บนยอดเขาวิญญาณ เงาทั้งสามทะยานเข้ามาฝ่ามือโจมตีเข้าใส่ร่างของเต้าหลิง
พวกเขาไม่กล้าลงมือสังหารที่นี่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกล้าฝ่าฝืนกฎของสำนักซิงเฉิน ทว่าถ้าลงมือปลิดชีวิตอีกฝ่ายตรงนี้แม้แต่หวังจวิ้นอี้ก็ปกป้องอะไรพวกเขาไม่ได้ อีกทั้งเต้าหลิงยังเป็นศิษย์สิบอันดับต้นๆของสำนัก ถ้าไม่ระวังแล้วเผลอลงมือฆ่าเขา จะต้องเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีโอกาสโต้กลับหรือไม่” มือเรียวของหลินซีซีกำด้ามกระบี่ล้ำค่าเอาไว้ริมฝีปากสีแดงสดเผยอขึ้นจนมองเห็นฟันสีขาวเรียงตัวสวย
“พวกเขารู้ว่าข้าขาดเงินอยู่พอดีจึงเอาเงินมาให้ข้า” เต้าหลิงก้าวฝีเท้าออกไปข้างหน้าพลางมองหมัดทั้งสามที่พุ่งเข้ามาแล้วแสยะยิ้ม
หลินซือซือพูดไม่ออก นางกลอกตาพลางหยุดนิ่งนางอยากจะรู้นักว่าเขาจะรับมือกับพวกเขาทั้งสามคนได้อย่างไร
หมัดทั้งสามเปล่งแสง มันทะยานเข้าใส่ร่างของเขาทว่าจุดที่พุ่งเข้าใส่ล้วนไม่ใช่จุดสำคัญ พวกเขาแค่อยากจะทำร้ายให้อีกฝ่ายบาดเจ็บเท่านั้น
เต้าหลิงมองพลังหมัดที่พุ่งเข้ามาฝ่ามือขยับขึ้นกลางอากาศพลันปรากฏอักขระสีทองขึ้น แต่ละตัวอักขระหนักอึ้งมันส่องแสงสว่างจ้าคล้ายกับแม่น้ำอักขระที่พุ่งออกไป
พลังงานของอักขระสีทองที่ก่อรูปขึ้นนั้นหนักอึ้งราวกับภูเขาขนาดเล็กที่พุ่งไปด้านหน้าพลังทั้งสามถูกบดขยี้จนสลาย ในเวลาเดียวกันแม่น้ำเล็กสีทองคำก็โหมพัดกระหน่ำออกไปข้างหน้า
“อักขระมหาอำนาจเขาจะต้องได้มันมาจากหอคัมภีร์ยุทธ์แน่”สีหน้าหวังเฟยป๋ายดูเร่าร้อนครั้งนี้มาไม่เสียเที่ยวจริงๆ ได้ทั้งผลึกหินฟ้า แล้วยังจะได้วิชามหาอำนาจไปอีก
พลังหมัดของเขาล้นทะลักพลังฟ้าดินบริสุทธิ์ถูกดูดเข้ามาทำให้หมัดนี้เปี่ยมล้นไปด้วยพลังในขณะที่ปล่อยหมัดออกไป มวลอากาศพลันถูกทลาย แม่น้ำสีทองบิดเบี้ยว
ความเร็วของเต้าหลิงรวดเร็วกว่ามาก ตอนที่แม่น้ำสีทองพุ่งออกไปร่างของเขาก็ทะยานฝ่าออกไปก่อนแล้ว แขนทั้งสองกางออกไปพลางใช้ฝ่ามือทั้งสองโจมตีใส่ชายสองคนที่อยู่ข้างๆหวังเฟยป๋าย
พลังฝ่ามือนั้นน่ากลัวมาก อักขระสีทองกดทับลงไป ทั่วร่างของทั้งสองคนสั่นสะท้านพวกเขาสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งของฝ่ามือที่กดลงมาเหมือนกับถูกค้อนเหล็กทุบร่างพลันกระเด็นลอยออกไปข้างหลังก่อนจะร่วงตกสู่พื้นแล้วกระอักเลือดออกมาใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ดวงตากลมโตของหลินซือซือประกายแสงสว่างออกมา นางยิ้มบางๆแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “เก่งไม่เบาเลยนี่”
“อะไรกัน” สีหน้าหวังเฟยป๋ายพลันอัปลักษณ์แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณทว่าความสามารถในการต่อสู่ก็ไม่ใช่ว่าจะอ่อนแอแต่พวกเขากลับกระเด็นลอยไปด้วยฝ่ามือเพียงครั้งเดียว
“ไอ้เดรัจฉานมิน่าล่ะทำไมเจ้าถึงได้สามหาวนัก ที่แท้ก็แค่มีพลังอยู่นิดหน่อยทว่าสำหรับข้ามันยังไม่เพียงพอหรอกนะ”
หวังเฟยป๋ายแผดเสียงคำราม กำปั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นฝ่ามือคลื่นพลังปีศาจถูกปลดปล่อยออกมา ทั่วทั้งฝ่ามือกลายเป็นสีดำ ทั้งยังมีอักขระปรากฏขึ้นหลังจากนั้นพลังงานโดยรอบก็ถูกดึงออกมาอย่างบ้าคลั่งและได้
ก่อร่างกลายเป็นตราฝ่ามือสีดำขนาดใหญ่
“ระวังนั่นมันฝ่ามือปีศาจวัวคลั่ง!” ใบหน้าของหลินซือซือเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยนางรู้จักวิชามหาอำนาจนี้ มันเป็นวิชามหาอำนาจของสำนักซิงเฉินว่ากันว่าแค่ฝึกฝนได้ในระดับเบื้องต้นก็สามารถบดขยี้ทำลายภูเขาขนาดยักษ์ให้แหลกเป็นจุลได้
“ไปตายซะ” หวังเฟยป๋ายคำรามลั่น ตราฝ่ามือสีดำกดทับลงมาทั้งยังอัดแน่นไปด้วยอักขระ บริเวณโดยรอบพลันสั่นสะเทือน มันได้พุ่งเข้าใส่ร่างของเต้าหลิง
“แหลกไปซะ” เต้าหลิงเบิกตาทั้งสองกว้าง พลังไหลโคจรไปทั่วร่างหมัดกำแน่นจนกระดูกเสียดสีกันราวกับฟ้าผ่าดังแสบแก้วหู หมัดนั้นถูกปล่อยออกไปพลังหลั่งไหลประดุจน้ำเชี่ยวกราด แสงสีทองเปล่งแสงสว่างจ้าออกมา
ตู้มมม หมัดของเขาปะทะเข้ากับตราฝ่ามือสีดำพลังสวรรค์ที่อยู่ในหมัดระเบิดออกมาเส้นพลังสีทองเหมือนกับแม่น้ำสายยาวกลับตาลปัตร พริบตาเดียว ฝ่ามือสีดำก็ถูกทำลายจนแหลกทำเอาร่างของหวังเฟยป๋ายสั่นสะท้าน
เต้าหลิงยกขาขวาขึ้นมา แหลมคมประดุจกระบี่แหลมพุ่งออกจากฝักตอนที่พุ่งออกไปนั้น มีคลื่นลมที่แข็งแกร่งปรากฏขึ้นหินขนาดยักษ์แต่ละก้อนม้วนตัวลอยขึ้นไปส่งเสียงสนั่นดังลั่นทั่วฟ้าดิน
“อะไรกัน!?”
สีหน้าของหวังเฟยป๋ายเปลี่ยนสีเขารวบรวมฝ่ามือปีศาจวัวคลั่งขึ้นมาใหม่ทว่ากลับถูกฝ่าเท้าของเต้าหลิงเตะจนแหลกกระจาย
ในขณะเดียวกัน กระบวนท่านี้แข็งแกร่งและรุนแรงมากฝ่าเท้าของเขาพุ่งเข้าไปเตะเข้าที่อกของอีกฝ่าย จนทำให้ร่างกายของเขากระเด็นลอยไปกระดูกปริแตกออก
“เขาสามารถประมือกับวิชามหาอำนาจได้อย่างนั้นหรือ?น่ากลัวจริงๆ” หลินซือซืออึ้งไป ถึงแม้ว่าหวังเฟยป๋ายจะเพิ่งฝึกฝ่ามือปีศาจวัวคลั่งสำเร็จทว่าพลานุภาพก็นับว่าไม่ธรรมดาไม่อยากจะเชื่อว่าเขาสามารถทำลายวิชามหาอำนาจของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากเกินไปแล้ว
พวกหวังเฟยป๋ายทั้งสามคนตกใจสะดุ้งเฮือกพวกเขารีบตะเกียกตะกายยันตัวขึ้นเตรียมจะหนี ในใจเต็มไปด้วยความหวาดผวาเหตุใดกันทำไมคนที่มาใหม่ถึงได้แข็งแกร่งนัก?
“เมื่อครู่ข้าก็บอกไปแล้วว่าข้าขาดเงิน” เต้าหลิงก้าวเท้าออกมาพลางดึงกระเป๋าหนังสัตว์อสูรของพวกเขามาอย่างง่ายดาย
“เจ้าเจ้าบัดซบ เอาคืนข้ามาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้น ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้กล้ามาหาเรื่องตระกูลหวังเท่ากับตายสถานเดียว” หวังเฟยป๋ายแผดเสียงคำรามนั่นเป็นสมบัติทั้งหมดที่เขามี
“ฮึ ที่ตายคือพวกเจ้าต่างหากจนถึงตอนนี้แล้วยังกล้ามาขู่ข้าอีกนะ เช่นนั้น ข้าจะสนองให้”
เต้าหลิงแสยะยิ้ม พลางใช้ฝ่าเท้าเตะออกไปจนมีเสียงโครมดังขึ้นสามครั้งพร้อมกับร่างเงาสามร่างที่ถูกเขาเตะลงเขาไป
“เจ้านี่โหดเหี้ยมจริงๆเลยนะ” หลินซือซือกวาดสายตาไปด้วยความประหลาดใจร่างเงาสามร่างกลิ้งหลุนๆ ตกลงเขาไปราวกับลูกบอลหิมะนางแลบลิ้นออกมาพลางหัวเราะอย่างซุกซน
เต้าหลิงเปิดกระเป๋าหนังสัตว์อสูรอย่างดีอกดีใจถึงแม้ว่าของของทั้งสามคนจะไม่ได้มากมายอะไรนักทว่าหวังเฟยป๋ายก็มีบัตรหนึ่งแสนเหรียญทองอยู่หนึ่งใบแล้วก็ยังมีสมุนไพรวิญญาณอยู่อีกหนึ่งต้น
“พลังของเจ้านั่นข้าว่าข้าพอที่จะประมือได้” บนท้องฟ้าในชั้นเมฆสูง วิหคเพลิงตัวหนึ่งมันมองสังเกตการต่อสู้อยู่ตลอด
วิหคเพลิงกำลังรอคอยโอกาสที่จะลบล้างความอัปยศซึ่งในตอนนี้มันก็เจอโอกาสแล้ว
“ทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่งที่ข้าควรได้รับมาดูกันว่าข้าจะจัดการเจ้ายังไง?” วิหคเพลิงยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายมันได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณแล้ว ทำให้พลังของมันเพิ่มขึ้นมากมันคิดว่ามันสามารถจัดการเต้าหลิงได้
ทั่วร่างของมันโอบล้อมไปด้วยหมอกสวรรค์ ขนที่เรียงตัวสวยของมันเปล่งแสงสว่างออกมาราวกับหลอมมาจากทองคำสวรรค์สีแดงฉานทั้งยังแฝงไปด้วยแสงสีแดงเป็นเส้นๆ ดูแล้วแข็งแกร่งยิ่ง
ในขณะที่วิหคเพลิงกำลังเตรียมตัวบุกเข้าโจมตีนัยน์ตาของมันก็หรี่ลง มันเห็นว่าเต้าหลิงกำลังยกก้อนหินขนาดใหญ่ราวแปดหมื่นชั่งภายในใจก็เกิดสงสัย เขาคิดจะทำอะไรกัน?
ตูมเต้าหลิงหมุนควงหินก้อนนี้ด้วยมือเดียวเหมือนกับว่ามันเป็นหินก้อนเล็ก พริบตาหินก้อนนั้นก็พุ่งทะลุเหนือชั้นเมฆขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมื่อทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณ สัมผัสการรับรู้ของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเมื่อครู่เขารู้สึกได้ว่ามีอะไรซักอย่างแอบมองอยู่เขาจึงอยากจะรู้ว่าใครกันที่แอบซ่อนตัวอยู่ในก้อนเมฆ
“บัดซบ” วิหคเพลิงแผดเสียงคำรามพลางคิดย้อนไปตอนที่ตนถูกขโมยกระเป๋าหนังสัตว์อสูรกระเป๋าหนังใบนั้นทำขึ้นจากหนังสัตว์อสูรชั้นเยี่ยม ซึ่งมันสามารถปกปิดพลังเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เขาได้ใช้ก้อนหินเหวี่ยงเข้ามาหาตนไม่ได้เจอกันตั้งนานไม่คิดว่าคนอื่นเขาจะพัฒนาพลังบ้างอย่างนั้นหรือ
วิหคเพลิงกระพือปีกทั้งสองข้าง ปราณพายุเปลวเพลิงพุ่งออกไปก้อนเมฆโดยรอบแตกสลายทันควัน มันได้ม้วนตัวเข้าปะทะกับก้อนหินยักษ์จนแตกร้าวก่อนที่ร่างของมันจะบินทะยานลงไป
เมื่อครู่หลินซือซือยังประหลาดใจกับการกระทำของเต้าหลิงทว่าจู่ๆ ก็กลับมีวิหคเพลิงตัวใหญ่บินลงมาจากก้อนเมฆ อีกทั้งยังเป็นสัตว์อสูรโบราณนั่นทำให้นางตกใจมาก
“เจ้าหนูมาดูกันว่าข้าจะจัดการเจ้ายังไง” วิหคเพลิงคำรามออกมาด้วยความโกรธร่างของมันขยายใหญ่ขึ้น ยอดเขาวิญญาณปรากฏเงาหยินขึ้นชั้นหนึ่งก่อนที่เปลวเพลิงสีแดงฉานจะตกลงปกคลุมทั่วบริเวณ
ฝ่าเท้าของเต้าหลิงกระทืบลงพื้น เสื้อของเขากระพือขึ้นผมยาวปลิวไสวไปตามลม หลังจากที่พื้นดินสั่นสะเทือน รอบกายของเขาก็มีอักขระสีทองลอยเคว้งอยู่กลางอากาศมันผสานตัวกันแล้วพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
เปลวเพลิงสีแดงฉานที่ตกลงมาถูกพลังแข็งแกร่งห่อหุ้มเอาไว้มันม้วนตัวอยู่กลางอากาศก่อนพุ่งกลับไปหาวิหคเพลิง
“บัดซบแหลกไปซะ” วิหคเพลิงคำรามออกมาด้วยโทสะ มันอ้าปากคายตราล้ำค่าสีแดงฉานอันหนึ่งออกมาแสงเรืองรองสว่างจ้าดังแสงเซียน
ตราล้ำค่าอันนี้แข็งแกร่งกว่าอันก่อนมากเปลวเพลิงสีแดงขนาดมหึมาราวกับภูเขาลูกเล็กถูกปลดปล่อยออกมาทั้งยังอบอวลไปด้วยพลังที่น่ากลัว มันม้วนตัวอยู่กลางอากาศก่อนปะทะเข้ากับเปลวเพลิงสีแดงที่พุ่งขึ้นมา
“ของล้ำค่านี้แข็งแกร่งมาก” หลินซือซือตกตะลึงต้นไผ่โดยรอบบนยอดเขาวิญญาณล้วนถูกเผาไหม้เป็นจุล ดึงดูดความสนใจของผู้คนพวกเขาต่างกล่าวออกมาต่างๆ นานา ไม่รู้ว่ามันกำลังต่อสู้กับใครอยู่
ตราล้ำค่าสีแดงฉานย้อนกลับ แรงกดดันระเบิดออกมาเต้าหลิงสัมผัสได้ทันทีว่าของล้ำค่านี้ไม่ธรรมดาเขารับรู้ได้ถึงความกดดันที่หนักอึ้ง
ขณะนี้ฝ่ามือทั้งสองของเต้าหลิงกวาดออกไปพลันปรากฏอักขระสีทองขึ้นทั้งยังแฝงไปด้วยคลื่นพลังที่น่ากลัว กล้ามเนื้อทุกมัดของเขาเปล่งแสงปราณพลังที่แข็งแกร่งถูกปลดปล่อยออกมา
อักขระสีทองแปรเปลี่ยนเป็นภูเขาขนาดใหญ่หนักอึ้งเหนือสิ่งอื่นใด เหมือนกับเป็นของจริงอย่างไรอย่างนั้น
“เป็นอักขระที่ประหลาดมาก” หลินซือซืออึ้งไป ดวงตากลมโตเบิกกว้าง นางสัมผัสได้ถึงความลึกลับจนน่าอัศจรรย์ของอักขระนี้
ที่ไกลออกไป เด็กหนุ่มผมสีม่วงคนหนึ่งกำลังดูภาพที่เกิดขึ้นภายในใจพลันสั่นไหว ก่อนหน้านี้เขาได้ถามไถ่ยอดยุทธ์ที่อยู่ในตระกูลเขาจึงได้ล่วงรู้ความลับบางอย่าง อักขระเหล่านี้สามารถคัดลอกและแปรเปลี่ยนก่อรูปเป็นอาวุธสังหารที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ซึ่งเป็นวิชามหาอำนาจที่ได้มายากยิ่ง
ภูเขาอักขระสีทองปะทะกับตราล้ำค่าเสียงดังสั่นสะเทือนกึกก้อง ก้อนเมฆสลายไปคลื่นพลังขนาดใหญ่ระเบิดกระจายออกไปรอบทิศรุนแรงมาก
“เกิดอะไรขึ้น”เต้าหลิงขมวดคิ้ว เมื่อครู่ตอนที่เขาใช้อักขระเขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างในร่างกำลังสั่นไหวอยู่ที่ท้องทำให้เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
“เจ้าหนูมาดูกันว่าข้าจะจัดการกับเจ้ายังไง”วิหคเพลิงแผดเสียงคำรามดังลั่นพลังที่ดุร้ายเอ่อล้นออกมาทั่วร่าง ก่อนที่มันจะหลอมเข้าไปในตราล้ำค่าอย่างไม่ขาดสายตราล้ำค่าพลันแข็งแกร่งขึ้น หมอกวิญญาณเบาบางโอบล้อมไปเหมือนกับดาวตกสีแดงฉาน
มันไม่กล้าเข้าไปต่อสู้ระยะประชิดกับเต้าหลิงเพราะมันรู้ว่าร่างกายของเต้าหลิงนั้นน่ากลัวมากขนาดไหน หากปะทะกันตรงๆมันจะต้องเสียเปรียบไม่น้อยแน่
ครืนน ฟ้าดินพลันสั่นสะเทือนตราล้ำค่าสีแดงอันหนึ่งม้วนตัวอยู่กลางอากาศซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของอักขระสีทองเพื่อเข้าปะทะกับตราล้ำค่าสีแดงฉานนั้น
ผู้คนโดยรอบล้วนตกตะลึงพวกเขารู้สึกได้ว่าตราล้ำค่าทั้งสองนี้คล้ายคลึงกันมาก
เต้าหลิงอึ้งไปพักหนึ่ง เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของอักขระสีทองที่มากขึ้นเรื่อยๆหรือว่าตอนที่มันคัดลอกตราล้ำค่านี้ออกมาจะเกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่างที่อยู่ในท้องของเขา?
“น่ากลัวจริงๆ” เด็กหนุ่มผมม่วงมองทอดออกไป ในใจยังตกตะลึงไม่หายอีกทั้งตอนนี้เขารู้สึกว่าพลานุภาพของอักขระนั้นน่ากลัวกว่าตอนที่ยอดยุทธ์ในตระกูลของเขากล่าวเสียอีก
ขนทั่วร่างของวิหคเพลิงลุกซู่ขึ้นทำไมมันถึงรู้สึกว่าตราล้ำค่าสีทองเหมือนกับตราล้ำค่าของตนเองไม่มีผิด
ในขณะที่เต้าหลิงกำลังสังเกตถึงความผิดปกติที่ท้องของตนเขาก็เห็นว่าวิหคเพลิงได้โจมตีเข้ามาอีกครั้งโดยใช้ตราล้ำค่าสีแดงฉานเขายื่นฝ่ามือออกไปด้วยความรำคาญ จากนั้นพลังลึกลับทั้งสองก็พรั่งพรูออกมา
“ฝ่ามือหยินหยาง” เต้าหลิงแผดเสียงกล่าว ฝ่ามือทั้งสองประกบเข้าหากันฟ้าดินราวกับได้แปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือที่น่ากลัวกดทับท้องนภา บดขยี้เก้าขุมนรกสิบปฐพี!
ฟ้าดินพลันมืดครึ้มลง ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของผู้คนปรากฏฝ่ามือน่ากลัวฝ่ามือหนึ่งขึ้นมันตลบอบอวลไปด้วยไอพลังวิญญาณที่น่าขนลุกเหมือนกับภูเขาห้านิ้วมือ
“แย่ล่ะสิ” ขนทั่วร่างวิหคเพลิงลุกชันขึ้น มันรู้สึกได้ว่าฝ่ามือนี้สามารถบดขยี้ร่างของมันให้ตายได้
ฝ่ามือลวงตาขนาดใหญ่ปกคลุมทั่วท้องฟ้ามันขยับขึ้นก่อนบังเกิดลมพายุระเบิดออกมาตบเข้าใส่ร่างของวิหคเพลิงที่บินอยู่กลางอากาศพลางกดกระแทกลงมาที่พื้นดินจนทำให้เกิดรอยแตกร้าวเป็นทางยาว