ฝึกกิริยาเรียนรู้มารยาทนานนับเดือนจวบจนเมื่อชุยหมัวมัวไร้ซึ่งทุกสิ่งที่จะสอนแล้วนางจึงได้ขออำลากลับไปยังบ้านเดิมที่อยู่ชนบท ถึงแม้ว่าเจิ้งเย่วซินจะพยายามเหนี่ยวรั้งอย่างไรก็ไม่เป็ผล จวบจนเมื่อคิดได้ว่าความสุขของแต่ละคนล้วนแตกต่างกันไม่อาจจะใช้ความคิดของตนเองไปชี้นำหรือคิดแทนผู้อื่นได้จึงได้ยินยอมให้ชุยหมัวมัวกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของนางสมกับที่นางตั้งใจไว้
“ลูกขออนุญาตไปส่งชุยหมัวมัวออกนอกเมืองได้หรือไม่เ้าคะ” เจิ้งเย่วซินเอ่ยถามเฉิงเยียนหลังจากที่นางคารวะน้ำชาในยามเช้าเรียบร้อยแล้ว
“เ้าอยากจะออกไปส่งชุยหมัวมัวหรืออยากจะออกไปเที่ยวนอกจวนกันแน่” เฉิงเยียนเอ่ยทักบุตรสาวด้วยน้ำหยอกเย้า เจิ้งเย่วซินเห็นมารดาเป็เช่นนี้ก็รู้แล้วว่านางได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกได้อย่างแน่นอน จึงได้ยอมรับออกไปตามตรงด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“ย่อมอยากออกไปเที่ยวด้วยน่ะสิเ้าคะ ข้าทนอุดอู้อยู่แต่ในจวนมานานหลายเดือนแล้ว อย่าว่าแต่ออกไปภายนอกเลยเ้าค่ะ แค่ก้าวเท้าย่างออกจากเรือนของตนก็ยังออกมาแค่ที่เรือนของท่านแม่และห้องหนังสือของท่านพ่อเท่านั้นเองเ้าค่ะ” ได้ยินบุตรสาวเอ่ยด้วยเสียงออดอ้อนเช่นนี้เฉิงเยียนก็มองบุตรสายด้วยสีหน้าที่ฉายความอบอุ่นขึ้นอีกหลายส่วน
ั้แ่เจิ้งเย่วซินหายจากอาการเจ็บป่วยนิสัยหลายๆ อย่างของนางก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด การที่บุตรสาวเปลี่ยนไปเช่นนี้กลับทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน ก่อนหน้านี้นางคาดหวังว่าบุตรสาวจะมีความสามารถและประพฤติตนให้ได้ตามมาตรฐานของสตรีตระกูลเฉิง จนลืมไปว่าบุตรสาวของนางแซ่เจิ้ง เพราะคาดหวังมากจนเกินไปจึงบีบคั้นและกดดันมากเสียจนทำให้นางและบุตรสาวไม่สนิทสนมกันเหมือนคู่ของมารดาและบุตรสาวคู่อื่นๆโดยทั่วไป แต่เจิ้งเย่วซินกลับไปสนิทสนมชิดเชื้อกับต่งอี๋เหนียงผู้เป็อนุภรรยาของสามีมากกว่า เพียงแต่หลังจากที่บุตรสาวของนางหายจากอาการล้มป่วย เจิ้งเย่วซินกลับไม่ได้เอ่ยถึงต่งอี๋เหนียงอีกเลย รวมทั้งท่าทีที่มีต่อเจิ้งเย่วหลันน้องสาวต่างมารดาที่เกิดจากต่งอี๋เหนียงก็พลันเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้นขอข้าขอติดตามพี่หญิงใหญ่ไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ ข้าจะได้ไปคอยอยู่เป็เพื่อนและคอยช่วยปรนนิบัติพี่หญิงใหญ่ด้วยเ้าค่ะ” เจิ้งเย่วหลันที่นั่งนิ่งเงียบด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเมื่อเห็นว่าเฉิงเยียนไม่คิดจะคัดค้านต่อคำขออนุญาตของเจิ้งเย่วซิน
“เ้าน่ะหรือจะไปเป็เพื่อนและคอยช่วยปรนนิบัติข้า” เจิ้งเย่วซินหันไปเลิกคิ้วถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะดีเท่าใดนัก
“เ้าค่ะ พี่หญิงใหญ่ให้หลันเอ๋อติดตามไปด้วยนะเ้าค่ะ” เจิ้งเย่วหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอนเสียจนเจิ้งเย่วซินอดยิ้มหยันไม่ได้ หากเป็ก่อนหน้านี้นางอาจจะยินยอมให้แม่ดอกบัวขาวผู้นี้มาเสแสร้งแกล้งทำดีกับนางต่อไปอีกก็ได้ แต่ในเมื่อยามนี้ความทรงจำเดิมของเจิ้งเย่วซินผู้เป็เ้าของร่างนี้กลับคืนมาแล้วนางจึงไม่คิดจะญาติดีกับสองแม่ลูกผู้ชอบเสแสร้งปั้นหน้าว่าหวังดีต่อนางคู่นี้อีกต่อไป
“สาวใช้รอบกายข้าก็มีไม่เคยขาด คงไม่ถึงคราวให้คุณหนูรองจวนราชครูเช่นเ้าต้องลดตัวลงมาคอยปรนนิบัติรับใช้หรอก” ได้ยินเจิ้งเย่วซินเอ่ยเช่นนี้เจิ้งเย่วหลันก็พลันมีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาในทันที เมื่อนางก้มหน้าลงหยาดน้ำตาจึงได้ไหลร่วงรินลงมาเรียกความสงสารจากคนทั้งห้องได้อย่างพร้อมเพรียง
“นางอยากไปก็ให้นางติดตามไปด้วยเถิด เหตุใดเ้าจะต้องมีปฏิกิริยารุนแรงต่อนางถึงขั้นนี้ด้วย” เฉิงเยียนทอดถอนใจพลางเอ่ยกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนอกอ่อนใจ ไม่รู้ว่าเกิดเื่อันใดขึ้นระหว่างเจิ้งเย่วซินและเจิ้งเย่วหลัน ก่อนหน้านี้พวกนางสองคนพี่น้องก็ดูรักใคร่กันดี แต่ไม่รู้ว่าเกิดเื่ใดขึ้นเจิ้งเย่วซินไม่เพียงหมางเมินต่อนางแถมยังมีท่าทีรังเกียจเจิ้งเย่วหลันรวมทั้งมารดาของนางอีกด้วย
“อยากติดตามข้าไปเที่ยวนางก็ควรจะเอ่ยออกมาตามตรง แต่นี่นางกลับใช้คำว่าติดตามไปคอยปรนนิบัติ หากผู้อื่นมาได้ยินเข้าจะไม่เข้าใจผิดคิดว่าลูกกดขี่น้องสาวของตนให้คอยปรนนิบัติพัดวีลูกเสมือนกับว่านางเป็เพียงสาวใช้ผู้หนึ่งหรอกหรือเ้าคะ” ถ้อยคำของเจิ้งเย่วซินทำให้เจิ้งเย่วหลันพลันรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที และรีบเอ่ยแก้ตัวในทันควันจนเจิ้งเย่วซินอดส่งรอยยิ้มเย้ยหยันให้แก่นางมิได้
“หลันเอ๋อมิได้คิดเช่นนั้นนะเ้าคะ น้องสาวคอยปรนนิบัติพี่สาวก็เป็เื่ปกติอยู่แล้ว หลันเอ๋อไม่เคยคิดนอกเหนือไปจากนี้เลยนะเ้าคะ”
“เ้าคิดเพียงแค่นั้นก็นับว่าดีแล้ว หากคิดเกินเลยไปกว่านั้นก็ควรรีบปรับความคิดของเ้าเสียใหม่ไม่เช่นนั้น พี่สาวผู้นี้ย่อมต้องมีวิธีสั่งสอนให้เ้ามีความคิดที่อยู่ในร่องในรอยให้สมกับที่เ้าเป็น้องสาวของข้าอย่างแน่นอน” เจิ้งเย่วซินเอ่ยพลางมองหน้าน้องสาวต่างมารดาผู้มีสีหน้าและท่าทางดุจแม่ดอกบัวขาวผู้ไร้พิษสงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความข่มขู่
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้ได้ไม่นานความทรงจำของร่างเดิมก็ค่อยๆ คืนกลับมา ต่งอี๋เหนียงและเจิ้งเย่วหลันผู้มีท่าทีภายนอกแสดงออกอย่างเต็มที่ว่าข้าดีต่อเ้าแต่แท้จริงแล้วกลับแอบลอบเล่นงานเจิ้งเย่วซินไปไม่น้อยเลย ในกาลก่อนต่งอี๋เหนียงเคยเป็สาวใช้ใหญ่ข้างกายเฉิงเยียนติดตามเฉิงเยียนมาจากตระกูลเฉิง หลังจากเฉิงเยียนตั้งครรภ์นางก็ถือโอกาสปีนขึ้นเตียงของเจิ้งซีซวนได้สำเร็จ จนสามารถขยับฐานะของตนจากสาวใช้ขึ้นมาเป็อนุ แต่ด้วยเจิ้งซีซวนไม่ใช่คนมักมากและมีความรักและเกรงใจต่อเฉิงเยียนเขาจึงไม่ได้ให้ความสนใจต่อนางมากเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าจะมีบุตรสาวด้วยกันถึงหนึ่งคนแต่ต่งอี๋เหนียงก็มักจะถูกเขาละเลยอยู่เสมอ มีเพียงเจิ้งเย่วซินผู้อ่อนต่อโลกและจิตใจดีงามเท่านั้นที่มักจะวนเวียนไปหานางและบุตรสาวที่เรือนหลังเล็กของพวกนางอยู่เสมอ ความเป็อยู่ของต่งอี๋เหนียงและเจิ้งเย่วหลันจึงไม่ได้ย่ำแย่นัก
เพียงแต่หลังจากที่เจิ้งเย่วซินล้มป่วยลงแล้วิญญาของเจิ้งเย่วซินผู้เป็นักแสดงเ้าบทบาทจากยุคปัจจุบันเข้ามาแทนที่ นางจึงดูออกว่าทุกสิ่งที่ต่งอี๋เหนียงและบุตรสาวของนางร่วมกันกระทำต่อเจิ้งเย่วซินล้วนเป็การแสดงที่ไม่ค่อยจะสมบทบาทเท่าใดนัก ต่อหน้าดูเหมือนหวังดีแต่แท้จริงแล้วกลับยั่วยุให้เจิ้งเย่วซินต่อต้านมารดาและบิดา โดยเฉพาะเื่แต่งงาน คนที่คอยเป่าหูเจิ้งเย่วซินว่านางไม่ควรแต่งงานตามการจัดการของเจิ้งซีซวนก็คือพวกนาง เพราะเชื่อพวกนางเจิ้วเย่วซินคนเก่าจึงได้กังวลใจและหวาดกลัวต่อการแต่งงานจนล้มป่วยลง แต่กับเจิ้งเย่วซินคนนี้คำพูดของพวกนางย่อมไม่เป็ผล
‘ยิ่งพวกเ้าไม่อยากให้ข้าแต่งข้าก็จะแต่ง ถ้าคนผู้นั้นเลวร้ายนักข้าก็แค่หาทางหย่าร้าง’ สำหรับเจิ้งเย่วซินผู้เคยผ่านความทุกข์ยากจากการถูกคนรักหักหลังมาก่อน นางไม่กลัวเื่การแต่งงานที่ยังมาไม่ถึงนี้เท่าใดนัก เพราะตามความคิดของนางนั้นนางคิดว่าถึงแม้ว่ายุคนี้จะหย่าร้างยากเย็นเพียงใด แต่ก็คงไม่มีผู้ใดบังคับให้นางต้องทนใช้ชีวิตเป็ภรรยาของคนวิปริตและชั่วช้าได้หรอก โดยเฉพาะเจิ้งซีซวนผู้รักบุตรสาวดุจแก้วตาดวงใจ เขาไม่มีทางมองคนผิดจนโยนบุตรสาวที่รักเข้าสู่บ่วงแห่งความทุกข์ยากอย่างแน่นอน