ในชั่วขณะนั้นเองแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
“ตูม!” เสียงระเบิดกึกก้องสนั่นหวั่นไหวมาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนให้คลื่นไส้
“นี่มันตัวอะไร?”
เสียงอุทานด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัวดังขึ้นยังไม่ทันขาดคำเหลิ่งเฟิงและซูหู่รวมถึงคนอื่นๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวพวกเขาก็เห็นม่านหมอกสีขาวโพลนพุ่งม้วนกลับอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนั้นร่างกำยำล่ำสันร่างหนึ่งก็ลอยละลิ่วกลับมา
“เป็นอะไรไหม!”
เหลิ่งเฟิงตะโกนสุดเสียงพลางกระโจนเข้าหาหมายจะรับร่างที่ร่วงหล่นลงมานั้น
ทว่าเพียงพริบตา...
“ปัง!” แรงกระแทกมหาศาลถาโถมเข้ามาทำให้เหลิ่งเฟิงถูกกระแทกจนตัวลอยกระเด็นออกไปพร้อมกัน
“เป็นไปได้ยังไง!”
ใบหน้าของเหลิ่งเฟิงฉายแววตกตะลึงระคนหวาดหวั่นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ยังไม่ทันสัมผัสตัวเขาก็ถูกกระแทกจนตัวลอยแล้ว...
พลังเช่นนี้จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด?
คล้ายกับนึกอะไรขึ้นได้เหลิ่งเฟิงพลันกระโดดพรวดพราดขึ้นจากพื้นดินพุ่งสายตาไปยังชายหนุ่มร่างกำยำที่อยู่ไม่ไกล
และเป็นไปตามคาด
บนหน้าอกของชายหนุ่มร่างกำยำคนนั้นปรากฏรอยกรงเล็บแสนน่ากลัวบาดลึกจนเห็นกระดูกขาวภายใน
เรื่องที่ทำให้หวาดหวั่นยิ่งกว่าคือเลือดสีแดงฉานอาบย้อมร่างกายท่อนบนของชายหนุ่มคนนั้นจนทั้งตัวแดงฉ่ำ
เมื่อเห็นภาพนี้ ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆแม้แต่เหลิ่งเฟิงเองก็ถึงกับเบิกตากว้าง
เพียงแค่การปะทะครั้งแรกก็สามารถสร้างบาดแผลร้ายแรงถึงชีวิตแก่ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งคนนี้ได้...
พลังเช่นนี้...เป็นสัตว์ป่ากลายพันธุ์ระดับสูงอย่างนั้นหรือ?
ใบหน้าของเหลิ่งเฟิงซีดเผือดลงขณะจ้องมองเงาร่างที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในม่านหมอกหนาทึบร่างกายของเขารู้สึกแข็งทื่อขึ้นมาทันที
“ไม่ ไม่นะ ฉันอยากกลับ ฉันอยากกลับไปแล้ว”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นในป่าชายหนุ่มใส่แว่นตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
เห็นได้ชัดว่าสภาพอาการบาดเจ็บสาหัสใกล้ตายของชายหนุ่มร่างกำยำคนนั้นทำให้เขาหวาดกลัวจนสติแตก
......
แต่ในเวลานี้ ไม่มีใครสนใจเขาเลย
เมื่อเทียบกับคนไร้ประโยชน์คนนี้ เหลิ่งเฟิงซูหู่ และแม้แต่เชียนฉินต่างก็จดจ่อไปยังเบื้องลึกของม่านหมอก
ผู้มีประสบการณ์ทุกคนรู้ดีว่าห้ามหันหลังให้สัตว์ป่ากลายพันธุ์เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นคนแรกที่จะตายคือคุณอย่างแน่นอน
และในตอนนี้พวกเขาต้องระบุให้ได้ก่อนว่ามันคือสัตว์ป่ากลายพันธุ์ชนิดใดเพื่อที่จะเลือกวิธีรับมือได้อย่างเหมาะสม
ทว่าเพียงครู่เดียว...
“โฮก!”
