หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 5 บทที่ 139 เจ้าสติไม่ดีหรืออย่างไร

            บทที่ 139 เจ้าสติไม่ดีหรืออย่างไร

            “ห้ามแตะต้องเขา!” เมื่อได้ยินสตรีที่เป็นหัวหน้าออกคำสั่งจับกุมตัวฉินชู มู่เซวียนจึงเอ่ยปากห้ามทันที

            “กลับไปแล้วข้าจะขอขมาต่อคุณหนูเจ็ด แต่การลักพาตัวคุณหนูเจ็ดเป็นโทษใหญ่หลวง จับตัวไว้!” สตรีที่เป็นหัวหน้ากล่าวอย่างไม่ไว้หน้ามู่เซวียน

            ฉินชูลุกขึ้นยืน “เดิมทีคิดว่าตำหนักจันทราเงินไม่เลว แต่บัดนี้ดูไปแล้วก็ไม่เท่าไร ขนาดข้าช่วยคน ยังเกิดปัญหายุ่งยากขึ้นอีก”

            ยามนี้ฉินชูรู้สึกโมโหแล้ว เขาเกลียดปัญหายุ่งยากเป็นที่สุด มันทำให้เขาเสียเวลา ทั้งยังทำให้เขาสืบเรื่องชาติกำเนิดของตัวเองได้ช้าลง

            “จับตัวไว้!” สตรีที่เป็นหัวหน้าออกคำสั่งอีกครั้ง

            มู่เซวียนเข้าห้ามปราม แต่ถูกสตรีที่เป็นหัวหน้าขวางไว้

            ฉินชูชักกระบี่เทพบูรพาออกจากฝัก ก่อนเข้าต่อสู้กับคนของตำหนักจันทราเงิน คนจากฝ่ายตรงข้ามที่ลงมือล้วนแต่มีพลังตบะขั้นสี่ หากไม่ใช่เจตจำนงกระบี่และสภาวะจิตกระบี่ ฉินชูไม่มีทางจัดการเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว เขาเองก็ได้แต่ใช้ความสามารถจากก้นหีบที่เก็บไว้

            ติ๊ง! 

            เสียงใสดังกังวาน กระแสพลังบนกระบี่ยาวของฉินชูแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นคมกริบอย่างมิอาจหาใดเทียม ศิษย์ตำหนักจันทราเงินที่ล้อมโจมตีฉินชูถูกข่มไว้ทั้งหมด ฉินชูปล่อยเจตจำนงกระบี่ออกมา

            เมื่อมีเจตจำนงกระบี่เสริมพลัง เคล็ดกระบี่กายสิทธิ์ของฉินชูที่เสริมเข้ากับเคล็ดกระบี่พื้นฐาน ทุกกระบวนท่าล้วนมีพลังทำลายล้างสูงเป็นอย่างมาก

            เนื่องจากไม่ได้มีความแค้นใหญ่หลวง ฉินชูจึงไม่ได้ลงมือรุนแรง เพียงโจมตีใส่แขนและไหล่ของอีกฝ่าย ให้พวกเขาสูญเสียพลังต่อสู้ทั้งหมด

            เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว ศิษย์ตำหนักจันทราเงินก็ถูกฉินชูโจมตีจนสูญเสียพลังต่อสู้ และล้มกองบนพื้นทั้งหมด ในจังหวะที่สตรีที่เป็นหัวหน้าจะโจมตีฉินชู มู่เซวียนจึงออกมาขวางไว้

            “รีบไปเสีย! เจ้าช่วยข้าไว้หนหนึ่ง ข้ามู่เซวียนจะจำไว้ ข้าขออภัยที่สร้างความลำบากให้เจ้าแล้ว” มู่เซวียนตะโกนบอกฉินชู นางไม่คาดคิดว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ นางคิดไม่ถึงว่าคนของตำหนักจันทราเงินจะโจมตีฉินชู

            “เช่นนั้นข้าไปก่อน ยุทธภพอันตราย ระวังตัวด้วย!” ฉินชูตะโกนบอกมู่เซวียน ก่อนไหวตัวทีหนึ่งออกจากภัตตาคารไป ในยามนี้ไหนเลยจะยังมีเวลาไปเอาเกวียนอสูร

            “ตอนนี้เจ้ายังไปไม่ได้!” บุรุษชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัว บุรุษชุดดำปะทุพลังบนกาย สะกดฉินชูเอาไว้ได้ทัน แม้จะไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นหกหวางเจ่อ แต่ก็มีพลังความสามารถแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

            ข้าไปไม่ได้แล้ว!

            ฉินชูรู้สึกจนใจนัก เขาสู้อีกฝ่ายไม่ได้เลย สตรีที่มู่เซวียนขวางไว้แข็งแกร่งมากแล้ว แต่บุรุษชุดดำผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งกว่า

            สตรีชุดขาวที่เป็นหัวหน้าและมู่เซวียนหยุดมือแล้ว ฉินชูหนีไม่พ้น พวกนางสู้กันต่อก็ไร้ความหมาย

            “ผู้อาวุโสโจว เขาช่วยข้าไว้ ทั้งยังส่งข้ากลับมา ท่านจับเขาเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” มู่เซวียนมองสตรีที่จะจับฉินชูพร้อมกล่าว นางคือโจวเหมย หนึ่งในผู้อาวุโสของตำหนักจันทราเงิน

            “คุณหนูเจ็ด เขาหลอกลวงลักพาตัวท่านออกจากตำหนักจันทราเงินหรือไม่ ยังต้องตรวจสอบก่อน นอกจากนั้น  ที่เขาจงใจอยู่ข้างกายคุณหนูเจ็ด อาจมีแผนการร้ายก็ได้ เรื่องนี้ยังไม่แน่” โจวเหมยมองฉินชูแวบหนึ่งก่อนกล่าว

            “ผู้อาวุโสโจว ท่านพูดจาส่งเดชเช่นนี้ไม่ได้ ข้าต่างหากที่ออกจากตำหนักจันทราเงินเอง เขาเพียงแค่พบข้าถูกคนชั่วทำร้ายโดยบังเอิญ จึงยื่นมือเข้าช่วย หลังจากพวกเราดื่มสุราที่ภัตตาคารเสร็จ เขาก็จะไปแล้ว เราจะปรักปรำคนดีไม่ได้” มู่เซวียนกล่าวด้วยอารมณ์คุกรุ่น

            “พวกเราย่อมไม่ปรักปรำคนดี แต่ยามนี้ตำหนักจันทราเงินมีเรื่องราววุ่นวายมากมาย ดังนั้นเรื่องบางอย่างต้องตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน” โจวเหมยยังคงไม่คิดจะปล่อยฉินชูไป

            ฉินชูมองโจวเหมย แววตานางเต็มไปด้วยความเย็นชา คนผู้นี้กระทำการต่างๆ โดยยึดมั่นแต่ความคิดเห็นของตัวเองเท่านั้น

            มู่เซวียนหันมองบุรุษชุดดำ “อาจารย์อา บัดนี้ตำหนักจันทราเงินจับตัวผู้อื่นส่งเดชโดยไม่ถามไถ่เหตุผลก่อนหรือเจ้าคะ?”

            “เซวียนเอ๋อร์ ใช่ว่าอาจารย์อาจะจับคนส่งเดช ก็เขาโจมตีศิษย์ตำหนักจันทราเงินของเราจนกองเต็มพื้น แบบนี้น่าเกลียดเกินไป ไม่ว่าจะถูกผิดอย่างไรย่อมต้องมีความยุติธรรม เจ้าหนู เจ้าเองไม่ต้องมาถลึงตา หากเจ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ข้าย่อมไม่สร้างความลำบากแก่เจ้าหรอก” บุรุษชุดดำกล่าว เขาคือหยางเทียนเฟิง เจ้าเมืองซินเยว่ ทั้งยังเป็นอาจารย์อาของมู่เซวียน

            ฉินชูไม่ได้สนใจหยางเทียนเฟิงและโจวเหมย เพียงหันมองมู่เซวียน “เห็นหรือไม่ ข้าให้เจ้ารีบลงจากเกวียน เจ้าไปของเจ้า ข้าไปของข้า เฮ้อ! ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี อยากทำอะไรก็ทำ!”

            “เจ้าชื่ออะไร มาจากที่ใด?” โจวเหมยหันมองฉินชู

            “เจ้าสติไม่ดีหรืออย่างไร เจ้าไปตรวจสอบเองสิ!” แววตาที่ฉินชูมองโจวเหมยเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ

            “เจ้าอยากตายหรือ!” โจวเหมยโมโหแล้ว นางเป็นผู้อาวุโสของตำหนักจันทราเงิน ฉินชูกลับกล้าด่านาง

            “พอแล้ว! เขาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ผู้อาวุโสโจวท่านคิดจะทำอะไรกันแน่? ในเมื่อท่านไม่เชื่อเขา ก็ไปตรวจสอบด้วยตัวเอง!” มู่เซวียนเดือดดาล ที่ฉินชูถูกคุมตัว ทั้งหมดก็เป็นเพราะนาง และโจวเหมยผู้นี้ก็ทำเกินกว่าเหตุไปมาก

            โจวเหมยยังคิดจะกล่าวอะไรอีก ในเวลานี้หยางเทียนเฟิงกลับโบกมือทีหนึ่ง ไม่ปล่อยให้นางกล่าวอะไรอีก “เซวียนเอ๋อร์ เจ้ามาถึงเมืองซินเยว่ ไม่ว่าอย่างไรอาจารย์อาก็ต้องต้อนรับเสียหน่อย พวกเราไปที่จวนเจ้าเมืองกัน เจ้าหนู เจ้าอย่าคิดหนีเชียว ข้าไม่สร้างความลำบากให้เจ้าแน่”

            มู่เซวียนหันมองฉินชู “เจ้าไม่ต้องหนี มีเรื่องอะไรข้าจะแบกรับไว้เอง”

            “ข้าหนีได้หรืออย่างไร? ช่างหาเรื่องให้ข้าเสียจริง!” ฉินชูมองมู่เซวียนด้วยแววตาหน่ายใจ ที่เขากังวลที่สุดก็คือการหาเรื่องโดยใช่เหตุ แต่บัดนี้เกิดปัญหาขึ้นจนได้ เขาไม่เห็นระดับพลังตบะของโจวเหมย แต่ก็สร้างแรงกดดันต่อเขาได้ไม่มากนัก เขาเชื่อว่าตัวเองสู้ไม่ไหวก็ยังหนีได้ แต่หยางเทียนเฟิงแข็งแกร่งเกินไป อาศัยเพียงพลังก็สามารถสะกดเขาไว้ได้ เป็นยอดฝีมือขั้นห้าเทียนหยวนแน่นอน

            หยางเทียนเฟิงพาทุกคนมายังจวนเจ้าเมืองซินเยว่

            เข้าไปในโถงใหญ่ของจวนเจ้าเมือง หยางเทียนเฟิงนั่งลงตรงตำแหน่งหลัก “เซวียนเอ๋อร์ เจ้ากับเจ้าหนูนี่อยู่ที่จวนเจ้าเมืองชั่วคราวไปก่อน ผู้อาวุโสโจวไปตรวจสอบเถอะ!”

            หลังจากโจวเหมยมองศิษย์ข้างกายตัวเองที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด จึงทอดสายตามองไปที่ตัวฉินชู “ทางที่ดีเจ้าอย่าให้ข้าตรวจพบอะไรเข้าจะดีกว่า”

            โจวเหมยถลึงตาใส่ฉินชูทีหนึ่งก่อนออกไป ภายในโถงใหญ่เหลือเพียงหยางเทียนเฟิง มู่เซวียน และฉินชู

            “อาจารย์อา โจวเหมยผู้นี้หาเรื่องโดยใช่เหตุ ฝ่ายผู้อาวุโสใหญ่ของพวกนางคิดจะจับข้ากลับไป จากนั้นเขาจะประนีประนอมกับราชวงศ์ดาราเหมันต์” มู่เซวียนกล่าว 

            “อาจารย์อารู้ ตอนนี้ผู้เฒ่าเสว่ออกมาแล้ว พวกเขาย่อมก่อความวุ่นวายไม่ได้ แต่พวกเจ้าอย่ากระทำการเหลวไหลเชียว” หยางเทียนเฟิงมองมู่เซวียนและฉินชูพร้อมกล่าว

            “ฉินชู ขอโทษด้วย! ข้าคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ เดิมทีคิดจะขอบคุณเจ้า แล้วส่งเจ้าออกเดินทาง” มู่เซวียนมองฉินชูด้วยแววตารู้สึกผิด เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นผลจากการที่นางฝืนบังคับฉินชู

            “ข้าไม่อยากมีปัญหา แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วก็ช่วยไม่ได้ ข้าไม่เข้าใจ พวกเขาอยากจะตรวจสอบ แล้วจะตรวจสอบเช่นไร? เดิมทีพวกเราก็แค่พบกันโดยบังเอิญ” ฉินชูกล่าว

            “ไม่ใช่การตรวจสอบ คาดว่าคงกลับไปรายงานที่ตำหนัก อาจารย์อา เซวียนเอ๋อร์มั่นใจได้ ฉินชูและเซวียนเอ๋อร์เพียงพบกันโดยบังเอิญ เขาไม่มีแผนการอะไร เป็นข้าที่อยู่ในเกวียนของเขานานหลายวัน ถึงขนาดที่เขาไล่ข้าลงจากเกวียนอยู่หลายหน...” มู่เซวียนกล่าวเพียงกึ่งหนึ่งก็ไม่กล่าวต่อ เพราะน่าอับอายเกินไป

            หยางเทียนเฟิงหันมองฉินชู “มู่เซวียนเป็นคุณหนูเจ็ดของตำหนักจันทราเงิน เจ้าแล้งน้ำใจเกินไปหรือไม่?”

            ฉินชูรู้สึกกล่าวอะไรไม่ออก เรื่องมีแผนการร้ายหรือไม่ยังไม่กระจ่าง บัดนี้กลับต้องมาโดนข้อกล่าวหาว่าแล้งน้ำใจอีก

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน