ตอนที่ 135 สำนึกกระบี่ขั้นผสานจิตวิญญาณ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สยิ้มและส่ายศีรษะเบาๆ แต่ไหนแต่ไรมาเขาเป็นคนที่ไม่แคร์สายตาของคนอื่นอยู่แล้ว ยศศักดิ์หรือตำแหน่งใดๆ ล้วนไร้ความหมายกับเขาทั้งสิ้น
“ไม่แปลกที่พวกเขาจะมีความทะนงตน สามารถเข้ามาอยู่ที่นี่ได้แสดงว่าความสามารถของพวกเขาย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าพวกเขาอ่อนน้อมเกินไปนี่สิแปลก”
“โอ้ นายช่างเป็นคนที่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ แต่ถึงอย่างไงอีกไม่กี่วันนายก็ต้องไปทำความรู้จักพวกเขาอยู่ดี” สายลมแดงกล่าวอย่างยิ้มๆ
“หมายความว่ายังไงครับ?” เฟิร์สถึงกับชะงักฝีเท้า แม้เขานั้นพอจะเดาออกได้อย่างลางๆ แต่ก็ต้องการยืนยันเพื่อความแน่ใจ
“นายเคยเป็นวอชเชอร์มาก่อนไม่ใช่หรอ? สำหรับที่นี่พวกเราเรียกมันว่าพี่เลี้ยง เหมือนฉันกับนายในตอนนี้ไง งานพี่เลี้ยงก็เป็นส่วนหนึ่งของงานในแคลนเช่นกัน แม้ว่าจะไม่อยากทำก็เถอะ”
เฟิร์สถึงกับถอนหายใจออกมา เมื่อมันเป็นสิ่งที่เขาคิดไว้ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเป็นวอชเชอร์ให้กับเด็กฝึกของแคลนพยัคฆ์ครามมาแล้ว
“เดี๋ยวก่อน พี่เลี้ยงที่ว่านี่คือผมต้องไปแอบคุ้มกันเด็กพวกนี้จากอบิสสีขาวอย่างนั้นหรอ?” เฟิร์สเอ่ยถาม
“ไม่ใช่หรอก สำหรับแคลนของพวกเรางานพวกนั้นสามารถมอบให้วอชเชอร์ของนิวโฮปได้”
“แล้วมันคืออะไรครับ?”
“นายก็แค่เป็นพี่เลี้ยงตอนที่พวกนั้นให้เข้าสู่อบิสระดับสีแดงยังไงล่ะ”
“ระดับสีแดง!” เฟิร์สถึงกับหรี่ดวงตาแคบลงในทันที
เด็กพวกนี้แน่นอนว่าไม่ใช่เวเนเตอร์ดาราแดงสักคน แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเวเนเตอร์ดาราขาวระดับสูง แต่จะให้เข้าสู่อบิสสีแดงได้อย่างไร
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก เทรดที่พวกเขาจะลงมันคือเทรดที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว พวกเขาสามารถออกล่ามอนสเตอร์บางตัวที่หลงเหลือข้างในนั้นได้ อย่างน้อยๆ มอนสเตอร์อบิสสีแดงก็มีพลังเทียบเท่ากับราชาหรือนางพญาของอบิสสีขาวระดับสูง ซึ่งบางทีพวกเขาอาจไม่เจอมันก็ได้”
“แล้วถ้าพวกเขาตายขึ้นมาล่ะ”
“นายก็อาจถูกทำโทษเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ยังไงก็ตามเวเนเตอร์นั้นเป็นอาชีพที่เตรียมพร้อมที่จะตายอยู่แล้ว ... เอาล่ะ พวกเรามาถึงแล้ว นี่คือห้องของนาย ยื่นหน้าของนายเข้าไปแสกนสิ”
คนทั้งคู่เดินมาหยุดในโซนห้องพัก ด้านหน้าประตูจะมีเซ็นเซอร์ค่อยตรวจจับอยู่ เมื่อเจ้าของห้องถูกระบุตัวตนประตูถึงจะเปิดออกได้
เฟิร์สเดินไปที่หน้าประตู แล้วแสงสีเขียวก็ฉายวาบผ่านร่างของเขาอย่างรวดเร็ว
ติ๊ก ... ติ๊ก ... กรึก!
บานประตูเลื่อนเปิดออกอย่างอัตโนมัติ เผยให้เห็นห้องสูทที่กว้างขวาง และฟอนิเจอร์ที่หรูหรามากมาย
สำหรับพื้นที่ของที่นี่สามารถเรียกได้ว่ากว้างกว่าบ้านที่เฟิร์สอยู่เสียด้วยซ้ำ
“เข้าไปสิ เครื่องแบบของนายวางอยู่ที่นี่ แล้วนั่นก็กำไลที่ใช้ในแคลน นายสามารถตรวจดูตารางงานจากกำไลนั่นได้ อีกทั้งมันยังเป็นสัญลักษณ์ในการนำไปเบิกจ่ายทรัพยากรที่นายได้รับอีกด้วย” สายลมแดงกล่าวอธิบาย
เฟิร์สถอดกำไลของนิวโฮปออกแล้วใส่กำไลของแคลนแทน เพราะนับตั้งแต่นี้ไป เขาคงไม่ได้ทำหน้าที่ของพนักงานนิวโฮปไปอีกสักพัก
แล้วเขาก็ทำการตรวจสอบตารางงานของตนเอง
ไม่น่าเชื่อว่าเขามารายงานตัวในวันแรก ตารางงานของเขาก็ปรากฏขึ้นแล้ว
มันคือตารางงานของปีนี้ และดูเหมือนว่าหัวหน้าพิเชษจะรู้ใจเขา เขาจัดให้อีกสามวันเป็นการทำงานวันแรกโดยการลงเทรดอบิสสีแดงระดับต่ำระลอกที่สอง ซึ่งมันทำให้เฟิร์สรู้สึกพึงพอใจ
แต่เมื่อเลื่อนสายตาไปดูตารางงานถัดๆ ไป เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น
มันมีจริงๆ ด้วย ตารางงานของการเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝึกเหล่านี้
‘ช่างเถอะ แม้จะเสียเวลาไปบ้าง แต่ฉันคงมีเวลาฝึกฝนในโลกสีเงินอยู่บ้าง’
หลังจากตรวจสอบตารางงานเรียบร้อยแล้ว เฟิร์สก็หันไปเอ่ยกับชายร่างอ้วนที่อยู่ตรงหน้า
“ขอบคุณพี่สายลมแดงที่แนะนำ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่เป็นไร เอาเป็นว่าอีกสามวันพวกเราก็ไปเจอกันที่อบิสนะ ตอนนี้นายพักผ่อนเถอะ”
สายลมแดงจากไปทิ้งให้เฟิร์สอยู่ภายในห้องนั้น
เฟิร์สสำรวจห้องนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะตัดสินใจขับรถกลับบ้านโดยที่ไม่ลืมเอาเครื่องแบบของแคลนไปด้วย
ต้องรู้ไว้ว่าเครื่องแบบเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากเส้นใยของมอนสเตอร์ชนิดหนึ่งที่มีเส้นใยแข็งแกร่งมาก มันทั้งมีความยืดหยุ่นและความทนทานในเวลาเดียวกัน ว่ากันว่าเมื่อสวมใส่เครื่องแบบนี้คนธรรมดาก็ไม่สามารถนำมีดมาแทงพวกเขาได้ หรือแม้แต่กระสุนปืนก็ยากที่จะเจาะผ่าน
มูลค่าของมันจึงมีไม่น้อย
เฟิร์สกลับมาอาศัยอยู่กับพ่อ แต่ภายในสามวันนี้เขาก็ยังฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในโลกสีเงิน
เขานั้นวาดกระบี่ในโลกสีเงินไปเรื่อยๆ ใช้จิตแห่งกระบี่สำแดงอานุภาพเพื่อเข้าถึงความลึกซึ้งอย่างต่อเนื่อง
ต้องรู้ไว้ว่าการฝึกฝนของเขานั้นยาวนานเป็นอย่างมาก
เขาวาดกระบี่อยู่ข้างในนั้นซ้ำๆ ไปมาเรื่อยๆ
การทำอะไรซ้ำๆ เพื่อค้นหาความลึกล้ำในกระบี่มากที่สุด
เฟิร์สไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะที่ดีนัก พรสวรรค์ของเขาเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ นั้นแทบจะเรียกว่าอยู่ในขั้นที่ธรรมดาด้วยซ้ำ แต่เขานั้นมีความหมั่นเพียร ด้วยความมานะจึงสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้
ตอนที่อยู่อีกโลกหนึ่งแม้เขาจะเป็นลูกศิษย์คนโตของท่านอาจารย์ที่ลึกลับ แต่เขาก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่ด้อยสุด เหล่าศิษย์น้องต่างมีพัฒนาการที่ล้ำหน้า ทว่าเขาก็ไม่ได้มีความอิจฉาริษยาเลยแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวช้าๆ ต่อไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งในวันหนึ่งเขาก็สามารถเข้าใกล้ขอบเขตครึ่งเซียน
แม้จะบ่มเพาะไปถึงระดับนั้น แต่สำนึกกระบี่ที่เขาฝึกฝนก็เข้าถึงขั้นผสานจิตวิญญาณเท่านั้น ไม่สามารถไปถึงขั้นเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดินได้ ซึ่งวิธีที่เขาใช้ฝึกฝนก็คือการวาดกระบี่ไปซ้ำๆ เช่นนี้เป็นเวลาถึงหลายร้อยปี
ใช้ความมานะมุ่งสู่ความสำเร็จ
สามวันในโลกผ่านไปเพียงพริบตา ทว่าช่วงเวลาเช่นนี้ในโลกสีเงินช่างยาวนานเป็นที่สุด
กระทั่งในคืนวันนั้นเองจู่ๆ บรรยากาศรอบตัวของเขาก็พลันเปลี่ยนไป
ภายในถ้ำกระบี่อันเป็นห้องเงียบที่สงบนิ่ง วินาทีนั้นสรรพสิ่งก็ราวกับกำลังจะเคลื่อนไหว ทั้งๆ ที่มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
เศษหิน เศษดิน เศษฝุ่น หรือแม้แต่น้ำค้าง จู่ๆ พวกมันเหล่านั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นลักษณะ แต่หากเป็นความรู้สึก
ใช่แล้วพวกมันเหล่านี้ทำให้เฟิร์สมีความรู้สึกเหมือนกระบี่ เศษฝุ่นกลายเป็นกระบี่ หยดน้ำค้างกลายเป็นกระบี่ แม้กระทั่งสายลมที่พัดผ่านร่ายกายก็ยังให้ความรู้สึกของกระบี่
นี่คือ ...
สำนึกกระบี่ขั้นผสานจิตวิญญาณ!
สรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ ผสานจิตวิญญาณให้กลายเป็นกระบี่ ทุกสิ่งย่อมเป็นกระบี่
สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนสามารถเป็นกระบี่ในมือได้ ผู้ที่เข้าถึงขั้นนี้ไม่ว่าสิ่งใดล้วนคือกระบี่
ปัง! ปัง! ปัง!
เมื่อเฟิร์สผสานจิตวิญญาณเข้ากับสายลมรอบกาย สายลมเหล่านั้นย่อมหมุนเคว้งและฟาดฟันเป็นร่องรอยของกระบี่ไปทั่วทั้งห้องโถงของถ้ำ เจตจำนงของวิถีกระบี่ที่หนึ่งที่รุนแรงพลันปรากฏออกมา ทำให้ภายในห้องนี้มีแรงกดดันที่รุนแรงเป็นอย่างมาก
คาดได้ว่าคนธรรมดาย่อมไม่สามารถก้าวเดินเข้ามาในห้องนี้ได้ ไม่เช่นนั้นจิตใจของพวกเขาอาจถูกร่องรอยกระบี่เหล่านี้ฟาดฟันอย่างไม่รู้ตัว
ทันทีที่เฟิร์สลืมตาขึ้นมา ร่างของเขาทั้งร่างราวกับจะปรากฏร่างเงาของกระบี่ที่แหลมคมเล่มหนึ่ง
หากว่ายุคนี้ไม่ใช่ยุคของพลังสปีริต ผู้คนในปัจจุบันที่ไม่รู้ความย่อมต้องเรียกเขาว่าเซียนกระบี่ก็เป็นได้
ดวงตาของเฟิร์สดุจกระบี่ที่คมกล้า
“บรรลุสำนึกกระบี่ขั้นผสานจิตวิญญาณแล้วอย่างนั้นหรอ? ... ต่อไปการจะสำเร็จวิถีกระบี่ที่สองก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล ช่างพอดีกับการลงอบิสระดับสีแดงพอดี หากฉันสามารถแสดงฝีมือให้หัวหน้าพิเชษเห็นได้ เขาก็จะอนุญาตให้ฉันลุยเดี่ยว ...”
ทว่าตอนนั้นเองเฟิร์สกลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ไม่สิ!”
“เส้นทางกระบี่ของฉันก้าวหน้าขึ้นแล้ว การจะโจมตีจุดชีพจรยุทธย่อมสามารถทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อน ฉันสามารถใช้สำนึกกระบี่เปลี่ยนชีพจรกลายเป็นกระบี่แล้วโจมตีจุดตีบตันได้โดยตรง ขอเพียงฉันสามารถหาคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งได้แล้วทำการใช้โอกาสนั้นทะลวงจุดชีพจรยุทธ์ย่อมมีผลที่ดีมากกว่าการฟาดมันมอนสเตอร์ไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย”