ถึงแม้หลิงเมิ่งจะเป็นเด็กที่มีผลการเรียนแย่แต่นี่เป็นการสอบใหญ่รองจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่อยากส่งกระดาษเปล่าจึงยื้อยุดกระดาษข้อสอบ ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่เธอก็ต้องเขียนลงไปอย่างน้อยอีกสักสองสามตัวอักษร
แต่การสอบมีกฎระเบียบ หมดเวลาแล้ว ครูผู้คุมสอบต้องเก็บข้อสอบ
เมื่อมองกระดาษข้อสอบที่ทั้งหน้ายังคงว่างเปล่าหลิงเมิ่งก็กล่าวโทษทั้งหมดไปที่ซูอิน
โทษทุกอย่างไปที่อีกฝ่าย ซึ่งรบกวนจิตใจของเธอเอง
นี่คือการสอบวิชาภาษาจีน ต่อให้ทำไม่ได้ก็สามารถเขียนคำตอบให้เต็ม
หลังจากครูคุมสอบตรวจแล้วว่าไม่มีปัญหาจึงประกาศให้ทุกคนออกจากห้องได้ หลิงเมิ่งขมวดคิ้ว เธอไม่อยากจะเดินไปทางที่ซูอินอยู่
“ดีใจล่ะสิ”
“ใช่”
ตรงหน้าคือหลิงเมิ่งที่กำลังโกรธซูอินอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มอย่างมีความสุข
ตอนที่อีกฝ่ายยื่นมือมาจะจับเธอ ซูอินเบี่ยงตัวหลบอย่างช่ำชองหยิบถุงเอกสารใสแล้วเดินออกจากห้องสอบ
เธอเหนื่อยที่ต้องจัดการกับหลิงเมิ่งแล้ว
เธอรู้จักหลิงเมิ่ง ยิ่งเธอไม่สนใจ อีกฝ่ายก็ยิ่งโกรธ
ซูอินไม่สนใจเธอจริงๆ หรือ
หลิงเมิ่งแสดงสีหน้าตะลึง ความโกรธก่อตัวขึ้นในใจ เธออยากตามไปแต่สนามสอบมีคนนอกมากมาย แม้จะเห็นตำแหน่งที่ซูอินอยู่แต่เธอก็ไม่สามารถแทรกผ่านไปได้
กว่าหลิงเมิ่งจะตามซูอินทันก็เมื่อทั้งคู่ไปถึงหน้าประตูโรงเรียน
ที่นั่นสามีภรรยาตระกูลหลิงยืนรออยู่ เมื่อเห็นซูอินใบหน้าของหลิงจื้อเฉิงก็เต็มไปด้วยความปีติ
“อินอิน เด็กคนนี้ หลายวันมานี้ลูกไปอยู่ที่ไหนมาพ่อกับแม่เป็นห่วงลูกมากนะ…”
สีหน้าของหลิงจื้อเฉิงเต็มไปด้วยความกังวล
บิดามารดาประสบความสำเร็จในสายตาคนมากมายเช่นนี้ หลิงเมิ่งซึ่งมียีนของพวกเขาจึงไม่ได้โง่สัญชาตญาณบางอย่างของเธอไม่ผิดไปเลย
อู๋อู๋กลับไม่แสดงท่าทีอะไรต่อซูอิน แต่ด้านหลิงจื้อเฉิงเขาเลี้ยงดูเธอในฐานะบุตรสาวมาตลอดสิบหกปี แม้จะไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถละทิ้งภายในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องเขาทำไปเพราะจิตใจที่เปี่ยมด้วยความเป็นพ่อ
พุ่งตัวไปตรงหน้าซูอิน เขาเอาแต่พูดไม่หยุดแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความจริงใจและความกังวล
หลิงเมิ่งที่รีบตามมาถึงหน้าประตูโรงเรียนและเห็นฉากนี้เข้าพอดีทำให้เธอไม่สบายใจ แต่ในสายตาของพ่อแม่ เธอคือลูกสาวที่อยู่ในโอวาทหลังจากปรับอารมณ์ที่บิดเบี้ยวเธอเปลี่ยนเป็นสีหน้ากระตือรือร้นและเข้าไปแทรกระหว่างคนทั้งสอง
“คุณพ่อคุณแม่มารับหนูใช่ไหมคะ”
เธอคล้องแขนของหลิงจื้อเฉิงอย่างสนิทสนม เมื่อเผชิญหน้ากับซูอินอีกครั้งท่าทีของเธอในครั้งนี้แตกต่างออกไป “พี่คะ ทำไมเมื่อกี้ไม่รอฉันล่ะตั้งแต่วันนั้นที่พี่โมโหออกจากบ้านไป ทุกคนก็เป็นห่วงพี่กลับบ้านกับพวกเราเถอะค่ะ”
หลิงเมิ่งเป็นคนรู้ทันสถานการณ์เสมอแม้แต่คนเป็นแม่ยังถูกเธอโน้มน้าวสำเร็จเมื่อเห็นว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำไมไม่ใช้ส่วนนี้เพิ่มคะแนนความประทับใจให้ตัวเองล่ะ
เธอเปลี่ยนหน้าได้เร็วจริงๆ
ซูอินคิดว่าชาติก่อนตนเองช่างโง่เขลาท่าทีเสแสร้งที่เห็นได้ชัดเช่นนี้ เธอกลับรู้สึกว่าหลิงเมิ่งมีครบทุกอย่าง
“เป็นห่วงฉันหรือ”
เธอทำหน้าแปลกๆ และต่อมาก็เปิดเผยความจริง “เป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่เธอกำลังเป็นห่วงคือการจ้างพวกอันธพาลมาขัดขวางฉันระหว่างทางไปโรงเรียนเพื่อให้ฉันเข้าสอบไม่ทัน”
“อะไรนะ”
หลิงจื้อเฉิงตกใจ
หลิงเมิ่งน้ำตาซึมอย่างรวดเร็ว “พี่คะ ทำไมกล่าวหาฉันแบบนั้นล่ะ”
ท่าทีเช่นนั้นทำให้อู๋อู๋สงสารจับใจเธอจับมือบุตรสาวและมองซูอินด้วยสายตาไม่พอใจ
แม้จะตกลงกับหลิงจื้อเฉิงแล้วว่าจะพาตัวซูอินกลับมาแต่อู๋อู๋กลับไม่เชื่อคำพูดของเขาสักนิด เธอยังเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองเด็กที่มาจากครอบครัวแบบนั้นจะไม่มีคนคอยดูแลข้างกายได้อย่างไรไม่มีเรื่องบังเอิญแบบนั้นบนโลกส่วนที่ซุนเหรินเคยพูดเรื่องของเลขาธิการผู้อำนวยการกองโจวคงเป็นเพียงช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเท่านั้นแม้จะมีอคติ แต่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าใบหน้าของเด็กสาวร้ายกาจคนนั้นช่างมีเสน่ห์
“อินอิน พวกเราเป็นผู้ปกครองของเธอ มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลชีวิตเธอก่อนหน้านี้ที่เธอโมโหออกจากบ้านไป ช่างเถอะ ตอนนี้พวกเรากลับบ้านด้วยกันนะ”
หลังจากฟังแล้ว หลิงจื้อเฉิงกลับรู้สึกว่ามันแย่ลง “อู๋อู๋…”
อู๋อู๋มองกลับ เธอยอมถอยให้แล้วยังต้องการอะไรอีก
ซูอินมองท่าทีของครอบครัวนี้อยู่เงียบๆ พร้อมยกยิ้มมุมปาก “เรื่องที่หลิงเมิ่งจ้างวานคนฉันแจ้งตำรวจแล้ว ไม่ว่าเธอจะยอมรับหรือไม่ ตำรวจก็จะสอบสวนหาความจริงส่วนเรื่องจะกลับไปที่ตระกูลหลิงหรือไม่ ฉันคิดว่าควรทำข้อตกลงกันแต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นแบบนั้น ถ้างั้นฉันจะพูดอีกครั้ง”
เธอชะงักไป ในขณะที่หลิงเมิ่งแสดงสีหน้าไม่น่ามอง เธอเอ่ยช้าๆ “ฉันพูดเป็นครั้งที่สามแล้ว หลังจากครั้งนี้ฉันไม่อยากให้มีครั้งที่สี่อีก ตอนนั้นพวกคุณไล่ฉัน และฉันเคยบอกว่าฉันจะไปแต่อย่าร้องขอให้ฉันอยู่ต่อ ฉันคิดว่าประโยคนี้ชัดเจนพอแล้วนะ”
ซูอินไม่ใช่คนชอบพูดจาเสียดแทงแต่ท่าทีที่เธอปฏิบัติต่อตระกูลหลิงมาจากการเจอประสบการณ์มากมายเมื่อชาติก่อนเธอไม่ใช่พระแม่มารีที่จะตอบโต้ด้วยคุณธรรม
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาหลังสอบเสร็จผู้ปกครองหลายคนมารอรับบุตรหลานที่หน้าประตูโรงเรียนการเคลื่อนไหวตรงนี้จึงเรียกสายตาผู้คนได้ไม่น้อย
สองสามีภรรยาตระกูลหลิงหน้าเสีย หลิงจื้อเฉิงละอายใจ และไม่สามารถเถียงแต่อู๋อู๋กลับต่างออกไป
“เจตนาดีกลับถูกเธอเหยียบย่ำ จะใช้ประโยชน์อะไรจากเธอได้หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาซะบ้าง ฉันยังคงยืนยันคำเดิม หากเสียใจก็ไสหัวไปพวกเราไม่ได้บังคับให้อยู่”
“อู๋อู๋!”
“ซูอิน”
น้ำเสียงร้อนใจและอ่อนโยนดังขึ้นพร้อมกัน ซูอินมองคนที่เดินตรงมา
ฝูงชนแหวกทางให้อัตโนมัติราวกับโมเสสแหวกทะเลชายหนุ่มร่างสูงคล้ายกับต้นไป๋หยาง ขายาวก้าวเข้ามายืนอยู่ตรงหน้าเธอบดบังสายตาของตระกูลหลิงที่มองมา
ฉินหล่างมาถึงได้สักครู่แล้ว แต่ยุ่งอยู่กับการหาที่จอดรถ
เดิมทีเขาควรออกเดินทางแล้วในช่วงเช้า แต่อากาศร้อนจัดเพื่อนร่วมงานของเขามีอาการอักเสบและติดเชื้อจำเป็นต้องอยู่สังเกตอาการอีกสองสามวัน ช่วงนี้ทีมสำรวจไม่มีเรื่องเร่งด่วนเขาจึงทำรายงานว่าจะอยู่ต่อ
หลังจบเรื่องยุ่งๆ ที่โรงพยาบาล และเห็นว่าถึงเวลาแล้วเขาอยู่ว่างๆ จึงบึ่งรถมาที่โรงเรียน
เมื่อครู่ขณะที่เขากำลังหาที่จอดรถ ได้ลดกระจกลงประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปแน่นอนว่าจึงได้ยินบทสนทนาและการเคลื่อนไหวของทางนี้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะคำพูดของอู๋อู๋
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่อันธพาลถือไม้วิ่งไล่สาวน้อยผู้อ่อนแอความโกรธก็ผุดขึ้นในใจของเขาโดยไม่มีเหตุผล
“หากไม่มีผลประโยชน์ก็จะปฏิบัติต่อเธอยังไงก็ได้งั้นหรือ”
พลังของเขาทำให้อู๋อู๋ชะงัก คำพูดนั้นกระทบจุดอ่อนของอีกฝ่าย
อู๋อู๋พูดด้วยท่าทีแข็งนอกอ่อนใน “แล้วคุณเป็นใคร”
“ผมเป็นเพื่อนของอินอิน ผมมารับเธอ”
พูดจบเขาหันไปหาซูอิน “สอบตอนเช้าเหนื่อยใช่ไหม ไปกันเถอะไปกินข้าวจะได้พักผ่อน”
อินอิน? ซูอินค่อนข้างตกใจกับคำเรียกสนิทสนมของอีกฝ่ายแต่ก็พอจะเข้าใจว่าเขากำลังให้การสนับสนุนเธอเมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลานี้ก็ทำให้เธอยิ้มหวานอย่างง่ายดายและเดินตามอีกฝ่ายโดยไม่คิดอะไร
เมื่อทั้งคู่เดินจากไปรถที่ฉินหล่างจอดอยู่ข้างทางก็ปรากฏต่อสายตาทุกคน
รถยนต์คันนั้นเป็นเพียงรถยี่ห้อธรรมดา สีดำทั่วไปแต่ป้ายทะเบียนนี่สิ
“ป้ายทะเบียนสีดำ รถของหน่วยงานราชการนี่”
รูม่านตาของหลิงจื้อเฉิงหดลง เมื่อนึกถึงท่าทีประหลาดของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกมีบางอย่างผิดปกติขึ้นในใจ
และไม่ได้มีเขาคนเดียวที่สามารถรับรู้สิ่งนี้ ท่ามกลางฝูงชนมีชายวัยกลางคนที่สง่างามมารับอวี๋ฉิงสายตาของเขามองป้ายทะเบียนรถก่อนที่รูม่านตาจะหดลง
นั่นมันรถของหัวหน้าคณะกรรมการประจำมณฑลไม่ใช่หรือ