“ฉินเฟิง…”
หญิงสาวทวนชื่อเบา ๆ
เห็นชัดว่าไม่เคยได้ยินมาก่อน
เหอจิ่วกลับมองฉากทั้งหมดด้วยสีหน้าไม่ดี
หนานกงหลีเยว่มีฐานะสูงกว่ามู่ชิงหลันเสียอีกในเขตตะวันออก
หากฉินเฟิงช่วยชีวิตนางและสร้างสัมพันธ์ได้ คนที่อยากลงมือกับเขาภายหลังย่อมต้องคิดมากกว่าเดิม
เหอจิ่วจึงเอ่ยขึ้น
“คุณหนูหนานกง พวกเรากำลังจะเข้าสู่ชั้นสุดท้าย ท่านบาดเจ็บอยู่ ข้าคิดว่าควรรอด้านนอกดีกว่า”
หนานกงหลีเยว่หันมอง
“ข้าตัดสินใจเองได้”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้เหอจิ่วพูดต่อไม่ได้
นางหันกลับมาหาฉินเฟิง
“ข้าถูกสัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงตามล่ามาจากอีกเส้นทาง ก่อนมันหายไป ข้าเห็นมันมุ่งเข้าสู่ประตูชั้นสุดท้าย”
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
“หมายความว่าด้านในมีสัตว์อสูรมีชีวิต ไม่ใช่เพียงหุ่นทดสอบ”
“ใช่”
หนานกงหลีเยว่กล่าว
“และอาจไม่ได้มีเพียงตัวเดียว”
ข่าวนี้ทำให้ทุกคนเคร่งขึ้นทันที
ฉินเฟิงมองสามเส้นทางตรงหน้าอีกครั้ง
เส้นทางโลหิต
เส้นทางอัสนี
เส้นทางราชันอสูร
ถ้าสัตว์อสูรมีชีวิตเข้าไปชั้นสุดท้าย เส้นทางที่เกี่ยวกับราชันอสูรอาจอันตรายที่สุด
แต่ก็อาจให้วาสนาที่ตรงกับไข่สัตว์เทวะมากที่สุดเช่นกัน
เขาไม่ลังเลนาน
“ข้าจะเลือกเส้นทางราชันอสูร”
หลี่เทียนหมิงถอนหายใจ
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องเลือกทางที่ดูอันตรายที่สุด”
มู่ชิงหลันกล่าว
“ข้าจะไปด้วย”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“เส้นทางนี้ระบุผู้ครองสัตว์เทวะ ข้าไม่แน่ใจว่าคนอื่นเข้าได้หรือไม่”
เสียงโบราณตอบคำถามทันที
“เส้นทางราชันอสูร ผู้สืบทอดหลักเข้าสู่เพียงผู้เดียว”
มู่ชิงหลันขมวดคิ้ว
หลี่เทียนหมิงถอนหายใจอีกครั้ง
“คราวนี้เราไปด้วยไม่ได้จริง”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“พวกเจ้าเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตนเอง อย่าฝืน”
มู่ชิงหลันมองเขา
“ท่านเองก็เช่นกัน”
ฉินเฟิงยิ้มบาง ๆ
“ข้ารู้”
หนานกงหลีเยว่มองทั้งสาม
แววตาเหมือนกำลังประเมินความสัมพันธ์ของพวกเขา
สุดท้ายนางเลือกเส้นทางโลหิต
มู่ชิงหลันเลือกเส้นทางเดียวกัน เพราะกระดูกอสูรจันทราที่ได้รับก่อนหน้าเกิดการตอบสนอง
หลี่เทียนหมิงเลือกเส้นทางอัสนี แม้ไม่มีธาตุสายฟ้า แต่เกล็ดบนกระบี่กลับสั่นเมื่อเข้าใกล้เส้นทางนั้น
เหอจิ่วมองทั้งสามทาง
สุดท้ายเลือกอัสนีเช่นกัน
ก่อนแยก เขาหันมองฉินเฟิง
เพียงชั่วขณะ
แต่เจตนาร้ายในดวงตาครั้งนี้ไม่คิดซ่อนอีกแล้ว
ฉินเฟิงมองกลับอย่างสงบ
เขาไม่ได้กล่าวเตือนครั้งที่สอง
สำหรับคนบางประเภท การเตือนครั้งเดียวเพียงพอ
ถ้ายังเลือกเป็นศัตรู ก็ต้องรับผลที่ตามมาเอง
ฉินเฟิงเดินเข้าสู่เส้นทางราชันอสูร
ม่านแสงสีดำปิดลงทันที
เสียงด้านหลังทั้งหมดหายไป
ทางข้างหน้าไม่ได้มืดอย่างที่เห็นจากภายนอก
พื้นและผนังมีผลึกสีม่วงจำนวนมากฝังอยู่ ให้แสงสว่างอ่อน
แต่สิ่งที่ทำให้ฉินเฟิงหยุดฝีเท้า กลับเป็นกระดูกสัตว์อสูรที่กองอยู่สองข้างทาง
จำนวนมาก
หลายสิบตัว
บางตัวเป็นระดับหนึ่ง
บางตัวมีพลังตกค้างถึงระดับสอง
และลึกเข้าไป มีรอยกรงเล็บสดใหม่บนผนัง
ฉินเฟิงย่อตัวแตะรอย
ยังอุ่น
มีสัตว์ผ่านไปไม่นาน
ไข่ในห้วงจิตสั่นขึ้น
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความหิว
เป็นความระวัง
“ศัตรู”
ฉินเฟิงหรี่ตา
“เจ้าสัมผัสได้?”
“ศัตรู”
เสียงย้ำอีกครั้ง
สิ่งที่อยู่ข้างหน้าเป็นศัตรูของสัตว์เทวะในไข่
ฉินเฟิงชักกระบี่
พลังอัสนีไหลเข้าสู่เส้นชีพจร
เขาเดินต่อช้าลง
ประมาณสองร้อยก้าวต่อมา ทางเดินเปิดออกเป็นถ้ำขนาดใหญ่
กลางถ้ำมีสระโลหิตสีดำ
บนก้อนหินเหนือสระ มีสัตว์อสูรตัวหนึ่งกำลังกินซากสัตว์อีกตัว
รูปร่างคล้ายเสือ
แต่มีเขาสีดำสามเขา
ขนทั้งร่างเป็นสีเทาเข้ม
หางยาวและปลายหางมีหนาม
เมื่อฉินเฟิงก้าวเข้ามา มันหยุดกิน
หันกลับ
ดวงตาสีแดงเข้มจับจ้องเขา
พลังอสูรแผ่ออกมา
ฉินเฟิงประเมินทันที
ระดับสองขั้นสูง
แข็งแกร่งกว่าตัวเขาหลายระดับ
หากเทียบผู้ฝึกมนุษย์ อย่างน้อยใกล้เคียงขั้นเปิดชีพจรขั้นสามหรือสี่
สัตว์อสูรส่งเสียงคำราม
จากนั้นจมูกของมันขยับ
ทันใดนั้นสายตาก็เปลี่ยน
มันไม่ได้มองฉินเฟิงเหมือนเหยื่อธรรมดาอีก
กลับเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งเมื่อสัมผัสบางอย่างจากร่างเขา
หรือจากไข่ในห้วงจิต
“มันรู้”
ฉินเฟิงเข้าใจทันที
สัตว์ตัวนี้สัมผัสได้ถึงสัตว์เทวะ
และต้องการกินมัน
ไข่ในห้วงจิตสั่นแรง
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้น
“ฆ่า”
ฉินเฟิงเลิกคิ้ว
สัตว์คู่บารมียังไม่ทันฟัก ก็รู้จักสั่งให้เขาฆ่าศัตรูแล้ว
“เจ้าพูดง่ายนัก”
สัตว์อสูรตรงหน้าอยู่สูงกว่าเขามาก
หากต่อสู้ตรง ๆ ยากกว่าหลี่เทียนหมิงหลายเท่า
แต่ฉินเฟิงไม่ถอย
เส้นทางนี้ถูกสร้างสำหรับผู้ครองสัตว์เทวะ
ถ้าศัตรูด่านแรกสูงถึงระดับนี้ สนามย่อมไม่สร้างสถานการณ์ที่ไม่มีทางผ่าน
ต้องมีวิธี
เขากวาดตามองถ้ำ
สระเลือดดำ
เสาหินสี่ต้น
โซ่ขาดบนพื้น
และอักขระบางอย่างที่ผนัง
ฉินเฟิงอ่านได้เพียงช่วงหนึ่ง
อสูรผู้กลืนโลหิตสัตว์เทวะ…
ข้อความส่วนหลังถูกทำลาย
แต่เพียงคำนี้ก็เพียงพอ
สัตว์ตัวนี้อาจเคยกินโลหิตสัตว์เทวะ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง
มันไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา
ทันใดนั้นอสูรสามเขาพุ่งมา
ความเร็วสูงจนเกิดเสียงลมฉีกผ่านถ้ำ
ฉินเฟิงหลบด้านข้าง
กรงเล็บผ่านหัวไหล่ไปเพียงเล็กน้อย
แรงลมยังทำให้ผิวแสบ
อสูรหมุนตัว
หางหนามฟาดตาม
ฉินเฟิงกระโดดถอย
ปลายหางกระแทกพื้น
ตูม!
หินแตกเป็นชิ้น
ฉินเฟิงมีสีหน้าเคร่งขึ้น
โดนครั้งเดียวอาจกระดูกหัก
เขาไม่คิดรับโดยตรง
อสูรพุ่งอีกครั้ง
ฉินเฟิงวิ่งเข้าหาเสาหินต้นหนึ่ง
ก่อนกรงเล็บถึงตัว เขาเปลี่ยนทิศฉับพลัน
อสูรหยุดไม่ทัน
กรงเล็บกระแทกเสา
ตูม!
เสาหินสั่น
อักขระบนเสาสว่างขึ้นชั่วขณะ
ฉินเฟิงเห็นทันที
อักขระยังทำงาน!
เขาตั้งใจล่อสัตว์ไปหาเสาต้นที่สอง
ครั้งนี้อสูรไม่โง่เท่าเดิม
มันหยุดก่อนชนเสา แล้วพ่นหมอกสีดำออกจากปาก
ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน
พิษ!
เขากลั้นหายใจทันที
ถอยออกนอกกลุ่มหมอก
แต่ปลายแขนสัมผัสเพียงเล็กน้อย ผิวกลับเริ่มชา
พิษรุนแรงมาก
ฉินเฟิงใช้พลังอัสนีชำระทันที
อาการชาลดลง
“พิษของมันแพ้อัสนี”
นี่เป็นข้อได้เปรียบหนึ่ง
อสูรเห็นพิษไม่ได้ผลก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง
มันคำรามแล้วพุ่งมา
ฉินเฟิงหลบไปยังเสาต้นที่สาม
กรงเล็บพลาด
กระแทกเสาอีกครั้ง
อักขระสว่าง
สองต้นแล้ว
ฉินเฟิงเริ่มเห็นแบบแผน
เสาสี่ต้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของผนึกเดิม
หากทำให้สัตว์โจมตีครบทุกต้น อาจเปิดกลไกบางอย่าง
เขาจึงพยายามล่อไปต้นที่สามและสี่
การหลบแต่ละครั้งอันตรายมาก
เสื้อบริเวณหลังถูกกรงเล็บเฉือนขาดหนึ่งครั้ง
เกิดบาดแผลยาว
เลือดไหลทันที
แต่ฉินเฟิงยังไม่หยุด
ต้นที่สามถูกกระแทก
จากนั้นต้นที่สี่
ตูม!
เมื่อเสาครบทั้งสี่สว่างพร้อมกัน โซ่ที่ขาดอยู่บนพื้นพลันลอยขึ้น
ฉินเฟิงมีแววตาเปลี่ยน
โซ่ไม่ได้ขาดจริง
มันเป็นพลังจำลอง
สี่เส้นพุ่งออก
พันขาอสูรทั้งสี่ข้างทันที
สัตว์คำราม
ดิ้นรุนแรง
โซ่เริ่มเกิดรอยร้าว
สนามให้เวลาไม่มาก
ฉินเฟิงมองผนัง
อักษรส่วนที่เคยมืดสว่างขึ้น
อสูรผู้กลืนโลหิตสัตว์เทวะ ต้องถูกชำระด้วยอัสนีของสายเลือดแท้
อัสนีสายเลือดแท้
ฉินเฟิงไม่มีสายเลือดสัตว์เทวะแท้
แต่ไข่มี
เขาถามในใจทันที
“เจ้าส่งพลังให้ข้าได้หรือไม่”
ไข่สั่น
“ได้”
“ส่งมาเท่าที่เจ้าไม่บาดเจ็บ”
ชั่วพริบตา พลังอัสนีที่บริสุทธิ์กว่าของฉินเฟิงหลายเท่าไหลออกจากไข่
ผ่านความเชื่อมโยงเข้าสู่ตันเถียน
ฉินเฟิงรู้สึกทั่วร่างชา
เส้นชีพจรทั้งเจ็ดสายสว่างขึ้น
พลังนี้มากเกินกว่าร่างขั้นห้าจะเก็บนาน
ต้องใช้ทันที
เขาจับกระบี่สองมือ
นำอัสนีทั้งหมดเข้าสู่ใบกระบี่
เปรี๊ยะ!
แสงม่วงทองสว่างทั่วถ้ำ
อสูรสามเขาที่กำลังดิ้นเห็นพลังนั้นกลับแสดงความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก
มันพยายามกัดโซ่
แต่สายไปแล้ว
ฉินเฟิงพุ่งออก
ระดับพลังขั้นรับปราณขั้นห้าทั้งหมดระเบิดในเวลาเดียวกัน
กระบี่แทงตรงหว่างคิ้วของอสูร
เขาตะโกนชื่อท่าที่เกิดขึ้นจากการผสานพลังครั้งแรก
“อัสนีทะลวงอสูร!”
ฉึก!
กระบี่แทงผ่านหนัง
อัสนีม่วงทองระเบิดเข้าสู่ศีรษะ
ตูม!
เสียงคำรามหยุดทันที
ดวงตาสีแดงของอสูรเบิกกว้าง
จากนั้นพลังสีดำตามร่างเริ่มถูกอัสนีชะล้างออก
มันยังไม่ตายในทันที
กลับค่อย ๆ ทรุดลง
พลังดำถูกขับออกจากบาดแผลเป็นควัน
ร่างสัตว์อสูรเริ่มหดเล็กลงอย่างน่าประหลาด
จากขนาดเกือบเท่าช้าง
เหลือขนาดเสือปกติ
เขาสามเขาซึ่งเคยดำสนิท เปลี่ยนเป็นสีเงิน
ฉินเฟิงชะงัก
นี่ไม่ใช่การสังหาร
อัสนีชำระพลังบางอย่างออกจากมัน
เสียงโบราณดังขึ้นทั่วถ้ำ
“อสูรถูกมารโลหิตกัดกินจิตวิญญาณ”
“ผู้สืบทอดเลือกได้”
“สังหาร รับแก่นอสูร”
“ไว้ชีวิต รับผู้พิทักษ์หนึ่งตน”
ฉินเฟิงมองสัตว์ที่นอนอ่อนแรง
ดวงตาสีแดงกลับเป็นสีเงิน
ความคลุ้มคลั่งหายไป
มันมองฉินเฟิง
จากนั้นมองสัญลักษณ์สัตว์เทวะที่หว่างคิ้ว
ศีรษะขนาดใหญ่ค่อย ๆ ลดลงแนบพื้น
ยอมศิโรราบ
ไข่ในห้วงจิตส่งความรู้สึกหนึ่งออกมา
ไม่ใช่ความเป็นศัตรูอีก
กลับเป็น
“เก็บไว้”
ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย
“เมื่อครู่เจ้ายังบอกให้ข้าฆ่าอยู่เลย”
ไข่เงียบ
เหมือนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
ฉินเฟิงมองอสูรตรงหน้า
แก่นระดับสองขั้นสูงมีค่ามาก
สามารถปรุงโอสถได้หลายชนิด
แต่ผู้พิทักษ์ที่มีพลังเทียบขั้นเปิดชีพจรขั้นสูงมีค่ากว่าในระยะสั้นอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น มันรู้พื้นที่นี้
อาจช่วยในชั้นต่อไปได้
ฉินเฟิงจึงตอบ
“ไว้ชีวิต”
แสงจากเสาสี่ต้นพุ่งเข้าหาอสูร
ตราสัญลักษณ์เล็กปรากฏตรงหน้าผากมัน
จากนั้นเชื่อมกับตราราชันอสูรบนมือฉินเฟิง
เสียงโบราณประกาศ
“รับผู้พิทักษ์อสูร — พยัคฆ์รัตติกาลสามเขา”
สัตว์ตรงหน้าคำรามต่ำ
ไม่ได้มีความคลุ้มคลั่งอีก
มันลุกขึ้นอย่างยากลำบากแล้วเดินมายืนข้างฉินเฟิง
แม้ยังบาดเจ็บ แต่ร่างกายกำลังฟื้นอย่างรวดเร็ว
ฉินเฟิงตรวจคร่าว ๆ
พิษและพลังมารในร่างถูกขับออกไปมากกว่าครึ่ง
แต่ยังมีบางส่วนหลงเหลือ
ถ้ามีเวลา เขาสามารถรักษาได้หมด
ฉินเฟิงหยิบผงรักษาบาดแผลโรยตรงหว่างคิ้ว
พยัคฆ์สามเขาไม่ต่อต้าน
เพียงมองเขาอย่างสงบ
“จากนี้เจ้าตามข้าชั่วคราวก่อน”
พยัคฆ์ส่งเสียงต่ำ
ราวกับตอบรับ
จากนั้นกำแพงด้านหน้าก็เปิดออก
แสงสีทองส่องเข้ามา
เสียงจากไข่ตื่นเต้นขึ้นอีกครั้ง
“ข้างหน้า”
ฉินเฟิงมองทางใหม่
พลังฟ้าดินด้านในหนาแน่นกว่านี้หลายเท่า
และยังมีกลิ่นสมุนไพรบางอย่างลอยออกมา
เพียงได้กลิ่นครั้งเดียว ดวงตาของเขาก็เปลี่ยน
กลิ่นนี้เขารู้จัก
หญ้ามังกรอัสนี
สมุนไพรที่สามารถช่วยหลอมอัสนีเข้าสู่โลหิตได้
ซึ่งตรงกับ วิชาหลอมอัสนีขั้นที่สอง พอดี
ฉินเฟิงวางมือบนด้ามกระบี่
ขั้นรับปราณขั้นห้าช่วงปลาย
เส้นชีพจรเจ็ดสาย
วิชาหลอมอัสนีขั้นแรก
ไข่สัตว์เทวะใกล้ฟัก
พยัคฆ์รัตติกาลสามเขาหนึ่งตน
และข้างหน้ามีสมุนไพรที่อาจทำให้พลังของเขาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
สามวันก่อน เขายังเป็นคุณชายไร้ค่าซึ่งไม่มีพลังปราณแม้แต่น้อย
วันนี้ เขากลับยืนอยู่ในสนามสัตว์เทวะพร้อมวาสนาที่แม้แต่อัจฉริยะจากเมืองใหญ่ยังไม่มีโอกาสสัมผัส
แต่ฉินเฟิงรู้ดีว่า ยิ่งได้รับมาก ศัตรูที่ต้องเผชิญในอนาคตก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
เหอจิ่วเริ่มคิดเอาชีวิตเขาแล้ว
ผู้บงการเบื้องหลังพิษของบิดายังไม่ถูกเปิดเผย
ฉินซวนเฮ่อยังอยู่ในจวน
ความลับของสมบัติบรรพโกลาหลจากชาติที่แล้วก็ยังรอให้เขากลับไปทวงคืน
สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ
ฉินเฟิงลูบศีรษะพยัคฆ์สามเขาเบา ๆ
“ไป”
“ข้าจะดูว่าชั้นสุดท้ายของสนามสัตว์เทวะแห่งนี้ เตรียมอะไรไว้ให้ข้าอีก”
พยัคฆ์ส่งเสียงคำรามต่ำ
หนึ่งคนหนึ่งอสูรก้าวผ่านประตูพร้อมกัน
ทันทีที่ร่างฉินเฟิงหายเข้าไป เสียงโบราณซึ่งไม่มีผู้ใดได้ยินก็ดังขึ้นเหนือโครงกระดูกสัตว์เทวะด้านนอก
“ผู้สืบทอดราชันปรากฏแล้ว”
“โลหิตบรรพโกลาหลเริ่มตื่น”
“นายแห่งอัสนีรุ่นใหม่ใกล้ถือกำเนิด”
พร้อมกันนั้น ไกลออกไปอีกเส้นทางหนึ่ง
เหอจิ่วกำลังยืนอยู่หน้าสระอัสนี
แขนขวาซึ่งถูกสนามลงทัณฑ์ยังไหม้ดำ
แต่ในมือซ้ายกลับถือแผ่นหยกสีดำชิ้นหนึ่ง
บนแผ่นหยกมีอักษรสั้น ๆ เพียงสองคำ
“กลืนมรดก”
เขามองอักษรนั้น
จากนั้นภาพของฉินเฟิงก็ปรากฏในความคิด
รอยยิ้มเย็นค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ฉินเฟิง”
“เจ้าคิดว่าของที่ได้ไปทั้งหมด จะอยู่กับเจ้าจนออกจากสนามจริงหรือ”
พลังสีดำจากแผ่นหยกค่อย ๆ ไหลเข้าสู่แขนที่ไหม้
บาดแผลเริ่มสมานด้วยความเร็วผิดปกติ
แต่สิ่งที่เหอจิ่วไม่รู้คือ ขณะที่พลังสีดำเข้าสู่ร่าง ดวงตาของเขาก็มีเส้นสีดำบางเส้นปรากฏขึ้นชั่วขณะ
เหมือนพลังบางอย่างกำลังฝังรากอยู่ภายในโดยที่เจ้าตัวไม่รู้
และจากส่วนลึกของสระอัสนี
ดวงตาสีแดงคู่หนึ่งค่อย ๆ ลืมขึ้น