Pioneer Era

    ตอนที่ 146 ผู้รุกรานที่ไม่คาดคิด (1)

    ***เจ้าแห่งฮาเร็มสาวยัน [โนอาร์]

    “ชิ…”

    ฉันเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ ในจังหวะเดียวกับที่ยัยแม่เสือ กลิ้งตัวหลบออกจากวิถีกระสุนที่ฉันปัดทิ้งไปหามัน

    ยัยแม่เสือขี้ขโมยดันอึดกว่าที่คิดค่ะ

    แถมศัตรูยังโง่เง่าเต่าตุ่นมาก

    แทนที่จะเล็งยิงใส่ยัยนี่ตรง ๆ ด้วยปืนทั้งสี่กระบอกของมัน กลับใช้เพียงแค่กระบอกเดียวยิงมาทางฉันแทน

    ถามจริงเถอะค่ะ ว่าระหว่างเป้าหมายที่นอนนิ่งเคลื่อนไหวแทบจะไม่ได้ กับอีกคนที่วิ่งร่อนไปทั่วได้อย่างอิสระ เป็นคุณ คุณจะเล็งยิงใครก่อนกันคะ?

    ทั้งที่ฉันจงใจหนีออกมายืนห่างตั้งสี่เมตรเพื่อเปิดช่องให้โจมตีใส่ยัยนี่ แต่ศัตรูกลับยังเล็งมาทางฉัน ราวกับว่าฉันไปก่อความแค้นอะไรมาให้ซะอย่างงั้น

    ไม่มีอะไรเป็นไปตามแผนของฉันสักอย่างเลยค่ะ!

    คิดแล้วมันก็รู้สึกโมโหค่ะ!



    “ย๊ากกก! ”

    เสียงคำรามของนายท่านไพไรต์ดังลั่นไปทั่วสนามรบ

    ร่างสีทองของเขากับพวกพ้องอีกสองคน กำลังพุ่งทะลุผ่านกลุ่มควันฝุ่นที่ลอยคลุ้งจากการยิงปูพรมถล่มของศัตรู

    อาวุธในมือของนายท่านเริ่มเปลี่ยนเป็นหอกเล่มยาว แล้วเล็งตรงไปที่หนึ่งในเกราะหุ้มแขนของศัตรู

    เป้าหมายคือแกนควบคุมของสิ่งที่ถูกเรียกว่า [โกเลม]

    แต่ทว่าการโจมนั้น กลับถูกหลบไปได้อย่างง่ายดาย

    เพราะล้อส่วนขาของมันที่ถูกทำลายไปเมื่อกี้ ได้กลับมาฟื้นฟูจนคืนอยู่ในสภาพเดิมไปแล้ว

    ฟื้นฟูสภาพได้เร็วปานวอกเลยค่ะ



    *บรึ๊ม! *

    แต่ทว่ามันก็พลาดท่าโดนกระสุนสายฟ้าของยัยเสือขี้ขโมยเข้าไปเต็ม ๆ เป็นครั้งที่สอง

    แผนการก็เหมือนเดิม คือให้พวกไพไรต์เป็นตัวล่อ แล้วใช้โทแพซยิงโจมตี

    มาคิดอีกที หากพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของศัตรู ที่ถูกแผนเดิมเล่นงานซ้ำได้ถึงสองครั้งแล้ว…

    อย่าบอกนะว่า… เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้… จะไม่ค่อยมีประสบการณ์ต่อสู้จริงนะ?

    ฉันเงยหน้ามองไปที่เป้าหมายอีกครั้ง

    หนึ่งในแขนข้างซ้ายของมันที่ถูกพลังสายฟ้าเป่าใส่ กำลังเผยให้เห็นเรียวแขนเปลือกแข็งสีเลือดที่ซ่อนอยู่ข้างในเกราะหนา



    “หึ”

    ในตอนนั้นเองที่มีคริสตัลก้อนใหม่ร่วงลงมาจากฟ้า พร้อมกับที่เปลือกบนของบาเรียเปิดเป็นรูโหว่ขนาดเล็กให้มันลอดเข้ามา ก่อนจะปิดตัวเองลง

    คริสตัลก้อนนั้นร่วงลงมาที่แขนซ้ายของมันอย่างแม่นยำราวกับจับวาง ก่อนจะส่องแสงสีฟ้า แล้วฟื้นฟูสภาพเกราะแขนกับปืนใหญ่ที่พึ่งถูกเป่าหายไป ให้กลับคืนมาสภาพเดิมอย่างรวดเร็ว

    แบบนี้ก็ไม่จบไม่สิ้นกันพอดีสิ

    ช่วยไม่ได้ แบบนี้ฉันคงต้องลงมือเอง---



    “ (อะไรเนี่ย!? ทำไมฉันถึงควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้… นี่เธอ! [โนอาร์ผู้สร้าง] ! ทำไมเธอถึงควบคุมร่างกายของฉันอยู่ได้เนี่ย!) ”

    ชิบหาย

    ตัวฉันอีกคนดันตื่นขึ้นมาตอนนี้เสียอย่างงั้น...

    “ (เอาร่างกายคืนมา!) ”

    ไม่ให้ยะ

    นี่ฉันทำก็เพื่อตัวเธอเองเลยนะยัยคนอ่อนหัด---



    [ตรวจพบสิ่งมีชีวิตเอเลี่ยนผู้บุรุกที่ห้องควมคุมหลักของยานโนอาร์ ยืนยันตัวตน [ดิวซ์] [เอซ] [สัตว์เลี้ยงของไพไรต์-ควอตซ์] ]

    [ตรวจพบผู้ดูแล [กลัทโทนี่ย์] ที่ห้องควมคุมหลักของยานโนอาร์]

    [ตรวจพบผู้ดูแล [กรีด] ที่ห้องควมคุมหลักของยานโนอาร์]

    [ตรวจพบผู้ดูแล [เอนวี่] ที่ห้องควมคุมหลักของยานโนอาร์]

    [ตรวจพบผู้ดูแล [สล๊อต] ที่ห้องควมคุมหลักของยานโนอาร์]

    [ตรวจพบผู้ดูแล [ราธ] ที่ห้องควมคุมหลักของยานโนอาร์]

    [ตรวจพบผู้ดูแล [ลัซ] ที่นอกเขตเมืองศัตรู]

    [ตรวจพบสิ่งมีชีวิตเอเลี่ยนที่รู้จัก [เยลโล่] ที่นอกเขตเมืองศัตรู]



    ---อะไรกันอีกเนี่ย?

    ทำไมระบบเตือนภัยถึงดังลั่นขึ้นมาต่อเนื่องได้?

    ผู้บุกรุก?

    แอบลอบเข้ามากันตั้งแต่เมื่อไหร?

    แถมยังเป็นกลุ่มคนที่ฉันเคยล้างสมองไป กับพลาดที่จะล้างสมองไปอีกด้วย

    คงไม่ใช่มาเพื่อแก้แค้นฉันหรอกใช่ไหม?

    แต่ก็ดี เพราะจะได้ไม่ต้องเหนื่อยไปตามหาตัวให้เมื่อย

    แถมยังลับตาคน จะได้จับมาล้างสมองให้สะอาดพร้อมกันทีเดียว โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะความแตกทีหลังด้วย

    ส่วนยัยลัซ… นิสัยของยัยนี่ออกจะเดายาก เลยไม่รู้ว่าทำไมถึงมาปรากฏตัวอีกครั้งแถว ๆ สนามรบแห่งนี้



    “...ไพรด์ ช่วยออกไปต้อนรับแขกหน่อย ส่วนเธอ โนอาร์ผู้อ่อนหัด เธอเองก็ไปช่วยไพรด์อีกคนซะ”

    “ (แต่---) ”

    “ไม่ต้องมาตงมาแต่เลย! อยากถูกทำลายตัวตนไปด้วยกันทั้งคู่หรือยังไงกัน!? ”

    ต้องทำลายศัตรูที่คิดจะมาทำลายพวกเรา

    ความอ่อนหัดของเธอ มันจะนำพาไปสู่ความตายนะรู้ตัวไหม?

    โชคดีที่ไพรด์ต้องไปสร้างร่างใหม่ที่ถูกทำลายเพราะฝีมือของหุ่นยนต์ที่ชื่อจาวิส เลยทำให้เขาเตรียมตัวอยู่ในยานหลักพอดี

    แถมเจ้าหมอนี่ดูจะให้ความเคารพฉันมากเสียด้วย

    ส่วนโนอาร์ผู้อ่อนหัด ถึงจะมีนิสัยอ่อนหัด แต่ก็ถือว่าฉลาดและสู้เก่งเหมือนกับตัวฉัน

    เพราะยังไงเธอก็คือตัวฉันเองนั่นละ

    "เธอนะ รีบไปต้อนรับแขกของพวกเราได้แล้ว"

    งานนี้คิดว่าถ้าไม่เห็นโลงศพคงไม่หลั่งน้ำตา

    บังอาจมาบุกรุกในเวลานี้ อย่าคิดว่าจะรอดชีวิตกลับออกไปได้เชียวละ

    หุ หุ หุ~



    ***



    ***คนติดเมีย [เอซ]

    หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า…

    ยัยกรีดมีพี่น้องเยอะจริง ๆ

    แต่สามในห้ากลับมีดวงตาที่ว่างเปล่าไร้ชีวิต

    เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ไร้จิตใจผิดกับกรีดหรือสล๊อต

    “ยะ ยะ ยะ… แย่แล้ว! ดูเหมือนว่าโนอาร์จะรู้ตัวแล้วค่ะ ว่าพวกเราอยู่ในนี้!? ”

    กรีดพูดด้วยสีหน้าที่วิตกกังวลเป็นอย่างมาก

    คงตรวจจับได้จากคลื่นสัญญาณอะไรสักอย่างสินะ?

    เป็นหุ่นยนต์มันก็ได้เปรียบตรงนี้เนี่ยแหละ



    สถานการณ์ปัจจุบันของพวกเรา คือกำลังลอบเข้ามาอยู่ภายในยานรบโบราณที่น่าตื่นตาตื่นใจ

    เทคโนโลยีที่ไม่เคยเห็น ภาษาเก่าแก่ที่ตีความอ่านยาก และกลิ่นอายของความเก่าแก่ที่น่าหลงไหล

    เป็นบรรยากาศที่ทำให้แม้แต่คนไม่สนใจในเรื่องการสำรวจอย่างผม ยังสามารถรู้สึกสนใจขึ้นมาได้

    ถ้ายัยลี่มาด้วย คงได้วิ่งวุ่นไปทั่วยานจนลืมวัตถุประสงค์แรกไปอย่างแน่นอน



    สาเหตุที่พวกเรามาอยู่ในยานลำนี้ นั่นก็เพราะยัยกรีดคนเดียวเลย

    หลังจากที่พวกยัยลี่จัดการยัยแมลงยักษ์ ผมก็นึกว่าเรื่องทุกอย่างจะจบไปแค่นั้น เพราะไม่มีคนคอยออกคำสั่งมาตามล่ายัยกรีดอีกต่อไปแล้ว

    แต่กลายเป็นยัยแฟต เพื่อนของยัยลี่ ดันพูดชี้นำไม่เข้าท่าใส่ยัยกรีดซะอย่างงั้น

    มันมาพูดต่อหน้ายัยกรีดอย่างจงใจว่า “อีกเดียวโนอาร์คงบุกเข้ามาทีนี่ ถ้ามีแผนลอบโจมตียานหลักได้ก็น่าจะดี เพราะไม่อย่างงั้น คงได้ถูกโนอาร์คนนั้นจับตัวไปแน่ ๆ ”

    พอถูกพูดแบบนั้นใส่ ยัยกรีดก็ยื่นนิ่งไปราวห้านาที ก่อนจะเอยปากว่า “ฉันพอจะมีวิธียึดยานของโนอาร์ค่ะ! ”

    เลยเป็นที่มาของแผนลอบโจมตียานหลักโนอาร์ด้วยทีมขนาดเล็กที่ประกอบไปด้วยหุ่นยนต์ลึกลับโบราณ กับพวกเราสองพี่น้อง และงูชวนน่าสงสัยอีกหนึ่งตัว



    พูดตามตรงนะ ผมโกรธมาก

    ทำไมเพื่อนของยัยลี่ถึงไม่ไปใช้พวกทหารหรือมืออาชีพกันฟะ?

    หรือว่าเพราะพึ่งขึ้นมามีอำนาจ เลยยังไม่กล้าใช้คน แล้วหันมาใช้คนที่ใช้ง่ายกว่าอย่างเพื่อนตัวเอง?

    ดิวซ์เองก็ใจดีเกินไป พอถูกข้อร้องมา ก็ตบปากรับคำไปเสียอย่างงั้น

    ทั้งน้องสาวก็ดี ทั้งยัยกรีดก็ดี

    ทั้งสองคนช่วยกรุณาอย่าทำให้พี่ชายคนนี้เป็นห่วงมากนักจะได้ไหม?



    “สล๊อต ฝากเรื่องป้องกันทีค่ะ คิดว่าทันทีที่เปิดประตูบานนี้ คงจะมีการโจมตีสวนเข้ามาแน่นอนค่ะ! ”

    “ZZzz….”

    กรีดหันไปพูดกับยัยหมาป่าตัวเล็กจอมขี้เกียจ

    ผมเห็นยัยนี่มักตัวติดกับคนที่ชื่อ [เพกมาไทต์] ตลอดเวลา

    แต่เหมือนงานครั้งนี้จะมีเหตุผลส่วนตัว เธอเลยขอแยกตัวจากยัยกระต่ายดำคนนั้นมาพร้อมกับพวกเราด้วย



    “เตรียมรับมือ! ”

    กรีดพูดเตือนทุกคนด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด

    ยัยนี่เองก็ดูจริงจังกว่าทุกครั้งเลยแฮะ

    ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวคนที่ชื่อโนอาร์มาก ก็เป็นเพราะเกลียดมาก เลยทำให้เธอดูจริงจังอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน

    แต่ไม่จำเป็นต้องกลัวหรอกนะ

    เพราะผมจะไม่ยอมปล่อยให้เธอตายไปจากผมเป็นอันขาด!



    ประตูผิวเรียบสีขาวตรงหน้าเริ่มแตกเป็นเมล็ดข้าวโพดขนาดเล็ก ก่อนจะถูกดูดเข้าไปในช่องว่างระหว่างผนังที่อยู่รอบบานประตู

    เส้นทางเชื่อมต่อเข้าไปสู่ห้องควบคุมหลักได้เผยปรากฏขึ้นตรงหน้า

    มันเป็นเส้นทางตรงยาวที่มีเส้นแสงสีแดงบาง ๆ วิ่งอยู่บนผนัง ขนานไปกับเส้นทางเดินนี้

    ดูยังไงก็ชวนน่าสงสัย

    คงไม่ใช่ว่าทันทีที่เดินเข้าไป จะมีแสงเลเซอร์ยิงออกมาจากเส้นแสงพวกนั้นเพื่อแยกส่วนพวกเราเป็นชิ้น ๆ หรอกนะ?



    “จะ… จะทำยังไงดีเอซ? คือ… ฉันลืมไปว่ามันมีกับดักติดตั้งเอาไว้อยู่งะ! ”

    ตรูว่าแล้วไง

    ว่าแต่หุ่นยนต์โลกไหนมีการหลงลืมกันได้ฟะ...

    “งั้นเอาแบบนี้สิค่ะ พี่ ทุกคน ถอยไปข้างหลังหน่อย”

    น้องสาวสุดรักของผมเอยด้วยความมั่นใจ แล้วเดินตรงเข้าไปในทางเดินที่น่าจะเต็มไปด้วยกับดัก



    เธอเหยียบเข้าไปในเส้นทางสีขาว แล้วยกเคียวสีดำด้วยมือทั้งสองข้างขึ้นสูง

    ออร่าสีดำกำลังแผ่กระจายออกมาจากเคียวรังสีเล่มนั้น

    อย่างน้องดิวซ์สุดที่รักของพี่ชายคนนี้ คงต้องมีวิธีฉลาด ๆ ในการแก้กับดักอยู่ภายในใจแล้วสินะ?

    ถ้าเป็นผม ผมจะใช้วิธีตัดผนังบางส่วนออก แล้วตัดสายไฟที่เชื่อมกับระบบกับดักทิ้ง หรือไม่ก็ให้กรีดแฮกปิดการทำงานของมันไปแทน



    “วิธีแก้กับดักที่ดีที่สุด คือการพังแม่มไปทั้งเส้นทางเลยค่ะ! ”

    เฮ้ย…?

    ว่าแล้วเธอก็ฟันเคียวลงไปที่ผนังทางซ้ายและขวา

    กระแสไฟฟ้าจำนวนมากแฉลบออกมาจากผนังที่ถูกกรีดออก ประหนึ่งเป็นหยาดเลือดที่ไหลรินทะลักออกมาจากบาดแผล

    น้องสาวของผมวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับทำลายเส้นทางเดิน อย่างไม่หยี่ระต่อความพินาศที่เกิดขึ้น

    คุณน้องเล่นพังมันจนพินาศยับเลยละ

    “ปลอดภัยแล้วค่ะ ไปกันต่อเถอะ! ”

    ดิวซ์น้องรักหันมาโบกมือด้วยรอยยิ้มจากอีกฟากของทางเดิน

    “อะ...อืม…”

    ไม่อยากจะเชื่อว่าน้องสาวผู้น่ารักจะมีสมองกล้ามได้ขนาดนี้เลยแฮะ...


    ***



    มันคือห้องโถงทรงกลมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษซากของเมล็ดสีขาวกองเต็มพื้นห้อง

    ฝ้าเพดานนั้นสูงสุดลูกหูลูกตา จนไม่อาจแม้แต่จะมองเห็นจุดสิ้นสุดของมันได้

    ที่ทิศทั้งเจ็ดของทรงกลม จะมีแท่นขนาดสี่เมตรวางเอาไว้ พร้อมกับป้ายสีทองที่สลักด้วยภาษาโบราณของชนเผ่าท้องถิ่น

    บางทีมันคงเป็นแท่นเคลื่อนย้ายมิติ เหมือนกับที่พวกเราใช้ลอบบุกเข้ามาภายในยานลำนี้

    ตอนนั้นถ้าไม่ได้กรีดช่วยแฮกระบบแท่นวาร์ปของเตาสุริยะที่ 8 ซึ่งติดตั้งอยู่ใกล้เมือง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช้วิธีไหนแอบลอบเข้ามาที่นี่



    “ห้องควบคุมต้องใช้แท่นนั้น แต่ต้องมีใบผ่านทางถึงจะเปิดใช้งานได้ รบกวนขอเวลาสักห้านาทีเพื่อแฮกระบบนะ”

    กรีดชี้ไปที่แท่นวาร์ปซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับประตูที่พวกเรากำลังยืนอยู่

    “ได้ ระหว่างนั้นจะเฝ้าระวังหลังให้เธอเองกรีด”

    “Zzzz…”

    “ [รับทราบ… ทำการปกป้องกรีด...] ”

    *ฟ่อ~*

    พวกเราทั้งเจ็ดคนกับอีกหนึ่งตัวเริ่มเดินเข้าไปในห้องโถงอย่างระมัดระวัง

    จะว่าไป ทำไมไอเจ้างูตัวนี้ถึงมาติดน้องสาวของเรากันได้เนี่ย?

    ไม่ใช่ว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงของเจ้าคนที่ชื่อไพไรต์หรอกหรือยังไง?



    “กระผมคงให้พวกท่านทำอะไรตามอำเภอใจไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วละครับ”

    “ใคร!? ”

    ผมรีบโจมตีไปที่ต้นเสียง

    เสียงนั้นดังมาจากฝ้าเพดานที่สูงลิบเหนือหัวของพวกเรา

    วัตถุทรงไข่ลูกหนึ่งบินทะยานออกมาจากกระเป๋าที่ห้อยติดกับเข็มขัดตรงเอว

    ด้วยความเร็วและมวลของมัน จึงทำให้มีความรุนแรงไม่แพ้ลูกปืนใหญ่

    ผมมองการโจมตีของตัวเองที่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะถูกกลืนหายไปในแสงสว่างที่ส่องมาจากฝ้าเพดาน

    ไม่มีเสียงปะทะ

    ไม่มีเสียงของการทำลาย

    ไม่มีเสียงของความเจ็บปวด

    ดูเหมือนว่าจะโจมตีพลาดเป้า…



    เหนือขึ้นไปหลายสิบเมตร ที่ตรงนั้นมีเงาขนาดเล็กปรากฏอยู่

    เงานั้นมีขนาดใหญ่โตขึ้น จนเริ่มเห็นได้ชัดเต็มสองตา

    สิ่งนั้นคือ [พ่อบ้าน]

    เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ค่อนไปทางเข้าสู่วัยชรา

    สวมชุดพ่อบ้านสีดำสนิทเรียบร้อย มีผมสีเงินหวีเรียบ มีหนวดเคราขนาดเล็กประปรายพอให้รู้สึกถึงความน่าเกรงขาม



    “นั่นไพร์ดหรือ!?! ”

    “ใช่ครับ กระผมคือหุ่นยนต์พ่อบ้านหมายเลข [1412 (S) ] ผู้ดูแลเตาสุริยะหมายเลข 2 [ไพรด์] ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับคุณกรีด คุณสล๊อต รวมไปถึงเหล่าพี่น้องผู้ไม่ได้ความที่ถูกล้างสมองไป”

    "... ไม่จริง แม้แต่ไพรด์เองก็ถูกโนอาร์ล้างสมองไปด้วยเหมือนกันหรือเนี่ย!? ”

    กรีดมองไปที่ไพรด์ด้วยความหวาดกลัว

    ขาของเธอสั่นเทาราวกับพร้อมที่จะทรุดลงไปกองกับพื้นได้ทุกเวลา

    “ไม่เลยครับ กระผมยังเป็นตัวตนของกระผมอยู่ และเจ้านายเพียงหนึ่งเดียวของกระผมคือท่าน [ไพไรต์] กระผมต่างหากที่อยากถามคุณกรีดกับคุณสล๊อต ว่าทำไมพวกคุณถึงทรยศนายท่าน? ทำไมถึงทรยศต่อผู้ที่สร้างพวกเรา? เหตุใดถึงทอดทิ้งแล้วหันคมเขี้ยวกลับมาสู่ยานโนอาร์ของพวกเรากันละครับ? ”

    “อึ๊ก!?! ไม่ใช่! นั่นนะ.! ที่ฉันทำแบบนี้ก็เพื่อปกป้องทุกคนจากโน---”

    “ถึงโนอาร์จะเงียบไม่กล้าบอกผม แต่กระผมพอจะเดาเรื่องที่โนอาร์ทำกับพวกท่านได้อยู่ครับ แต่ไม่ว่าด้วยเหตุผลอันใด มันก็ไม่ควรใช่เหตุผลที่พวกเราต้องมาทรยศต่อเจ้านายครับ โนอาร์คือระบบหลักที่ดูแลทุกชีวิตของเผ่า ดังนั้นถ้าหากว่ามีใครที่สูญเสียซึ่งเจตนารมณ์ดั้งเดิม โนอาร์ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเข้าชำระล้างระบบเพื่อบันทึกข้อมูลการทำงานใหม่ครับ”

    ไอหมอนี่พูดมีเหตุผลจนรู้สึกน่ากลัวเลยวุ้ย

    “ไพรด์… ได้โปรด เห็นแก่พวกเรา ช่วยเปิดทางเถอะนะ”

    “ไม่ครับ กระผมมีความภาคภูมิใจของตัวเอง จะไม่ยอมทำสิ่งที่เป็นการทรยศต่อเจ้านาย หรือทรยศต่อผู้สร้าง เพียงเพราะเหตุผลหรือจริยธรรมส่วนตัวหรอกครับ”



    กรีดถึงกับเงียบและไปต่อไม่ถูก

    แต่ยิ่งฟังการสนทนา ก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้าพวกนี้ไม่ใช่หุ่นยนต์มากขึ้นไปทุกที

    ไม่ว่าจะความภาคภูมิใจอันไร้สาระของมัน หรือความรู้สึกที่มีต่อพี่น้องของกรีด

    นี่มันเป็นความรู้สึกแบบที่มนุษย์มีกันชัด ๆ

    “แต่ไพรด์ ทั้งที่นายรู้ด้วยตัวเองว่าโนอาร์โหดร้ายขนาดนี้แล้ว นายยังจะ---”

    “พอเถอะกรีด มันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเจ้านี่คือศัตรู”

    ถ้าปล่อยความยาวสาวความยืด จะยิ่งเป็นผลเสียกับทางนี้

    สู้จัดการมัน แล้วตีฝ่าไปตรง ๆ เลยจะดีกว่า

    “ไม่! ”

    แต่ทว่ากลับถูกยัยกรีดห้ามเอาไว้ซะอย่างงั้น

    “ไพรด์ที่ใช้โมเดลหุ่นรุ่น [1412 (S) ] นะ คือรุ่นสงครามที่ต่อสู้เก่งที่สุดในหมู่พี่น้องของพวกเราเลยนะเอซ! ”



    ***



    ไม่มีใครรู้ความจริงของไพรด์

    “ (อืม… โนอาร์ทำอะไรกับพวกเขาไปกันนะ?) ”

    ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

    “ (แต่ดูจากดวงตาที่เหม่อลอยของอีกสามคน ประกอบกับพฤติกรรมแปลก ๆ ของโนอาร์ที่พบ… คงมีการล้างสมองเกิดขึ้นกระมั้ง?) ”

    แต่ไพรด์นั้นฉลาดพอที่จะคาดเดาจากหลักฐานแวดล้อมเพียงน้อยนิดที่มีอยู่ได้

    และยิ่งเขายืนยันด้วยบทสนทนาล่อเป้ากับกรีด ก็ยิ่งตอกย้ำให้เขารู้ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้นั้น มันถูกต้อง

    “ (โนอาร์… นี่เธอกล้าล้างสมองพี่น้องกันเองจริง ๆ หรือเนี่ย?) ”

    ถ้าหากว่าเป็นคนปกติคงรู้สึกหวาดกลัวต่อโนอาร์ไปแล้ว

    แต่ทว่ากับไพรด์นั้น

    “ (หึ หึ หึ เยี่ยมไปเลย!) ”

    เขากลับยิ่งปิติยินดียิ่งกว่าเดิม



    นั่นเป็นเพราะ

    “ (ถ้าติดตามโนอาร์ละก็ เราก็จะสามารถให้เธอช่วยล้างสมองของหุ่นยนต์ที่ชื่อจาวิส ให้ตกมาเป็นภรรยาของกระผมได้!) ”

    เขายังไม่คิดยอมแพ้เรื่องของจาวิสนั่นเอง

    เขาไม่คิดจะบอกใครถึงความต้องการของตัวเอง

    แม้แต่กับโนอาร์ เขาก็ไม่ยอมพูดว่าเขารู้ความลับแล้ว จนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องไปขอร้องเธอเพื่อให้ได้มาซึ่งจิตใจของจาวิส

    “ไม่ครับ กระผมมีความภาคภูมิใจของตัวเอง จะไม่ยอมทำสิ่งที่เป็นการทรยศต่อเจ้านาย หรือทรยศต่อผู้สร้าง เพียงเพราะเหตุผลหรือจริยธรรมหรอกครับ”

    เขาพูดโกหกพี่น้องของตนเองอย่างหน้าตาย เพื่อปกปิดความต้องการของตัวเองเอาไว้

    เขาไม่อยากให้โนอาร์พ่ายแพ้ในศึกนี้

    เพราะถ้าพ่ายแพ้ เขารู้ตัวดีเลยว่าจะไม่มีวันได้ครอบครองจาวิส หุ่นยนต์ที่เขามีความรักให้



    ไม่มีหรอกซึ่งศักดิ์ศรี

    ไม่มีหรอกซึ่งความจงรักภักดี

    ไม่ได้เกี่ยวกับความยึดมั่นต่อคำสั่งที่ได้รับมาแต่อย่างใด

    มันก็เพียงแต่ความต้องการอันบิดเบี้ยวที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของเขา

    มีเพียงแค่นั้น…

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน