คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    รัตติกาลแห่งคีรีธาร

    [30 พฤษภาคม | 02:45 น.]

    ณ จุดพักแรมชั่วคราว ใกล้หลักกิโลเมตรเก่า

    ตัวเลขเวลานับถอยหลังสีแดงบนหน้าจอระบบเหลือเพียงไม่กี่นาที

    อคินเตรียมตัวที่จะเดินกลับเข้าสู่เขตปลอดภัยเพื่อเข้าสู่นิทราอันยาวนานตามเงื่อนไข 'เชื่อมต่อ' แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดกะทันหัน

    บนหลักกิโลเมตรเก่าที่แตกร้าวมีรอยเลือดแห้งกรัง ร่างท้วมๆ ของแมวสีเทาลายสลิด

    'ปลาเผา' กำลังนั่งเคี้ยวปลาทูย่างอย่างสำราญใจ กลิ่นควันจากการย่างหอมหวนไปทั่วบริเวณ

    "ไง... นักล่าชายแดน กวาดล้างแถวนี้จนอสูรต่างมิติจะสูญพันธุ์ไปหมดป่าหรือยัง?"

    ปลาเผาเอ่ยทักพลางพ่นก้างปลาออกมา หางของมันสะบัดไปมาตามจังหวะการเคี้ยว

    "ปลาเผา? มาทำอะไรที่นี่?"

    อคินหยุดเดิน เขาปาดมือที่หน้าผาตามความเคยชิน ทั้งที่ผิวหนังของเขานั้นแห้งสนิทและเย็นเยียบ

    "มาดูหน้าคนที่เอาแต่สนุกกับการไล่ตบกอบลินกระจอกๆ น่ะสิ"

    ปลาเผาหัวเราะ แววตาของแมวรุ่นพี่มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่

    มันคือความอาลัยที่ผสมความห่วงใย

    "มามาเลดส่งข่าวมาว่าเขาติดภารกิจที่ตราด เลยฝากฉันมาบอกแก... ฝั่งกัมพูชานี่มัน 'ง่าย' เกินไปสำหรับแกแล้วอคิน แกมันพวกบ้าพลัง เลเวลแกตอนนี้ต้องการอะไรที่หนักกว่านี้"

    อคินขมวดคิ้ว

    "ก็ถ้าในกำแพงไม่มีอะไรให้ล่า ฉันก็ต้องออกมาทางนี้แหละ"

    "ข้ามีที่ใหม่จะแนะนำ..."

    ปลาเผาโดดลงจากหลักกิโลเมตร เดินมาหยุดตรงหน้าอคิน กลิ่นปลาทูย่างลอยมาเตะจมูก

    " 'เทือกเขาบรรทัด' ...ลงใต้ไปตามแนวตะวันออก ที่นั่นน่ะไม่อันตรายถึงตายแบบเขาใหญ่ แต่มันเป็นที่อยู่ของพวก 'โกเล็มแร่' ไอ้พวกนี้หนังหนา ตีแรง และที่สำคัญ... ถ้าแกกะเทาะกระดองมันได้ แกจะได้แร่ชั้นดีมาพัฒนาไอเทมของแก"

    ปลาเผามองดูดาบที่เริ่มมีรอยบิ่นของอคิน

    "ดาบแกน่ะเริ่มจะเก่าแล้วนะ ถ้าได้แร่จากเทือกเขาบรรทัดมาให้ลุงเต๋อช่วยคราฟต์ให้ใหม่ ชุดเกราะส้มๆ ของแกอาจจะกลายเป็นชุดเกราะระดับฮีโร่ก็ได้ ใครจะไปรู้?"

    "นายไม่ไปด้วยกันเหรอ?"

    อคินถาม

    "อยากไปใจจะขาด"

    ปลาเผาทำหน้าเซ็ง

    "แต่ฉันต้องคุมค่ายเชลยที่นี่ต่อ พวกนากามันหัวหมอ ถ้าไม่มีฉันคอยขู่ มันคงหาทางแหกกรงกันวันละสามรอบ... พรุ่งนี้ตื่นมาก็เตรียมตัวซะ มุ่งหน้าลงใต้ไปทางเทือกเขาบรรทัด รับรองท้าทายกว่าฝูงกอบลินพวกนี้เยอะ"

    ติ๊ง!

    หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้าอคิน ข้อความปรากฏขึ้นด้วยจังหวะที่ดู 'เร่งร้อน' กว่าปกติ

     

    [โกเล็มแร่งั้นเหรอ? น่าสนใจนะ... ข้าเบื่อที่จะเห็นแกฟันดินฟันหญ้าเต็มทีแล้ว ไปหาอะไรแข็งๆ มาลองดาบหน่อยก็ดี! ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะ 'แตก' ก่อนหรือโกเล็มจะแตกก่อน!]

     

    อคินยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง

    "เทือกเขาบรรทัดงั้นเหรอ... เข้าใจแล้วครับพี่ปลาเผา ฝากทางนี้ด้วยนะ"

    เขามองดูเวลาที่เหลือเพียง 2 นาที ร่างกายเริ่มรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที

    อคินโบกมือลาปลาเผา ก่อนจะพาร่างที่เริ่มโอนเอนเดินกลับเข้าสู่เขตกำแพงอย่างเร่งรีบ

    ในใจของเขามโนภาพไปถึงการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง...

    โดยที่ไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เขาล้มตัวลงนอนในเต็นท์และสติถูกตัดไป แสงสีฟ้าที่เรืองรองในดวงตาจะวูบดับลง

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

     

     

    [30 พฤษภาคม | 19:30 น.]

    ณ ค่ายบัญชาการชั่วคราวสระแก้ว

    ท่ามกลางแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังถูกกลืนกินด้วยขอบฟ้าสีเลือด 

    บรรยากาศหน้าแนวรั้วลวดหนามของค่ายสระแก้วทวีความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก 

    รั้วโลหะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของเขตกักกันเชลยศึก 

    บัดนี้ถูกเถาวัลย์สีเขียวเข้มเลื้อยพันธนาการไว้หนาแน่น 

    กิ่งก้านที่บิดเบี้ยวของกำแพงพฤกษาดูคล้ายกับมือของปีศาจที่กำลังพยายามจะบีบอัดค่ายแห่งนี้ให้เป็นจุณ

    อคินยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความวุ่นวาย ทหารและนักล่าในชุดเกราะมอซอต่างเร่งรีบโยกย้ายกำลังพล 

    เสียงตะโกนสั่งการและเสียงล้อรถที่บดไปบนพื้นกรวดดังระงม 

    แต่สำหรับอคิน โลกทั้งใบกลับดูเหมือนจะเคลื่อนไหวช้าลงอย่างประหลาด 

    เขาขยับไหล่เพื่อกระชับสายสะพายดาบเล่มเขื่อง ความสากของหนังอสูรเกรดต่ำเสียดสีกับเสื้อเชิ้ตพนักงานออฟฟิศที่เริ่มเปื่อยขาด

    เขารู้ดีว่าความรู้สึก 'สาก' นั้นมีอยู่จริง แต่มันกลับไร้ซึ่งความ 'เจ็บ'

    สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามากที่สุดไม่ใช่แผลกดทับ แต่มันคือความ 'หนัก' ที่เพิ่มขึ้นในทุกวินาทีที่ตัวเลขสีแดงตรงมุมสายตานับถอยหลัง 

    อคินรู้สึกราวกับร่างกายของเขากำลังดูดซับเอาแรงดึงดูดของโลกเข้าไปทวีคูณ 

    เลือดในกายที่ควรจะอุ่นซ่านกลับให้ความรู้สึกหนืดข้นเหมือนตะกั่วเหลว

    "ปลาเผา ฝากแจ้งฝ่ายทะเบียนให้ฉันทีนะ ว่ากลุ่มของฉันจะมุ่งหน้าไปล่าที่เขตเทือกเขาบรรทัด"

    อคินเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย 

    ลมหายใจที่พ่นออกมาดูเหมือนจะเป็นควันสีขาวจางๆ ทั้งที่อากาศยามค่ำยังคงร้อนอบอ้าว 

    เขาเหลือบมอง 'ปลาเผา' แมวลายสลิดสีเทาที่สวมเกราะแผ่นขนาดจิ๋ว มันยืนอยู่บนกองลังไม้ด้วยท่าทางราวนักเลงเจ้าถิ่นที่คุมซอย

    ปลาเผาหยุดเลียอุ้งเท้าช้าๆ แววตาสีอำพันของมันเงยขึ้นสบตาอคิน แวบหนึ่งที่อคินเห็นบางอย่างสั่นไหวในดวงตาคู่นั้น... 

    มันไม่ใช่ความยโสเหมือนปรกติ แต่มันคือความเวทนาที่ลึกซึ้ง แฝงไปด้วยความอาลัยที่พยายามปกปิดไว้ด้วยการแยกเขี้ยว

    "เออๆ ข้าจัดการให้ ไม่ต้องห่วง" 

    ปลาเผาโบกอุ้งเท้าหย็อยๆ ราวกับจะไล่ความอึดอัด 

    "ไปหาแร่ดีๆ มาล่ะ อย่าให้เสียชื่อเด็กสร้างของมามาเลดล่ะอคิน อ้อ... แล้วก็ระวังตัวด้วยล่ะ"

    อคินพยักหน้า เขาพยายามจะส่งยิ้มให้ แต่มุมปากกลับรู้สึกแข็งค้างราวกับปูนปั้นที่ยังไม่แห้งสนิท 

    เขาผิวปากเรียก 'โบ้' หมาไทยหลังอานที่ยืนนิ่งดุจรูปปั้นโลหะท่ามกลางฝูงชน และ 'บัวลอย' แมวสามสีที่หมอบนิ่งอยู่บนยอดเสาไฟฟ้า

    เมื่อสัญญาณสั้นๆ สิ้นสุดลง ทั้งสามก็ทะยานออกจากแนวป้อมปราการสระแก้ว 

    มุ่งหน้าลงใต้สู่จังหวัดตราด ทิ้งความวุ่นวายของค่ายมนุษย์ไว้เบื้องหลัง เข้าสู่ดินแดนที่ธรรมชาติกำลังทวงคืนทุกตารางนิ้ว

    เส้นทางถนนสายหลักที่เคยคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ 

    บัดนี้กลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความตาย ซากโลหะที่ขึ้นสนิมถูกปกคลุมด้วยกองทัพพฤกษาเขียวขจี 

    กลิ่นคาวเลือดที่เคยอบอวลในวันสิ้นโลกถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสาบฉุนของใบไม้ที่ย่อยสลาย 

    แสงจันทร์เริ่มทำหน้าที่แทนแสงอาทิตย์ 

    สาดส่องลงบนพื้นลาดยางที่มีเถาวัลย์สีเขียวอ่อนเลื้อยปกคลุมราวกับตาข่ายธรรมชาติที่ดักรอเหยื่อ

    ตลอดการเดินทาง อคินรู้สึกถึงความเงียบที่ 'สะอาด' จนผิดปกติ 

    ป่าสองข้างทางที่เคยเป็นรังของอสูรระดับต่ำถูกบางสิ่งกวาดล้างจนเหลือเพียงพื้นที่ราบเรียบ 

    ความรู้สึกหนึ่งแล่นเข้ามากัดกินใจ... มันคือความเหงาที่ปลายประสาทสัมผัส

    เขากระชับด้ามดาบแน่นขึ้น โหยหาแรงปะทะ โหยหาความเจ็บปวดที่ชัดเจนกว่านี้ 

    เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังมี 'ตัวตน' อยู่ในโลกที่บิดเบี้ยวนี้ ไม่ใช่เพียงเงาที่เดินพเนจรไปตามคำสั่งของตัวเลขสีฟ้า

    ...

    [21:42 น.]

    ณ หน้าด่านตรวจเมืองคีรีธาร จ.ตราด

    กลิ่นชื้นแฉะของละอองน้ำปะทะเข้าที่ใบหน้า ผสานกับกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ราตรีที่อคินไม่รู้จักชื่อ 

    กลิ่นนั้นเยือกเย็นจนปลุกเขาให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความว่างเปล่า 

    ภาพเบื้องหน้าคือสถาปัตยกรรมที่เหนือล้ำกว่าจินตนาการใดๆ ที่เขาเคยมีต่อยุคหลังล่มสลาย

    'เมืองคีรีธาร' ถูกสร้างขึ้นโดยผสานเข้ากับสันเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดมหึมา 

    ผนังคอนกรีตที่ครั้งหนึ่งเคยดูแข็งกระด้าง บัดนี้ถูกโอบรัดด้วยเถาวัลย์ขนาดเท่าลำตัวคน 

    ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างและฐานรากพยุงบ้านเรือนไม้ที่สร้างลดหลั่นกันเป็นทอดๆ 

    เสียงซ่าน้ำตกจากที่สูงสอดประสานไปกับเสียง 'ฮัมเพลง' ทุ้มต่ำที่แผ่ออกมาจากเหล่าเทรนท์ 

    อสูรต้นไม้ร่างยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่รอบเขื่อน

    พวกมันไม่ได้ดูดุร้าย แต่อัญมณีสีเขียวที่เป็นดวงตาของพวกมันกลับดูเหมือนดวงตาของผู้เฒ่าที่กำลังสวดมนต์ปกป้องดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    เมื่อโบ้เดินเข้าใกล้ประตูเมือง ทหารยามในชุดเกราะหนังที่ถักทอจากเปลือกไม้ขยับหอกขึ้นขวางตามสัญชาตญาณ 

    อคินไม่ได้เอ่ยปากพูด เขาเพียงหยิบ 'ป้ายประจำตัวอัศวินรัตติกาล' ออกมา ตราประทับสีฟ้าของระบบส่องแสงเรืองรองในความมืด 

    แสงนั้นสะท้อนเข้าตาของทหารยามจนเขาชะงัก

    แววตาที่เคยแข็งกร้าวของยามเปลี่ยนเป็นความยำเกรงที่แฝงด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด

    "ขออภัยท่านอัศวิน... ไม่นึกว่าจะมีการเคลื่อนไหวของอัศวินรัตติกาลในเวลาเช่นนี้ เชิญเข้าสู่คีรีธารครับ"

    อคินเก็บป้ายพลางลอบสังเกตเห็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว... ทหารยามผู้นั้นไม่ได้มองที่ใบหน้าของเขา 

    แต่มองจ้องไปที่ 'เงา' ของเขาที่ทอดยาวบนพื้นดิน เงาที่ดูเหมือนจะสั่นไหวอย่างไม่คงที่ตามจังหวะแสงจันทร์ 

    ทั้งที่ตัวเขาเองยืนอยู่นิ่งๆ ราวกับเงาลางๆ นั้นมีชีวิตเป็นของตัวเอง

    "ทางนี้ครับ เดี๋ยวผมจะพาไปยังที่พักชั่วคราว" หนึ่งในทหารยามเอ่ยขึ้น ก่อนจะเดินนำหน้าอคินไป

    ภายในเมือง บ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างอยู่บนยอดไม้สูงใหญ่ เชื่อมต่อกันด้วยสะพานเถาวัลย์ที่ยืดหยุ่น 

    ด้านล่างเป็นพื้นที่การเกษตรที่เขียวขจีอย่างเหลือเชื่อ อคินเห็นเหล่าดรายแอด 

    พรายไม้สาวที่มีผิวพรรณราวกับเปลือกไม้ชั้นดี เดินปะปนอยู่กับชาวนาอย่างกลมกลืน 

    ทว่าทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน เหล่าดรายแอดจะหยุดกิจกรรมทุกอย่างในมือ แล้วหันมามองเขาด้วยสายตาที่สงบนิ่ง... และอาลัย

    มันไม่ใช่สายตาของคนที่มองวีรบุรุษ แต่มันคือสายตาของคนที่มองดูดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรย

    "เมืองนี้สงบจังนะ... ต่างจากที่สระแก้วลิบลับเลย" 

    อคินพึมพำขณะลูบขนคอที่เย็นเฉียบของเจ้าโบ้

    หลังจากเก็บสัมภาระในบ้านต้นไม้เสร็จสิ้น อคินไม่รอช้า 

    เขาพาโบ้และบัวลอยมุ่งหน้าออกสู่ประตูด้านหลังเมืองเพื่อเริ่มการล่าทันที เพราะเวลานับถอยหลังของเขามันไม่เคยรอใคร

    "ท่านอคินครับ" 

    ทหารยามหน้าประตูเอ่ยเตือน 

    "ที่นี่ตอนกลางคืนค่อนข้างสงบ แถบนี้ดูแลโดยเทรนท์และดรายแอด พวกอสูรไม่ค่อยมีครับ แต่ถ้าอยากจะไปลองดูก็... ขอให้โชคดีนะครับ"

    ...

    ณ เขตป่าตีนเขาบรรทัด

    ความเงียบในป่าแห่งนี้ช่างน่าขนลุก มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงปีกของแมลงที่บินอยู่ห่างออกไปนับสิบเมตร 

    อคินเดินลึกเข้าไปเกือบชั่วโมง แต่กลับไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่มีเจตนาฆ่าฟัน 

    ความเงียบสงบที่นี่เหมือนกำแพงขนาดใหญ่ที่ปฏิเสธ 'ตัวตน' นักล่าของเขา จนกระทั่งหน้าต่างแจ้งเตือนเวลาแสดงขึ้นมา

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 02:59:59]

     

    อคินต้องจำใจล่าถอย เขารู้สึกผิดหวังลึกๆ 

    แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึก 'ภูมิใจ' ที่อย่างน้อยเขาก็ควบคุมตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังที่ระบบยัดเยียดให้ตลอดเวลา

    "พรุ่งนี้... เราจะไปให้ถึงเขตที่มี 'โกเล็มแร่' จริงๆ เสียที" เขาพึมพำขณะเดินกลับเข้าสู่ตัวเมือง

    ขณะที่เขากำลังเดินผ่านสะพานเถาวัลย์ที่ทอดยาวเชื่อมระหว่างเรือนไม้ 

    ทัศนียภาพเบื้องล่างกลับทำให้เขาต้องหยุดนิ่งดุจถูกสาป 

    แสงสว่างจากตะเกียงพลังเวทขับเน้นให้เห็นรวงข้าวสีทองและแปลงพืชไร่ที่เขียวขจีจนผิดธรรมชาติ 

    แต่สิ่งที่ทำให้เขาใจสั่นคือภาพการอยู่ร่วมกันของสองเผ่าพันธุ์

    เบื้องล่างนั่น... ชาวนาคนหนึ่งกำลังส่งถังน้ำให้ 'ดรายแอด' นางรับมันไปด้วยรอยยิ้มละมุนก่อนจะร่ายเวทให้พฤกษาเติบโต 

    ถัดไปไม่ไกล 'เทรนท์' ร่างยักษ์กำลังโน้มกิ่งก้านลงมาเพื่อให้เด็กๆ ใช้แทนชิงช้า 

    เสียงหัวเราะสดใสของมนุษย์สอดประสานไปกับเสียงฮัมเพลงทุ้มต่ำของอสูร

    "เป็นไปได้ยังไง..." 

    อคินพึมพำอย่างล่องลอย 

    ในหัวของเขามีภาพจำของอดีตที่มนุษย์พยายามฝึกสัตว์อสูรด้วยโซ่ตรวนและความกลัว 

    แต่ที่นี่... ความสัมพันธ์นั้นกลับดู ‘สมัครใจ’ และ ‘เท่าเทียม’

    "ที่นี่... แทบไม่มีกลิ่นอายของนักผจญภัยเลยนะ" 

    เขาเอ่ยเสียงเบา แววตาเริ่มสั่นคลอน 

    "ทุกคนแค่... ใช้ชีวิต มีแค่นักล่าอย่างพวกเราเหรอที่มองว่าอสูรคือศัตรูที่ต้องปลิดชีพ?"

