หลังจากที่หญิงสาวได้ตรวจสอบเขาของกิเลนเรียบร้อยแล้ว นางพยักหน้าและกล่าวว่า "ราชันอสูรสิบสองวัฏจักรโดยแท้จริง เผ่ากิเลนจะจ่ายให้คุณชายอย่างงาม"
ยวีเหลียนซูไม่ทราบว่าราชันอสูรสิบสองวัฏจักรคืออะไร แต่ว่า หญิงสาวตรงหน้ากลับทราบอย่างชัดแจ้ง นี่ก็คือเขาของกิเลนระดับราชันอสูรสิบสองวัฏจักรที่ตกตายในเทือกเขาคุนหลุนนั่นเอง การที่หนิงหลงปล่อยเขาของกิเลนคู่นี้ออกมา ก็เพื่อดึงดูดให้หญิงสาวเข้ามาหา
"ข้ารอเก็บบัญชีอยู่นะคนสวย" หนิงหลงยิ้มกล่าวเอ้อระเหย
หญิงสาวมองดูหนิงหลง และเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า "ไม่ทราบว่าคุณชายต้องการสิ่งใด?"
"เรื่องนี้น่ะหรือ แหม่ๆ พูดยากจริงๆ" หนิงหลงถึงกับใช้มือลูบคาง และกล่าวเอ้อระเหยว่า "จะอย่างไรเสียคนอย่างข้าเป็นคนมีเหตุผลอยู่แล้ว จะได้ไม่บอกว่าข้าเรียกร้องสูงเกินไป"
"ข้ารู้สึกว่าท่านก็จะต้องมีข้อเรียกร้องที่สูงแน่นอน" หญิงสาวทำตาหยี เวลานี้ ได้มีเหงื่อไหลบางๆ ที่หลังมือของนาง การพูดคุยซื้อขายกับตัวตนเฉกเช่นหนิงหลงทำให้นางรู้สึกตึงเครียดไม่น้อย สิ่งนี้เรียกได้ว่าสามารถกำหนดชะตากรรมของโลกได้เลย
หนิงหลงหัวเราะขึ้นมา และกล่าวว่า "ทีแรกข้ายังรู้สึกเขินอยู่เหมือนกัน เมื่อเจ้าพูดออกมาเช่นนี้ หากข้าไม่เรียกร้องให้สูงก็คงดูจะไม่เป็นธรรมกับข้าเอง ไม่สิ ไม่เป็นธรรมกับพวกเจ้าด้วย จะอย่างไรเสียพวกเจ้าได้หย่อนเหยื่อลงมาโลกเบื้องล่างนี้แล้ว สายเบ็ดที่ปล่อยมาก็ยาวมากเกินไปแล้ว ข้าได้มาติดเบ็ดทั้งที ก็ควรให้ข้าได้ลิ้มลองของอร่อยบ้าง เจ้าว่าอย่างนั้นไหม?"
หญิงสาวนิ่งเงียบไปทีหนึ่ง มองดูหนิงหลงด้วยท่าทีหวั่นเกรง คำพูดเช่นนี้ของหนิงหลงพลันทำให้นางถึงกับอึดอัดหายใจไม่ออก
หนิงหลงทำตาหยี และกล่าวยิ้มแต้ว่า "แล้วใครคือบุตรโชคชะตาที่พวกเจ้าต้องการละ?"
"ท่านกลัวรึ?" หญิงสาวกล่าวพลางฉีกยิ้มสู้รับ
ต่อให้ยวีเหลียนซูฟังไม่เข้าใจว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แต่ว่า เมื่อหญิงสาวพูดคำคำนี้ออกมานั้น นางก็สามารถฟังออกว่า นี่เป็นคำพูดท้าทาย
"ก็แค่ไอ้โง่ที่โชคดีกว่าชาวบ้านเขาก็เท่านั้นเอง สุดท้ายแล้วไอ้โง่คนนี้ก็ถูกผู้ยิ่งใหญ่คนใดคนหนึ่งจูงจมูกกำหนดชะตาลิขิตเอาไว้แล้ว" รอยยิ้มของหนิงหลงดูจะยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น กล่าวเอ้อระเหยว่า "จะสุดยอดวาสนาและหรือพรสวรรค์ที่ไร้เปรียบ จะสูตรโกงระบบนิ้วทองคำ หรือจะเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติ แล้วมันอย่างไร? เมื่อถึงตอนนั้น เกรงว่าจะเป็นข้าที่ปล้นพวกมันจนเกลี้ยง! จัดการกวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันมีจนหมดสิ้น"
ท่าทางของหนิงหลงง่ายๆ ตามอารมณ์ แต่ว่า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพาลและใช้อำนาจบาตรใหญ่ กล่าวขึ้นช้าๆ ว่า "มดปลวกฝูกหนึ่งเท่านั่นเอง ไยต้องหวั่นเกรง ข้าต้องการเปิดหูเปิดตากับผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดที่ว่ามาสักหน่อย! ถึงเวลานั้น ผู้ที่สมควรหวั่นเกรงไม่ใช่ข้า แต่เป็นพวกมัน!"
คำพูดของหนิงหลงดูเรียบง่าย แต่กลับมีความพาลอย่างยิ่ง แม้ว่าหนิงหลงที่นั่งอยู่ที่ตรงนั้นด้วยท่าทางที่เรียบเฉยมาก ไม่ได้แสดงท่าทางเสแสร้งใดๆ
แต่ว่า ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร ขณะที่ยวีเหลียนซูมองเห็นท่าทางเช่นนี้ของหนิงหลงแล้ว ทันใดนั้นเองนางรู้สึกว่าหนิงหลงก็คือผู้บงการหมื่นยุค เขาคือผู้มีอำนาจสูงสุดไม่มีใครเกิน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเสมือนหนึ่งเป็นเพียงมดปลวกที่อยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของเขาเท่านั้น จะเป็นปฐมบรรพบุรุษระดับเช่นใด ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดในระนาบมิติอะไร หนิงหลงก็แค่ก้มตัวลงมอง กระทั่งแค่ยกเท้าขึ้นมานิดหนึ่งก็สามารถเหยียบพวกผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ให้ตายได้ทั้งหมด
ความรู้สึกที่สุดยอดปราศจากผู้เทียบเทียมนี้พลันทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ยวีเหลียนซูเต้นระรัวด้วยความเขิน พริบตาเดียวนั่นเอง หนิงหลงที่อยู่ตรงหน้าช่างแปลกหน้าอะไรอย่างนั้น เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
"ในห้วงวัฏจักรนี้ข้าไม่มีวันตาย!" หนิงหลงมองดูหญิงสาวและเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า "ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดเหล่านั้นตายได้หรือไม่? ต่อให้พวกมันไม่ตาย แต่ว่า อย่าลืมไปสิว่าที่นี่คือมหาตรีสหัสโลกธาตุ ถ้าข้าทำลายมหาตรีสหัสโลกธาตุนี้ ดูสิว่าพวกมันจะสูญพันธุ์ไปจนหมดหรือมหาตรีสหัสโลกธาตุนี้ถูกทำลายก่อน"
คำพูดที่ยกตนข่มท่านเช่นนี้ของหนิงหลงถึงกับทำให้หญิงสาวถึงกับถูกทำให้หวั่นไหวอย่างยิ่ง ทำลายมหาตรีสหัสโลกธาตุเลยนะเนี่ย! ช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวเสียเหลือเกิน
หญิงสาวทำท่าไตร่ตรองนิดหนึ่ง และกล่าวว่า "คุณชายคิดว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่?"
"ไม่เกิด" หนิงหลงยิ้มนิดหนึ่ง และกล่าวว่า "ข้าชื่นชอบในสุนทรียศาสตร์มากกว่า ทำลายทุกอย่างไปหมดแล้วข้าได้ประโยชน์อะไร? ไม่สามารถนำมาซึ่งความรู้สึกด้านความสำเร็จใดๆ เมื่อสรรพสิ่งหวนคืนสู่ความว่างเปล่าหลงเหลือเพียงข้า ผู้ใดจะมาชื่นชมความสำเร็จนี้เล่า!"
"ความเมตตาของคุณชายกว้างใหญ่ดุจดั่งมหาตรีสหัสโลกธาตุ" หญิงสาวย่อตัวลงโค้งคำนับ แฝงไปด้วยบุคลิกลักษณะอันมีเสน่ห์ดั่งเทพธิดา
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะดำเนินการค้าขายคราวนี้ต่อหรือไม่เล่า? ” หนิงหลงยิ้มจางๆ และเอ่ยขึ้นช้าๆ
หญิงสาวจ้องมองไปที่หนิงหลงและกล่าวด้วยท่าทีออดอ้อนว่า "ด้วยทักษะอ่อนด้อยของชิงเอ๋อร์เกรงว่าจะนำของดีมามอบให้คุณชายไม่ได้"
"พูดโดยสรุปก็คือเจ้าต้องการให้ข้าไปส่งของถึงที่" หนิงหลงหัวเราะขึ้นมา
หญิงสาวได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ กล่าวอย่างจนปัญญาว่า "ข้าก็เชื่อว่าท่านจะต้องเดินทางไปสักครั้งแน่นอน ต่อให้ไม่มีการซื้อขายเช่นนี้ท่านก็ต้องไปที่สวนดึกดำบรรพ์"
หนิงหลงมองไปที่หญิงสาวด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้ม และกล่าวว่า "ให้ข้าส่งสินค้าไปถึงหน้าบ้านเลยก็ใช่จะเป็นเรื่องใหญ่อะไร"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้แล้ว หนิงหลงหยุดนิดหนึ่ง และกล่าวว่า "แต่ว่าเจ้าสมควรทราบว่า ช่วงนี้ถนนหนทางไม่ค่อยสงบนัก และถนนก็เดินทางได้ไม่สะดวกนัก เจ้าคิดว่าข้าควรจะคิดราคาเป็นสองเท่า ไม่ถูกสิ สมควรเก็บราคาเป็นสิบเท่า"
"นี่ถือเป็นการขึ้นราคาโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิงอย่างนั้นรึ?" หญิงสาวที่ได้ฟังมีท่าทีอยากจะร้องไห้ แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมา
"ถูกต้อง" หนิงหลงตอบคำถามได้เด็ดขาดมาก กล่าวด้วยท่าทีเอ้อระเหยว่า "ก็แค่ค่าเดินทางจัดส่งสิบเท่าเอง คนเฒ่าคนแก่บ้านเจ้าใช่ว่าจะยากจนข้นแค้นเสียหน่อย เพียงแค่เงินบำนาญส่วนหนึ่งก็ทำให้ผู้คนตาลุกวาวน้ำลายไหลย้อยแล้ว"
"คุณชายเป็นพ่อค้าหน้าเลือดที่ใจดำถึงขีดสุดคนหนึ่ง" หญิงสาวกล่าวด้วยความแง่งอนจนแก้มพองตุ๊บป่อง
"สองเท่าก็สองเท่า ข้าไม่ได้ขึ้นค่าสินค้าไปสิบเท่าก็นับว่ามีคุณธรรมเต็มที่แล้ว สมควรบอกว่าเป็นผู้ใจบุญที่ยิ่งใหญ่ เป็นนักบุญที่ปราศจากผู้เทียบเทียม" หนิงหลงหัวเราะและกล่าวว่า "ถ้าหากข้าเสนอราคาสิบเท่า เจ้าคิดว่ามีจะมีคนซื้อหรือไม่"
"เกรงว่าไม่มีใครสู้ราคานี้ได้" หญิงสาวยิ้มหัวเราะทั้งน้ำตา
"โชคร้ายของพวกเจ้าแล้วที่ปล่อยเชือกออกไปยาวมาก เพื่อตกปลาใหญ่อย่างข้า" หนิงหลงยิ้มอย่างสบายอารมณ์
หญิงสาวเบ๊ะปากและกล่าวด้วยท่าทีจนด้วยเกล้าว่า "คุณชายก็ปล่อยเชือกออกไปยาวเช่นกัน และกำลังตกปลาหลายตัวอย่างพวกชิงเอ๋อร์มิใช่รึ? หาไม่แล้วล่ะก็ ท่าไหนเลยจะรับเอามาเล่า?"
"เจ้าควรจะรู้ พวกมันกำลังจะปฏิบัติการแล้ว" หนิงหลงหัวเราะและเอ่ยขึ้น
"มันซ่อนตัวได้มิดชิดเหลือเกิน พวกเราหาไม่พบ" หญิงสาวจนด้วยเกล้า ส่ายหน้าและกล่าวว่า "พวกมันซ่อนตัวอยู่ในที่มืดและไม่เคยหยุดนิ่ง ทำการปลุกระดมมาตลอด ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากตลอดมา"
"พวกเจ้าหาพวกมันไม่พบมาโดยตลอด เวลานี้หากพวกมันปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว ก็เป็นโอกาสดีที่พวกเจ้าจะทอดแหพอดี" หนิงหลงหัวเราะและกล่าวว่า "จะเสียดายก็ตรงที่ข้าเผลอหลุดเข้าไปในแหเนี่ยสิ"
"เรื่องราวต่างๆ ในโลกหล้ายากสุดจะหยั่งถึง ใครไหนเล่าจะไปคาดเดาได้" หญิงสาวทอดถอนหายใจ
"เป็นเรื่องบังเอิญ เรื่องบังเอิญเท่านั้นเอง" หนิงหลงหัวเราะและกล่าวว่า "แต่ก็นับว่าเป็นความผิดข้าส่วนหนึ่ง ข้าจะยอมทำการค้าที่ขาดทุนสักครั้งก็แล้วกัน"
ยวีเหลียนซูเอามือเท้าคางนั่งฟังพวกเขาทั้งสองสนทนากันอย่างเงียบๆ ที่พวกเขาทั้งสองสนทนาล้วนแล้วแต่เป็นภาษามนุษย์ แต่ว่า นางฟังแล้วไม่เข้าใจแม้แต่ประโยคหนึ่ง
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกว่า หนิงหลงและผู้หญิงตรงหน้าเสมือนหนึ่งยืนอยู่บนก้อนเมฆอย่างนั้น ขณะที่นางเป็นเพียงมดตัวหนึ่งที่อยู่บนพื้นเท่านั้นเอง นั่งฟังพวกเขาพูดคุยสนทนากันออกรส แต่กลับฟังไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว
พลันที่สายตาของหนิงหลงสาดส่องมานั้น ภายในใจของนางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถขยับตัวได้ สายตาของหนิงหลงเสมือนดั่งทะลุทะลวงฟ้าดิน แค่สายตาหนึ่งก็สามารถเข่นฆ่าสังหารเหล่าเทพ นางรู้สึกได้ทันทีว่าตนเองนั้นมีขนาดเล็กเท่าๆ กับมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น ความรู้สึกเช่นนี้ยอดเยี่ยมปราศจากผู้เทียบเทียม
บุรุษผู้นี้ใจเด็ดยิ่งกว่าใคร ใจทระนงยิ่งกว่าผู้ใดที่นางได้เคยพานพบมา ใบหน้าที่ดูคลับคล้ายจะธรรมดาแต่ก็ไม่ธรรมดา ถ้าได้สังเกตดีๆ จะพบว่า โครงหน้าใบนี้ได้ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีจนไร้จุดที่จะติเตียน เวลานี้ นางราวกับเด็กสาวแรกแย้มที่กำลังตกหลุมรักวีรบุรุษหนุ่มอย่างไรอย่างนั้น
"พี่บอกน้องนางแล้ว ว่าอย่าได้หลงใหลในตัวพี่ พี่เป็นเพียงตำนานเท่านั้น" หนิงหลงเผยให้เห็นถึงฟันสีขาวและกล่าวว่า "ข้าเชื่อว่า หากน้องนางยังจ้องพี่ไม่หยุดล่ะก็ จะต้องหลงเสน่ห์พี่เข้าแน่นอน หลงจนเคลิบเคลิ้มเก็บเอาไปฝัน"
ทันทีที่ยวีเหลียนซูได้ฟัง นางเกือบจะกระอักเป็นเลือดออกมา ท่วงท่าวีรบุรุษแห่งยุคที่นางได้อุตส่าห์ปั้นแต่งขึ้นมาพลันถูกทำให้พังทลายชั่วพริบตา เห็นท่าทีหลงตัวเองของหนิงหลงเช่นนี้แล้วก็อยากจะเอาเท้ากระทืบสักหลายๆ ที ไม่จัดการถีบเขาอย่างรุนแรงให้กองอยู่กับพื้น อยากจะระบายความแค้นที่อยู่ในใจ