ลมหายใจแรกของปลายเหมันต์คมจนปอดชา หมอกบางลากยาวเหนือสันเขาซานซือ สนดำเรียงตัวเป็ฟันเลื่อยสุดสายตา ข้ามแนวบ้านดินของหมู่บ้านชางหลิน ความเงียบกลืนกินทุกสรรพเสียง—แม้เสียงหิมะบดใต้ฝ่าเท้าก็ได้ยินชัดราวกระดูกลั่น
“หนาวจนกระดูกสั่นจริง” อี้หยากระชับผ้าคลุมไหล่ ผมดำรวบด้วยเชือกป่าน ใบหน้าแดงระเรื่อเพราะลม ปลายจมูกพ่นไอสีขาวทุกครั้งที่หายใจ
หลิงเฉินยกตะกร้าหวายขึ้นหลัง แล้วยิ้มบาง “ต้องถึงลานไผ่ขาวก่อนแดดแรก—หญ้าดาวหมอกจะคายน้ำค้างพอดี ช้ากว่านั้นฤทธิ์หาย”
“แล้วนกเขาหิมะล่ะ?” อี้หยาก้มมองรอยเท้าเล็ก ๆ บนพื้นหิมะ “ปีนี้เหมือนพวกมันจะย้ายรังลงต่ำกว่าปีก่อน พวกนักล่าจากเมืองย่อยคงเริ่มล่ากันแล้ว”
“ยิ่งต้องไว” แววตาหลิงเฉินเฉียบเย็น “ลมเช้าพัดจากช่องผาทางเหนือ–ตะวันออก กลิ่นคาวยังเบาบาง แสดงว่ายังไม่มีฝูงใหญ่ผ่าน”
ทั้งสองลัดเลาะร่องน้ำแข็งสู่ลานไผ่ขาว ระหว่างทางสวนลุงคนหนึ่งหาบฟืน เสียงไอแห้ง ๆ ดังขึ้นเมื่อเห็นหนุ่มสาว
“จะขึ้นไปแถบนั้นรึ” ลุงถาม ั์ตาชำเลืองแนวสน “เมื่อคืนข้าฝันร้าย เห็นเงาดำ ๆ วิ่งตัดหิมะ เหมือนมีตาเรืองแสงในที่มืด ระวังตัวไว้เถอะ”
อี้หยายกมือไหว้ “ขอบคุณลุงค่ะ” เธอหันมาทางหลิงเฉินแวบหนึ่ง พยักหน้าอย่างรับรู้
เดินต่ออีกครู่ ลานไผ่ขาวก็ปรากฏ กอไผ้เปลือยฤดูหนาวตั้งเรียงเป็เสาเขียวดำ พื้นหิมะบางทอประกายราวผงดาว อี้หยาคุกเข่าตัดหญ้าดาวหมอก รากสั้นสีเงินมีเกล็ดน้ำค้างเกาะ เธอวางห่อใบไม้เตรียมรอง พึมพำเบา ๆ “นุ่มมือเหมือนเดิม”
เขาช่วยกวาดหิมะบาง ๆ เผยให้เห็นกระจุกหญ้าที่ชอบหลบใต้ร่มเงาไผ่ กลิ่นเขียวสดอวลจาง ๆ ตัดกับกลิ่นหิมะเย็นจัด ทั้งคู่ทำงานเงียบ ๆ มีเพียงเสียงมีดเฉือนกับไออุ่นสั้น ๆ ปะปนลมหายใจ
เก็บได้คราวหนึ่ง ทั้งสองมุ่งต่อไปยังริมธารน้ำแข็ง ปีที่แล้วมีรังนกเขาหิมะอยู่แถบนั้น เสียงน้ำใต้ผิวน้ำแข็งดุจลมหายใจใต้กระจก แดดแรกเฉือนเมฆหมอกลงมาราวดาบบางเหนือหน้าผา เงาสนทอดยาวคล้ายเส้นหมึกบนกระดาษหิมะ
หลิงเฉินชะงัก
“อะไร?” อี้หยาถาม
“เงียบเกินไป” เขาเงี่ยหูฟัง ไกลออกไปมีรอยหิมะลากยาว กระจายเป็ครึ่งวง ไม่ใช่นก หากเป็ฝีเท้าที่ตั้งใจ… “ล้อมพวกเรา”
เขาเหลือบมองสันเขาด้านเหนือ เห็นเงาดำหลายสายวิ่งผ่านแนวสนแล้วหายวับ “กลับ” เขาพูดสั้น
ยังไม่ทันหมุนตัว เสียงหอนยาวก็ฉีกอากาศ แทงทะลุสันหลัง อี้หยาหน้าถอดสี “หมาป่าอสูรหิมะ!”
“วิ่งกลับทางเดิม!” หลิงเฉินคว้ามือเธอ ดึงให้วิ่งย้อนเส้นทาง ส้นเท้าทั้งคู่กระทบหิมะที่ยุบแล้ว ฝีเท้าแนบพื้นพอให้หิมะไม่กระจายเป็ธงชี้
ฝูงหมาป่าปรากฏ—ทางซ้ายสี่ ทางหลังสอง อีกหนึ่งตัดหน้าจากแนวไผ่ขาว พวกมันรวดเร็ว ฉลาด และเว้นระยะราวกับต้อนเหยื่อ ลิ้นแลบเป็ไอขาว เขี้ยววาวเข้ม ดวงตาฟ้าขุ่นจับจ้องพร้อมกันราวสายฟ้าหลายเส้นส่องจุดเดียว
หลิงเฉินลากอี้หยายขึ้นเนินเตี้ย ข้างหน้าพวกเขาคือธารน้ำแข็ง หากข้ามถึงแนวหินก็ปลอดภัย ทว่าหมาป่ารู้เช่นกัน—มันดันทั้งคู่เข้าทางแคบให้ตัวนำหน้าปิดปากทาง
“เรา…ถูกล้อม” อี้หยอดหอบ มือสั่นกำมีดสั้น
หลิงเฉินสูดลมลึก หัวใจเต้นดั่งกลอง แต่สายตานิ่งสงบ เขาปลดกระบี่ไม้ไผ่ของเถาจิ้ง—ยาวเพียงศอกเศษ ทว่าสมดุลเยี่ยม น้ำหนักตกกลาง ใบไผ่ขัดเงาพอให้ไม่สะท้อนแสง
“จำที่อาจารย์เถาจิ้งสอน—อย่าฟันสิ่งที่ลมขวาง ใช้สิ่งที่ลมชัก”
เขากวาดตาอ่านภูมิ ลมเหนือพัดเฉียงจากซ้ายสู่ขวา ละอองน้ำแข็งลอยไปตามแนวสน ใต้แผ่นน้ำแข็งเป็โพรงน้ำเชี่ยว เส้นร้าว ซิกแซกลากจากกลางธารถึงริมฝั่งหิน บางจุดขุ่นขาว บางจุดใสจนเห็นน้ำไหล
หัวฝูงก้าวออกจากเงา—ร่างใหญ่ ขนขาวเงินสลับเทา ดวงตาฟ้าขุ่น เขี้ยวอาบน้ำลาย ฝีเท้าแต่ละก้าวหนักจนพื้นแตก มันไม่รีบร้อน เย้ยหยันดังผู้ล่าที่มั่นใจในตาข่ายตน
“อี้หยา ฟัง—เดี๋ยวข้าจะล่อหัวฝูง เ้าเลี่ยงซ้ายออกไป ปักมีดซ้ำรอยร้าวบนธารน้ำแข็ง รอข้าสั่งแล้วถอย แล้วผลัก ให้สุดแรง อย่าช้า” เขาพูดเร็วและชัด
“แต่นาย—”
“เชื่อข้า”
หมาป่าสามตัวพุ่งมาจากซ้ายก่อน—พวกมันไม่ได้โง่ หลิงเฉินแทงกระบี่ไม้ไผ่อย่างรวดเร็ว คมเหมือนลม ย่อไหล่หลบกรงเล็บเฉียดศีรษะ ปลายกระบี่ปักใต้คางตัวแรกทำให้มันชะงัก เืหยดเล็กเปื้อนปลายไม้ไผ่ เขาหมุนตัว ฟาดสันกระบี่ใส่จมูกตัวที่สอง เสียงกระดูกแตกกรอบแกรบ มันสะบัดตัวถอย เืดำสาดบนหิมะเป็ปื้นเข้ม
ตัวที่สามพุ่งฉาก เลือกกึ่งกลางระหว่างเด็กทั้งคู่ อี้หยายกมีดรับ ใบมีดสั่นเล็กน้อย หลิงเฉินสอดเท้าเฉียงปิดบังเส้นทาง ปัดกรงเล็บออกนอกแนวแรง ใช้ด่านกระบี่รับมุมเฉือน ลดแรงสะท้อน หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นแต่สติคมชัด—ทุกก้าวล้วนหมายถึงชีวิต
