บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 53 | การพบพานโดยบังเอิญ 1

            เวลาสิบห้านาฬิกาสิบสามนาที ณ ที่ใดสักแห่งในทะเลทรายอาวาเลส

            พายุทรายได้ล่วงผ่านไปตั้งแต่เมื่อชั่วโมงก่อนหน้า ปรากฏให้เห็นวิหารเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งร้างอันว่างเปล่า 

            ห่างไกลออกไปจากทางปากประตูทางเข้า ปรากฏร่างของบุคคลปริศนาภายใต้ผ้าคลุมสีดำถึงสามร่าง หนึ่งร่างสูงราวร้อยแปดสิบเซนติเมตร ส่วนอีกสองร่างมีส่วนสูงเพียงเด็ก ทั้งสามล้วนปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิด กระนั้น ณ กลางอกกลับมีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับศีรษะของมังกรพันตาสลักอยู่

            “โชคดีจริง ๆ ที่พายุทรายหยุดก่อนที่พวกเราจะมาถึง” เสียงของหญิงสาวก้องกังวานขึ้นมา บุคคลร่างสูงคนนั้นแท้จริงแล้วคือแม่หญิงนางหนึ่ง

            “รีบไปกันเถอะค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมสมาคมถึงต้องลนลานกันมากขนาดนั้น แม้กิลด์เหวินจินจะมีอิทธิพลกว้างขวาง แต่ก็ไม่ถึงกับต้องออกปากสั่งการให้กิลด์เซนริวของพวกเราซึ่งมีระดับสูงกว่าลงมือได้เลย” หนึ่งในเด็กตัวเล็กเริ่มต้นกล่าวด้วยเสียงใสประหนึ่งนกน้อย

            ทั้งสามคนล้วนมาจากกิลด์ระดับสูงนามว่ามังกรพันตาเซนริว 

            ถึงกระนั้น หากเปรียบเทียบกับกิลด์เหวินจินของกรีดดี้ผู้ซึ่งเป็นน้องชายแท้ ๆ ของเซลฟิส กิลด์เซนริวของพวกเธอซึ่งถือครองลำดับที่สาม ย่อมมีอิทธิพลเหนือกว่ากิลด์ลำดับที่ห้าอย่างลานประลองยุทธ์เหวินจิน

            มิใช่เรื่องแปลก เพราะทั้งสามล้วนมิได้ล่วงรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงมิอาจคาดเดาได้ ว่าภายในดันเจี้ยนแห่งนี้มีบุคคลที่เปรียบได้ดังองค์หญิงของหนึ่งในสามประเทศมหาอำนาจอย่างองค์หญิงโรสเมเรีย อาร์นุลฟ

            “จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง แต่ในเมื่อคนที่มอบหมายภารกิจคือราชันแห่งขุมนรก อย่างท่านอีวาน เฮลเซนเบิร์ก สิ่งที่พวกเราทำได้ก็คือปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น” หญิงสาวร่างใหญ่กล่าว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ซึ่งแท้จริงแล้ว แม้บรรดากิลด์สิบอันดับแรกจะไม่ยอมใคร กระทั่งสมาคมก็ไม่ต้องการก้าวก่ายเรื่องราวความบาดหมางระหว่างกิลด์ ถึงกระนั้น บรรดาหัวหน้ากิลด์ทั้งหมดต่างให้ความเคารพแก่ชายเพียงคนเดียว ซึ่งนั่นคืออีวาน เฮลเซนเบิร์ก ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสมาคมนักบุกเบิกรุ่นแรกและรุ่นปัจจุบัน

            เมื่อเข้าสู่ภายในวิหารก็อปลินโบโบโบ ทั้งสามจึงเริ่มต้นย่างก้าวไปข้างหน้าเพื่อดำเนินการภารกิจให้เสร็จสิ้น 

            “ครึ่น ครึ่น ครึ่น”

            ผืนแผ่นดินเริ่มต้นสั่นไหวทำให้ทั้งสามจึงหยุดชะงัก หรือหากให้กล่าวในอีกใจความหนึ่ง ก็หมายความว่าใครบางคนได้พิชิตดันเจี้ยนจนสำเร็จลุล่วงเป็นที่เรียบร้อย 

            “ใครเป็นคนพิชิตดันเจี้ยนกัน !!”

            ทั้งสามต่างตื่นตกใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น จากข้อมูลที่ได้ทราบมา บรรดานักบุกเบิกที่เข้าสู่ดันเจี้ยนมีระดับสูงสุดอยู่ที่ระดับเงินขั้นที่ห้า เหนือล้ำยิ่งไปกว่านั้น หากเมื่อใดที่ดันเจี้ยนเริ่มต้นกระบวนการผันผวนของมานา ประตูทางเข้าซึ่งเชื่อมกับโลกแห่งความจริงจะถูกปิดลง จึงหมายความว่า ผู้พิชิตดันเจี้ยนระดับสี่แห่งนี้จำต้องเป็นหนึ่งในสมาชิกซึ่งเข้าสู่ดันเจี้ยนตั้งแต่แรกเริ่ม

            “ท่านพี่โมโมซึมิคะ มีคนกำลังเดินออกมาค่ะ !!” สาวน้อยคนหนึ่งเปล่งเสียงตะโกนดังลั่นไปทั่วทั้งพื้นที่ 

            พลันทุกคนเหลียวมองไปยังทิศทางที่เด็กสาวชี้ไป กลับพบรูปลักษณ์ของคนสี่คนกำลังมุ่งตรงมาหาพวกเธอ 

            พวกเขาคือผู้พิชิตดันเจี้ยนทั้งสี่ กวี แมรี่ เรเชล และคนสุดท้ายคือกามู 

            ในมือของกวีมีดาบเล่มหนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดาบของบารากะ

            .

            < เดี๋ยวค่อยเอาไปให้กอลัมใช้ละกัน ยังไงซะเจ้าตัวคงจะเป็นคนเดียวที่ชินกับดาบเล่มนี้มากที่สุด > 

            .

            กวีครุ่นคิดพลางจ้องมองดาบในมือขวาของตน ช่างนับว่าโชคยังดี เพราะหากเขาไม่ตระหนักให้รวดเร็วยิ่งกว่านี้ ดาบชั้นเลิศคงสูญหายไปภายในดันเจี้ยนตลอดกาล

            ทันใดนั้น กวีและทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงพลังงานอันกล้าแกร่ง พลันพวกเขาเหลียวมองไป ปรากฏพบบุคคลสามคนซึ่งทั่วกายปกคลุมไปด้วยผ้าคลุมสีดำ 

            เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน หญิงสาวซึ่งมีส่วนสูงคือหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรจึงเปิดเผยผ้าคลุมส่วนศีรษะเพื่อให้ทุกคนได้ยลโฉมใบหน้าที่แท้จริง

            เส้นผมสีชมพูอ่อนปนแดงปลิวไสว ริมฝีปากอวบอิ่ม ผิวพรรณขาวสะอาดราวหยวก ยิ่งมีดวงตาสีน้ำตาลยิ่งผสานความงามให้เพิ่มทวีอย่างมากมายไร้ที่สิ้นสุด

            ท่ามกลางความงวยงง เธอจึงหยิบยกเอาตราสีทมิฬขึ้นมาให้ได้ยลโฉม ซึ่งใจกลางของมันสลักสัญลักษณ์อยู่ถึงห้าขีด 

            “ชื่อของชั้นคือโมโมซึมิ ชั้นเป็นนักบุกเบิกระดับทองคำทมิฬขั้นที่ห้า พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อช่วยเหลือทุกคนตามคำสั่ง” หวานใจโฉมงามเริ่มกล่าว ด้วยพลังอันพวยพุ่งผ่านกายเธอ จึงไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้งว่าทุกสิ่งที่เธอเอื้อนเอ่ยออกมามิใช่ความจริง

            ใบหน้าของโมโมซึมิแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยและเจือแววเคร่งขรึม “ก่อนอื่น หากไม่รบกวนจนเกินไป ชั้นอยากจะถามคำถามสักหนึ่งหรือสองข้อ คงจะไม่ว่ากันใช่ไหม ?”

            คำถามนั้นหมายความว่าเช่นไร เป็นคำขอร้องอย่างตรงไปตรงมา หรือจะเป็นคำสั่งการอันไร้ซึ่งหนทางเลี่ยงหลีกกันแน่ 

            แต่แล้ว กวีกลับจ้องเข้าไปในดวงตาของเธอพลางเผยยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “แน่นอนว่าย่อมได้ แต่ชั้นไม่ขอการันตีว่าชั้นจะตอบคำถามของพวกเธอ แต่ก่อนที่เธอจะถาม ชั้นเองก็ต้องการจะถามเธอสักหนึ่งหรือสองคำถาม คงจะไม่ว่ากันใช่ไหม ?”

            ในระดับความสูงที่เทียบเคียงกัน โมโมซึมิและกวีต่างจดจ้องมองหน้าปานประหนึ่งจะกลืนกินกันและกัน 

            รอบกายพวยพุ่งทวีความตึงเครียด จนบรรยากาศรอบข้างเริ่มต้นอึดอัดจนทุกคนต่างรับรู้ได้

            ล่วงผ่านไปราวห้าวินาที โมโมซึมิจึงถอนหายใจออกมา “ว่ามาสิ นายเริ่มถามก่อนได้เลย” เธอเป็นฝ่ายยินยอมและเปิดทางให้แก่กวีได้ถามไถ่ในข้อสงสัยของตน

            พลันได้รับคำอนุญาต กวีจึงค่อย ๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า ในขณะเดียวกัน โมโมซึมิได้ตระเตรียมท่าทางเตรียมพร้อมรับมือในทันที 

            เมื่อเข้าใกล้ในระยะแนบชิด เสียงของกวีจึงถูกเปล่งขึ้น บางเบาและเรียบเชียบประหนึ่งการกระซิบของสายลมเมื่อยามบ่ายในช่วงวสันตฤดู

            “เธอน่ะ..”

            ‘เป็นคนรู้จักของเจ้าโมมิยะ คาซึมิใช่รึเปล่า ?’

            คำตอบนั้นสร้างความประหลาดใจให้แก่โมโมซึมิ เธอเร่งลากกวีออกมาจากบรรดาพวกพ้อง

            สีหน้าของเธอเจือแววจริงจังถมึงทึง และเมื่อออกห่างในระยะที่ไม่มีใครได้ยิน เมื่อนั้นเธอจึงเริ่มต้นเปล่งถ้อยคำว่ากล่าวในทันที 

            “นายรู้เรื่องนั้นได้ยังไง ?”

            ได้ยินคำถาม สีหน้าของกวีจึงแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย “ก็ชื่อของเธอเป็นชื่อของคนญี่ปุ่นไม่ใช่รึไง ซึ่งคนญี่ปุ่นคนเดียวที่ชั้นรู้จักที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าไม่ใช่เจ้านั่นก็คงไม่มีใครอื่นอีกแล้ว”

            ยิ่งพูดยิ่งสร้างความตื่นตะลึงให้แก่โมโมซึมิ สีหน้าอันตะลึงงันของเธอในยามนี้บ่งบอกว่ากวีเดาถูกไปเสียส่วนใหญ่

            แต่แล้ว สีหน้าของโมโมซึมิกลับแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ เธอเกร็งกรงเล็บข้างขวาจนแหลมคมประหนึ่งใบมีด และเปล่งเสียงว่ากล่าวด้วยแววตาเคร่งขรึมโดยมีใจความว่า “ชั้นขอให้นายตอบคำถามของชั้นโดยคิดให้ถี่ถ้วน และอย่าหาว่าชั้นไม่เตือนหากนายคิดโกหก บอกมาซะ ว่านายไปรู้ชื่อของ ‘ท่านผู้นั้น’ มาได้ยังไง ?”

            ใบหน้าของกวีมีเพียงความสงสัย จากปากคำที่เขาเคยได้ยินมา มิใช่ว่าสามผู้กล้าจากต่างโลกล้วนมีชื่อเสียงบนดินแดนแห่งนี้หรอกหรือ?

            กวีลองไตร่ตรองคำตอบให้ดี หญิงสาวเบื้องหน้าเขาในยามนี้กำลังเอาจริง หากเขาตอบไม่ตรงคำถาม นั่นย่อมหมายถึงความตายที่มิอาจหลีกเลี่ยงของเขา 

            “ก็ชั้นเป็นเพื่อนของหมอนั่น การรู้ชื่อของเพื่อนมันเป็นเรื่องแปลกตรงไหน” เขาโต้ตอบกลับไปอย่างซื่อๆ พลันได้ยินเช่นนั้น โมโมซึมิจึงแปรเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้งและจึงคลายมือออก


            เธอจ้องมองหน้ากวีราวกับกำลังไม่เชื่อใจ แต่แล้วกลับถอนหายใจออกมาและเริ่มกล่าวว่า “ดูเหมือนชั้นคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อใจนายสินะ”

            จนกระทั่งถึงท้ายที่สุด กวีก็ยังมิอาจเข้าใจในข้อสงสัยดังกล่าว 

            “หมายความว่าไง พวกเธอไม่ได้เรียกเจ้านั่นว่าโมมิยะหรอกหรือ ?” 

            “นายนี่แปลกจริงๆ ถ้านายเป็นเพื่อนกับท่านโมมิยะจริง แล้วทำไมถึงไม่รู้ว่าท่านโมมิยะใช้นามแฝงว่ายามาดะ ซึ่งก็มีเพียงผู้คนไม่กี่หยิบมือเท่านั้นที่จะล่วงรู้ถึงนามที่แท้จริงของท่าน”

            เป็นที่เข้าใจได้ เพราะเหตุนั้นท่าทีของเธอจึงแปรเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินกวีขานชื่อของโมมิยะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นอกเหนือไปจากชนชั้นสูงจากอาณาจักรอินดูเอล ก็มีเพียงระดับชั้นหัวหน้าแห่งกิลด์เซนริวและคนสนิทเท่านั้นจึงจะล่วงรู้ถึงนามที่แท้จริงของโมมิยะ

            ถึงกระนั้น เพียงได้เห็นในชั่วพริบตา โมโมซึมิกลับตระหนักรู้ได้ในทันที ว่าชายผู้ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังปิดบังพลังที่แท้จริง 

            “เอาล่ะ ทีนี้ถึงตาชั้นต้องถามนายบ้างแล้ว”

            “เอาสิ ชั้นเป็นคนให้คำสัญญาเองด้วย ทางนี้ก็คงไม่มีสิทธิ์จะปฏิเสธเช่นกัน”

            เมื่อนั้นโมโมซึมิจึงเริ่มต้นเอ่ยถามคำถาม

            “คำถามแรก นายเป็นคนพิชิตดันเจี้ยนนี้ใช่หรือไม่ ?”

            ในสถานการณ์เช่นนี้ การโกหกคงให้ผลลัพธ์ในอีกรูปแบบ

            “คำตอบคือถูกเก้าในสิบส่วน ไม่ใช่ ‘นาย’ แต่เป็น ‘พวกนาย’ จึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด”

            เมื่อได้ยินคำตอบ โมโมซึมิจึงเหลียวมองไปยังด้านหลังของกวี แลดูว่าทุกคนจะเข้ากันได้ดีกับบรรดาเด็ก ๆ ของเธอ 

            “ต่อไปเป็นคำถามที่สอง คนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมท้าทายดันเจี้ยนไปอยู่ที่ไหน ?”

            ราวสี่หรือห้าวินาที นั่นคือช่วงเวลาที่กวีนิ่งชะงักไปและจึงตอบ

            “ถ้าชั้นบอกว่าโดนพวกอสูรฆ่าตายไปทั้งหมด พวกเธอจะเชื่อไหม? แน่นอนว่าพวกเธอย่อมไม่มีทางเชื่ออยู่แล้ว เพราะฉะนั้น คำตอบที่ถูกต้องก็คือ ชั้นเป็นคนฆ่าพวกมันเอง เพียงลำพัง” กวีเอ่ยตอบอย่างเถรตรง ไม่มีถ้อยคำหลอกลวง ไม่มีการปกปิดความจริง มีเพียงสิ่งที่เห็นได้เป็นประจักษ์โดยไม่มีสิ่งใดแต้มแต่ง

            ซึ่งโมโมซึมิกลับเข้าใจได้ในทันที เธอถอนหายใจออกมาประหนึ่งกำลังทุกข์ใจ

            “อย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนข่าวลือเกี่ยวกับเซลฟิสจะเป็นความจริงสินะ”

            เซลฟิสนั้นล่อลวงและแก่งแย่งทรัพย์สินของบรรดาผู้พิชิตคนอื่นจนก่อเกิดเป็นข่าวลือแพร่สะพัด ซึ่งหากเขาจะถูกฆ่าในเกมของตน นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว 

            แต่ถึงกระนั้น ใช่ว่าปัญหาทั้งหมดจะจบลงโดยสมบูรณ์ 

            “ชั้นขอบอกเอาไว้ก่อน” โมโมซึมิเริ่มพูดอีกครั้ง “ถึงพวกนายจะฆ่าเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ไม่มีทางที่กรีดดี้จะปล่อยให้พวกนายลอยหน้าลอยตาอยู่ไปวัน ๆ อย่างแน่นอน และถ้ามันเริ่มต้นลงมือ กฎหมายก็ไม่มีทางคุ้มกะลาหัวของพวกนายได้หรอกนะ”

            กวีเข้าใจในสิ่งที่โมโมซึมิพูดได้อย่างถ่องแท้

            “ต่อไปเป็นคำถามสุดท้าย เธอคนนั้นเป็นใครกันแน่ ?” โมโมซึมิกล่าวพลางเหลียวมองไปยังแมรี่ 

            ซึ่งกวีก็เหลียวมองกลับไปที่เธอเช่นเดียวกัน และจึงเหลียวมองกลับมาหาคู่สนทนาเพื่อบอกเล่าถึงความจริง

            ราวห้านาทีต่อมา

            “เป็นอย่างนี้นี่เอง องค์หญิงโรสเมเรียแห่งราชวงศ์อาร์นุลฟสินะ เพราะแบบนั้นสมาคมถึงได้กำชับและย้ำนักย้ำหนาว่า ‘ผู้ประสบภัย’ จะต้องรอดชีวิตไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นถ้าหาก ‘ผู้ประสบภัย’ คือเซลฟิสผู้เป็นพี่ชายของกรีดดี้ แต่หากเป็นองค์หญิงโรสเมเรีย นี่ก็มากพอจะสร้างแรงสั่นสะเทือนระดับชาติได้เลย” โมโมซึมิทำมือเท้าคางพลางครุ่นคิด

            “แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องที่นายฆ่าเซลฟิสก็เป็นความจริง ไม่มีทางที่นายจะอยู่เย็นเป็นสุขได้โดยไร้ซึ่งความกังวลหรอกนะ” โมโมซึมิกล่าวอีกครั้ง

            ความกดดันครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะท้านให้แก่กวียิ่งนัก ลำพังตัวเขาคงไม่เป็นกังวลถึงเพียงนี้ แต่เพราะนอกเหนือเขายังมีแมรี่และคนอื่นๆ จึงไม่มีทางรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน จะลงมือเมื่อไหร่ และจะลงมือกับใคร ทั้งหมดล้วนอยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของกวีแทบทั้งสิ้น

            ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งได้แล่นเข้าสู่สมองของเขาในฉับพลัน 

            “งั้นเอาแบบนี้ไหม” เมื่อนั้นกวีจึงเริ่มกล่าว “ยังไงซะเรื่องราวภายในดันเจี้ยนก็มีเพียงคนที่เข้าสู่ดันเจี้ยนเท่านั้นที่ล่วงรู้ความจริง แถมละแวกนี้ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจเดินทางเข้ามาอยู่แล้ว เพราะงั้นเรามาทำข้อตกลงกันไหม เธอและเด็ก ๆ ของเธอก็เอาผลงานเรื่องการพิชิตดันเจี้ยนไป ส่วนพวกเซลฟิสก็เอาเป็นว่าเสียชีวิตเพราะถูกผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนลับระดับสี่ฆ่าตาย”

            ตามหลักการแล้ว กวีไม่มีเหตุผลที่ต้องรับเอาชื่อเสียงหรือความสำเร็จ แรกเริ่มเดิมทีตนก็มีเป้าหมายในการปิดบังตัวตนเป็นทุนเดิม ถือเสียว่าเป็นการยื่นหมูยื่นแมว ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์โดยไม่มีฝ่ายใดสูญเสียประโยชน์ ก็ย่อมเป็นข้อเสนอที่เหมาะสม

            โมโมซึมิทอดถอนหายใจออกมาประหนึ่งหญิงเฒ่า “งั้นก็ได้ ถึงจะไม่มีเรื่ององค์หญิงโรสเมเรียมาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าจะปล่อยให้เพื่อนของท่านโมมิยะถูกฆ่าตายโดยไม่ได้ช่วยอะไรก็คงไม่ดี” เธอกล่าวอย่างไร้ซึ่งหนทางหลีกเลี่ยง

            เมื่อการเจรจาสำเร็จลุล่วง กวีจึงกลับมาหาพวกแมรี่ และจึงเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนได้รับฟัง

            ราวห้านาทีต่อมา รวดเร็วและว่องไวประหนึ่งสายลม 

            พลันได้ยินเรื่องราวจากปากชายหนุ่ม สีหน้าของแมรี่และทุกคนจึงแปรเปลี่ยนสีไปในเร็วพลัน 

            “ถ้าเป็นไปได้” กวีเริ่มต้นว่ากล่าว “ผมอยากจะให้แมรี่ใช้เส้นสายทั้งหมดที่มีอยู่ในการปกปิดหรือปลอมแปลงข้อมูลของพวกเราทุกคน แบบนี้คงพอซ่อนใบไม้เอาไว้ในป่าสนได้สักระยะหนึ่ง”

            กวีนั้นเป็นห่วงเพียงอย่างเดียว นั่นคือกามูและครอบครัว ในกรณีของแมรี่ซึ่งมีศักดิ์เป็นองค์หญิงแห่งประเทศมหาอำนาจ จึงไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวล เพราะทางสมาคมคงดิ้นรนหาทางปกป้องตัวเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกรีดดี้อย่างสุดกำลัง 

            ในด้านของเรเชล อันเนื่องมาตัวเธอนั้นคอยอยู่ข้างกายแมรี่ตลอดเวลา จึงไม่มีความจำเป็นอันใดให้ต้องกังวลเช่นเดียว

            ทว่าในกรณีของกามู ชายผู้นี้มิได้มีเส้นสายใดๆ ทำให้เขาและครอบครัวจึงตกอยู่ในอันตรายอย่างที่มิอาจเลี่ยงหลีก

            “เข้าใจแล้วค่ะ ชั้นจะพยายามทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้” แมรี่พยักหน้าเพื่อแสดงออกถึงการเห็นด้วย 

            สถานการณ์ทั้งหมดคงผ่อนหนักเป็นเบาได้สักระยะหนึ่ง เช่นนี้แล้ว จึงถึงเวลาอันสมควรที่ต้องบอกสิ่งนั้นให้แก่ทุกคน

            “ผมต้องไปแล้ว” กวีกล้ำกลืนฝืนใจและกล่าวออกมา “พวกคุณไปกลับพวกคุณโมโมซึมิ พวกเธอจะนำทางพวกคุณไปยังที่ปลอดภัย ส่วนผม ดูเหมือนพวกเราคงต้องสิ้นสุดการเดินทางร่วมกันเพียงเท่านี้”

            บรรยากาศรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันในชั่วครู่ขณะ แววตาของแมรี่จดจ้องไปที่กวี แต่แล้ว สีหน้าของเธอเจือแววแห่งความเศร้าสร้อย ประหนึ่งเด็กน้อยกำลังพลัดพรากจากมารดาผู้เป็นที่รัก 

            กวีหันหลังให้แก่เธอพลางเร่งฝีเท้าเพื่อลาจาก เขาไม่ยอมหันหลังกลับ เพราะมิเช่นนั้น ตัวเขาซึ่งถูกชโลมจิตใจด้วยมิตรภาพ คงหยุดยั้งฝีเท้าของตน และมิอาจกล่าวลาพวกพ้องเหล่านี้ได้อีกเป็นครั้งที่สอง

            เรือนร่างของชายหนุ่มกำลังห่างไกลออกไป ในขณะที่แมรี่กลับทำได้เพียงเฝ้ามองแผ่นหลังของเขาใกล้เลือนหายไปจากสายตา

            “คือว่า !!” 

            หญิงสาวรวบรวมความกล้าและเร่งเปล่งเสียงตะโกน ทำให้ชายหนุ่มจึงหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักไป 

            “พวกเรา.. จะได้เจอกันอีกใช่ไหมคะ ?”

            คำถามนั้นถ่ายทอดมาถึง ภายใต้แผ่นหลังที่หญิงสาวกำลังจ้องมอง ริมฝีปากของเขาได้ขยับยกขึ้นสูง แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มซึ่งเขาไม่เคยเผยให้ผู้ใดได้เห็นมาก่อน

            “แน่นอนอยู่แล้วครับ โลกใบนี้ไม่ได้แบนสักหน่อย ในสักวันหนึ่ง โชคชะตาจะนำพาพวกเราให้มาเจอกันอีกครั้งอย่างแน่นอน”

            พลันได้ยินเสียงกล่าวของกวี เจ้าหญิงหิมะจึงเผยยิ้มออกมาอย่างเริงร่า “แล้วชั้นจะรอค่ะ” เธอกล่าว และแล้ว ชายหนุ่มจึงเริ่มต้นฝีก้าวไปข้างหน้าตามเส้นทางที่ตนวาดฝันในทันที