[30 พฤษภาคม | 02:45 น.]
ณ จุดพักแรมชั่วคราว ใกล้หลักกิโลเมตรเก่า
ตัวเลขเวลานับถอยหลังสีแดงบนหน้าจอระบบเหลือเพียงไม่กี่นาที
อคินเตรียมตัวที่จะเดินกลับเข้าสู่เขตปลอดภัยเพื่อเข้าสู่นิทราอันยาวนานตามเงื่อนไข 'เชื่อมต่อ' แต่แล้วเขาก็ต้องหยุดกะทันหัน
บนหลักกิโลเมตรเก่าที่แตกร้าวมีรอยเลือดแห้งกรัง ร่างท้วมๆ ของแมวสีเทาลายสลิด
'ปลาเผา' กำลังนั่งเคี้ยวปลาทูย่างอย่างสำราญใจ กลิ่นควันจากการย่างหอมหวนไปทั่วบริเวณ
"ไง... นักล่าชายแดน กวาดล้างแถวนี้จนอสูรต่างมิติจะสูญพันธุ์ไปหมดป่าหรือยัง?"
ปลาเผาเอ่ยทักพลางพ่นก้างปลาออกมา หางของมันสะบัดไปมาตามจังหวะการเคี้ยว
"ปลาเผา? มาทำอะไรที่นี่?"
อคินหยุดเดิน เขาปาดมือที่หน้าผาตามความเคยชิน ทั้งที่ผิวหนังของเขานั้นแห้งสนิทและเย็นเยียบ
"มาดูหน้าคนที่เอาแต่สนุกกับการไล่ตบกอบลินกระจอกๆ น่ะสิ"
ปลาเผาหัวเราะ แววตาของแมวรุ่นพี่มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
มันคือความอาลัยที่ผสมความห่วงใย
"มามาเลดส่งข่าวมาว่าเขาติดภารกิจที่ตราด เลยฝากฉันมาบอกแก... ฝั่งกัมพูชานี่มัน 'ง่าย' เกินไปสำหรับแกแล้วอคิน แกมันพวกบ้าพลัง เลเวลแกตอนนี้ต้องการอะไรที่หนักกว่านี้"
อคินขมวดคิ้ว
"ก็ถ้าในกำแพงไม่มีอะไรให้ล่า ฉันก็ต้องออกมาทางนี้แหละ"
"ข้ามีที่ใหม่จะแนะนำ..."
ปลาเผาโดดลงจากหลักกิโลเมตร เดินมาหยุดตรงหน้าอคิน กลิ่นปลาทูย่างลอยมาเตะจมูก
" 'เทือกเขาบรรทัด' ...ลงใต้ไปตามแนวตะวันออก ที่นั่นน่ะไม่อันตรายถึงตายแบบเขาใหญ่ แต่มันเป็นที่อยู่ของพวก 'โกเล็มแร่' ไอ้พวกนี้หนังหนา ตีแรง และที่สำคัญ... ถ้าแกกะเทาะกระดองมันได้ แกจะได้แร่ชั้นดีมาพัฒนาไอเทมของแก"
ปลาเผามองดูดาบที่เริ่มมีรอยบิ่นของอคิน
"ดาบแกน่ะเริ่มจะเก่าแล้วนะ ถ้าได้แร่จากเทือกเขาบรรทัดมาให้ลุงเต๋อช่วยคราฟต์ให้ใหม่ ชุดเกราะส้มๆ ของแกอาจจะกลายเป็นชุดเกราะระดับฮีโร่ก็ได้ ใครจะไปรู้?"
"นายไม่ไปด้วยกันเหรอ?"
อคินถาม
"อยากไปใจจะขาด"
ปลาเผาทำหน้าเซ็ง
"แต่ฉันต้องคุมค่ายเชลยที่นี่ต่อ พวกนากามันหัวหมอ ถ้าไม่มีฉันคอยขู่ มันคงหาทางแหกกรงกันวันละสามรอบ... พรุ่งนี้ตื่นมาก็เตรียมตัวซะ มุ่งหน้าลงใต้ไปทางเทือกเขาบรรทัด รับรองท้าทายกว่าฝูงกอบลินพวกนี้เยอะ"
ติ๊ง!
หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้าอคิน ข้อความปรากฏขึ้นด้วยจังหวะที่ดู 'เร่งร้อน' กว่าปกติ
[โกเล็มแร่งั้นเหรอ? น่าสนใจนะ... ข้าเบื่อที่จะเห็นแกฟันดินฟันหญ้าเต็มทีแล้ว ไปหาอะไรแข็งๆ มาลองดาบหน่อยก็ดี! ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะ 'แตก' ก่อนหรือโกเล็มจะแตกก่อน!]
อคินยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"เทือกเขาบรรทัดงั้นเหรอ... เข้าใจแล้วครับพี่ปลาเผา ฝากทางนี้ด้วยนะ"
เขามองดูเวลาที่เหลือเพียง 2 นาที ร่างกายเริ่มรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที
อคินโบกมือลาปลาเผา ก่อนจะพาร่างที่เริ่มโอนเอนเดินกลับเข้าสู่เขตกำแพงอย่างเร่งรีบ
ในใจของเขามโนภาพไปถึงการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง...
โดยที่ไม่รู้เลยว่า ทันทีที่เขาล้มตัวลงนอนในเต็นท์และสติถูกตัดไป แสงสีฟ้าที่เรืองรองในดวงตาจะวูบดับลง
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]
[สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]
[30 พฤษภาคม | 19:30 น.]
ณ ค่ายบัญชาการชั่วคราวสระแก้ว
ท่ามกลางแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังถูกกลืนกินด้วยขอบฟ้าสีเลือด
บรรยากาศหน้าแนวรั้วลวดหนามของค่ายสระแก้วทวีความกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
รั้วโลหะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของเขตกักกันเชลยศึก
บัดนี้ถูกเถาวัลย์สีเขียวเข้มเลื้อยพันธนาการไว้หนาแน่น
กิ่งก้านที่บิดเบี้ยวของกำแพงพฤกษาดูคล้ายกับมือของปีศาจที่กำลังพยายามจะบีบอัดค่ายแห่งนี้ให้เป็นจุณ
อคินยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุแห่งความวุ่นวาย ทหารและนักล่าในชุดเกราะมอซอต่างเร่งรีบโยกย้ายกำลังพล
เสียงตะโกนสั่งการและเสียงล้อรถที่บดไปบนพื้นกรวดดังระงม
แต่สำหรับอคิน โลกทั้งใบกลับดูเหมือนจะเคลื่อนไหวช้าลงอย่างประหลาด
เขาขยับไหล่เพื่อกระชับสายสะพายดาบเล่มเขื่อง ความสากของหนังอสูรเกรดต่ำเสียดสีกับเสื้อเชิ้ตพนักงานออฟฟิศที่เริ่มเปื่อยขาด
เขารู้ดีว่าความรู้สึก 'สาก' นั้นมีอยู่จริง แต่มันกลับไร้ซึ่งความ 'เจ็บ'
สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามากที่สุดไม่ใช่แผลกดทับ แต่มันคือความ 'หนัก' ที่เพิ่มขึ้นในทุกวินาทีที่ตัวเลขสีแดงตรงมุมสายตานับถอยหลัง
อคินรู้สึกราวกับร่างกายของเขากำลังดูดซับเอาแรงดึงดูดของโลกเข้าไปทวีคูณ
เลือดในกายที่ควรจะอุ่นซ่านกลับให้ความรู้สึกหนืดข้นเหมือนตะกั่วเหลว
"ปลาเผา ฝากแจ้งฝ่ายทะเบียนให้ฉันทีนะ ว่ากลุ่มของฉันจะมุ่งหน้าไปล่าที่เขตเทือกเขาบรรทัด"
อคินเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย
ลมหายใจที่พ่นออกมาดูเหมือนจะเป็นควันสีขาวจางๆ ทั้งที่อากาศยามค่ำยังคงร้อนอบอ้าว
เขาเหลือบมอง 'ปลาเผา' แมวลายสลิดสีเทาที่สวมเกราะแผ่นขนาดจิ๋ว มันยืนอยู่บนกองลังไม้ด้วยท่าทางราวนักเลงเจ้าถิ่นที่คุมซอย
ปลาเผาหยุดเลียอุ้งเท้าช้าๆ แววตาสีอำพันของมันเงยขึ้นสบตาอคิน แวบหนึ่งที่อคินเห็นบางอย่างสั่นไหวในดวงตาคู่นั้น...
มันไม่ใช่ความยโสเหมือนปรกติ แต่มันคือความเวทนาที่ลึกซึ้ง แฝงไปด้วยความอาลัยที่พยายามปกปิดไว้ด้วยการแยกเขี้ยว
"เออๆ ข้าจัดการให้ ไม่ต้องห่วง"
ปลาเผาโบกอุ้งเท้าหย็อยๆ ราวกับจะไล่ความอึดอัด
"ไปหาแร่ดีๆ มาล่ะ อย่าให้เสียชื่อเด็กสร้างของมามาเลดล่ะอคิน อ้อ... แล้วก็ระวังตัวด้วยล่ะ"
อคินพยักหน้า เขาพยายามจะส่งยิ้มให้ แต่มุมปากกลับรู้สึกแข็งค้างราวกับปูนปั้นที่ยังไม่แห้งสนิท
เขาผิวปากเรียก 'โบ้' หมาไทยหลังอานที่ยืนนิ่งดุจรูปปั้นโลหะท่ามกลางฝูงชน และ 'บัวลอย' แมวสามสีที่หมอบนิ่งอยู่บนยอดเสาไฟฟ้า
เมื่อสัญญาณสั้นๆ สิ้นสุดลง ทั้งสามก็ทะยานออกจากแนวป้อมปราการสระแก้ว
มุ่งหน้าลงใต้สู่จังหวัดตราด ทิ้งความวุ่นวายของค่ายมนุษย์ไว้เบื้องหลัง เข้าสู่ดินแดนที่ธรรมชาติกำลังทวงคืนทุกตารางนิ้ว
เส้นทางถนนสายหลักที่เคยคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์
บัดนี้กลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความตาย ซากโลหะที่ขึ้นสนิมถูกปกคลุมด้วยกองทัพพฤกษาเขียวขจี
กลิ่นคาวเลือดที่เคยอบอวลในวันสิ้นโลกถูกแทนที่ด้วยกลิ่นสาบฉุนของใบไม้ที่ย่อยสลาย
แสงจันทร์เริ่มทำหน้าที่แทนแสงอาทิตย์
สาดส่องลงบนพื้นลาดยางที่มีเถาวัลย์สีเขียวอ่อนเลื้อยปกคลุมราวกับตาข่ายธรรมชาติที่ดักรอเหยื่อ
ตลอดการเดินทาง อคินรู้สึกถึงความเงียบที่ 'สะอาด' จนผิดปกติ
ป่าสองข้างทางที่เคยเป็นรังของอสูรระดับต่ำถูกบางสิ่งกวาดล้างจนเหลือเพียงพื้นที่ราบเรียบ
ความรู้สึกหนึ่งแล่นเข้ามากัดกินใจ... มันคือความเหงาที่ปลายประสาทสัมผัส
เขากระชับด้ามดาบแน่นขึ้น โหยหาแรงปะทะ โหยหาความเจ็บปวดที่ชัดเจนกว่านี้
เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังมี 'ตัวตน' อยู่ในโลกที่บิดเบี้ยวนี้ ไม่ใช่เพียงเงาที่เดินพเนจรไปตามคำสั่งของตัวเลขสีฟ้า
...
[21:42 น.]
ณ หน้าด่านตรวจเมืองคีรีธาร จ.ตราด
กลิ่นชื้นแฉะของละอองน้ำปะทะเข้าที่ใบหน้า ผสานกับกลิ่นหอมเย็นของดอกไม้ราตรีที่อคินไม่รู้จักชื่อ
กลิ่นนั้นเยือกเย็นจนปลุกเขาให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความว่างเปล่า
ภาพเบื้องหน้าคือสถาปัตยกรรมที่เหนือล้ำกว่าจินตนาการใดๆ ที่เขาเคยมีต่อยุคหลังล่มสลาย
'เมืองคีรีธาร' ถูกสร้างขึ้นโดยผสานเข้ากับสันเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดมหึมา
ผนังคอนกรีตที่ครั้งหนึ่งเคยดูแข็งกระด้าง บัดนี้ถูกโอบรัดด้วยเถาวัลย์ขนาดเท่าลำตัวคน
ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งโครงสร้างและฐานรากพยุงบ้านเรือนไม้ที่สร้างลดหลั่นกันเป็นทอดๆ
เสียงซ่าน้ำตกจากที่สูงสอดประสานไปกับเสียง 'ฮัมเพลง' ทุ้มต่ำที่แผ่ออกมาจากเหล่าเทรนท์
อสูรต้นไม้ร่างยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่รอบเขื่อน
พวกมันไม่ได้ดูดุร้าย แต่อัญมณีสีเขียวที่เป็นดวงตาของพวกมันกลับดูเหมือนดวงตาของผู้เฒ่าที่กำลังสวดมนต์ปกป้องดินแดนศักดิ์สิทธิ์
เมื่อโบ้เดินเข้าใกล้ประตูเมือง ทหารยามในชุดเกราะหนังที่ถักทอจากเปลือกไม้ขยับหอกขึ้นขวางตามสัญชาตญาณ
อคินไม่ได้เอ่ยปากพูด เขาเพียงหยิบ 'ป้ายประจำตัวอัศวินรัตติกาล' ออกมา ตราประทับสีฟ้าของระบบส่องแสงเรืองรองในความมืด
แสงนั้นสะท้อนเข้าตาของทหารยามจนเขาชะงัก
แววตาที่เคยแข็งกร้าวของยามเปลี่ยนเป็นความยำเกรงที่แฝงด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด
"ขออภัยท่านอัศวิน... ไม่นึกว่าจะมีการเคลื่อนไหวของอัศวินรัตติกาลในเวลาเช่นนี้ เชิญเข้าสู่คีรีธารครับ"
อคินเก็บป้ายพลางลอบสังเกตเห็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้ว... ทหารยามผู้นั้นไม่ได้มองที่ใบหน้าของเขา
แต่มองจ้องไปที่ 'เงา' ของเขาที่ทอดยาวบนพื้นดิน เงาที่ดูเหมือนจะสั่นไหวอย่างไม่คงที่ตามจังหวะแสงจันทร์
ทั้งที่ตัวเขาเองยืนอยู่นิ่งๆ ราวกับเงาลางๆ นั้นมีชีวิตเป็นของตัวเอง
"ทางนี้ครับ เดี๋ยวผมจะพาไปยังที่พักชั่วคราว" หนึ่งในทหารยามเอ่ยขึ้น ก่อนจะเดินนำหน้าอคินไป
ภายในเมือง บ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างอยู่บนยอดไม้สูงใหญ่ เชื่อมต่อกันด้วยสะพานเถาวัลย์ที่ยืดหยุ่น
ด้านล่างเป็นพื้นที่การเกษตรที่เขียวขจีอย่างเหลือเชื่อ อคินเห็นเหล่าดรายแอด
พรายไม้สาวที่มีผิวพรรณราวกับเปลือกไม้ชั้นดี เดินปะปนอยู่กับชาวนาอย่างกลมกลืน
ทว่าทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน เหล่าดรายแอดจะหยุดกิจกรรมทุกอย่างในมือ แล้วหันมามองเขาด้วยสายตาที่สงบนิ่ง... และอาลัย
มันไม่ใช่สายตาของคนที่มองวีรบุรุษ แต่มันคือสายตาของคนที่มองดูดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรย
"เมืองนี้สงบจังนะ... ต่างจากที่สระแก้วลิบลับเลย"
อคินพึมพำขณะลูบขนคอที่เย็นเฉียบของเจ้าโบ้
หลังจากเก็บสัมภาระในบ้านต้นไม้เสร็จสิ้น อคินไม่รอช้า
เขาพาโบ้และบัวลอยมุ่งหน้าออกสู่ประตูด้านหลังเมืองเพื่อเริ่มการล่าทันที เพราะเวลานับถอยหลังของเขามันไม่เคยรอใคร
"ท่านอคินครับ"
ทหารยามหน้าประตูเอ่ยเตือน
"ที่นี่ตอนกลางคืนค่อนข้างสงบ แถบนี้ดูแลโดยเทรนท์และดรายแอด พวกอสูรไม่ค่อยมีครับ แต่ถ้าอยากจะไปลองดูก็... ขอให้โชคดีนะครับ"
...
ณ เขตป่าตีนเขาบรรทัด
ความเงียบในป่าแห่งนี้ช่างน่าขนลุก มันเงียบเสียจนได้ยินเสียงปีกของแมลงที่บินอยู่ห่างออกไปนับสิบเมตร
อคินเดินลึกเข้าไปเกือบชั่วโมง แต่กลับไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่มีเจตนาฆ่าฟัน
ความเงียบสงบที่นี่เหมือนกำแพงขนาดใหญ่ที่ปฏิเสธ 'ตัวตน' นักล่าของเขา จนกระทั่งหน้าต่างแจ้งเตือนเวลาแสดงขึ้นมา
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 02:59:59]
อคินต้องจำใจล่าถอย เขารู้สึกผิดหวังลึกๆ
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึก 'ภูมิใจ' ที่อย่างน้อยเขาก็ควบคุมตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังที่ระบบยัดเยียดให้ตลอดเวลา
"พรุ่งนี้... เราจะไปให้ถึงเขตที่มี 'โกเล็มแร่' จริงๆ เสียที" เขาพึมพำขณะเดินกลับเข้าสู่ตัวเมือง
ขณะที่เขากำลังเดินผ่านสะพานเถาวัลย์ที่ทอดยาวเชื่อมระหว่างเรือนไม้
ทัศนียภาพเบื้องล่างกลับทำให้เขาต้องหยุดนิ่งดุจถูกสาป
แสงสว่างจากตะเกียงพลังเวทขับเน้นให้เห็นรวงข้าวสีทองและแปลงพืชไร่ที่เขียวขจีจนผิดธรรมชาติ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาใจสั่นคือภาพการอยู่ร่วมกันของสองเผ่าพันธุ์
เบื้องล่างนั่น... ชาวนาคนหนึ่งกำลังส่งถังน้ำให้ 'ดรายแอด' นางรับมันไปด้วยรอยยิ้มละมุนก่อนจะร่ายเวทให้พฤกษาเติบโต
ถัดไปไม่ไกล 'เทรนท์' ร่างยักษ์กำลังโน้มกิ่งก้านลงมาเพื่อให้เด็กๆ ใช้แทนชิงช้า
เสียงหัวเราะสดใสของมนุษย์สอดประสานไปกับเสียงฮัมเพลงทุ้มต่ำของอสูร
"เป็นไปได้ยังไง..."
อคินพึมพำอย่างล่องลอย
ในหัวของเขามีภาพจำของอดีตที่มนุษย์พยายามฝึกสัตว์อสูรด้วยโซ่ตรวนและความกลัว
แต่ที่นี่... ความสัมพันธ์นั้นกลับดู ‘สมัครใจ’ และ ‘เท่าเทียม’
"ที่นี่... แทบไม่มีกลิ่นอายของนักผจญภัยเลยนะ"
เขาเอ่ยเสียงเบา แววตาเริ่มสั่นคลอน
"ทุกคนแค่... ใช้ชีวิต มีแค่นักล่าอย่างพวกเราเหรอที่มองว่าอสูรคือศัตรูที่ต้องปลิดชีพ?"
"นักผจญภัยส่วนใหญ่จะไม่หยุดพักที่นี่นานนักหรอกครับ"
ยามคนหนึ่งที่เดินสวนมาเอ่ยขึ้น
"พวกเขาชอบเมืองที่เดือดพล่านมากกว่า ส่วนที่นี่... เป็นเพียงแห่งผลิตอาหาร และสถานที่พักผ่อนจิตใจเท่านั้น อ้อ... ด้านหลังเขานั่นมีบ่อน้ำพุร้อนนะครับ ลองไปใช้บริการดูสิครับ เผื่อจะช่วยให้สายตาของท่านดู 'มีชีวิต' ขึ้นมาบ้าง"
...
ณ บ่อน้ำพุร้อนคีรีธาร
ควันสีขาวกรุ่นพวยพุ่งขึ้นจากบ่อหินธรรมชาติ อคินคุกเข่าลง
แสงไฟจากบ้านต้นไม้สะท้อนในดวงตาที่แลดูหม่นแสง เขาจุ่มมือขวาลงไปในน้ำที่กำลังเดือดพล่านจนเป็นพรายฟอง
น้ำร้อนนั่นโอบอุ้มผิวหนังเขาไว้... แต่มันกลับรู้สึก 'ว่างเปล่า'
เขารู้ว่าน้ำมันร้อนจัดจนคนธรรมดาต้องผิวพอง
แต่สิ่งที่เขารู้สึกมีเพียงแรงกดสัมผัสเบาๆ ราวกับเขากำลังสวมถุงมือหนาๆ จุ่มลงไปในน้ำเย็นจัด
ความอบอุ่นที่เขาโหยหาหายไปราวกับประสาทสัมผัสของเขาถูกตัดขาดจากโลกความจริง
"ระบบ... ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกร้อนเลย?"
เขาถามในใจด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า
"เซนเซอร์ร่างกายฉันพัง หรือระบบประสาทมันอ่อนล้าจนรับรู้ไม่ได้แล้ว?"
[นั่นเพราะพลังเวทในตัวเจ้ามันมีความเข้มข้นสูงเกินไปจนปรับสภาพตามสิ่งแวดล้อมช้าน่ะ หรือไม่ก็สกิลร่างไร้เจ็บปวดที่เคยแลกไว้อาจจะแสดงผลก็ได้ อย่าไปใส่ใจเรื่องไร้สาระเลย... รีบหาที่นอนซะ ก่อนที่เจ้าจะกลายเป็นศพนอนนิ่งๆ ในบ่อน้ำร้อนให้พวกชาวนาเขาตกใจจนหัวใจวาย!]
อคินแค่นหัวเราะให้กับคำตอบที่กวนประสาทเช่นเคย
แต่ลึกๆ เขารู้สึกถึงความ ‘รีบร้อน’ ในน้ำเสียงของระบบ...
ราวกับมันกำลังพยายามปกปิดความจริงบางอย่างที่ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะรับไหว
เขาลุกขึ้น เดินผ่านกลุ่มชาวเมืองที่พากันหลบตาเขาอย่างประหลาด
อคินมุ่งหน้ากลับไปยังที่พัก โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า รอยเท้าของเขาบนพื้นที่ชื้นแฉะนั้นไม่มีรอยบุ๋มหรือคราบน้ำที่พึงมี...
ราวกับเขาเป็นเพียงภาพโฮโลแกรมที่มีเพียงตัวตนแต่ไร้ซึ่งน้ำหนักของสิ่งมีชีวิต
เมื่อเขาล้มตัวลงนอนบนฟูกไม้ไผ่ สติของเขาดับวูบลงในเวลาอันสั้น ราวกับสวิตช์ไฟที่ถูกปิด
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]
[สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]