    "นักผจญภัยส่วนใหญ่จะไม่หยุดพักที่นี่นานนักหรอกครับ" 

    ยามคนหนึ่งที่เดินสวนมาเอ่ยขึ้น 

    "พวกเขาชอบเมืองที่เดือดพล่านมากกว่า ส่วนที่นี่... เป็นเพียงแห่งผลิตอาหาร และสถานที่พักผ่อนจิตใจเท่านั้น อ้อ... ด้านหลังเขานั่นมีบ่อน้ำพุร้อนนะครับ ลองไปใช้บริการดูสิครับ เผื่อจะช่วยให้สายตาของท่านดู 'มีชีวิต' ขึ้นมาบ้าง"

    ...

    ณ บ่อน้ำพุร้อนคีรีธาร

    ควันสีขาวกรุ่นพวยพุ่งขึ้นจากบ่อหินธรรมชาติ อคินคุกเข่าลง 

    แสงไฟจากบ้านต้นไม้สะท้อนในดวงตาที่แลดูหม่นแสง เขาจุ่มมือขวาลงไปในน้ำที่กำลังเดือดพล่านจนเป็นพรายฟอง

    น้ำร้อนนั่นโอบอุ้มผิวหนังเขาไว้... แต่มันกลับรู้สึก 'ว่างเปล่า'

    เขารู้ว่าน้ำมันร้อนจัดจนคนธรรมดาต้องผิวพอง 

    แต่สิ่งที่เขารู้สึกมีเพียงแรงกดสัมผัสเบาๆ ราวกับเขากำลังสวมถุงมือหนาๆ จุ่มลงไปในน้ำเย็นจัด 

    ความอบอุ่นที่เขาโหยหาหายไปราวกับประสาทสัมผัสของเขาถูกตัดขาดจากโลกความจริง

    "ระบบ... ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกร้อนเลย?" 

    เขาถามในใจด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า 

    "เซนเซอร์ร่างกายฉันพัง หรือระบบประสาทมันอ่อนล้าจนรับรู้ไม่ได้แล้ว?"

     

    [นั่นเพราะพลังเวทในตัวเจ้ามันมีความเข้มข้นสูงเกินไปจนปรับสภาพตามสิ่งแวดล้อมช้าน่ะ หรือไม่ก็สกิลร่างไร้เจ็บปวดที่เคยแลกไว้อาจจะแสดงผลก็ได้ อย่าไปใส่ใจเรื่องไร้สาระเลย... รีบหาที่นอนซะ ก่อนที่เจ้าจะกลายเป็นศพนอนนิ่งๆ ในบ่อน้ำร้อนให้พวกชาวนาเขาตกใจจนหัวใจวาย!]

     

    อคินแค่นหัวเราะให้กับคำตอบที่กวนประสาทเช่นเคย 

    แต่ลึกๆ เขารู้สึกถึงความ ‘รีบร้อน’ ในน้ำเสียงของระบบ... 

    ราวกับมันกำลังพยายามปกปิดความจริงบางอย่างที่ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะรับไหว

    เขาลุกขึ้น เดินผ่านกลุ่มชาวเมืองที่พากันหลบตาเขาอย่างประหลาด 

    อคินมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า รอยเท้าของเขาบนพื้นที่ชื้นแฉะนั้นไม่มีรอยบุ๋มหรือคราบน้ำที่พึงมี... 

    ราวกับเขาเป็นเพียงภาพโฮโลแกรมที่มีเพียงตัวตนแต่ไร้ซึ่งน้ำหนักของสิ่งมีชีวิต

    เมื่อเขาล้มตัวลงนอนบนฟูกไม้ไผ่ สติของเขาดับวูบลงในเวลาอันสั้น ราวกับสวิตช์ไฟที่ถูกปิด

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]

    [สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน