กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 141 ม้วนจดหมาย

            แม้จะเป็นการโยนสิ่งของให้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าแต่จอร์แดนก็รับมันไว้ได้อย่างแม่นยำ เขาจ้องมองเม็ดยาในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนจะใช้พลังเวทตรวจสอบอย่างละเอียด  ความยินดีพลันแสดงออกมาบนใบหน้าของเขาอย่างลืมตัว 

             

            “ นี่คือยาถอนพิษแมงป่องหัวกะโหลก? “

             

            จอร์แดนเงยหน้าถามแอเรียสอย่างคาดหวัง แม้จะรู้ว่านี่เป็นยาระดับสูงชั้นดีแต่เขาก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคือยาชนิดใด 

             

            “ ใช่  ยาถอนพิษ “

             

            แอเรียสยิ้มตอบ

             

            “ ทำไมเจ้าถึงนำมันมาให้ข้า “

             

            “ ก็บอกแล้วไงว่าเป็นของขวัญตอบแทนสำหรับเงินหกเหรียญกับดาบสองเล่มนั่น“

             

            “ นี่ข้าจะเชื่อถือเจ้าได้จริงๆเหรอ“

             

            จอร์แดนยังคงรู้สึกว่ามันมีความไม่ชอบมาพากลอยู่เล็กๆ ระหว่างเขาและแอเรียสมีสถานะที่ค่อนข้างจะเป็นอริกันมากกว่าที่จะเป็นมิตร หนำซ้ำเมื่อครู่เขายังพึ่งโจมตีแอเรียสไปด้วย แล้วเหตุใดเด็กนี่จึงนำยาถอนพิษมาให้เขาโดยไม่คิดค่าตอบแทนกัน

             

            “ ถ้าไม่อยากกินก็ทำลายมันทิ้งซะ แล้วก็ไปหานักปรุงยาคนอื่นให้ปรุงยาถอนพิษให้เจ้า “

             

            แม้แอเรียสจะตอบกลับด้วยสีหน้าราบเรียบแต่น้ำเสียงเริ่มปะปนความรำคาญเล็กๆ  ตาแก่นี่ชักเริ่มจะถามมากเกินไปแล้ว

             

            “ ก็ได้ข้าจะลองไว้ใจเจ้าสักครั้ง“

             

            จอร์แดนพูดออกมา

             

            “ ถ้ามันฝืนใจมากก็โยนๆมันทิ้งไป“

             

            แอเรียสพูดออกมาด้วยความรำคาญ

             

            จอร์แดนจ้องไปที่แอเรียสอยู่ชั่วครู่ราวกับต้องการจะล่วงรู้ความลับภายในจิตใจของแอเรียส  ในที่สุดเขาก็กลืนยาถอนพิษในมือลงลำคอไป  เพียงไม่นานตัวยาก็เริ่มออกฤทธิ์ในทันที ท่อนแขนของเขารู้สึกร้อนผ่าวราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง แต่ความรู้สึกนั้นคงอยู่ได้เพียงไม่นานก็จางหายไปพร้อมกับร่องรอยสีม่วงคล้ำที่อยู่รอบๆบาดแผลที่จางหายไปเช่นกัน  จอร์แดนก็สัมผัสได้ว่าพิษร้ายที่อยู่ในบาดแผลของเขาถูกกำจัดไปจนหมด ในที่สุดวันที่สิ้นสุดความทรมานของเขาก็มาถึง วันที่เขาจะได้ข่มตาหลับโดยไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอีกต่อไป

             

            “ ยาของเจ้าถอนพิษได้จริงๆเหรอเนี่ยเจ้าหนูแอเรียส“

             

            จอร์แดนพูดออกมา

             

            “ เฮ้ยๆๆอย่ามาเรียกข้าด้วยชื่อแบบนั้นนะ “

             

            แอเรียสรู้สึกขนลุกเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวหน้ามือเป็นหลังมือของจอร์แดน 

             

            “ เอาน่าๆอย่าคิดเล็กคิดน้อยไปเลยเจ้าหนูแอเรียส  ขอบใจเจ้ามากสำหรับยาถอนพิษ  เรื่องที่ผ่านมาแล้วเราก็ลืมๆมันไปก็แล้วกัน  ฮ่าๆๆ “

             

            จอร์แดนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อรู้ว่าพิษแมงป่องหัวกะโหลกถูกกำจัดทิ้งไปจนหมด ท่าทางของจอร์แดนทำให้เหล่าทหารที่มุงดูอยู่ห่างๆยืนงงเป็นไก่ตาแตก  เมื่อครู่จอร์แดนพึ่งทำเหมือนกำลังจะสังหารแอเรียสไปไม่ใช่เหรอ  แล้วเหตุใดอยู่ดีๆเขาก็แสดงท่าทีที่เป็นมิตรเช่นนั้นออกมากัน

             

            “ พวกเขาอยู่ที่ไหน!? “

             

            “ ทางด้านหลังคฤหาสน์ขอรับท่านดยุค“

             

            เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทิศทางที่ห่างออกไป

             

            “ ท่านอาจารย์จอร์แดนใจเย็นไว้ก่อน!!  เขาเป็นแค่เด็กคนหนึ่งอย่าได้ถึงกับสังหารเขาเลย“

             

            ทันใดนั้นดยุคโคเว่นก็พรวดพราดเข้ามาด้วยความเร่งรีบ เสียงตะโกนของเขาได้ยินมาก่อนจะเห็นตัวของเขาเสียอีก เมื่อได้ยินจากปากของทหารว่าจอร์แดนกำลังจะสังหารแอเรียส   ดยุคโคเว่นก็รีบพุ่งออกมาจากห้องของไอรีนทันที ตอนแรกไอรีนกับเฮเลน่าก็คิดจะมาด้วยแต่ถูกดยุคโคเว่นห้ามเอาไว้เพราะกลัวจะถูกลูกหลงเข้า

             

            “ สังหาร? ข้าจะไปสังหารนักเวทดีๆแบบเจ้าหนูแอเรียสได้อย่างไรฮ่าๆๆ “

             

            จอร์แดนตบไปที่ไหลของแอเรียสอย่างอารมณ์ดี  นั่นทำให้แอเรียสรู้สึกแปลกๆเข้าไปใหญ่  ตาแก่นี่ไม่สนิทกับเขาไวไปหน่อยเหรอ 

             

            “แล้วทำไมสภาพของแอเรียสถึงได้.. “

             

            ดยุคโคเว่นมองเห็นเสื้อผ้าของแอเรียสที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงอย่างไม่เชื่อคำพูดของจอร์แดน  หนำซ้ำที่พื้นก็ยังมีร่องรอยต่อสู้อยู่เลย

             

            “ ข้าไม่เป็นอะไรแล้วล่ะท่านดยุคไม่ต้องห่วง“

             

            แอเรียสเอ่ยขึ้น

             

            “ เห็นไหมล่ะเจ้าหนูแอเรียสยังบอกเองเลยว่าไม่เป็นอะไร“

             

            จอร์แดนพูดอย่างอารมณ์ดี 

             

            ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ดยุคโคเว่นงุนงงเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่าคำรายงานของทหารไม่ใช่เรื่องโกหกแน่ ดูจากร่องรอยบนร่างของแอเรียสก็เห็นได้ชัดว่าเขาถูกโจมตีจริงๆ แล้วทำไมเหตุการณ์มันถึงได้ออกมาในรูปนี้กัน แล้วที่สำคัญคือทั้งคู่ไปสนิทสนมกันตอนไหนกัน 

             

            “ ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นข้าขอตัวก่อน“

             

            แอเรียสเอ่ยขึ้น  ก่อนจะเตรียมตัวเดินจากไป

             

            “ เดี๋ยวก่อนเจ้าหนู“    

             

            จอร์แดนเอ่ยรั้งแอเรียสเอาไว้ก่อนจะหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาขีดเขียนข้อความบางอย่าง  ที่ท้ายกระดาษแผ่นนั้นจอร์แดนได้ลงนามของตัวเองกำกับเอาไว้ด้วย จากนั้นเขาก็ม้วนกระดาษแผ่นนั้นแล้วใช้เชือกเส้นหนึ่งพันเอาไว้ 

             

            “ รับจดหมายนี่เอาไว้  หากเจ้าอยากเข้าโรงเรียนเวทมนตร์โพริอัสก็เพียงแค่นำจดหมายนี่ไปยื่นได้เลย แล้วคนดูแลจะรับเจ้าเข้าโรงเรียนทันทีโดยไม่ต้องทำการทดสอบใดๆ และครั้งนี้ถือว่าข้าติดหนี้เจ้าเอาไว้หนึ่งครั้ง หากเจ้ามีเรื่องเดือดร้อนก็มาที่เมืองโพริอัสได้  แล้วข้าจะตอบแทนเจ้าหนึ่งครั้งเช่นกัน “

             

            จอร์แดนยื่นม้วนกระดาษในมือให้กับแอเรียสด้วยท่าทางที่ดูเป็นมิตร  รอยยิ้มบนใบหน้าดูจริงใจกว่าตอนที่พบกันครั้งแรกมากนัก  แอเรียสพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขอบคุณแล้วรับม้วนกระดาษนั่นมา ดูจากนิสัยของจอร์แดนแล้วเขาก็ไม่ใช่คนเลวร้ายนัก 

             

            ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นต่างตกอยู่ในสายตาของผู้ที่เฝ้ามองดูอย่างดยุคโคเว่น จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อาจจะทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น  เริ่มต้นจากการเป็นอริศัตรูแถมยังฉกชิงเงินทองและอาวุธล้ำค่าไปด้วยการพนัน  แต่สุดท้ายแล้วกลับลงเอยด้วยการเป็นมิตร  หนำซ้ำจอร์แดนยังบอกว่าติดหนี้ที่ต้องตอบแทนแอเรียสอีก  ‘แอเรียสใช้วิธีอะไรกัน  เหตุใดการแสดงออกของอาจารย์จอร์แดนจึงดูเปลี่ยนไปเช่นนี้  ’ ดยุคโคเว่นอดทึ่งในความสามารถของแอเรียสไม่ได้ เขาใช้วิธีอะไรกันจึงสามารถเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้ในเวลาไม่ทันข้ามวัน   

             

            ว่ากันว่าบุญคุณใดก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าการช่วยชีวิต เหตุใดเหล่านักปรุงยาที่มักจะไม่เก่งกาจในด้านการต่อสู้จึงมีแต่ผู้คนให้ความเกรงอกเกรงใจ  หนำซ้ำพวกนักปรุงยายังมีอำนาจเหนือกว่านักเวททั่วไปเสียอีก ใช่แล้วพวกนักปรุงยานั้นได้สร้างบุญคุณไว้กับผู้คนมากมาย  มีผู้คนมากมายที่ได้รับการช่วยชีวิตเอาไว้จากนักปรุงยา  ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน  ทหาร ขุนนาง  หรือแม้แต่ราชา ด้วยเหตุนี้นักปรุงยาจึงมักจะมีเบื้องหลังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากมายจนผู้คนทั่วไปไม่กล้าที่จะล่วงเกิน

             

            แอเรียสเองก็เป็นนักปรุงยาคนหนึ่ง  ระดับของเขาตอนนี้ก็คงจะเป็นระดับปรมาจารย์  และในวันนี้เขาก็ได้สร้างบุญคุณกับสองนักเวทผู้ยิ่งใหญ่เอาไว้ คนหนึ่งคือภรรยาของผู้ที่ปกครองเมืองเบอเนียร์ คนหนึ่งคือนักเวทระดับปราชญ์ผู้ที่มีอำนาจอยู่เมืองโพริอัส  ในอนาคตผู้คนเหล่านี้ก็อาจจะช่วยเหลือเขาได้บ้าง  และหากข่าวเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป มาลองดูสิว่าจะยังมีผู้ใดในเมืองเบอเนียร์กล้าลองดีกับเขาบ้าง แผนการต่างๆในอนาคตของเขาก็นับว่าสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

             

            รอยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ประดับอยู่บนใบหน้าของจิ้งจอกน้อยยามที่เดินออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลฮาร์เกน  การสร้างความเป็นอริศัตรูกับนักเวทระดับปราชญ์โดยไม่เตรียมแผนสำรองเอาไว้มีแต่ผู้โง่เขลาเท่านั้นที่คิดจะทำ  เขาสังเกตเห็นบาดแผลที่ถูกพิษแมงป่องหัวกะโหลกของจอร์แดนตั้งแต่แรกที่เริ่มสนทนากันแล้ว เพราะเหตุผลนี้เขาเลยกล้าที่จะท้าพนันและยั่วยุจอร์แดน  เริ่มต้นจากการล่อลวงทรัพย์สินจากในกระเป๋าอย่างแนบเนียนแล้วตบท้ายด้วยการช่วยถอนพิษร้ายที่ไม่หมดหนทางรักษา  แผนการนี้นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าจอร์แดนจะซาบซึ้งน้ำใจของเขาถึงเพียงนี้ แค่ง้างเกาทัณฑ์แล้วปล่อยลูกศรออกไปก็กลับได้นกติดกลับมาหลายตัวโดยบังเอิญ  วันนี้นับว่าเป็นวันที่ดีทีเดียว

             

            “ โรงเรียนเวทมนตร์โพริอัสอย่างนั้นเหรอ  ขนาดอาจารย์จากโรงเรียนแห่งนั้นยังมีความรู้ด้อยกว่าข้า  แล้วจะให้ข้าไปเรียนรู้สิ่งใดจากที่นั่นกัน “

             

            แอเรียสยิ้มเยาะมองไปที่ม้วนกระดาษในมือก่อนจะเก็บมันลงไปในแหวนมิติอย่างไม่ใส่ใจ โรงเรียนเวทมนตร์ในยุคที่เวทมนตร์เสื่อมถอยมันจะมีสิ่งใดที่น่าสนใจกัน                    

             

            “พี่แอเรียส นี่ท่านรู้ไหมว่าเมื่อครู่ข้ากลัวแทบแย่ “

             

            เสียงใสๆของภูตตัวน้อยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า  มีเพียงแอเรียสเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงที่มาของเสียง

             

            “ ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าข้าควบคุมได้“

             

            แอเรียสจ้องมองไปยังอากาศเบื้องหน้าราวกับเขาพูดคุยอยู่คนเดียว 

             

            “ ตอนที่ท่านลุงคนนั้นตบไหล่พี่แอเรียส  ข้าตกใจคิดว่าเขาจะทำร้ายข้าเสียอีก “

             

            แม้จะมองไม่เห็นร่างของโอลิเวียแต่แอเรียสก็พอจะคาดเดาได้ไม่ยากว่าตอนนี้นางกำลังทำหน้าตาแบบไหน หากเดาไม่ผิดนางคงจะเบะปากออกมาขณะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ๆ  ตอนที่จอร์แดนตบมาที่ไหล่ของแอเรียสโอลิเวียก็นั่งอยู่บนนั้นด้วย  โชคดีที่นางบินหนีออกมาได้ทันเวลา  ไม่อย่างนั้นตัวตนของนางคงได้เปิดเผยก่อนเวลาอันควรแน่

             

            “ ไม่ต้องมาบ่นเลยโอลิเวีย ข้าก็บอกเจ้าแล้วให้รออยู่ที่ตระกูลก็ไม่ยอมฟัง ถือซะว่าวันนี้ข้าพามาเรียนรู้บทเรียนใหม่ๆก็แล้วกัน “

             

            แอเรียสยิ้มเล็กๆออกมาก่อนจะลูบหัวโอลิเวียอย่างแผ่วเบา  แม้จะมองไม่เห็นแต่เขาก็สามารถรับรู้ถึงตัวตนของนางได้ด้วยพันธะสัญญาที่เชื่อมต่อกัน 

             

            ณ  ตระกูลสการ์เชีย

             

            “ นี่เจ้าไปเอามันมาจากไหนกัน“

             

            อัลเบิร์ตเอ่ยถามขึ้นด้วยความใคร่รู้  ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังดาบใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้อย่างไม่ละสายตา  พลังที่แผ่ออกมาจากตัวดาบเห็นชัดๆว่านี่คืออาวุธเวทระดับสูง  พลังของมันแข็งแกร่งกว่าดาบประจำตัวของเขาหลายเท่านัก  ทั้งความดุดันที่แฝงเอาไว้ในคมดาบ  นี่มันเป็นอาวุธที่เขาใฝ่ฝันชัดๆ 

             

            “ เรื่องมันยาวน่ะ  ไว้วันหลังข้าจะเล่าให้ฟัง  แล้วท่านชอบมันหรือไม่ล่ะ “

             

            “ อย่าบอกนะว่านี่เจ้าจะมอบมันให้ข้า!? “

             

            อัลเบิร์ตเงยหน้าขึ้นถามด้วยดวงตาระยิบระยับราวกับเด็กที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่  ถ้าได้ดาบเล่มนี้มาไว้ในมือล่ะก็ รับรองได้เลยว่าความแข็งแกร่งของเขาต้องมากขึ้นกว่าเดิมแน่ 

             

            แอเรียสพยักหน้าให้กับอัลเบิร์ตพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆ เมื่อได้ฟังคำตอบอย่างชัดเจนอัลเบิร์ตก็รีบยกดาบเล่มนั้นขึ้นมาลองถือจับในทันที เขาลองกวัดแกว่งมันเล็กน้อยเพื่อให้คุ้นชินกับตัวดาบ  แม้น้ำหนักของมันจะหนักกว่าดาบเล่มเก่าของเขาแต่พลังของมันช่างแข็งแกร่งกว่าหลายขุม  ด้วยดาบเล่มนี้เขาย่อมเอาชนะนักเวทระดับนักรบคนอื่นได้แน่  เมื่ออัดพลังเวทเข้าไปในตัวดาบ ลวดลายรูปหน้าของอสูรที่สลักเอาไว้ก็พลันส่งกลิ่นอายอันดุดันออกมาในทันที  ดูเหมือนอัลเบิร์ตจะพอใจกับดาบเล่มนี้เป็นอย่างมาก

             

            “ ท่านแม่ส่วนเล่มนี้ของท่าน“

             

            เป็นโอลิเวียที่กระตุกชายเสื้อของมาเรียพร้อมกับลากดาบเรเปียร์สีเงินมามอบให้กับมาเรียด้วย แม้การถือดาบที่ยาวกว่าตัวเองหลายเท่าจะดูทุลักทุเลไปบ้างแต่โอลิเวียก็นำดาบเรเปียร์อันงดงามมามอบให้กับมาเรียได้สำเร็จ 

             

            มาเรียรับมอบดาบเรเปียร์มาจากภูตตัวน้อยด้วยความรู้สึกเอ็นดู เมื่อสัมผัสตัวดาบก็ทำให้นางถึงกับตกตะลึงเช่นกันเมื่อรับรู้ว่านี่ก็คืออาวุธเวทระดับสูงเช่นกัน แสงสีเงินที่สะท้อนจากตัวดาบทำให้ดวงตาของมาเรียเป็นประกายด้วยความชื่นชมในความงามของตัวดาบ แม้แต่ด้ามดาบก็ยังถูกตกแต่งด้วยทองคำบริสุทธิ์  ไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะมีราคามากเพียงใด 

             

            แม้ตระกูลใหญ่จะมีรายได้ในแต่ละปีเป็นจำนวนมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ด้วยเหตุนี้ทั้งมาเรียและอัลเบิร์ตจึงมีเพียงอาวุธเวทระดับกลางเท่านั้น  จึงไม่น่าแปลกที่ทั้งคู่จะแสดงความดีใจออกมายามที่ได้รับอาวุธเวทระดับสูงจากแอเรียส 

             

            “ แอเรียสเจ้าไม่น่าลำบากเปลืองเงินทองไปซื้อดาบพวกนี้มาเลย“

             

            แม้จะรู้สึกยินดีที่ได้รับอาวุธล้ำค่าเล่มนี้เป็นของขวัญ  แต่มาเรียก็รู้สึกไม่ดีเช่นกันที่แอเรียสต้องเสียเงินทองไปมากมายเพื่อที่จะซื้ออาวุธเวทระดับสูงมาให้กับนางและอัลเบิร์ต


    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน