จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 52 จัดการคนปากสุนัข

            “ฉินอวี่!ฉินอวี่บุตรชายคนที่สามแห่งตระกูลฉินนะหรือ!!!”

            “เป็นไปได้อย่างไรฉินอวี่คนนั้นเป็นคนไร้ค่าไม่ใช่หรือ? เขาแข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”

            ผู้คนที่อยู่ในระยะห่างไกลออกไปต่างรู้จักฉินอวี่แต่ละคนต่างส่งเสียงพูดขึ้นมาด้วยความเหลือเชื่อ

            รอยยิ้มบนใบหน้าของชุยซั่วที่กำลังพิงกำแพงอยู่แข็งทื่อขึ้นทันทีใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แต่เดิมได้ซีดขึ้นกว่าเก่าร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาทั้งสองของเขามองไปยังฉินอวี่อย่างเหลือเชื่อราวกับพบเจอภูตผีอย่างไรอย่างนั้น

            น้องสาว? คนผู้นี้... คนผู้นี้คือฉินอวี่?

            ถงอวิ๋นเฟยขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยจื่อซวินเอ๋อที่อยู่ด้านข้างก็จ้องมองฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจเช่นกันในดวงตานางเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างเอ่อล้นคำพูดของฉินอวี่แทงใจยิ่งนักอย่างไม่ต้องสงสัย สถานการณ์ทั้งหมดพลิกไปในทันทีจื่อซวินเอ๋อเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหรี่ตามองไปทางชุยซั่วที่มีใบหน้าซีดเซียวและกำลังตัวสั่นไปทั่วทั้งร่างรอยยิ้มที่ดูเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางทันที

            สีหน้าของหวังผิงเอาแน่เอานอนไม่ได้หากเขาไม่สามารถหักล้างคำพูดของฉินอวี่ได้ละก็ครั้งนี้สำนักเทียนหั่วของเขาคงกลายเป็นฝ่ายทำให้สำนักโบราณเทียนหลงขุ่นเคืองใจเป็นแน่จากนั้นเขาก็หันไปมองฉินอวี่ด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะพูดขึ้น“คนเข้มแข็งรังแกผู้อ่อนแออย่างนั้นหรือ? คนผู้นั้นไม่ใช่ศิษย์ของสำนักเทียนหั่วแล้วเกี่ยวอะไรกับสำนักเทียนหั่วของข้าด้วย?”

            “เจ้ากำลังอธิบายให้ใครฟัง?เรื่องแท้จริงเป็นอย่างไร เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดรู้ดีไปกว่าเขา”ฉินอวี่เยาะเย้ย และชี้นิ้วไปทางชายวัยกลางคนที่รับผิดชอบการตรวจสอบหนังสือเชิญ

            อี้จ้านเทียนมองไปยังชายวัยกลางคนด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและพูดขึ้นเบาๆ “เล่าให้ข้าฟังว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”

            ชายวัยกลางคนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆเช่นกัน เขานึกไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์จะดำเนินมาถึงขั้นนี้ เขาไม่กล้าปิดบังอะไรจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่นิดเดียว

            แม้ว่าหวังผิงจะมีความโกรธและมีความเคียดแค้นอย่างมากแต่ในตอนนี้เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย อันที่จริงชุยซั่วเป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้นมาเดิมทีเขาเองก็ปล่อยเลยตามเลยแต่นึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะโผล่ออกมาอย่างกะทันหันเช่นนี้หลังจากเขาหันมองชุยซั่วอย่างบึ้งตึง ก็หันไปมองอี้จ้านเทียน“เรื่องนี้ศิษย์สำนักเทียนหั่วของข้าเป็นคนก่อเรื่องขึ้นจริงๆแต่คนที่ทำร้ายนางกลับไม่ใช่คนของสำนักเทียนหั่ว ยิ่งไปกว่านั้นสหายของเจ้าทำร้ายศิษย์สำนักเทียนหั่ว ทำร้ายคนของสำนักโบราณเทียนหลงเรื่องนี้จะอธิบายว่าอย่างไร?”

            พูดได้เลยว่าหวังผิงเป็นผู้มีจิตใจที่ละเอียดลึกซึ้งและมีไหวพริบที่หลักแหลมว่องไวไม่เพียงแต่จะปัดความรับผิดชอบออกจากตัวได้จนหมดจดแต่เขายังดึงคนของสำนักโบราณเทียนหลงกลับมาแว้งกัดฉินอวี่ได้อีกด้วย

            อี้จ้านเทียนหรี่ตาลงหลังจากได้ฟังสิ่งที่ชายวัยกลางคนเล่ามา เขาก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดได้อย่างชัดเจนและรู้ว่าคำพูดของหวังผิงเป็นเพียงการโต้แย้งอย่างไร้เหตุผล แต่หวังผิงก็เป็นตัวแทนของสำนักเทียนหั่วหากต้องการให้แสดงความรับผิดชอบจริงๆ เขาก็ไม่สามารถจับตัวหวังผิงเช่นนั้นได้หากพูดตามตรงแม้ว่าอี้จ้านเทียนซึ่งมีสำนักโบราณเทียนหลงอยู่เบื้องหลังจะคิดเช่นไรกับสำนักเทียนหั่วเขาก็ไม่อาจแสดงออกมาต่อหน้าเช่นนี้ได้!

            หากสยงท่าเทียนเป็นเพียงคนธรรมดาอี้จ้านเทียนคงไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ในตอนนี้เขาได้รู้จากถงอวิ๋นเฟยว่าสยงท่าเทียนไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปสิ่งนี้ทำให้เขาค่อนข้างลำบากใจเป็นอย่างยิ่ง

            “พี่ใหญ่เมื่อครู่... เมื่อครู่นี้ท่านบอกว่านาง... นางเป็นน้องสาวของท่านหรือ?”

            ในทันใดนั้นสยงท่าเทียนที่ยืนฟังอยู่เป็นเวลานานแล้วก็ได้ถามขึ้นมา

            ตอนนี้ฉินอวี่ถอดหน้ากากออกแล้วเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา สายตาที่ดูสงสารของเขามองไปยังฉินเสวี่ยเมื่อเขาเห็นรอยตบของฝ่ามือที่น่าตกใจบนใบหน้าของฉินเสวี่ย หัวใจของฉินอวี่ก็ห่อเหี่ยวลงอย่างรวดเร็วและพยักหน้าเล็กน้อย

            “พี่ใหญ่...ที่แท้นี่คือรูปลักษณ์ที่แท้จริงของท่าน... นาง... หากว่านางเป็นน้องสาวของท่านเช่นนั้นนางก็เป็นพี่สาวของข้าสยงท่าเทียนด้วยใช่หรือไม่? และ...ตัวข้าสยงท่าเทียนก็มีพี่สาวแล้วใช่หรือไม่? ฮ่าๆ! ข้าสยงท่าเทียนมีพี่สาวแล้ว!!!”สยงท่าเทียนหัวเราะอย่างชอบใจ หลังจากหัวเราะอยู่เป็นเวลานาน จู่ๆเขาก็หยุดลงกะทันหัน ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ และตวาดออกไปอย่างบ้าคลั่ง“ถ้าเป็นเช่นนั้น... ก่อนหน้านี้พวกเขาก็กำลังรังแกพี่สาวของข้าสยงท่าเทียนสิ?”

            ก่อนจะพูดจบสยงท่าเทียนก็กระโดดขึ้นไปในอากาศอย่างดุเดือดจากนั้นก็ใช้เท้าข้างหนึ่งเตะไปทางร่างอันเหลือเพียงครึ่งชีวิตของฉินเฟิง

            “บึ้ม”

            ศีรษะของฉินเฟิงระเบิดออกเหมือนลูกแตงโมเลือดเนื้อของเขาปะปนเข้ากับวัตถุเหนียวสีขาวกระเด็นไปรอบๆ ก่อนหน้านี้ฉินอวี่ยังคิดถึงฉินจ้านผู้เป็นพ่อเขาจึงยังไว้ชีวิตฉินเฟิงแต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายจะมาถูกสยงท่าเทียนเหยียบตาย

            ทุกคนต่างตกใจเป็นอย่างมากจนไม่มีใครทันได้สังเกตว่าเมื่อครู่นี้สยงท่าเทียนเรียกเด็กหญิงตัวน้อยว่าพี่สาว?

            หลังจากสังหารฉินเฟิงสยงท่าเทียนก็ยังไม่หายโกรธ เขาเดินสาวเท้าตรงเข้าไปทางชุยซั่ว

            เมื่อเห็นสยงท่าเทียนที่กำลังเดินเข้ามาราวกับเทพสังหารชุยซั่วก็ไม่สนใจอาการเจ็บปวดตรงทรวงอกอีกต่อไป เขารีบปีนออกไปทางด้านหนึ่งพลางพูดขึ้นเสียงดัง “ศิษย์พี่ใหญ่ ช่วยข้าด้วย!”

            “หยุดนะ!”

            “หยุดนะ!”

            “สยงท่าเทียนหยุดเดี๋ยวนี้!”

            เสียงตะโกนดังขึ้นมาถึงสามครั้งต่อเนื่องกันแบ่งเป็นเสียงของหวังผิง อี้จ้านเทียน และฉินอวี่

            แม้ว่าชุยซั่วจะมีความผิดแต่เขาก็เป็นศิษย์ของสำนักเทียนหั่ว เขาไม่อาจทนนั่งดูสยงท่าเทียนตัดศีรษะของชุยซั่วได้อย่างแน่นอนอี้จ้านเทียนก็เช่นเดียวกัน ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าภาพเขาไม่มีวันยอมให้คนของสำนักเทียนหั่วตายอยู่ตรงหน้าประตูวังหลวง

            และเหตุผลที่ฉินอวี่พูดออกมานั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะช่วยชุยซั่ว แต่ในอีกหกวันข้างหน้าเขาจะต้องประลองกับชุยซั่วถึงตอนนั้นเขาจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากสังหารชุยซั่วในตอนนี้คงไม่เพียงสร้างความขุ่นเคืองให้กับสำนักเทียนหั่วแต่ยังมีสำนักโบราณเทียนหลงอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้นับว่าไม่ใช่เรื่องฉลาดเอาเสียเลย

            เมื่อมองเห็นสยงท่าเทียนเดินตรงไปทางชุยซั่วอย่างไม่สนใจผู้ใดทั้งสามคนจึงเริ่มเคลื่อนไหวหวังผิงและอี้จ้านเทียนรีบเข้าไปขัดขวางสยงท่าเทียนในทันที

            “หลีกไปให้พ้น!”สยงท่าเทียนส่งเสียงตวาดด้วยความโกรธ และในตอนนี้เองฉินอวี่ได้ตามหลังเข้ามาแล้วคว้าไหล่ของสยงท่าเทียนเอาไว้ พลางกระซิบขึ้น“สยงท่าเทียน หยุดเถอะ”

            “พี่ใหญ่...ก่อนหน้านี้เขารังแกพี่สาวของข้าสยงท่าเทียนไม่ง่ายเลยที่คนอย่างข้าสยงท่าเทียนจะได้มีพี่สาว ใครกล้ารังแกนางก็ต้องข้ามศพของข้าสยงท่าเทียนไปก่อน!”ใบหน้าที่อวบอ้วนของสยงท่าเทียนเต็มไปด้วยความโกรธและความเกลียดชังไม่รู้จบ

            ตั้งแต่เล็กจนโตสยงท่าเทียน พ่อของเขา และท่านผู้เฒ่าต่างพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอดตั้งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยได้รับรู้ถึงความรักของผู้เป็นแม่และมีน้อยครั้งนักที่จะได้พบเจอหรือติดต่อกับสตรี มีครั้งเดียวเท่านั้นที่เขาได้สัมผัสจนเป็นความทรงจำที่ลึกซึ้งสำหรับสยงท่าเทียน

            เมื่อสิบกว่าปีก่อนมีชายคนหนึ่งพาเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายคู่หนึ่งไปอาศัยอยู่ในตระกูลขวงสยงอยู่ระยะหนึ่งในขณะนั้นด้วยความซุกซนของสยงท่าเทียน เขาได้ทำการหยอกล้อกับทั้งสองคนแต่เด็กหญิงคนนั้นพร้อมที่จะยืดอกเผชิญหน้าหน้าอย่างอาจหาญเพื่อเด็กชายคนนั้นทุกเวลาหลังจากทั้งสามคนสนิทสนมกัน ทั้งสามคนก็มักจะเล่นด้วยกันอยู่เสมอแต่มีครั้งหนึ่งที่สยงท่าเทียนไม่ได้เจตนาทำให้เด็กผู้ชายคนนั้นได้รับบาดเจ็บแต่เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมาทุบตีเขาและนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เด็กทั้งสองคนจึงไม่เคยมาเล่นกับสยงท่าเทียนอีกเลย

            สยงท่าเทียนมักจะเฝ้าดูเด็กผู้หญิงกับเด็กผู้ชายสองคนนั้นเล่นกันอยู่ทุกครั้งเมื่อเด็กหญิงมีของกินอะไรก็มักจะเก็บไว้ให้เด็กผู้ชายด้วยเสมอ ทำให้สยงท่าเทียนรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมากต่อมา สยงท่าเทียนได้เรียนรู้จากผู้เป็นพ่อว่า เด็กผู้หญิงนั้นคือพี่สาวเด็กผู้ชายคือน้องชาย และนับแต่นั้นเป็นต้นมาสยงท่าเทียนก็จินตนาการถึงภาพที่ตนเองมีพี่สาวอยู่เสมอพี่สาวที่สามารถเล่นเป็นเพื่อนกันและพี่สาวที่คอยปกป้องตนเองได้เมื่อถูกพ่อตี

            วันนี้เมื่อได้ยินว่าฉินอวี่มีน้องสาว หลังจากครุ่นคิดอยู่นานสยงท่าเทียนจึงนึกขึ้นมาได้ว่าเช่นนั้นตนเองก็มีพี่สาวแล้วจริงๆเขาจึงตื่นเต้นเป็นอย่างมากแต่กลับนึกไม่ถึงว่าฉินเสวี่ยจะถูกรังแกไปเมื่อก่อนหน้านี้สิ่งนี้ทำให้สยงท่าเทียนโกรธเป็นอย่างมาก

            เขาเป็นคนหัวดื้อเช่นนี้ความคิดของเขาเรียบง่าย ไร้เดียงสา และหยาบคาย

            เมื่อเห็นสยงท่าเทียนมีทีท่าเช่นนี้ฉินอวี่ก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ แม้เขาจะรู้ว่าสยงท่าเทียนจะยังไร้เดียงสาดังนั้นจึงมีความคิดแตกต่างจากผู้ใหญ่ แต่ความโกรธของเขาออกมาจากหัวใจของเขาเองทำให้ฉินอวี่ซึ้งใจเป็นอย่างมาก เขาครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ“ให้เขาได้มีชีวิตอยู่อีกหกวัน หลังจากหกวันนี้ ข้าจะฆ่าเขา!”

            เมื่อเห็นว่าสยงท่าเทียนยังคงต้องการสังหารชุยซั่วฉินอวี่ก็พูดอย่างเคร่งขรึม “เจ้าลืมสิ่งที่ให้สัญญากับข้าเมื่อวานนี้แล้วหรือ?”

            ในใจของสยงท่าเทียนรู้สึกขัดขืนแต่ก็พูดกลับไปยังเหนื่อยหน่าย “ได้ ข้าจะให้เขามีชีวิตอยู่อีกหกวัน!”ดูเหมือนว่าความโกรธในหัวใจของเขาจะยังไม่ได้ระบายออกเขาจึงชกหมัดลงกับพื้นอย่างรุนแรง

            “ปึงปัง ปัง!”

            แผ่นดินเกิดเสียงสั่นสะเทือนดังสนั่นหินสีดำที่ปกคลุมผืนดินอยู่ระเบิดออกทันที เศษหินกระเด็นไปทั่วบริเวณรอยแตกแยกออกจากศูนย์กลางหมัดแผ่ออกไปทุกทิศทาง

            หนึ่งหมัดนี้ทำให้ทุกคนต่างอ้าปากค้างแม้แต่หวังผิงก็ยังตกใจอย่างมาก หากหมัดที่ปล่อยออกมานี้กระแทกลงบนร่างของตนเองเขาคงไม่อาจแบกรับไว้ได้แน่นอน

            อีกด้านหนึ่งอี้จ้านเทียนกำลังจ้องมองสยงท่าเทียนอย่างเคร่งขรึม สายตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

            หลังจากได้ระบายความโกรธออกมาสยงท่าเทียนก็หันหลังกลับและตรงไปเบื้องหน้าฉินเสวี่ยเมื่อมองเห็นท่าทีที่เหนื่อยล้าของฉินเสวี่ย สยงท่าเทียนก็กล่าวอย่างโผงผาง“พี่สาว... ข้าชื่อสยงท่าเทียน ต่อไปท่านเรียกข้าว่าเสี่ยวเทียน...”

            ฉินเสวี่ยมองสยงท่าเทียนที่ร่างกายใหญ่โตดุจภูผาเมื่อได้ยินเสียงอันหยาบกระด้างของเขา นางก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัวหากไม่ใช่เพราะเคยเห็นและเคยได้ยินเรื่องสยงท่าเทียนสู้รบกับชุยซั่วมาก่อนอีกทั้งยังเคยสนทนากับพี่ชายของนางอย่างฉินอวี่ นางก็คงกลัวจนต้องวิ่งหนีไปแล้ว

            ทุกคนต่างตกตะลึงอ้าปากค้างทำอะไรไม่ถูกพวกเขาเหล่านั้นมองไปยังสยงท่าเทียนผู้สูงใหญ่และอุกอาจจากนั้นก็มองไปยังฉินเสวี่ยที่อ่อนแอ ก่อนจะนิ่งไปอย่างสมองว่างเปล่าในทันที

            พี่สาว? เสี่ยวเทียน?

            นี่มันอะไรกัน?

            ชุยซั่วตกใจกลัวจนแทบจะเป็นลมหมดสติไป

            จื่อซวินเอ๋อจ้องตรงไปยังสยงท่าเทียนจากนั้นก็มองไปทางฉินเสวี่ยอีกครั้ง และหวนนึกถึงสยงท่าเทียนที่เคยพบเจอมาตลอดเมื่อนึกไปถึงสกุลแซ่ของเขา ม่านตาของจื่อซวินเอ๋อก็ค่อยๆ หดตัวลงราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

            “เดี๋ยวก็ไล่คนออกไปเดี๋ยวก็ทุบแผ่นดิน นี่ไม่เห็นแก่วังหลวงบ้างเลยหรือ? สังหารคนไปหนึ่งบาดเจ็บอีกหนึ่งฆาตกรคนนี้จะต้องชดใช้ให้กับทุกคนและสำนักเทียนหั่ว ท่านพี่อี้เบื้องหลังของท่านยังมีผู้มีพรสวรรค์รุ่นใหม่เฝ้ามองอยู่นะ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปชื่อเสียงของสำนักโบราณเทียนหลงคงต้องพ่ายแพ้อยู่ในมือท่านแล้ว”ถงอวิ๋นเฟยพูดยุแหย่

            ใบหน้าของอี้จ้านเทียนกระตุกขึ้นเล็กน้อยบรรดาผู้มีพรสวรรค์หนุ่มสาวที่เข้าร่วมงานเลี้ยงต่างทยอยเดินออกมาเมื่อได้ยินเสียงดังเรื่องในวันนี้ หากไม่จัดการสยงท่าเทียนและฉินอวี่ เกรงว่าคงถูกวิจารณ์อย่างหนักและอาจกลายเป็นตัวตลกของผู้คนที่ไว้เล่าต่อกันอย่างขำขันในมื้ออาหารเย็น

            อันที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นนี้จะว่าใหญ่หรือเล็กก็ได้และถงอวิ๋นเฟยจงใจใช้เขาเป็นหัวหอกให้เรื่องบานปลายออกไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้แต่เมื่อกวาดสายตามองไปยังสีหน้าบึ้งตึงของหวังผิง อี้จ้านเทียนก็หรี่ตาลงและเริ่มชั่งน้ำหนักในใจ

            ขณะที่อี้จ้านเทียนกำลังขมวดคิ้วด้วยความลังเลฉินอวี่ก็พูดขึ้นอย่างเย็นชา “สยงท่าเทียน จัดการคนปากสุนัขซะ!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน