ยามนี้ยังหลงเหลือเวลาอีกมากนัก ทว่าคงเปรียบได้ดังพลบค่ำก่อนรุ่งอรุณที่พายุเข้าโหมกระหน่ำ พวกเขาจึงต้องเก็บแรง พักผ่อนให้หายเหนื่อย กินให้เต็มอิ่ม เพียงเพื่อเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบในวันรุ่งขึ้นที่ใกล้จะมาถึง
สิบห้าชั่วโมงก่อนเวลาทดสอบรอบที่สาม
กวีและทุกคนนั่งอยู่ ณ โต๊ะอาหาร บนโต๊ะต่างเต็มไปด้วยจานอาหารอันเลิศหรูเรียงรายอย่างละลานตาประหนึ่งกำลังนั่งอยู่ ณ ภัตตาคารชั้นสูง
“เอาล่ะ ก่อนอื่นเรามาคุยเรื่องความสามารถของแต่ละคนกันดีกว่า” เสียงกวีถูกเปล่งขึ้นเป็นคนแรกเพื่อเปิดฉากสนทนา “ถ้าหากชั้นคาดการณ์ไม่ผิด ในการทดสอบในรอบถัดไป การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มน่าจะเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการสอบผ่าน ซึ่งการที่พวกเขาให้พวกเราพักผ่อนในห้องเดียวกันก็อาจเพื่อให้พวกเราได้ทำความรู้จัก เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นเราควรจะรู้กันก่อนว่าแต่ละคน ‘ทำอะไร’ และ ‘ทำอะไรไม่ได้’ บ้าง”
ทั้งเรเวนและเอมบริโอ้ล้วนต่างพยักหน้ายอมรับ
“งั้นก็เริ่มจากชั้น” เอมบริโอ้เป็นผู้กล่าวรายต่อไป มือขวายกขึ้นมาพลางเปล่งวาจาเพื่อขออนุญาต “ศาสตร์เฉพาะของชั้นคือพลธนูแห่งมณีเงิน เป็นศาสตร์ลำดับที่แปดร้อยห้าสิบเก้า ชั้นมีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งทักษะ มันเรียกว่า ‘ศรคดเคี้ยว’ เมื่อใดที่ชั้นเริ่มต้นใช้งานทักษะ ตราบใดที่ลูกศรยังไม่ถูกทำลายหรือหยุดเคลื่อนไหว ชั้นจะสามารถควบคุมทิศทางของลูกธนูได้ด้วยการสะบัดมือ ส่วนอาวุธที่มีก็แค่ธนูธรรมดาระดับหนึ่งเพียงชิ้นเดียว”
“งั้นก็ตาชั้นบ้าง” ต่อมาคือเรเวนเป็นผู้กล่าว “ศาสตร์เฉพาะของชั้นคือนักรบหมาป่าเขี้ยวขย้ำ เป็นศาสตร์ลำดับที่ห้าร้อยสิบเอ็ด ชั้นไม่มีทักษะทั่วไปแต่มีทักษะประจำศาสตร์อยู่สองอย่าง”
ทันใดนั้นเรเวนพลันชูนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาและจึงเริ่มกล่าวอีกครั้ง “ทักษะแรก ‘แปลงกายเฉพาะส่วน’ ทักษะนี้จะทำให้ชั้นสามารถเปลี่ยนแปลงอวัยวะบางส่วนให้กลายเป็นหมาป่า หากเป็นขาจะทำให้เคลื่อนที่ได้เร็วยิ่งขึ้น หากเป็นแขนจะทำให้อานุภาพการโจมตีรุนแรงพร้อมกับมีกรงเล็บที่แหลมคมสามารถฉีกกระชากศัตรู” เสียงหยุดชะงักไปชั่วขณะ ครู่ต่อมาได้ชูนิ้วโป้งเพิ่มเข้ามา เมื่อรวมกับนิ้วชี้แรกจึงกลายเป็นสองนิ้ว “ทักษะที่สองคือ ‘ร่างจำแลงหมาป่าทรงกลด’ ด้วยทักษะนี้จะทำให้ชั้นสามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นมนุษย์ครึ่งหมาป่าทรงกลดได้ ความเร็วและพลังทำลายจะเพิ่มมากขึ้น มีเขี้ยวและกรงเล็บที่แหลมคมราวกับหอกชั้นเลิศ อีกทั้งยังเพิ่มอัตราการฟื้นฟูบาดแผลในระดับทั่วไปได้อีกด้วย”
ความสามารถของทั้งสองล้วนแล้วแต่มีประโยชน์และสามารถปรับใช้ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ในขณะที่เรเวนเปรียบได้ดังพลทหารแนวหน้า เช่นนั้นเอมบริโอ้ก็คือผู้สนับสนุนจากระยะไกลหลายร้อยหลา
ในบรรดาทักษะที่กวีมีอยู่ กลับไม่มีแม้เพียงหนึ่งทักษะที่เป็นทักษะประจำศาสตร์
เหล่าผู้เข้าทดสอบทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีทักษะประจำศาสตร์ไม่หนึ่งก็สองทักษะ ท่ามกลางบรรดาปีศาจในคราบมนุษย์ที่เก่งกาจดั่งอสูรร้าย ผู้ใดที่ไม่มีทักษะประจำศาสตร์คงมิอาจผ่านการสอบไปจนถึงรอบสุดท้าย
“กว่าชั้นจะได้ทักษะประจำศาสตร์มาก็แทบรากเลือด แต่มันก็น่าภูมิใจสุด ๆ กับการที่ได้มาล่ะนะ” เอมบริโอ้กล่าวพลางถอนหายใจ ในหัวนึกย้อนกลับไปเมื่อวันวานในช่วงอดีต ว่าตนต้องใช้ความพยายามมากเท่าใดจึงจะได้ทักษะนี้มาอยู่ในมือ
“ใช่ๆ ชั้นเองก็ถูกลากให้ไปสู้กับพวกอสูรท้องถิ่นบ่อย ๆ จนได้มาตั้งสองทักษะ”
นี่เป็นอีกครั้งที่เรเวนเอ่ยขานเรียกนามของอาจารย์
“เจ้านั่นเป็นใครกันแน่ คงไม่ใช่คนธรรมดาสินะ ?” เมื่อนั้นกวีจึงเริ่มตั้งคำถาม น่าสงสัยยิ่งนักว่าอาจารย์ของเรเวนคือผู้ใด เพราะการที่เขาสามารถเขียนจดหมายแนะนำตัวให้แก่เรเวน หมายความว่าคนผู้นั้นจำต้องมีระดับเพชรขั้นที่หนึ่งเป็นต้นไป
“อาจารย์เป็นคนที่ยอดเยี่ยม เอาไว้ชั้นจะแนะนำให้รู้จักภายหลัง”
กวีและเอมบริโอ้ต่างเงียบเสียงไม่เอ่ยวาจาเพื่อโต้ตอบ การซักไซ้เรื่องที่เจ้าตัวมิอยากบอกหาใช่เรื่องดีต่อความสัมพันธ์ระยะยาว
ยังมีอีกเรื่องที่น่าสงสัย ว่าต้องทำเช่นไรจึงจะได้ทักษะประจำศาสตร์มาอยู่ในครอบครอง
ความลับดังกล่าวอยู่ที่บรรดาเหล่าสัตว์อสูร หากเมื่อใดที่พวกมันถูกสังหารโดยผู้ถือครองสมุดนิทาน เมื่อนั้นคนสังหารจะได้รับค่าประสบการณ์ในการเลื่อนระดับชั้น
อสูรดันเจี้ยนจะมอบค่าประสบการณ์ให้มากกว่าอสูรท้องถิ่น ทว่าความอันตรายก็เพิ่มทวีขึ้นแม้แต่การเผชิญหน้ากับฝูงอสูรท้องถิ่นมิอาจเทียบได้
ทักษะแรกจะได้รับมาก็ต่อเมื่อผู้ถือครองสมุดนิทานเลื่อนระดับไปสู่ขั้นที่หก ทว่าครั้งต่อไปจะเพิ่มทวีระดับเป็นสองเท่าตัว จากหกเป็นสิบสอง จากสิบสองเป็นยี่สิบสี่ จากยี่สิบสี่เป็นสี่สิบแปด และจากสี่สิบแปดเป็นเก้าสิบหก
“ในปัจจุบันเลเวลที่สูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกคือเก้าสิบห้า” เอมบริโอ้เริ่มกล่าว “ตอนนี้มีแค่สิบเอ็ดคนเท่านั้นที่มีเลเวลเท่ากับเก้าสิบห้า สิบในสิบเอ็ดล้วนแล้วแต่เป็นหัวหน้ากิลด์สิบอันดับแรกของโลก และอีกคนคือท่านประธานอีวานแห่งสมาคมนักบุกเบิก”
ความแข็งแกร่งคือสัจธรรม ไม่เพียงแค่ยศถาบรรดาศักดิ์หรือเงินทอง หากแต่เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่ว่าผู้ใดต่างก็หวาดสะพรึง
ทว่าคงเพราะเหตุผลดังกล่าว บรรดากิลด์น้อยใหญ่จึงยกย่องอีวานให้เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ
“จะว่าไป นายยังไม่ได้บอกทักษะของนายให้เราฟังเลยนะ”
เรเวนยังคงเฝ้ารอคำตอบ หากแต่กวีกลับนิ่งเงียบไปราวกับว่ากำลังคิดคำนึงถึงบางสิ่ง
“ชั้นมีทักษะประจำศาสตร์อยู่หนึ่งทักษะ ชื่อว่า ‘ซากศพคืนชีพ’ ด้วยผลของทักษะจะทำให้ชั้นสามารถอัญเชิญข้ารับใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ออกมาช่วยสู้ได้”
เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นด้วยท่าทีอันนิ่งสงบ ทว่าเขากำลังโกหก
ซึ่งเอมบริโอ้เป็นผู้เดียวที่สามารถสัมผัสได้ว่ากวีกำลังปิดบังบางสิ่ง เขาเป็นคนฉลาด แววตาที่จ้องมองมาช่างลึกล้ำยากเกินหยั่งถึง
กระนั้นกวีกลับไม่โต้ตอบ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายคงรู้ตัวว่าตนโกหก แต่นั่นกลับมิอาจทำให้เขาเปิดเผยความจริงแม้แต่กับสหายทั้งสอง
ทั้งแปรเปลี่ยนสีของมานา ทั้งใช้แหวนสะกดพลังเพื่อลดระดับความแข็งแกร่งของตน ทุกสิ่งก็เพื่อการเอาชีวิตรอด เพราะชีวิตของกวีนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่เพียงหนึ่งความผิดพลาดก็เท่ากับความตาย
“เอาเถอะ ไว้ถ้านายอยากจะบอกก็ค่อยบอกพวกเราก็แล้วกัน” เอมบริโอ้พลันเร่งตัดบท มิใช่เรื่องแปลกหากทุกคนจะมีความลับที่มิอาจให้ใครล่วงรู้
กวีเผยยิ้มออกมาพลางก้มหัวเพื่อแสดงความขอบคุณ ในใจเฝ้าคิดว่าช่างดีแค่ไหนที่เขามีเพื่อนเช่นนี้อยู่ข้างกาย
“พวกนายกำลังพูดอะไรกันแน่ ให้ชั้นมีส่วนร่วมด้วยสิ”
เรเวนทำทีเป็นไม่รู้เรื่อง ทว่าเขาหาได้เสแสร้ง หากแต่เขานั้นมิได้ล่วงรู้อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว
เมื่อมื้ออาหารสิ้นสุดลง พวกเขาจึงเร่งแจงหน้าที่และแยกย้ายกันไปพักผ่อน
สิบห้าชั่วโมงผ่านไป
“กริ๊งงง !!”
เสียงนาฬิกาดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ดวงตาของทุกคนจึงเบิกกว้างอย่างรวดเร็ว
“ถึงเวลาแล้วสินะ”
กวีและพวกพ้องเร่งรวมพลอยู่ด้านหน้าประตู ทันใดนั้น แม่กุญแจที่ถูกพันธนาการพลันคลายตัวอย่างรวดเร็ว
ประตูค่อย ๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า แสงสว่างจากอีกฟากหนึ่งพลันส่องสว่างเข้ามาสู่ห้อง
“ไปกันเถอะ”
เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง ก้าวแรกเริ่มต้นย่างไปข้างหน้า พร้อมกับสหายทั้งสองที่ก้าวตามมาด้วยแววตาแน่วแน่
ณ อีกฟากหนึ่งคือทางเดินที่ทอดยาวออกไป ทว่าสิ้นสุดเส้นทางคือที่แห่งใดกลับไม่มีใครล่วงรู้
ราวห้านาทีต่อมา
เส้นทางนี้บรรจบกับห้องโถงแห่งใหม่ ภายในห้องรูปวงกลมยังมีอีกหลากหลายบานประตูนอกเหนือไปจากเส้นทางที่พวกกวีใช้เดินทาง
ผู้คนนับร้อยเฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของพวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน ทุกวินาทีที่ผ่านมามิได้สูญเปล่า พวกเขาต่างพักผ่อนจนหายเหนื่อยเพื่อเฝ้ารอช่วงเวลาที่ใกล้จะมาถึง
ณ ใจกลางห้องโถงคือหน้าจออันใหญ่โต สิ่งที่ปรากฏอยู่บนจอบ่งบอกรูปลักษณ์ใบหน้าและส่วนสูงของบรรดาสมาชิกในแต่ละห้อง ทว่ากลับปราศจากหมายเลขหรือนามเพื่อใช้บ่งบอกตัวตนกำกับอยู่บนจอ
การทดสอบยังไม่มีการจัดแจง ราวกับว่ายามนี้ยังไม่ถึงเวลาที่สมควร
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา
“อรุณสวัสดิ์ยามเช้า และขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่การทดสอบในรอบที่สาม”
โบโบโบก้าวเดินเข้ามาพร้อมกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่ทรงผมสกินเฮดและแว่นกันแดดสีดำยังคงเด่นชัดจนสามารถคาดเดาได้แม้ตัวจะอยู่ไกลออกไป
ไม่เพียงแค่เขา ข้างกายของโบโบโบยังมีชายร่างใหญ่ในชุดสูทสีดำท่าทางเคร่งขรึมอีกราวห้าคน พร้อมในมือของพวกเขาต่างถือกล่องคนละใบราวกับมีบางสิ่งบรรจุอยู่ภายใน
“ชั้นจะอธิบายกฎการทดสอบให้ฟังแบบคร่าวๆ การทดสอบนี้จะเป็นการทดสอบแบบกลุ่ม มีชื่อว่า ‘จงเอาชีวิตรอดในเกาะร้าง’ ในการทดสอบครั้งนี้ผู้ที่สอบผ่านจากห้องแห่งสัจธรรมห้องเดียวกันจะอยู่กลุ่มเดียวกัน ซึ่งวิธีการผ่านการทดสอบคือแต่ละกลุ่มจะต้องอยู่รอดในขณะที่ยังมีลมหายใจและเดินทางไปยังท่าเรือทิศตะวันออกเมื่อผ่านไปแล้วสามวัน และในขณะเดียวกัน ทุกกลุ่มจะต้องรวบรวมการ์ดซึ่งมีคะแนนรวมกันสามคะแนนเพื่อผ่านการสอบ”
แววตาของทุกคนเริ่มต้นเจือแววแห่งความสงสัย ทว่ากลับรู้สึกสนใจในช่วงเวลาเดียวกัน
“การสอบนี้มีเงื่อนไขอยู่สามข้อ”
โบโบโบเริ่มต้นชูนิ้วชี้ขึ้นมาและกล่าวอีกครั้ง “ข้อที่หนึ่ง การ์ดหมายเลขประจำตัวจะมีมูลค่ารวมกันเท่ากับ1คะแนน”
ต่อมาจึงเริ่มต้นชูนิ้วต่อไป “ข้อที่สอง การ์ดหมายเลขเป้าหมายจะมีมูลค่ารวมกันคือ2คะแนน”
ปิดท้ายด้วยการชี้นิ้วนางเป็นการสิ้นสุด “ข้อที่สาม การ์ดหมายเลขที่อยู่นอกเหนือจากนั้นจะมีมูลค่ารวมกันคือ0.5คะแนน”
ในการทดสอบรอบที่สาม ทุกคนจะได้รับการ์ดประจำตัวคนละหนึ่งใบ ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใดเข้าทดสอบที่ห้องหมายเลขสอง คนผู้นั้นก็จะได้รับการ์ดประจำตัวเป็นการ์ดหมายเลขสอง
.
< อย่างนี้นี่เอง เพราะแบบนั้นถึงมีกลุ่มที่ผ่านถึงสิบคนด้วยสินะ ยิ่งมีคนสอบผ่านมาก การ์ดที่จะได้รับก็จะได้รับมากขึ้นไปด้วย เดาว่าคงมีบางคนรู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรในการสอบรอบถัดไปจึงบอกใบ้คำตอบให้คนอื่นๆ แต่จะทำแบบนั้นไปทำไมกันล่ะ ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากจะตัดคู่แข่งกันหรอกหรือ ? >
.
กวีครุ่นคิดด้วยความสงสัย ยิ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่คุ้นหน้ายิ่งร่วมงานกันลำบาก แล้วเหตุใดจึงมีกลุ่มที่อุตส่าห์แบ่งปันคำตอบให้แก่ผู้อื่นประหนึ่งตนเป็นพ่อพระ
จะต้องมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่ภายในการกระทำดังกล่าวเป็นแน่แท้
“ก็อย่างที่ชั้นบอกไป” โบโบโบเริ่มกล่าวอีกครั้ง “การ์ดที่ทุกกลุ่มจะได้รับจะมีมูลค่ารวมกันคือหนึ่งคะแนน ทว่านั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้ผ่านการทดสอบ ซึ่งหลังจากนี้พวกชั้นจะทำการแจกการ์ดของทุกคนรวมไปถึงกระดาษที่บอกหมายเลขเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม แน่นอนว่าเป้าหมายของแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกันออกไป และจงย้ำเตือนตัวเองให้ดี มูลค่าของการ์ดเป้าหมายรวมกันคือสองคะแนน เพราะฉะนั้นในกรณีที่เป้าหมายมีสมาชิกสี่คน การ์ดหนึ่งใบจะมีมูลค่าแค่0.5คะแนนเท่านั้น จำเอาไว้เอาเผลอจำผิดล่ะ !!!”
ทุกสิ่งที่โบโบโบกล่าวมาล้วนบอกใบ้ถึงความหมายเบื้องหลังการสอบในครั้งนี้
“ว่าแล้วเชียว”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นประหนึ่งว่าตนล่วงรู้ทุกสิ่ง หากแต่สีหน้าเขากลับปรากฏแววของความกังวลขึ้นมาจางๆ
“หมายความว่ายังไง ?” เป็นเรเวนที่เอ่ยขึ้นเพราะความสงสัย
เมื่อนั้นจึงเป็นฝ่ายเอมบริโอ้ที่เปล่งวาจาเพื่อกล่าวคำอธิบายแทน
“งั้นก่อนอื่นมาลองคิดดูเล่นๆ พวกเราต้องการสามคะแนนเพื่อผ่านการทดสอบใช่ไหมล่ะ ?”
เรเวนพยักหน้าโต้ตอบ
“ก็หมายความว่า การ์ดที่พวกเรามีอยู่จะมีมูลค่ารวมกันคือหนึ่งคะแนน หรือจะให้เฉลี่ยต่อหนึ่งใบก็คือ0.33คะแนน แต่เพื่อให้ผ่านการทดสอบ พวกเราจำต้องล่าการ์ดของกลุ่มอื่น ซึ่งในกรณีที่พวกเราสามารถล่าการ์ดของกลุ่มเป้าหมายได้สำเร็จ และรักษาเอาไว้ไม่ให้ถูกชิงหรือขโมยจนกระทั่งครบสามวัน พวกเราก็ผ่าน”
ทุกสิ่งที่เอมบริโอ้กล่าวมาล้วนเป็นข้อมูลพื้นฐานซึ่งเรเวนเข้าใจเป็นอย่างดี
ทว่ากลับยังมีเรื่องอื่นที่น่าสงสัย
“แล้วพวกเราจะรู้ได้ยังไงว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร ?”
เรเวนชี้เป้าตรงจุดตรงประเด็น ข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนจอมีเพียงจำนวนสมาชิกและใบหน้าพร้อมรูปพรรณสัณฐาน กระนั้นกลับมิได้ระบุเอาไว้ว่าแต่ละกลุ่มมาจากห้องใด
“นั่นแหละคือปัญหา”
กวีคิ้วขมวดพลางแสดงสีหน้าจริงจัง
“เพราะแบบนั้นฝั่งผู้คุมสอบถึงได้แสดงข้อมูลทั่วไปของทุกกลุ่มเอาไว้บนจอภาพ แม้อาจจะช่วยไม่ได้มากแต่ก็ยังพอช่วยได้ เพราะถึงเราไม่รู้ว่าแต่ละกลุ่มมีหมายเลขอะไร แต่หากอย่างน้อยเรารู้จำนวนและใบหน้าของสมาชิก ในกรณีนี้ หากเราเปลี่ยนจากการควานหา ‘กลุ่มเป้าหมายเพียงหนึ่ง’ มาเป็น ‘กลุ่มอื่นที่ไม่ใช่เป้าหมายสี่กลุ่ม’ แบบนี้อาจจะง่ายกว่าก็ได้”
การทดสอบในครั้งนี้มิได้วัดเพียงความแข็งแกร่ง ยังมีไหวพริบ การล่อหลอก การเจรจา การเอาชีวิตรอด การวางแผน และการคาดการณ์ ฉะนั้นแล้ว เพื่อให้ฝ่ายตนผ่านการทดสอบ ลำพังเพียงพละกำลังยังไม่เพียงพอที่จะได้รับตราสีทองแดงมาเชยชม
มันคือความยากลำบากของการเป็นนักบุกเบิก หากเพียงแค่นี้ยังมิอาจไขว่คว้ามาอยู่ในมือ ก็อย่าได้หวังว่าจะได้บางสิ่งที่เลอค่ามาไว้ในครอบครอง
ทุกคนต่างเพ่งสายตาเพื่อแหงนมองหน้าจออีกครั้ง กลุ่มส่วนใหญ่มีสมาชิกอยู่ที่ราวสองถึงห้าคน มีเพียงสองกลุ่มที่มีสมาชิกเพียงคนเดียว และมีหนึ่งกลุ่มที่มีสมาชิกมากถึงสิบคน
“ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากเจอกับเจ้าคนที่มีสมาชิกคนเดียวเท่าไหร่ พอดีว่าพวกเรามีปัญหาทาง ‘ครอบครัว’ เล็ก ๆ น้อย ๆ ล่ะนะ” เรเวนกล่าวขึ้นมาพลางถอนหายใจ ชายผู้ที่เขากล่าวถึงคืออดีตนักบุกเบิกระดับทอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกริบตราเพราะเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง
ทั้งกวีและเอมบริโอ้ต่างทำเป็นไม่สนใจ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ดวงหน้าอันเฉิดฉันดุจดังดวงตะวันที่ฉายแสงของเรเวนแปรเปลี่ยนเป็นความมืดดำ ปัญหาเล็กน้อยของเขาจึงมิน่าจะใช่เรื่องที่คนนอกควรเข้าไปยุ่ง
เพราะไม่เพียงแค่เรเวน แม้กระทั่งกวีเองก็มีกลุ่มที่ตนไม่ต้องการเผชิญหน้าเช่นเดียวกัน
“นั่นสินะ งั้นชั้นเองก็ไม่อยากจะเจอกับกลุ่มของยัยผู้หญิงสามคนกับเจ้าเด็กผมขาวนั่นเหมือนกัน”
หากกวีคาดเดาไม่ผิด กลุ่มแรกคงเป็นพวกพ้องของโมมิยะที่โมโมซึมิเคยกล่าวไว้ ในขณะที่กลุ่มต่อมาคงเป็นหนึ่งในพี่น้องของแมรี่ ทั้งเส้นผมสีขาวและดวงตาสีมรกตที่คล้ายกัน แม้ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนอันใดมายืนยัน ทว่าครั้งนี้กวีกลับรู้สึกว่าลางสังหรณ์ของตนมีความถูกต้องถึง99.99%
หลังจากนั้นไม่นานนัก บรรดาชายร่างใหญ่ในชุดสูทจึงเร่งแจกจ่ายการ์ดประจำตัวพร้อมกระดาษที่มีหมายเลขเป้าหมายกำกับอยู่ให้แต่ละกลุ่ม
เมื่อได้รับมา เหล่าบรรดาผู้เข้าทดสอบจึงเร่งเก็บทุกสิ่งเอาไว้ในเร็วพลัน ในขณะเดียวกันต่างเพ่งสายตาเพื่อควานหาหมายเลขเป้าหมายในทันที
“เช่นนั้นก็.. เริ่มการทดสอบได้ !!!”
เสียงของโบโบโบดังก้องกังวานไปทั่วทั้งพื้นที่ พลันสิ้นเสียงของเขา ร่างกายของทุกคนยกเว้นเขาจึงเปล่งประกายแสงเจิดจรัสดุจดังดวงตะวันที่ฉายแสง และเพียงสามวินาทีต่อมา ร่างกายทางกายภาพของพวกเขาพลันหายไปจากลานกว้างใหญ่โดยไม่เหลือร่องรอย
“เฮ้ออ” โบโบโบทอดถอนหายใจประหนึ่งชายชรา สีหน้าของเขาแลดูเหนื่อยล้าราวกับที่ผ่านมาได้ตรากตรำทำงานหามรุ่งหามค่ำมาเนิ่นนาน
“แย่จริง ๆ ที่ต้องมาเล่นเกมของตาเฒ่าขี้แกล้งคนนั้น แต่ก็หวังว่า..”
‘จะไม่มีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้นนะ’
ถ้อยคำเหล่านั้นหมายถึงสิ่งใด ทว่าคนที่จะล่วงรู้ถึงคำตอบ ก็คงมีเพียงโบโบโบและประธานเฒ่า ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งเพียงสองคน
ณ ที่ใดสักแห่ง รอบข้างเป็นผืนป่าดงพญาเย็น ต้นไม้อายุหลายร้อยปีเติบโตปกคลุมอยู่ทั่วทุกบริเวณ
“ซุ่มม !!”
แสงสว่างปรากฏขึ้น ณ พื้นที่อันว่างเปล่า พลันแสงสว่างจางหายไป ปรากฏรูปลักษณ์ของชายหนุ่มซึ่งมีจำนวนถึงสามคน
นั่นคือกลุ่มของกวี ในยามนี้ถูกเคลื่อนกายมายังที่ใดสักแห่งบนเกาะร้างห่างไกลผู้คน
ในมือของพวกเขามีการ์ดซึ่งมีหมายเลขสี่ร้อยสิบกำกับอยู่
“เป้าหมายของพวกเราคือหมายเลขหนึ่งร้อยเก้าสิบแปดงั้นสินะ” เรเวนกล่าวพลางยกกระดาษขึ้นมาเพื่อจ้องมอง
ณ ที่แห่งนี้ไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่มีผู้เข้าทดสอบคนใดอยู่ในระยะใกล้เคียง
“แล้วพวกเราจะเอายังไงต่อ จะเริ่มต้นมองหากลุ่มเป้าหมายที่มีหมายเลขหนึ่งร้อยเก้าสิบแปดกันเลยไหม ?” เรเวนเร่งเปล่งวาจาเพื่อกล่าวถาม
“เจ้าโง่ ชั้นบอกไปแล้วไม่ใช่รึไงว่าการตามหาเป้าหมายจากทั้งหมดสองร้อยสิบสี่หมายเลขโดยที่ไม่มีเบาะแสแม้แต่อย่างเดียวก็คงเหมือนกับการงมเข็มในมหาสมุทรน่ะ”
กวีรู้สึกเหนื่อยใจยิ่งนักที่มีพวกพ้องไร้สมองเช่นนี้
“งั้นเราควรจะใช้แผนสองดีไหม” เมื่อนั้นจึงเป็นฝ่ายเอมบริโอ้ที่เริ่มต้นกล่าว “ถ้าการหากลุ่มเป้าหมายมันยาก งั้นเราก็แค่ต้องเล็งกลุ่มที่ไม่ใช่เป้าหมายและมีสมาชิกไม่กี่คน ถ้าเจอบังเอิญเจอกลุ่มเป้าหมายก็โชคดีไป แต่ถ้าไม่ก็เพียงแค่ต้องล่าให้ครอบสี่กลุ่มก็พอ”
ความคิดนี้แลดูจะเป็นไปได้มากที่สุด ทว่ากวีกลับเห็นต่าง
“แบบนั้นอาจจะดีกว่า แต่ก็ยังติดปัญหาอยู่นิดหน่อย..”
วาจาที่หยุดเงียบไปได้ทำให้เรเวนและเอมบริโอ้เพิ่มทวีความสงสัย
“แล้วปัญหาที่ว่ามันคืออะไรล่ะ ?” ครั้งนี้เรเวนเริ่มต้นกล่าวถาม
“ก็ยกตัวอย่างเช่น หากหนึ่งกลุ่มมีสมาชิกอยู่หกคน จากนั้นพวกเขาได้แยกกันออกเป็นสองกลุ่ม โดยให้แต่ละกลุ่มถือครองการ์ดกลุ่มละสามใบ ซึ่งถึงแม้เราจะจัดการกลุ่มแรกและแย่งชิงการ์ดมาได้ทั้งหมด แต่พวกเราก็จะได้คะแนนรวมกันเพียงแค่0.25คะแนนเท่านั้น”
“ก็จริง เพราะเราไม่รู้จำนวนที่แท้จริงของแต่ละกลุ่มว่ามีจำนวนเท่าไหร่ และถึงแม้จะมีการแสดงใบหน้าและจำนวนให้ดูก่อนการทดสอบจะเริ่มขึ้น แต่การจะจดจำใบหน้าของผู้คนหลายร้อยคนในคราวเดียวเห็นทีคงเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งที่การ์ดก็ไม่ได้มีเลขคะแนนกำกับอยู่ด้วย”
เอมบริโอ้แลดูจะเข้าใจในสิ่งที่กวีต้องการจะสื่อได้ในทันที รวมไปถึงความยากและข้อจำกัดที่ทุกคนกำลังพบเจอ
การสอบในครั้งนี้ทวีความยากและซับซ้อนยิ่งกว่าการสอบที่ผ่านมามากนัก เพราะไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่าแต่ละหมายเลขมีสมาชิกอยู่กี่คน การคำนวณคะแนนจึงยากเย็นแสนเข็ญ และทางเดียวในการแก้ปัญหาก็คือต้องล่าการ์ดให้ได้มากที่สุด
แต่แล้ว มุมปากของกวีกลับโค้งขึ้นน้อย ๆ กลายเป็นรอยยิ้มปรากฏผ่านทางหางตาของฝ่ายตรงข้าม มือขวายกขึ้นพลางแตะไปที่หัวของตนเบา ๆ ราวกับกำลังบ่งบอกถึงบางสิ่งเป็นนัย ๆ
เมื่อได้เห็นท่าทีเช่นนั้น เอมบริโอ้จึงมีสีหน้าเจือแววตกตะลึงพลางเปล่งเสียงตะโกน
“กวี อย่าบอกนะว่านายจำหน้าและจำนวนสมาชิกของแต่ละกลุ่มได้ทั้งหมดน่ะ !!!”