พร้อมกับเสียงคำรามของเสืออันน่าสะพรึงกลัวม่านหมอกพลันม้วนตัวกลับอย่างกะทันหันผู้คนต่างถูกพัดปลิวไปหลายเมตรโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือต้นไม้รอบข้างต่างบิดงอเกือบแปดสิบองศา ราวกับถูกพายุไต้ฝุ่นถล่มใส่
และในตอนนี้ เมื่อม่านหมอกจางลงเหลิ่งเฟิงและคนอื่นๆ ก็สามารถมองเห็นภาพเบื้องลึกของม่านหมอกได้อย่างเลือนราง
กลางยอดเขาโดดเดี่ยวที่เต็มไปด้วยหินผาประหลาดตั้งตระหง่าน
บนโขดหินก้อนหนึ่งเสือขนาดมหึมาตัวหนึ่งเดินออกมาอย่างสง่างาม
ใช่แล้ว มันคือเสือ
เสือตัวนี้สูงถึงสามถึงสี่เมตรบนหน้าผากมีลายสีขาวรูปตัวอักษร “王” ขนาดใหญ่ชัดเจนลายขนทั่วร่างเป็นสีขาวสลับดำ ส่วนท้องและด้านในของขาทั้งสี่มีขนสีดำบางส่วนขนสีขาวดำหนานุ่มคล้ายเสื้อคลุมขนสัตว์ผืนใหญ่คลุมไหล่ของมันไว้อย่างเรียบร้อย
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่สุดคือขาทั้งสี่ที่หนาใหญ่ อุ้งเท้ามีกรงเล็บแหลมคมยาวประมาณสามสิบเซนติเมตรเมื่อมองจากระยะไกล มันคล้ายกับมีดหลายเล่ม ทำให้ผู้คนรู้สึกขนหัวลุก
ส่วนด้านหลังของมันมีหางที่ยาวหนาประดับลายวงแหวนสีดำ คล้ายแส้เหล็กที่แกว่งไกวไปมา ทำให้เกิดเสียงฉีกอากาศ
ทันใดนั้นเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“โฮก!”
แม้จะลดทอนความเกรี้ยวกราดลงไปบ้างเมื่อเทียบกับครั้งแรกแต่เสียงนั้นก็ยังทำให้เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากของเหลิ่งเฟิงและคนอื่นๆโดยไม่ตั้งใจ
คนที่ดูย่ำแย่ที่สุดคงเป็นชายหนุ่มใส่แว่นเขาดูเหมือนคนโง่เง่า
จากนั้นเขาก็ล้มลงกับพื้นและหมดสติไปในทันที
“เสือ...ขาว...กลาย...พันธุ์...”
ซูหู่รู้สึกคอแห้งผากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนมือที่ถือปืนล่าสัตว์อยู่สั่นเทา
“จบแล้ว คราวนี้จบสิ้นจริงๆ แล้ว”
ด้วยน้ำเสียงขมขื่นซูหู่มองหน้าเหลิ่งเฟิงที่อยู่ไกลออกไป ทั้งคู่ต่างก็เห็นความสิ้นหวังลึกๆในแววตาของกันและกัน
เสือ!
จ้าวแห่งสัตว์ป่า ได้รับขนานนามว่าเป็น‘ราชาแห่งพงไพร’
ตอนนี้ยังเป็นสัตว์กลายพันธุ์อีกใครจะรู้ว่ามันจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
แต่เมื่อเห็นขนาดลำตัวที่สูงสามถึงสี่เมตรก็ไม่มีใครกล้าคิดที่จะต่อต้านมันอีกต่อไป!
ในเวลานั้น เชียนฉินยกมือปิดปากอุทานด้วยความตกตะลึง
“ให้ตายเถอะทำไมถึงมีเสือขาวตัวใหญ่ขนาดนี้?”
เชียนฉินจ้องมองเสือขาวลายพาดกลอนตัวนี้อย่างตกตะลึงน้ำเสียงของเธอดูเหมือนจะอ่อนลงราวกับคนหมดสิ้นเรี่ยวแรง
แม้เธอจะเคยเห็นสัตว์ป่ากลายพันธุ์มามากมายแต่เธอไม่เคยได้ยินเรื่องสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย
แต่เชียนฉินไม่กรีดร้องก็แล้วไปพอเธอกรีดร้องก็เกิดเรื่องขึ้นทันที
“โฮก!”
เสียงคำรามของเสือดังสนั่นเสือขาวตัวมหึมาตัวนี้กระโดดขึ้นจากก้อนหินสูงห้าถึงหกเมตรมองจากระยะไกลแล้วคล้ายกับภูเขาลูกเล็กๆ
“หนี!”
เหลิ่งเฟิงตะโกนจนเสียงแหบพร่าเขาคว้ามือเชียนฉินแล้วพุ่งตรงออกไปข้างนอกสุดฝีเท้า
อีกด้านหนึ่ง ซูหู่ก็ไม่ลังเลเลยเมื่อได้ยินคำเตือนของเหลิ่งเฟิง เขาก็สั่นสะท้าน รีบหันหลังกลับทิ้งปืนล่าสัตว์ในมือไปด้วยซ้ำ
ในตอนนี้ซูหู่ไม่คิดว่าแค่ปืนล่าสัตว์จะสามารถคุกคามสัตว์ประหลาดตัวมหึมานี้ได้เลย
ส่วนชายหนุ่มร่างกำยำที่นอนอยู่บนพื้นและชายหนุ่มใส่แว่นนั้น
พูดตามตรง พวกเขายังเอาตัวเองไม่รอดใครจะไปสนใจพวกนั้น
......
แต่ถึงแม้พวกเขาจะเร็วแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
เมื่อเผชิญหน้ากับเสือขาวกลายพันธุ์ระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดในตอนนี้ความเร็วของพวกเขาก็แทบจะเป็นเรื่องไร้ค่า
เพียงชั่วพริบตาเสือขาวกลายพันธุ์ตัวนี้ก็พุ่งข้ามระยะทางหลายสิบเมตรมาอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาแล้ว
“ปัง!” เสียงกระแทกดังสนั่นฝุ่นตลบอบอวล
เสือขาวขนาดมหึมาตัวหนึ่งร่วงลงสู่พื้นอีกครั้งตรงหน้าของพวกเขา
คราวนี้ระยะห่างระหว่างพวกเขาก็สั้นลงกว่าเดิม
ใกล้เสียจนเหลิ่งเฟิงและคนอื่นๆได้กลิ่นคาวคลุ้งรุนแรง ใกล้เสียจนพวกเขามองเห็นขนของเสือขาวได้ชัดเจนใกล้เสียจนแรงกดดันจากเสือขาวทำให้เชียนฉินทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง นี่ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะเอาชนะได้แน่นอน!
ในวินาทีนั้น หัวของเสือขาวก็เชิดขึ้นสูงคล้ายกำลังทอดสายตามองลงมายังเบื้องล่าง
ในดวงตาที่เย็นชาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยแสงแห่งความดุร้าย
มันค่อยๆ อ้าปากออก...
กลิ่นคาวคลุ้งรุนแรงที่พวยพุ่งออกมาทำให้เหลิ่งเฟิงและคนอื่นๆรู้สึกหายใจติดขัด
แต่เพียงครู่เดียว...
“โฮก...”
เสียงคำรามของเสือดังกึกก้องราวกับกลืนกินขุนเขาแม่น้ำ
คลื่นเสียงพุ่งออกมาจากปากเสือขาวเป็นวงแล้ววงเล่า
เหลิ่งเฟิงและคนอื่นๆ ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกคลื่นเสียงกระแทกเข้าอย่างจังในระยะประชิด
“จบสิ้นแล้ว”
สติค่อยๆ เลือนราง สมองว่างเปล่าเหลิ่งเฟิงพยายามเอื้อมมือขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่แล้วก็หยุดชะงักกลางคันก่อนที่ทั้งร่างจะล้มลงหมดสติไป