หัวฝูงยังคืบเข้ามาช้า ๆ มันรู้ว่าเหยื่อติดตาข่ายแล้ว หลิงเฉินถอยหลังก้าว เกือบเหยียบรอยร้าวใหญ่ แสร้งยกกระบี่ไม้ไผ่ให้สั่นคล้ายหมดแรง เงาหัวฝูงยืดยาวทาบมา
มันคำรามต่ำก่อนพุ่ง—เร็วจนลมแตกเสียงหวีด หลิงเฉินแทงหนึ่งก้าว ถอยเฉียงเสี้ยวฝ่ามือ ปลายกระบี่เฉียดคาง ตั้งใจให้พลาด แรงฉุดดึงให้ลำตัวมันเสียศูนย์ ไหล่ซ้ายกดต่ำ เท้าหน้าขวาตกลงบนแผ่นน้ำแข็งบาง—เสียงป๊ากแหลมสะท้อนหุบเขา
เขาทุ่มแรงสุดท้าย ฟาดสันกระบี่ใส่จมูก เป้าหมายไม่ใช่ฆ่า แต่บังคับให้มันก้าวต่อ แผ่นน้ำแข็งแตกกระจาย ร่างมหึมาตกสู่โพรงน้ำเชี่ยว น้ำฟองแตกคลุ้งราวัคำราม
“ตอนนี้!”
อี้หยาปักมีดซ้ำรอยร้าวถี่สุดแรง แล้วถอยไปด้านหลัง รอยร้าวแตกเป็ใยแมงมุม แผ่นน้ำแข็งถล่มต่อกันเป็สาย หัวฝูงดิ้นโหยหวน เล็บคว้าขอบน้ำแข็งแต่ก็ยิ่งแตกเพิ่ม ร่างมันถูกกระชากหายใต้ชั้นน้ำแข็ง ม่านไอน้ำกระเซ็นขึ้นหนาวบาดแก้ม
ทว่าอันตรายยังไม่จบ หมาป่าอีกสองตัวฉวยจังหวะพุ่งใส่หลิงเฉิน เขาอ่านทิศทาง—เท้าขวาไถหิมะยาวสั้นเป็ทางลื่น ปัดกรงเล็บด้วยขอบกระบี่ แล้วใช้สันกระบี่ฟาดข้อเท้าหลังของตัวหนึ่ง มันร้องและทรุด อีกตัวฟัดสวนติด ๆ กรงเล็บครูดท้องแขนผ่ามุม เสื้อผ้าแหวกยาว เือุ่นทะลัก หล่อเลี้ยงความหนาว
หลิงเฉินกัดฟัน สายตาไม่หลุดจากแนวแรง เขาใช้หิมะเป็พื้นลื่นให้น้ำหนักไหลผ่านส้นเท้า สะบัดข้อมือสั้น ๆ สวนเข้าร่องโคนกราม มันชะงักโดยสัญชาตญาณ—พอเปิดช่อง เขาถอยครึ่งก้าว นำตัวออกจากรูปสามเหลี่ยมที่โดนล้อม
หัวฝูงกลับโผล่ขึ้นอีกครั้ง ครึ่งตัวบนทะลุผิวน้ำแข็ง ดวงตาฟ้าขุ่นบ้าคลั่ง อ้าปากหมายงับคอ หลิงเฉินสบตา—เสี้ยววินาทีนั้นเงาดำวาบในั์ตาเขา ลายเส้นคล้ายตราประทับแ่ใต้ผิว แขนขาชาวูบ พลังไหลจากแผ่นหลังสู่ต้นแขน คำสอนของเถาจิ้งผุดขึ้น “เส้นแรงมีอยู่ก่อนดาบ—ดาบเพียงเดินตาม”
กระบี่ไม้ไผ่สะบัด—ตรงเส้นดุจมีผู้ลากไว้ แทงเข้าใต้แก้มอ่อน เืดำพุ่ง มันคำรามสะท้านป่าก่อนร่วงหายใต้ธารน้ำเชี่ยวคราวสุดท้าย
ฝูงที่เหลือครางต่ำแล้วถอย—ไร้หัวฝูง ความกล้าก็พัง มันล่าถอยเข้าร่มสน ทิ้งเพียงรอยเท้าและไอคาวลอยค้างเหนือธาร
หลิงเฉินยืนหอบ ไหล่กระเพื่อม มือที่กำกระบี่สั่น อี้หยาย้อนกลับมา “เื! แขนเ้า—”
“ยังไม่ตาย” เขาหัวเราะหอบ ฉีกชายเสื้อพันแผล อี้หยาช่วยรัดให้แน่น กลิ่นเหล็กในเืชัดขึ้นในลมหนาว เธอสบตาเขานาน “เมื่อกี้…ตาเ้าวาบเหมือนเงาดำ”
หลิงเฉินชะงัก นึกถึงความฝันเร้นที่มักมาเยือน—เสียงกระซิบในถ้ำมืด “อาจตาฝาด” เขาเลี่ยงตอบ แต่ในอกยังมีแสงแหลมคมเส้นหนึ่งค้างอยู่ เหมือนเส้นทางที่ไม่มีใครเห็น
ทั้งคู่เก็บหญ้าดาวหมอกที่เหลืออย่างรีบรัด ระหว่างทางกลับ หลิงเฉินหยุดตรวจรอยเท้าหัวฝูงที่ลากบนหิมะก่อนตก รอยเล็บลึกกระจายเป็รูปปีกห้าเส้น เขาเก็บเศษขนขาวเงินปลายดำคล้ำที่คาปลายรอยแตกน้ำแข็ง กลิ่นคาวอ่อน ๆ ติดปลายนิ้ว
“จะเอาไปทำอะไร” อี้หยาถาม
“ศึกษา” หลิงเฉินตอบเรียบ “รู้ศัตรู—ก็รู้ทางรอด” เขามองทิศที่น้ำเชี่ยวลากซากหาย “ถ้ารอด มันจะกลับมา…แต่ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้”
ลมเปลี่ยนทิศเป็ตะวันตกเฉียงใต้ กลิ่นหอมจากสนผสมกลิ่นดินชื้นของแดดแรก อุณหภูมิขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยแต่ทำให้ปลายนิ้วไม่ชา ทั้งคู่เร่งเท้า สลับหยุดพักให้เืหยุดไหลพอรับได้
หมู่บ้านชางหลินทอดตัวบนเนินดินค่อย ๆ ปรากฏ เสียงขวาน เสียงเด็กหัวเราะ เสียงสุนัขเห่าแล่นมากับลม กลิ่นควันไม้และข้าวหุงคลุ้งให้หัวใจคลาย
ยังไม่ทันเคาะประตูไม้เตี้ย บ้านอาหม่าก็เปิดออก หญิงชราใบหน้าขาวซีด ดวงตาคมกริบโผล่ตรงช่อง “เข้ามา—ชามใบใหญ่กับน้ำเดือด อี้หยา ช่วยมือ”
อาหม่าจัดสมุนไพรบนถาดไม้—ใบตาน้ำ รากกูหลัน เกลือขาวเล็กน้อย มือเหี่ยวย่นแต่มั่นคง หลิงเฉินนั่งตามสั่ง เขาถอดผ้าพันแผลชั่วคราว อาหม่าคลี่ดูแผล ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนล้างด้วยน้ำสมุนไพรอุ่น กลิ่นขมซึมจมูกแล้วโล่ง
“รอยไม่ลึก แต่แปลก” นางพึมพำ “เนื้อรอบ ๆ ขาวจัดเหมือนถูกความเย็นกัด ตรงกลางกลับอุ่นและเต้นเร็วผิดปกติ”
อี้หยาลังเล จะเล่าเื่ “ตาเงาดำ” ดีหรือไม่ สุดท้ายเพียงสบตาอาหม่าที่ดูจะรู้อะไรอยู่แล้ว ความเงียบสั้น ๆ ระหว่างสามคนหนักกว่าลมหิมะด้านนอก
อาหม่าพันผ้าเสร็จ ลุกหายลงใต้เตียงไม้ หยิบห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมา เปิดเผยโลหะบางรูปหยดน้ำสีดำด้าน เงามืดรอบห้องเหมือนถูกมันดึงดูด นางวางบนฝ่ามือแล้วมองหลิงเฉิน “ของที่ติดตัวเ้ามาั้แ่คืนพายุ ข้าเก็บเ้าได้ในป่าสน เ้าไม่ร้อง มีเพียงตาที่กว้างเกินทารก”
อี้หยาอุทาน “หลิงเฉิน…ถูกเก็บมา?”
อาหม่าพยักหน้า แนบโลหะดำกับหลังมือหลิงเฉิน ความเย็นเฉียบแล่นวูบ ก่อนอุ่นนุ่มราวลมหายใจ โลหะสีดำนั้นค่อย ๆ ซึมผ่านผิวหายวับ เหมือนไม่เคยมีอยู่
ทั้งสามนิ่งงัน อาหม่าถอนหายใจ “มันยังยอมรับเ้า—ดีหรือร้ายยังไม่รู้ แต่์ยังให้โอกาส จำไว้ ชีวิตเ้ามิอาจเหมือนชาวบ้าน เ้าอาจถูกล่าด้วยสิ่งที่อยู่ในกระดูกเ้าเอง การรอดเมื่อเช้าไม่ใช่โชคอย่างเดียว”
หลิงเฉินกลืนน้ำลาย “อาหม่า…มันคืออะไร”
“ข้าก็ไม่รู้ชื่อ รู้เพียงคืนที่พบเ้า มีเงาดำใหญ่บินผ่านฟ้า เสียงคล้ายคำราม—ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ลม ดินสั่น ข้าคิดถึงิญญาูเาหรืออสูรศักดิ์สิทธิ์ แต่จะเรียกอะไรก็ช่าง—ไม่ใช่เื่วันนี้” น้ำเสียงนางราบเรียบ ทว่าดวงตาลึกจนอ่านไม่ออก
นางลุกไปที่เตา “กินให้อิ่ม พักให้พอ คืนนี้ลมจะเปลี่ยนทิศ ข้าได้ยินข่าวพวกโจรจากชายป่า—อย่าคิดว่ารอดจากหมาป่าแล้วปลอดภัย”
หลังข้าวร้อน ๆ หนึ่งชาม ทั้งความอุ่นและความเพลียถาโถม หลิงเฉินออกไปลานหลังบ้าน เหวี่ยงกระบี่ไม้ไผ่เบา ๆ ข้อมือยังตึง เขาสูดลมหายใจยาวตามแบบเถาจิ้ง—รับฟังการเคลื่อนไหวของตนเอง ไม่เร่ง ไม่ยื้อ ปล่อยให้ลมพา
เสียงโลกด้านนอกค่อย ๆ ถอย เหลือเพียงเืไหลในหู จังหวะหัวใจ และ…เสียงกระซิบไกลลิบ คล้ายจากก้นถ้ำ
“…เืหนึ่งหยด…”
เขาสะดุ้ง ลืมตา หันซ้ายขวา—ไม่มีใคร อี้หยากลับบ้านไปเอาน้ำผึ้งกับใบไม้ อาหม่าอยู่ในครัว เสียงเมื่อครู่ราวเล็ดลอดจาก “ที่ไหนสักแห่ง” ใต้ิั ใต้กระดูก คล้ายโลหะดำหยดนั้นเพิ่งวางลงเมื่อครู่ หากบัดนี้มันไม่อยู่บนผิวแล้ว
เขายกมือแตะแผลท้องแขน—ััอุ่นของผ้าพันแผลและความแปลบเล็ก ๆ เมื่อกด แต่พอหลับตา ภาพถ้ำมืดผุดวาบ—คบเพลิงดับแล้วดับอีก เสาหินเรียงเป็วง กลางวงมีแท่นหินวางแหวนสีดำด้านอยู่นิ่ง หนักเหมือนราตรีเหมันต์
“…เืหนึ่งหยด แลกไฟหนึ่งดวง…”
คราวนี้เขาไม่ผลักออก เขาฟัง ปล่อยให้เสียงนั้นตกตะกอนลงช้า ๆ จนคำเลือนเป็เงามืดเนียนสนิท
เขาหัวเราะเบามาก—หัวเราะใส่ตัวเองที่เริ่มเชื่อภาพแปลก ๆ แต่มุมปากกลับดื้อรั้น “ถ้าจะเอาเืหนึ่งหยด…เ้าก็ต้องคุ้มค่าพอจะแลก” เขาพึมพำ “ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อคุกเข่าให้โชคชะตา”
แดดบ่ายคล้อย เงาหลังคาบ้านยืดยาวบนลานดิน เสียงเด็กวิ่งเล่นหน้าหมู่บ้านดังแว่วเหมือนระฆังไกล กลิ่นซุปร้อนจากครัวบ้านถัดไปลอยมากับลม หลิงเฉินจัดกระบวนกระบี่อีกสองสามท่า จนเหงื่อซึมไล่ความหนาวเข้ากระดูก เมื่อเหนื่อยจึงล้างหน้าในอ่างน้ำเย็นและกลับเข้าบ้านช่วยอาหม่าหั่นผัก เขาฟังเสียงมีดกระทบเขียงเป็จังหวะ สลับเสียงหม้อแกว่งบนเตา ใจค่อยสงบลงทีละชั้น
ยามเย็น อี้ห yarnำขี้ผึ้งมาทาแผล กลิ่นหอมหวานเจือสมุนไพรอ่อน ๆ เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถาม “ตอนหมาป่าพุ่งมาน่ะ…เ้าเห็นอะไร”
“เส้นทาง” หลิงเฉินตอบ หลังนิ่งไม่หันมอง “เหมือนมีใครลากเส้นจากคอมันถึงปลายกระบี่ ข้าแค่เดินตาม”
อี้หยาพยักหน้า ดวงตากระจ่างขึ้นด้วยความคาดหวังปนกังวล “บางทีเ้ากำลังโตขึ้น…หรือไม่ก็กระดูกเ้ามีบางอย่าง—อย่างที่คนชอบซุบซิบ” เธอยิ้มพราย “ไม่ว่าอย่างไร วันนี้มันช่วยเรา”
“รอดด้วยการเสี่ยงตาย” เขาหัวเราะเบา
“ยุทธภพก็แบบนั้น” อี้หยาว่า “คนตัวเล็กต้องเต้นบนคมมีดก่อนจะได้สิทธิ์ยืนกลางลาน”
คืนนั้น ลมเปลี่ยนทิศจริงจากเหนือเป็ตะวันออกเฉียงใต้ อุ้มกลิ่นชื้นแปลก ๆ ไม่ใช่พายุหิมะ แต่เป็กลิ่นคนจำนวนมาก เงาหลายเงาเลื้อยอยู่ชายป่า ไฟคบเล็ก ๆ จุดดับคล้ายตาสัตว์ หมู่บ้านชางหลินเงียบลงโดยไม่ต้องบอกกัน
หลิงเฉินนอนบนฟูกเตี้ยในห้องเล็ก เขาหลับตา ทดสอบลมหายใจ ใช้ความปวดแผลเป็จุดกลั้นให้จิตนิ่ง เสียงกระซิบจาก “ที่ไหนสักแห่ง” ยังแ่คืบคลาน
“…เืหนึ่งหยด…”
คราวนี้เขาเพียงฟัง จนถ้อยคำจมลงเป็ความมืดเรียบ ลมหายใจยาวขึ้น ชีพจรช้าลง ก่อนหลับ เขานึกถึงดวงตาฟ้าขุ่นของหัวฝูง—และรู้สึกว่าม่านบาง ๆ ในอกถูกใครแหวกออกเพียงเส้นเล็กน้อย พอให้ลมของโชคชะตาเปลี่ยนทิศเฉียดแก้ม
พรุ่งนี้จะเป็วันใหม่—ทว่า พายุที่แท้ เพิ่งตั้งเค้า