปวดหัว ส่วนฉันไม่ได้มีข้อผูกมัดอะไรอีกแล้วไม่มีที่อยากกลับด้วย เพราะฉะนั้นจะพบเขาเร็วหรือช้ากว่าคนอื่นฉันก็ไม่ได้คิดมากอะไร"
"เฮ้อ...ถ้าว่ามาแบบนั้นก็เอาตามนั้นก็แล้วกัน ส่วนเรื่องการหายตัวไปของพี่สาว เซล่า ชาร์ลอตต์ และเพย์ตัน ก็คงไม่พ้นถูกจับตัวไปนั่นแหละถ้าขึ้นชื่อว่าวงศ์วานของแวมไพร์มันก็สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง"
"ที่ฉันแปลกใจก็จุดที่พลังของพวกเราเพิ่มขึ้นมาในขณะที่ยังไม่ได้ฝึกฝนอะไรเลยมันเป็นเพราะอะไรอย่างนั้นเหรอ"
"จริงสิ เธอไม่รู้สินะไอรีน วงศ์วานของแวมไพร์เฉพาะสายเลือดบริสุทธิ์ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น มันก็เลยทำให้พวกเขาที่มีพลังอำนาจมากกว่าสายเลือดอื่นยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก อย่าลืมนะว่าการตัดสินระหว่างแวมไพร์มันจะมีวงศ์วานเข้ามาเอี่ยวด้วย สุดท้ายวงศ์วานของใครแข็งแกร่งกว่าก็จะชนะไปโดยปริยาย"
"แบบนี้ก็เลยมีคนที่คิดจะพยายามมาเป็นวงศ์วานของแวมไพร์สินะ"
"คิดแบบนั้นก็ไม่ผิดแค่ให้หัวหน้าวงศ์วานหรือก็คือแวมไพร์เป็นคนที่เพิ่มระดับความสามารถแค่นั้นคนในวงศ์วานก็จะได้รับผลไปด้วยนอกเหนือจากความแข็งแกร่งเท่านั้นที่ไม่สามารถให้กันได้"
"หวังว่าสามีของพวกเราจะไม่ไปพบกับหญิงสาวที่งดงามแต่ภายนอกหรอกนะ"
"คิกๆ ไม่ต้องไปเป็นห่วงเขาขนาดนั้นหรอกตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาฉันเองก็ยังคาดเดาไม่ได้เลยไม่สิบางทีอาจแข็งแกร่งมากกว่าฉันไปแล้วด้วย ทั้งยังมีความสามารถในการดูคนออกมากกว่าฉันด้วยซ้ำโดยเฉพาะผู้หญิง"
"มันก็คงจริงอยู่กับพวกเราตั้งมากขนาดนั้นภูมิคุ้มกันสาวงามต้องมีบ้างแหละ"
"นั่นสินะ…"
การพูดคุยสารทุกข์สุกดิบของฉันกับไอรีนก็ผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งเซียนน่ามาสะกิดตัว
อ๊ะ...นี่คุยไปนานมากแล้วนิ
ช่วยไม่ได้นะก็แทบไม่เคยคุยกันเลยนี่นะอย่างมากก็แค่เฝ้าดูกันและกันได้ แต่ตอนนี้สามารถพูดคุยแบบเห็นตัวได้แล้วนั่นเพราะความแข็งแกร่งของฉันเพิ่มขึ้นมามากจนสามารถพูดคุยกับไอรีนได้
ส่วนการสลับตัวตนเองก็เร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งยังได้รับส่วนความทรงจำและประสบการณ์ที่อีกฝ่ายได้ประสบพบเจอมาด้วย
"ฉันขอโทษด้วยนะเซียนน่าพอดีตื่นเต้นไปหน่อย"
"ไม่เป็นไรหรอก ก็เธอบอกเอาไว้ก่อนแล้วนิว่ามีเรื่องที่ต้องทำถึงจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่มันก็คงเป็นเรื่องสำคัญ"
จัสมินที่นั่งอยู่ข้างๆกันก็พูดขึ้น
"เอาละเข้าเรื่องเลยดีกว่า จากที่ส่งเงามืดที่เป็นหนึ่งในความสามารถของฉันออกไปมากมายตอนนี้รู้ข่าวคราวของโรเบิร์ตกับอาเธน่าแล้ว"
จัสมินเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ
"ตอนนี้สถานการณ์ทางฝั่งของโรเบิร์ตย่ำแย่กว่าที่คิดไว้อีก โรเบิร์ตเขาถูกดึงเข้าไปในดันเจี้ยน โดนแผนของกลุ่มน่ารังเกียจพวกนั้น ส่วนทางอาเธน่าและผู้หญิงคนอื่นๆเองคาดว่าตอนนี้กำลังวางแผนบางอย่างอยู่"
ผู้หญิงคนอื่นๆเหรอ ช่างมันเถอะถ้ามัวแต่สนใจเรื่องแบบนี้มันก็เป็นการที่ฉันเห็นแก่ตัวมากเกินไป
แต่ฉันก็ไม่สบายใจโดยเฉพาะความรู้สึกของไอรีนที่ลึกๆแล้วเธอไม่อยากให้โรเบิร์ตมีผู้หญิงคนอื่นนอกจากตนเอง ทำให้ตัวฉันรับผลของความรู้สึกไปด้วย และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ว่าเธอไม่ยอมออกมาเจอโรเบิร์ตเลย เพราะไม่รู้จะสู้หน้ากันยังไง
แน่นอนต่อหน้าโรเบิร์ตเธอพยายามทำตัวเป็นรับได้เข้มแข็งกับเรื่องแบบนี้แต่นั่นไม่ใช่ เนื่องจากตัวเธอเป็นคนที่ซ่อนความอ่อนแอของตนเองเอาไว้ภายในโดยที่ภายนอกดูเข้มแข็ง
"ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอกอีกไม่นานก็คงกลับมาแล้วแหละ"
เซียนน่ากับจัสมินที่ไม่รู้ว่าภายในตัวของฉันมีสองตัวตนก็คิดไปว่าฉันรู้สึกไม่พอใจที่ได้ฟังเรื่องของผู้หญิงคนอื่นมากเท่าไหร่นัก ก็เลยพากันพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่องใหม่ทันที
"เอาไว้ค่อยคุยกันก็ได้พวกเรามาจดจ่อกับเรื่องตรงหน้าก่อนดีกว่านะ"
"ใช่แล้วอย่างที่จัสมินพูดไปฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
ฉันเองที่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้น
"นั่นสินะ ขอโทษด้วยที่ทำให้บรรยากาศเสียหมด วันนี้ก็เป็นเวลาที่ต้องเริ่มงานแล้ว"
ขอบอกเอาไว้ก่อนตอนนี้พวกเราสามคนกำลังแฝงตัวเข้ามาในโลกชนชั้นที่สามเพื่อเริ่มแผนการบางอย่างที่วางเอาไว้ โดยการสร้างฐานข่าวกรองขึ้นที่นี่
พวกเราสามคนเดินเข้าไปในร้านอาหารสุดหรูร้านหนึ่ง
"คุณหนูทั้งสามวันนี้มาทำอะไรกันเหรอ"
"ผีเสื้อบินข้ามผ่านมหาสมุทรสีแดง"
ชายที่เป็นพนักงานต้อนรับแสดงสีหน้าเรียบเฉยก่อนที่จะนำทางฉัน เซียนน่า จัสมินเข้าไปภายใน
ทางเดินที่เป็นร้านอาหารก็ค่อยๆเปลี่ยนไปไม่ต่างไปจากเดินเข้าไปในทางลับจนกระทั่งเดินเข้ามาถึงห้องโถงห้องหนึ่งที่ลักษณะตกแต่งด้วยแผ่นกระจกทั้งห้องใจกลางของห้องก็มีกองไฟสีฟ้าที่ลุกโชนด้วยความร้อนแรง
“ว่ายังไงละคุณหนูทั้งสามเข้ามาที่นี่ก็คงมาหาข้อมูลข่าวสารสินะต้องการทราบเรื่องอะไรละ”
“ฉันไม่ได้มาหาข้อมูลข่าวสารหรอกแต่จะเสนอข้อแลกเปลี่ยนต่างหากละ”
“โอ้! น่าสนใจไหนลองว่ามาสิ”
เมื่อเห็นท่าทีแบบนั้นฉันก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ฉันจะให้ไอ้นี่ไว้ก็แล้วกันแลกกับพวกเราสามคนได้เข้าถึงข้อมูลทุกรูปแบบและสามารถรายงานพวกเราได้ตลอดเวลา”
ฉันหยิบขวดอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วถือให้ชายคนนั้นได้ดู
“...บ้าไปแล้วนั่น...นั่นมันยาเปลวเพลิงปีศาจสีฟ้าแถมยังมีตั้งหนึ่งขวด”
“เป็นยังไงข้อเสนอนี้ ถ้าไม่พอใจละก็...”
“ฉันรับข้อเสนอ แค่นี้มันมาเกินพอด้วยซ้ำความจริงแค่หนึ่งหยดก็หาแทบจะไม่ได้แล้วบนโลกเบื้องบนแต่นี่คุณหนูกลับมีหนึ่งขวด พวกเราสามารถยกพวกคุณหนูให้ได้ครอบครองตำแหน่งประธานได้เลยด้วยซ้ำ”
“ดีมาก ตอนนี้ฉันต้องการข้อมูลบางอย่าง ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มที่คำถามแรกเลยก็แล้วกัน...”
……….
มุมมอง โรเบิร์ต ซัมเมอร์
พลังทำลายของปืนใหญ่ที่ยิงออกไปทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหลือแม้แต่พื้นดินจะเห็นก็เพียงหลุมลึกจนไม่อาจมองเห็นก้นบึ้งได้ไม่สิต้องเรียกว่าเหวเลยสินะถึงจะถูก
ติ๊ง!
คุณได้รับแต้มสังหาร 900000 แต้ม รวมแล้วแต้มทั้งหมดคือ 913953 แต้ม รางวัลพิเศษ คุณได้รับตั๋วผ่านทางไปยังโลกชนชั้นที่สามและได้รับอภิสิทธิ์ในการเลือกดินแดนที่อยากปกครองได้ในโลกชนชั้นที่สี่
ติ๊ง! คุณได้เคลียร์ดันเจี้ยนสำเร็จด้วยตัวคนเดียว รางวัลพิเศษ ได้รับทักษะติดตัว ดวงตาแห่งความจริงสูงสุด ได้รับทักษะติดตัว อำนาจการควบคุมสูงสุด ได้รับฉายา หลุดพ้นจากกฏเกณฑ์อย่างแท้จริง
ยังไม่ทันที่ผมจะตรวจสอบสิ่งที่ได้รับมาในการเคลียร์ดันเจี้ยนครั้งนี้ บนเท้าของผมก็ปรากฏวงเวทย์ประหลาดขึ้นมาก่อนจะเคลื่อนย้ายผมมายังสถานที่แห่งหนึ่ง
มันคือห้องแห่งหนึ่งที่มีเสาหินสี่ต้นที่เรืองแสงสีฟ้าตั้งไว้รอบทิศที่มีตัวผมอยู่ตรงกลาง พร้อมกับอักขระล่องลอยออกไปรอบทิศตลอดเวลา
พื้นที่โดยรอบลักษณะคล้ายกับห้องทดลองอะไรบางอย่างด้วยความที่ผมไม่แน่ใจว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ไหนก็รีบใช้ทักษะอำพรางกายออกไปพร้อมกับลบตัวตนไปอย่างสมบูรณ์พอดีกับที่มีคนกลุ่มเดินทางเข้ามาภายในพอดิบพอดี
“ฮ่า ฮ่า แผนการของนายท่านที่ใช้กำจัดแวมไพร์ตัวนั้นก็คงสำเร็จแล้วสินะ เพราะว่าดันเจี้ยนแห่งนั้นถูกสร้างจากยอดฝีมือจากโลกชนชั้นที่สองเชียวนะ ไม่มีทางที่แวมไพร์ที่มีพลังอันน้อยนิดจะทำอะไรได้”
“จริงด้วยสินะความสำเร็จนี้พวกเราก็จะได้รับความดีความชอบทั้งหมดนั่น”
“เฮ้ย...พวกแกมาดูนี่สิ"
ชายคนหนึ่งที่เข้ามาตรวจดูดันเจี้ยนตรงจุดเสาหินทั้งสี่ต้นก็ร้องตระโกนเสียงดังออกมา
“นี่มันบ้าอะไรกัน ทำไมดันเจี้ยนภายในถึงกลายเป็นหลุมลึกลงไปแบบนั้นได้ แบบนี้ไม่ดีแน่ต้องมีอะไรเกิดขึ้นในดันเจี้ยน รายงานกลับไปยังฐานใหญ่เร็วเข้า”
ชายคนนั้นที่กำลังเฝ้ารอคำตอบจากกลุ่มของเขาเอง แต่ก็ยังไม่มีเสียงขานรับกลับมาเขาหันหน้ากลับไปยังกลุ่มของเขาก็พบว่ากลุ่มของเขาในตอนนี้นอนจมกองเลือดอย่างเงียบๆโดยที่เขาไม่รู้ตัว
“แกเป็นใครออกมานะ ถ้าไม่ออกมาละก็ได้ฉันจะเรียกแกออกมาเอง”
ชายคนนั้นหยิบดาบที่อยู่ข้างเอวของตนเองออกมาเขาหลับตาไปสักพักหนึ่งก่อนที่จะใช้ดาบฟาดฟันไปยังอากาศธาตุแบบสุ่มไปเรื่อยๆ
"ไม่ได้ผลเหรอ บ้าไปแล้ว แกเป็นตัวอะไรกันแน่ ออกมานะ" แม้ว่าชายคนนั้นจะส่งเสียกเรียกบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไรไปมากขนาดไหนก็ไร้เสียงตอบกลับมาจนกระทั่งมีมือสีดำมาฟาดเข้ากลางหลังของชายคนนั้นจนล้มลงไปกับพื้นจากนั้นตัวของเขาก็ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยเถาวัลย์สีดำ
ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อมองเห็นคนที่เป็นต้นเหตุที่ได้ปรากฏตัวออกมาเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง
"แกเป็นใคร?"
“เดี๋ยวเถอะ ก็เป็นแผนพวกแกไม่ใช่รึยังไงทำเป็นลืมฉันไปได้นะ”
“แวมไพร์นั่นก็คือแกอย่างนั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้แกจะออกมาจากดันเจี้ยนเองได้ยังไง”
“ทำไมจะไม่ได้ละในเมื่อฉันเป็นคนเคลียร์มันไปแล้ว”
“ห๊ะ...เคลียร์ไปแล้ว เป็นไปไม่ได้”
“เฮ้อ ขืนต่อปากต่อคำไปก็ไม่จบสักทีเอาเป็นว่า…ลาก่อน”
ดาบในมือของผมฟาดฟันออกไปผ่าร่างของชายคนนั้นแยกออกเป็นสองส่วน
ก่อนที่จะฆ่าพวกเขาทุกคนแน่นอนว่าผมไม่ลืมที่จะใช้ทักษะช่วงชิงเพื่อสืบหาข้อมูลผู้ที่อยู่เบื้องหลังจากความทรงจำแต่น่าเสียดายที่พวกมันไม่เคยพบกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ มันก็เป็นเรื่องปกติเพราะพวกมันเป็นแค่พวกปลายแถวนี่นะ
ผมรีบจัดการกับร่างของกลุ่มที่ผมได้ลงมือฆ่าไปออกไปให้หมดเพื่อไม่ให้เกิดความน่าสงสัย จากนั้นก็มองไปรอบๆหาทางที่จะไปต่อก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การอำพรางตัวอีกรอบ
จากที่สำรวจมาได้สักพักหนึ่งแล้วก็สรุปได้ว่าที่นี่คือฐานย่อยของพวกมันที่ควบคุมแทรกแซงดันเจี้ยนจากภายนอกได้ทุกเมื่อไม่สงสัยเลยว่าทำไมพวกมันถึงรู้ตำแหน่งของผมได้ตลอดเวลาแบบนี้
ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆระหว่างทางที่กำลังเดินผ่านนั้นก็มีเพียงแต่ทางเดินโล่งๆที่ไม่มีอะไรประดับตกแต่งโดยรอบทางเดินซ้ายขวาจะเป็นผนังที่สร้างมาจากหินที่ฉาบจนเรียบซึ่งมันบ่งบอกถึงการบังคับให้ผู้ที่เดินต้องเดินไปยังจุดหมายตรงหน้าเท่านั้น
ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงผมก็เดินออกมาถึงยังภายนอกก็พบกับเมืองขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไปจากเมืองในโลกใบนี้ที่ผมเคยอยู่มาทั้งหมดภายในนี้รู้สึกได้เลยว่าพลังแห่งความมืดมันเข้มข้นกว่าที่ผ่านๆมามาก
ไม่เพียงเท่านั้นพลังแห่งความมืดของที่นี่ยังรุนแรงมากกว่าปกติที่ผมเคยพบเจอมาแสดงว่าที่แห่งนี้นั้นไม่ใช่เมืองธรรมดาอย่างที่คิดเอาไว้ มันต้องซ่อนอะไรบางอย่างไว้ที่นี่อย่างแน่นอน
“แบบนี้นี้ค่อยน่าสนใจหน่อย ดูสิว่าที่แห่งนี้พวกมันคิดจะทำอะไรกันแน่”
ผมใช้การอำพรางตัวและลบตัวตนอีกครั้งก่อนจะเดินเข้าไปยังเมืองตรงหน้า.........
. . .
ดวงตาแห่งความจริงสูงสุด คือดวงตาที่สามารถมองสิ่งที่มองไม่เห็นได้และสามารถมองเข้าถึงสิ่งต่างๆได้แม้ว่าสิ่งนั้นจะถูกปิดซ่อนเร้นเอาไว้ขนาดไหนก็ตาม
อำนาจการควบคุมสูงสุด คืออำนาจที่สามารถควบคุมพลังธาตุได้ตามใจนึก รวมถึงมิติมากมาย แม้กระทั่งกฎเกณฑ์ก็ไม่เว้น
หลุดพ้นจากกฎเกณฑ์อย่างแท้จริง คือการหลุดจากกฎเกณฑ์ที่เป็นกฎของโลกจักรวาลทุกโลกจักรวาลอย่างสมบูรณ์และกฎเกณฑ์ทั้งหลายจะไม่สามารถทำอันตรายหรือส่งผลด้านลบกับผู้ครอบครองได้อีกต่อไปไม่ว่านั่นจะเป็นกฎเกณฑ์ระดับไหนก็ตาม
อภิสิทธิ์ในการเลือกดินแดนที่อยากปกครองได้ในโลกชนชั้นที่สี่ คือสามารถเลือกสถานที่ที่อยากปกครองพร้อมกับตั้งกฎเกณฑ์ของตนเองขึ้นมาได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นที่แห่งไหน สถานที่ใดตราบใดที่อยู่ในโลกชนชั้นที่สี่ก็สามารถครอบครองได้ต่อให้พื้นที่แห่งนั้นจะมีคนครอบครองมาก่อนแล้วก็ตาม