แม้จะเป็นการโยนสิ่งของให้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าแต่จอร์แดนก็รับมันไว้ได้อย่างแม่นยำ เขาจ้องมองเม็ดยาในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะใช้พลังเวทตรวจสอบอย่างละเอียด ความยินดีพลันแสดงออกมาบนใบหน้าของเขาอย่างลืมตัว
“ นี่คือยาถอนพิษแมงป่องหัวกะโหลก? “
จอร์แดนเงยหน้าถามแอเรียสอย่างคาดหวัง แม้จะรู้ว่านี่เป็นยาระดับสูงชั้นดีแต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคือยาชนิดใด
“ ใช่ ยาถอนพิษ “
แอเรียสยิ้มตอบ
“ ทำไมเจ้าถึงนำมันมาให้ข้า “
“ ก็บอกแล้วไงว่าเป็นของขวัญตอบแทนสำหรับเงินหกเหรียญกับดาบสองเล่มนั่น“
“ นี่ข้าจะเชื่อถือเจ้าได้จริงๆเหรอ“
จอร์แดนยังคงรู้สึกว่ามันมีความไม่ชอบมาพากลอยู่เล็กๆ ระหว่างเขาและแอเรียสมีสถานะที่ค่อนข้างจะเป็นอริกันมากกว่าที่จะเป็นมิตร หนำซ้ำเมื่อครู่เขายังพึ่งโจมตีแอเรียสไปด้วย แล้วเหตุใดเด็กนี่จึงนำยาถอนพิษมาให้เขาโดยไม่คิดค่าตอบแทนกัน
“ ถ้าไม่อยากกินก็ทำลายมันทิ้งซะ แล้วก็ไปหานักปรุงยาคนอื่นให้ปรุงยาถอนพิษให้เจ้า “
แม้แอเรียสจะตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบแต่น้ำเสียงเริ่มปะปนความรำคาญเล็กๆ ตาแก่นี่ชักเริ่มจะถามมากเกินไปแล้ว
“ ก็ได้ข้าจะลองไว้ใจเจ้าสักครั้ง“
จอร์แดนพูดออกมา
“ ถ้ามันฝืนใจมากก็โยนๆมันทิ้งไป“
แอเรียสพูดออกมาด้วยความรำคาญ
จอร์แดนจ้องไปที่แอเรียสอยู่ชั่วครู่ราวกับต้องการจะล่วงรู้ความลับภายในจิตใจของแอเรียส ในที่สุดเขาก็กลืนยาถอนพิษในมือลงลำคอไป เพียงไม่นานตัวยาก็เริ่มออกฤทธิ์ในทันที ท่อนแขนของเขารู้สึกร้อนผ่าวราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง แต่ความรู้สึกนั้นคงอยู่ได้เพียงไม่นานก็จางหายไปพร้อมกับร่องรอยสีม่วงคล้ำที่อยู่รอบๆบาดแผลที่จางหายไปเช่นกัน จอร์แดนก็สัมผัสได้ว่าพิษร้ายที่อยู่ในบาดแผลของเขาถูกกำจัดไปจนหมด ในที่สุดวันที่สิ้นสุดความทรมานของเขาก็มาถึง วันที่เขาจะได้ข่มตาหลับโดยไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไป
“ ยาของเจ้าถอนพิษได้จริงๆเหรอเนี่ยเจ้าหนูแอเรียส“
จอร์แดนพูดออกมา
“ เฮ้ยๆๆอย่ามาเรียกข้าด้วยชื่อแบบนั้นนะ “
แอเรียสรู้สึกขนลุกเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือของจอร์แดน
“ เอาน่าๆอย่าคิดเล็กคิดน้อยไปเลยเจ้าหนูแอเรียส ขอบใจเจ้ามากสำหรับยาถอนพิษ เรื่องที่ผ่านมาแล้วเราก็ลืมๆมันไปก็แล้วกัน ฮ่าๆๆ “
จอร์แดนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อรู้ว่าพิษแมงป่องหัวกะโหลกถูกกำจัดทิ้งไปจนหมด ท่าทางของจอร์แดนทำให้เหล่าทหารที่มุงดูอยู่ห่างๆยืนงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อครู่จอร์แดนพึ่งทำเหมือนกำลังจะสังหารแอเรียสไปไม่ใช่เหรอ แล้วเหตุใดอยู่ดีๆเขาก็แสดงท่าทีที่เป็นมิตรเช่นนั้นออกมากัน
“ พวกเขาอยู่ที่ไหน!? “
“ ทางด้านหลังคฤหาสน์ขอรับท่านดยุค“
เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทิศทางที่ห่างออกไป
“ ท่านอาจารย์จอร์แดนใจเย็นไว้ก่อน!! เขาเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอย่าได้ถึงกับสังหารเขาเลย“
ทันใดนั้นดยุคโคเว่นก็พรวดพราดเข้ามาด้วยความเร่งรีบ เสียงตะโกนของเขาได้ยินมาก่อนจะเห็นตัวของเขาเสียอีก เมื่อได้ยินจากปากของทหารว่าจอร์แดนกำลังจะสังหารแอเรียส ดยุคโคเว่นก็รีบพุ่งออกมาจากห้องของไอรีนทันที ตอนแรกไอรีนกับเฮเลน่าก็คิดจะมาด้วยแต่ถูกดยุคโคเว่นห้ามเอาไว้เพราะกลัวจะถูกลูกหลงเข้า
“ สังหาร? ข้าจะไปสังหารนักเวทดีๆแบบเจ้าหนูแอเรียสได้อย่างไรฮ่าๆๆ “
จอร์แดนตบไปที่ไหลของแอเรียสอย่างอารมณ์ดี นั่นทำให้แอเรียสรู้สึกแปลกๆเข้าไปใหญ่ ตาแก่นี่ไม่สนิทกับเขาไวไปหน่อยเหรอ
“แล้วทำไมสภาพของแอเรียสถึงได้.. “
ดยุคโคเว่นมองเห็นเสื้อผ้าของแอเรียสที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงอย่างไม่เชื่อคำพูดของจอร์แดน หนำซ้ำที่พื้นก็ยังมีร่องรอยต่อสู้อยู่เลย
“ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วล่ะท่านดยุคไม่ต้องห่วง“
แอเรียสเอ่ยขึ้น
“ เห็นไหมล่ะเจ้าหนูแอเรียสยังบอกเองเลยว่าไม่เป็นอะไร“
จอร์แดนพูดอย่างอารมณ์ดี
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ดยุคโคเว่นงุนงงเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าคำรายงานของทหารไม่ใช่เรื่องโกหกแน่ ดูจากร่องรอยบนร่างของแอเรียสก็เห็นได้ชัดว่าเขาถูกโจมตีจริงๆ แล้วทำไมเหตุการณ์มันถึงได้ออกมาในรูปนี้กัน แล้วที่สำคัญคือทั้งคู่ไปสนิทสนมกันตอนไหนกัน
“ ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นข้าขอตัวก่อน“
แอเรียสเอ่ยขึ้น ก่อนจะเตรียมตัวเดินจากไป
“ เดี๋ยวก่อนเจ้าหนู“
จอร์แดนเอ่ยรั้งแอเรียสเอาไว้ก่อนจะหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาขีดเขียนข้อความบางอย่าง ที่ท้ายกระดาษแผ่นนั้นจอร์แดนได้ลงนามของตัวเองกำกับเอาไว้ด้วย จากนั้นเขาก็ม้วนกระดาษแผ่นนั้นแล้วใช้เชือกเส้นหนึ่งพันเอาไว้
“ รับจดหมายนี่เอาไว้ หากเจ้าอยากเข้าโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัสก็เพียงแค่นำจดหมายนี่ไปยื่นได้เลย แล้วคนดูแลจะรับเจ้าเข้าโรงเรียนทันทีโดยไม่ต้องทำการทดสอบใดๆ และครั้งนี้ถือว่าข้าติดหนี้เจ้าเอาไว้หนึ่งครั้ง หากเจ้ามีเรื่องเดือดร้อนก็มาที่เมืองโพริอัสได้ แล้วข้าจะตอบแทนเจ้าหนึ่งครั้งเช่นกัน “
จอร์แดนยื่นม้วนกระดาษในมือให้กับแอเรียสด้วยท่าทางที่ดูเป็นมิตร รอยยิ้มบนใบหน้าดูจริงใจกว่าตอนที่พบกันครั้งแรกมากนัก แอเรียสพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขอบคุณแล้วรับม้วนกระดาษนั่นมา ดูจากนิสัยของจอร์แดนแล้วเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายนัก
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่างตกอยู่ในสายตาของผู้ที่เฝ้ามองดูอย่างดยุคโคเว่น จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อาจจะทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากการเป็นอริศัตรูแถมยังฉกชิงเงินทองและอาวุธล้ำค่าไปด้วยการพนัน แต่สุดท้ายแล้วกลับลงเอยด้วยการเป็นมิตร หนำซ้ำจอร์แดนยังบอกว่าติดหนี้ที่ต้องตอบแทนแอเรียสอีก ‘แอเรียสใช้วิธีอะไรกัน เหตุใดการแสดงออกของอาจารย์จอร์แดนจึงดูเปลี่ยนไปเช่นนี้ ’ ดยุคโคเว่นอดทึ่งในความสามารถของแอเรียสไม่ได้ เขาใช้วิธีอะไรกันจึงสามารถเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้ในเวลาไม่ทันข้ามวัน
ว่ากันว่าบุญคุณใดก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าการช่วยชีวิต เหตุใดเหล่านักปรุงยาที่มักจะไม่เก่งกาจในด้านการต่อสู้จึงมีแต่ผู้คนให้ความเกรงอกเกรงใจ หนำซ้ำพวกนักปรุงยายังมีอำนาจเหนือกว่านักเวททั่วไปเสียอีก ใช่แล้วพวกนักปรุงยานั้นได้สร้างบุญคุณไว้กับผู้คนมากมาย มีผู้คนมากมายที่ได้รับการช่วยชีวิตเอาไว้จากนักปรุงยา ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ทหาร ขุนนาง หรือแม้แต่ราชา ด้วยเหตุนี้นักปรุงยาจึงมักจะมีเบื้องหลังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากมายจนผู้คนทั่วไปไม่กล้าที่จะล่วงเกิน
แอเรียสเองก็เป็นนักปรุงยาคนหนึ่ง ระดับของเขาตอนนี้ก็คงจะเป็นระดับปรมาจารย์ และในวันนี้เขาก็ได้สร้างบุญคุณกับสองนักเวทผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้ คนหนึ่งคือภรรยาของผู้ที่ปกครองเมืองเบอเนียร์ คนหนึ่งคือนักเวทระดับปราชญ์ผู้ที่มีอำนาจอยู่เมืองโพริอัส ในอนาคตผู้คนเหล่านี้ก็อาจจะช่วยเหลือเขาได้บ้าง และหากข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป มาลองดูสิว่าจะยังมีผู้ใดในเมืองเบอเนียร์กล้าลองดีกับเขาบ้าง แผนการต่างๆในอนาคตของเขาก็นับว่าสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
รอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ประดับอยู่บนใบหน้าของจิ้งจอกน้อยยามที่เดินออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลฮาร์เกน การสร้างความเป็นอริศัตรูกับนักเวทระดับปราชญ์โดยไม่เตรียมแผนสำรองเอาไว้มีแต่ผู้โง่เขลาเท่านั้นที่คิดจะทำ เขาสังเกตเห็นบาดแผลที่ถูกพิษแมงป่องหัวกะโหลกของจอร์แดนตั้งแต่แรกที่เริ่มสนทนากันแล้ว เพราะเหตุผลนี้เขาเลยกล้าที่จะท้าพนันและยั่วยุจอร์แดน เริ่มต้นจากการล่อลวงทรัพย์สินจากในกระเป๋าอย่างแนบเนียนแล้วตบท้ายด้วยการช่วยถอนพิษร้ายที่ไม่หมดหนทางรักษา แผนการนี้นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าจอร์แดนจะซาบซึ้งน้ำใจของเขาถึงเพียงนี้ แค่ง้างเกาทัณฑ์แล้วปล่อยลูกศรออกไปก็กลับได้นกติดกลับมาหลายตัวโดยบังเอิญ วันนี้นับว่าเป็นวันที่ดีทีเดียว
“ โรงเรียนเวทมนตร์โพริอัสอย่างนั้นเหรอ ขนาดอาจารย์จากโรงเรียนแห่งนั้นยังมีความรู้ด้อยกว่าข้า แล้วจะให้ข้าไปเรียนรู้สิ่งใดจากที่นั่นกัน “
แอเรียสยิ้มเยาะมองไปที่ม้วนกระดาษในมือก่อนจะเก็บมันลงไปในแหวนมิติอย่างไม่ใส่ใจ โรงเรียนเวทมนตร์ในยุคที่เวทมนตร์เสื่อมถอยมันจะมีสิ่งใดที่น่าสนใจกัน
“พี่แอเรียส นี่ท่านรู้ไหมว่าเมื่อครู่ข้ากลัวแทบแย่ “
เสียงใสๆของภูตตัวน้อยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า มีเพียงแอเรียสเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงที่มาของเสียง
“ ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าข้าควบคุมได้“
แอเรียสจ้องมองไปยังอากาศเบื้องหน้าราวกับเขาพูดคุยอยู่คนเดียว
“ ตอนที่ท่านลุงคนนั้นตบไหล่พี่แอเรียส ข้าตกใจคิดว่าเขาจะทำร้ายข้าเสียอีก “
แม้จะมองไม่เห็นร่างของโอลิเวียแต่แอเรียสก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าตอนนี้นางกำลังทำหน้าตาแบบไหน หากเดาไม่ผิดนางคงจะเบะปากออกมาขณะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ๆ ตอนที่จอร์แดนตบมาที่ไหล่ของแอเรียสโอลิเวียก็นั่งอยู่บนนั้นด้วย โชคดีที่นางบินหนีออกมาได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นตัวตนของนางคงได้เปิดเผยก่อนเวลาอันควรแน่
“ ไม่ต้องมาบ่นเลยโอลิเวีย ข้าก็บอกเจ้าแล้วให้รออยู่ที่ตระกูลก็ไม่ยอมฟัง ถือซะว่าวันนี้ข้าพามาเรียนรู้บทเรียนใหม่ๆก็แล้วกัน “
แอเรียสยิ้มเล็กๆออกมาก่อนจะลูบหัวโอลิเวียอย่างแผ่วเบา แม้จะมองไม่เห็นแต่เขาก็สามารถรับรู้ถึงตัวตนของนางได้ด้วยพันธะสัญญาที่เชื่อมต่อกัน
ณ ตระกูลสการ์เชีย
“ นี่เจ้าไปเอามันมาจากไหนกัน“
อัลเบิร์ตเอ่ยถามขึ้นด้วยความใคร่รู้ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังดาบใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้อย่างไม่ละสายตา พลังที่แผ่ออกมาจากตัวดาบเห็นชัดๆว่านี่คืออาวุธเวทระดับสูง พลังของมันแข็งแกร่งกว่าดาบประจำตัวของเขาหลายเท่านัก ทั้งความดุดันที่แฝงเอาไว้ในคมดาบ นี่มันเป็นอาวุธที่เขาใฝ่ฝันชัดๆ
“ เรื่องมันยาวน่ะ ไว้วันหลังข้าจะเล่าให้ฟัง แล้วท่านชอบมันหรือไม่ล่ะ “
“ อย่าบอกนะว่านี่เจ้าจะมอบมันให้ข้า!? “
อัลเบิร์ตเงยหน้าขึ้นถามด้วยดวงตาระยิบระยับราวกับเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่ ถ้าได้ดาบเล่มนี้มาไว้ในมือล่ะก็ รับรองได้เลยว่าความแข็งแกร่งของเขาต้องมากขึ้นกว่าเดิมแน่
แอเรียสพยักหน้าให้กับอัลเบิร์ตพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ เมื่อได้ฟังคำตอบอย่างชัดเจนอัลเบิร์ตก็รีบยกดาบเล่มนั้นขึ้นมาลองถือจับในทันที เขาลองกวัดแกว่งมันเล็กน้อยเพื่อให้คุ้นชินกับตัวดาบ แม้น้ำหนักของมันจะหนักกว่าดาบเล่มเก่าของเขาแต่พลังของมันช่างแข็งแกร่งกว่าหลายขุม ด้วยดาบเล่มนี้เขาย่อมเอาชนะนักเวทระดับนักรบคนอื่นได้แน่ เมื่ออัดพลังเวทเข้าไปในตัวดาบ ลวดลายรูปหน้าของอสูรที่สลักเอาไว้ก็พลันส่งกลิ่นอายอันดุดันออกมาในทันที ดูเหมือนอัลเบิร์ตจะพอใจกับดาบเล่มนี้เป็นอย่างมาก
“ ท่านแม่ส่วนเล่มนี้ของท่าน“
เป็นโอลิเวียที่กระตุกชายเสื้อของมาเรียพร้อมกับลากดาบเรเปียร์สีเงินมามอบให้กับมาเรียด้วย แม้การถือดาบที่ยาวกว่าตัวเองหลายเท่าจะดูทุลักทุเลไปบ้างแต่โอลิเวียก็นำดาบเรเปียร์อันงดงามมามอบให้กับมาเรียได้สำเร็จ
มาเรียรับมอบดาบเรเปียร์มาจากภูตตัวน้อยด้วยความรู้สึกเอ็นดู เมื่อสัมผัสตัวดาบก็ทำให้นางถึงกับตกตะลึงเช่นกันเมื่อรับรู้ว่านี่ก็คืออาวุธเวทระดับสูงเช่นกัน แสงสีเงินที่สะท้อนจากตัวดาบทำให้ดวงตาของมาเรียเป็นประกายด้วยความชื่นชมในความงามของตัวดาบ แม้แต่ด้ามดาบก็ยังถูกตกแต่งด้วยทองคำบริสุทธิ์ ไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะมีราคามากเพียงใด
แม้ตระกูลใหญ่จะมีรายได้ในแต่ละปีเป็นจำนวนมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยเหตุนี้ทั้งมาเรียและอัลเบิร์ตจึงมีเพียงอาวุธเวทระดับกลางเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกที่ทั้งคู่จะแสดงความดีใจออกมายามที่ได้รับอาวุธเวทระดับสูงจากแอเรียส
“ แอเรียสเจ้าไม่น่าลำบากเปลืองเงินทองไปซื้อดาบพวกนี้มาเลย“
แม้จะรู้สึกยินดีที่ได้รับอาวุธล้ำค่าเล่มนี้เป็นของขวัญ แต่มาเรียก็รู้สึกไม่ดีเช่นกันที่แอเรียสต้องเสียเงินทองไปมากมายเพื่อที่จะซื้ออาวุธเวทระดับสูงมาให้กับนางและอัลเบิร์ต