King of world ราชันแห่งพิภพ

    โลกมิติ

    วาสพึ่งรู้ว่าเมื่อเลเวลสกิลอัพมาถึงเลเวล 10 สกิลจะเปลี่ยนเป็นสกิลใหม่
    สกิลโลกมิติ [Lv.-(ไม่สามารถเพิ่มได้)][ความสามารถ:สร้างโลกขนาดเล็กขึ้นในมิติส่วนตัวของผู้ใช้สกิล]
    “ท่านได้รับสกิลโลกมิติแล้วสินะ”ผู้เฒ่าเวนก้ากล่าวขึ้นทันทีที่เห็นหน้าวาส
    “คุณรู้!”
    “หึหึ! ในอดีตเคยมีการเล่าขานว่าหากผู้ใดที่เลื่อนเลเวลสกิลไปถึงเลเวล 10 ได้ คนผู้นั้นจะได้รับสกิลใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม แต่น้อยคนนักที่จะสามารถเลื่อนเลเวลสกิลไปได้ถึง”
    ชายหนุ่มรู้สึกอยากเข้าไปสำรวจสกิลใหม่ของเขาเต็มแก่ รวมถึงเหล่าสมาชิกของเผ่าพันธุ์วีดก็อยากจะเห็นบ้านใหม่ของพวกเขาเช่นกัน
    สกิลโลกมิติ!
    วังวนสีฟ้าปรากฏขึ้นต่อหน้าวาส ชายหนุ่มเดินนำเข้าไป ตามด้วยไป๋ฟาง โตโต้ ผู้เฒ่าเวนก้าและสมาชิกของเผ่าพันธุ์วีด
    “ว้าว!”โตโต้อุทานขึ้นอย่างประหลาดใจ
    ไม่มีอีกแล้วห้องสีเหลี่ยมสีขาว ตอนนี้มันกลายเป็นพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ใต้เท้าของพวกเขาคือผืนดินที่เป็นดินจริงๆ
    ที่ด้านหลังของเขาเต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆของวาสและซากทัพของเขา
    แต่พวกเขาเห็นได้ในระยะจำกัด เพราะภายในล้วนมืดมิดไปหมด ดีที่มีแสงจากหินที่ส่องแสงสว่างที่วาสนำมาจากวิหารกายาแห่งเอลไฮม์
    “สะเก็ดดวงตะวัน!”ผู้เฒ่าเวนก้าอุทาน เขาหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาด้วยแววตาตื่นเต้น
    “คุณรู้จักมันด้วยงั้นหรอ”
    “ใช่! ถึงมันจะชื่อว่าสะเก็ดดวงตะวันแตมันก็ไม่ได้มาจากดวงตะวันจริงๆ เดิมทีมันเป็นแค่หินที่สามารถส่องแสงและให้พลังงงานได้เหมือนแสงตะวันเท่านั้น และข้าก็มีของที่คล้ายๆกันอยู่ด้วย”ผู้เฒ่าเวนก้าลูบแหวนสีไม้บนนิ้วของเขา ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันคือแหวนมิติ
    หินส่องแสงได้อีกก้อนโผล่มาบนมือของผู้เฒ่าเวนก้า แต่แสงที่ส่องจากหินก้อนนี้จะอ่อนและนุ่มนวลกว่าสะเก็ดดวงตะวันที่เจิดจ้าจนแสบตาของวาส
    “นี้คือสะเก็ดดวงจันทร์!”วาสมองหินในมือผู้เฒ่าเวนก้าครู่หนึ่งและหันไปมองรอบตัว
    “ทำไมมันมืดอย่างนี้นะ”
    “สกิลโลกมิติคือสกิลที่สร้างโลกใบเล็กๆขึ้นมา มันเล็กกว่าโลกจริงนับพันเท่าแต่ก็ยังถือว่าใหญ่มากอยู่ดี แต่มันเป็นโลกที่ไม่สมบูรณ์ มันมีเพียงผืนดินและผืนฟ้าไร้ซึ่งแสงสว่าง น้ำ หรือสิ่งมีชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น”ผู้เฒ่าเวนก้าบรรยายให้วาสฟังอย่างละเอียด
    “แต่ท่านสามารถทำให้โลกนี้กลายเป็นโลกที่สมบูรณ์ได้”
    “ยังไง?”
    “โชคดีที่ท่านมีสะเก็ดดวงตะวัน ส่วนข้ามีสะเก็ดดวงจันทร์ องค์ประกอบสำคัญของชีวิตคือแสงสว่าง ท่านจะต้องเดินทางไปที่อาณาจักรของเผ่าคนแคระและขอให้พวกเขาช่วยสร้างดวงตะวันจำลองและดวงจันทร์จำลองขึ้นมา”
    “คุณรู้จักคนแคระด้วย? แต่พวกคุณกลับไม่รู้จักมนุษย์”ผู้เฒ่าเวนก้ามองวาสราวกับเขาเป็นเด็กตัวน้อยขี้สงสัย
    “ท่านคิดว่าทุกเผ่าพันธุ์บนโลกนี้มาจากไหน?”
    “…”วาสไม่รู้จะตอบอย่างไร
    “ไม่มีแม้แต่เผ่าพันธุ์เดียวที่ถือกำเนิดบนโลกใบนี้ ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนแล้วแต่ถูกนำพามาจากโลกอื่นที่ล่มสลายไปจากบททดสอบของผู้สร้าง”
    “!!!”วาสรู้สึกตกใจ นี่สินะสาเหตุที่โลกใบนี้ไม่มีผู้ครอบครอง
    “เผ่าพันธุ์ของท่านคงจะพึ่งมาใหม่ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราไม่รู้จักพวกท่าน ตั้งแต่อดีตมีเผ่าพันธุ์มากมายถูกส่งมาที่โลกใบนี้และก็มีหลายเผ่าพันธุ์ที่สูญสิ้นไปกับโลกใบนี้เช่นกัน”วาสตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในหัวผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา
    ‘ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะทำให้ฉันอยู่รอดบนโลกใบนี้ได้’นัยน์ตาชายหนุ่มส่องประกายเฉียบคม
    “ถ้าอย่างนั้นผมจะเดินไปที่อาณาจักรคนแคระทันทีแล้วกันนะครับ ท่านผู้เฒ่าเวนก้า”ในเมื่อเป็นพันธมมิตรกันแล้ววาสก็เลือกที่จะให้ความเคารพผู้เฒ่าเวนก้าในฐานะผู้อาวุโสกว่า
    ผู้เฒ่าเวนก้ามองวาสด้วยสายตาอบอุ่น คนหนุ่มตรงหน้าเริ่มที่จะรู้จักเรียนรู้กับการเป็นมิตรกับผู้อื่นแล้ว






    วันทั้งวันวาสและไป๋ฟางอยู่ช่วยเผ่าพันธุ์วีดสร้างที่พักอาศัย ก่อนอื่นพวกเขาก็นำท่อนซุงท่อนใหญ่ไปตั้งไว้และนำสะเก็ดดวงตะวันไปตั้งไว้ด้านบน ทำให้แสงสว่างสาดกระจายไปรอบๆอย่างทั่วถึง
    ชยาหนุ่มเปิดวังวนสีฟ้าค้างไว้ ตั้งแต่สกิลช่องว่างมิติเปลี่ยนเป็นสกิลโลกมิติชายหนุ่มก็ไม่ต้องเสียพลังจิตวิญญาณในการเปิดใช้วังวนเข้าโลกมิติอีกต่อไป
    วังวนสีฟ้ามีสิ่งมีชีวิตเดินเข้าออกไปหยุด ระหว่างที่เผ่าพันธุ์วีดกำลังวุ่นวายอยู่กับการสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ วาสก็ปลีกตัวไปที่ปากทางเข้าหุบเขาลวงตา
    โดยก่อนที่จะออกไปผู้เฒ่าเวนก้าก็ได้มอบยาต้านภาพลวงตาให้กับเขา
    ชายหนุ่มออกเดินมาหยุดที่ปากทางเข้าหุบเขาลวงตา เพื่อมารับซากทัพของเขา
    พื้นที่ของสกิลโลกมิติมีความกว้างขวางพอที่จะเก็บซากทัพได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องการพกพาซากทัพไปไหนมาไหนอีกแล้ว
    ทันทีที่วาสนำซากทัพเข้าไปในโลกมิติก็เรียกความสนใจจากเผ่าพันธุ์วีดได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มสั่งให้ซากทัพทั้งหมดเชื่อฟังคนของเผ่าพันธุ์วีด
    งานสร้างสิ่งปลูกสร้างเบาลงอย่างมาก ภายหลังมีซากทัพมาช่วย พวกมันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทำให้งานคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว
    ระหว่างนั้นวาสก็กวาดตามองไปเห็นไป๋ฟางกำลังคุยกับผู้เฒ่าเวนก้า ทั้งสองสนทนากันเรื่องบางอย่าง ก่อนที่ไป๋ฟางจะโปรยเมล็ดพืชไปรอบตัว และแตกหน่อกลายเป็นต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว
    ไป๋ฟางหันไปเห็นคนรักของเธอจึงกวักมือเรียกวาส
    “วาส! ที่นี้ปลูกพืชได้ด้วยละ!”
    ‘มีดินก็ต้องปลูกได้สิ”ชายหนุ่มคิดในใจขำๆ
    “แม่หนูไป๋ฟาง เจ้าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้โลกนี้สมบูรณ์เร็วขึ้น”คู่รักชาวมนุษย์หันไปมองผู้เฒ่าเวนก้า
    “ท่านวาส...รบกวนท่านให้ซากทัพขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ได้หรือไม่ ข้าอยากจะสร้างทะเลสาบขึ้นใกล้ๆนี้”แม้ชายหนุ่มจะรู้สึกสงสัยว่าต้นไม้ชราจะหาน้ำมาจากไหน แต่เขาก็สั่งให้ฝูงซากทัพช่วยกันขุดดิน
    แอ่งกระทะขนาดใหญ่เกิดขึ้นหลังจากใช้เวลาไม่นาน ผู้เฒ่าเวนก้าหยิบถุงผ้าถุงเล็กยื่นให้ไป๋ฟางและบอกให้หญิงสาวนำมันไปปลูกไว้รอบๆแอ่งกระทะ

    ทันทีที่เมล็ดตกลงดินมันก็กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ลำต้นเต็มไปด้วยข้อปล้อง ใบของมันมีลักษณะคล้ายท่อจากสายยาง ที่ปลายท่อมีผลกลมสีน้ำตาลอุดอยู่
    ผู้เฒ่าเวนก้าดึงผลกลมออก สายน้ำสะอาดทะลักออกมาจากท่อไม่หยุดไหลลงไปยังก้นแอ่งกระทะ
    ไป๋ฟางปลูกต้นไม้ที่ปล่อยน้ำได้ชนิดนี้รอบแอ่งกระทะที่จะกลายเป็นทะเลสาบ เมื่อปล่อยน้ำได้ระยะหนึ่งมันก็เหี่ยวเฉาและตายไป แต่ไป๋ฟางยังปลูกไปเรื่อยๆในมือเธอถือไม้เท้าสีน้ำตาลแก่ที่ช่วยลดค่าพลังจิตวิญญาณจากการใช้สกิลลง
    ถ้าเมล็ดหมดลงหญิงสาวก็จะเดินไปเด็ดชิ้นส่วนของมันมาและสร้างเมล็ดใหม่ขึ้นต่อเนื่องไม่หยุด แต่สุดท้ายเธอก็ต้องนั่งพักลงเหงื่อโทรมกายเพราะฝืนใช้แรงมากเกินไป อีกทั้งค่าพลังจิตวิญญาณของเธอก็หมดลงแล้วด้วย
    ชายหนุ่มยื่นผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดเหงื่อตามใบหน้าของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ไป๋ฟางรู้สึกเขินอายแก้มร้อนผ่าวแต่ในใจของเธอก็เอ่อล้นไปด้วยความสุข





    โลกมิติที่มืดมิดยากจะบอกวันเวลา แต่เรี่ยวแรงของพวกเขามีจำกัด หลังตรากตรำมานานพวกเขาก็ล้มฟุบลงพักผ่อน สมาชิกของเผ่าพันธุ์วีดหลายคนที่ท้องเริ่มส่งเสียงร้องก็เริ่มหันไปหาของกิน
    ชายหนุ่มชาวมนุษย์เห็นเช่นนั้นก็โชว์สกิลทำอาหารอีกครั้ง ท่อนซุงหนากองสุมกันเป็นกองไฟหลายกอง ที่เหนือกองไฟมีร่างมอนเตอร์ตัวใหญ่หลายตัวเสียบไม้หนาขึ้นไฟย่าง โดยที่วาสคอยทาซอสปรุงรสอยู่เป็นระยะ
    หญิงสาวเผ่าพันธุ์วีดหลายคนอาสาช่วย พวกเธอช่วยหมุนไม้ไปเรื่อยๆ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปรอบข้างทำให้เผ่าพันธุ์วีดหลายคนน้ำลายสอ
    เห็นเนื้อส่งกลิ่นหอมเนื้อมันได้ที่วาสก็หยิบเขียงใหญ่ออกมาและตัดแบ่งเนื้อส่งให้ทุกคน
    กัดไปคำแรกทกุคนต่างร้อง โอ้! เสียงดัง ความนุ่มนิ่มของเนื้อแผ่กระจายไปทั่วปาก รสชาติของซอสปลุกเร้าความกระหายของผู้ทาน เคี้ยวอยู่ไม่กี่ครั้งก็สามารถกลืนลงคอได้
    วาสเห็นทุกคนกินอาหารของเขาอ่างเอร็ดอร่อยก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ชายหนุ่มนึกครึ้มบางอย่างจึงดึงถังไม้ที่ปิดผนึกแน่นหนาออกมา ของเหลวสีเหลืองทองที่มีรสซาบซ่านคือเบียร์ที่วาสซื้อเก็บไว้ดื่มยามเหงา
    เนื้อกับเบียร์เป็นของคู่กัน เผ่าพันธุ์วีดต่างไม่เคยลิ้มรสของเหลวสีเหลืองทอส่องประกายนี้ แต่เพียงอึกแรกที่ดื่มลงไปพวกเขาก็รู้สึกติดใจทันที
    ชายหญิงเผ่าพันธุ์วีดหลายคนที่เริ่มเมาได้ที่ก็เริ่มร้องรำทำเพลงสนุกสนาน เสียงเพลงและการเต้นรำยิ่งยกระดับงานเลี้ยงให้สนุกขึ้นไปอีก
    ชายหนุ่มชาวมนุษย์มองการเต้นรำตรงหน้าด้วยความผ่อนคลาย ก่อนจะรู้สึกถึงการสะกิดจากด้านหลัง หันไปมองก็เห็นไป๋ฟางที่หน้าแดงแจ๋จากฤทธิ์เบียร์กำลังส่งสายตาบางอย่าง
    หญิงสาวฉุดชายหนุ่มให้ลุกขึ้นและออกสเต็ปโยกย้ายส่ายสะโพกจนชายหนุ่มตามไม่ทัน ได้แต่เต้นเก้ๆกังๆเรียกเสียงหัวเราะจากรอบๆ
    ผู้เฒ่าเวนก้ายกมือปาดน้ำตาที่หางตา นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้เห็นคนในเผ่ามีความสุขอย่างนี้ ไม่นานแม้แต่ต้นไม้ชราผู้เฒ่าเวนก้าก็ลุกออกไปเต้นรำด้วยเช่นกัน
    ทุกคนสนุกสนานกับงานเลี้ยง เสียงเพลงและเสียงหัวเราะเคล้าคลอกันจนแยกไม่ออก หลายคนที่ทำท่าทางประหลาดน่าอายอย่างที่ไม่เคยทำจนอยากจะเอาหัวมุดดินลืมสิ่งที่ทำ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะไม่ลืมก็คือวันคืนที่มีความสุขร่วมกันเช่นนี้...




    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน