อภินิหารเทพปฐมภพ

    เล่มที่ 1 เล่มที่ 46 ต่างเดินทาง (2)

    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เทพธิดาหยกขาว ท่านมีสิทธิ์ห้ามเรา? ” วรกายดำสนิทจนเป็นนิล ไอดำพวยพุ่งออกจากวรกายแม้อาภรณ์ที่สวมบนร่างยังเป็นสีดำสนิท ปลายเท้าทั้งสองข้างมีไอก่อตัวเป็นม่านหมอกสีดำกำลังหมุนวนอย่างเงียบเชียบ แต่ตลอดวรกายอันมืดดำกลับแผ่พลังกดดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ที่ด้านหลังเป็นศรเคลื่อนปรภูมิสีเงินสุดอัศจรรย์ที่หมุนขวับลอยตัวอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ดวงเนตรทั้งสองข้างสะท้อนสีดำสนิทยิ่งยวด มุมปากประดับรอยแย้มยิ้มเย้ยหยันสายหนึ่งที่เทพธิดาหยกขาวยากจะเข้าใจ “องค์มหาเทพปฐมภพ ให้กำเนิดหมู่ดาวน้อยใหญ่ ทั้งเก้าจักรวาลภพ” เทพธิดาหยกขาวกล่าวแช่มช้า มองที่ร่างสีดำนิลที่มีม่านไอดำก่อตัวขึ้นตลอดเวลา “เราก่อเกิดมวลสรรพชีวิต สรรค์สร้างสรรพสิ่ง ส่งเสริมเจตนารมณ์ขององค์มหาเทพปฐมภพ” เทพธิดาหยกขาวกล่าวสืบต่อ“แต่สิ่งที่ท่านกำลังทำขัดต่อเจตนารมณ์นั้น” “ เจตนารมณ์ เหอะ”เทพอสูรกาฬแค่นหัวร่อเสียงเย็น “ท่านอ้างสิทธิ์ใดก่อกำเนิดสรรพชีวิต มวลสรรพชีวิตที่ท่านบันดาลเนรมิตขึ้น บ้างทุกข์ทนทรมาน บ้างเข่นฆ่าพวกเดียวกันเอง บ้างทำลายล้างเผ่าพันธุ์อื่น” เทพอสูรกาฬหยุดกล่าววาจาอันเย็นเยียบ เพ่งพิศผู้อยู่ตรงหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเหี้ยม “หากเจตนารมณ์ขององค์มหาเทพปฐมภพที่กลับคืนสู่ความว่างเปล่าไป คือมีเพียงสรรค์สร้าง กำเนิดสรรพสิ่ง อีกหลายพันล้านปีนับอนันต์คงไม่เหลือที่ว่างให้ท่านยืนและสูดลมหายใจอยู่เช่นนี้” นัยน์ตาดำที่ทอแสงเจิดจ้าขึ้นของเทพอสูรกาฬ จับจ้องไปที่นาง แล้วเอ่ยถามกลับคืนหมายจะบดขยี้นางด้วยวาจานี้“ท่านใช่คิดถึงสิ่งนี้หรือไม่? ท่านก่อเกิดสรรพชีวิต ให้กำเนิดชีวิตที่ทุกข์ทนทรมาน ท่านได้เคยถามพวกมันกลับคืนรึไม่ว่า สรรพชีวิตเหล่านั้นเต็มใจเกิดมาหรือไม่ หรือเพียงอ้างคำส่งเสริมเจตนารมณ์ หลับหูหลับตาสรรค์สร้างสรรพสิ่ง รึเทพธิดาหยกขาวท่านไม่รู้จริงๆว่า สรรพชีวิตที่ท่านสรรค์สร้างขึ้น บ้างบำเพ็ญหาทางหลุดพ้น บ้างปรารถนาไม่ต้องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏจักรสงสารที่ท่านก่อกำเนิดขึ้นมา สิ่งนี้หรือที่เรียกว่าสรรค์สร้าง” เทพธิดาหยกขาวนิ่งเงียบแต่ไม่ใช่ยอมรับโดยสดุดีร่างสีขาวนวลผ่องของเทพธิดาหยกขาว นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแต่ดูเนิ่นนานหลายอสงไขย ก่อนผุดวาจากล่าวตอบเขาไป“แต่เทพอสูรกาฬ ท่านยังไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลายหมู่มวลสรรพชีวิต และดาวดวงต่างๆ” เทพธิดาหยกขาวเอ่ยตอบวาจาแล้วนิ่งไปชั่วขณะอีกครั้ง สำหรับนางแล้วในความรู้สึกที่ผ่านมาหลายหมื่นปี ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความคิดหมายทำลายล้างมวลสรรพสิ่งของเทพอสูรกาฬได้ “ท่านมีสิทธิ์สร้างผู้เดียว หรือเราไม่มีสิทธิ์ทำลาย ผู้ใดบัญญัติ?”คำที่เทพอสูรกาฬกล่าวครั้งนี้แทบจะเป็นเสียงตวาด “ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!!!”เทพอสูรกาฬยังแผดสุรเสียงกำสรวลอย่างกึกก้อง“เมื่ออนันต์กาลก่อน ยังมีเพียงความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต...” เทพอสูรกาฬกล่าวแล้วเบิกดวงเนตรที่ดั่งมีเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างโหมลุกไหม้อยู่ภายใน เขม็งจับไปที่นาง“เราจะเป็นผู้ทำลายทุกสรรพสิ่ง ล้างบางให้สิ้นทั้งเก้าจักรวาลภพ ให้ขาวสะอาดยิ่งกว่าผิวบนวรกายของท่านเสียอีก”พลันที่เทพอสูรกาฬกล่าวจบ หัตถ์ทั้งสองข้างของเขาก็ฟาดออกไปทั้งสี่ทิศ ปรากฏปวงประกายเพลิงประดุจไฟบรรลัยกัลป์พุ่งออกไปในห้วงอวกาศ ทันใดนั้นมหากัลป์ปฐมภพก็สว่างแดงจ้าขึ้นอีกครั้ง ดวงดาวสีขาวอมเทาที่เพิ่งก่อเกิดขึ้นใหม่สามพันปีที่อยู่ใกล้ที่สุด ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจ พลันสลายหายวับไป ส่วนดาวที่เหลืออีกสามดวงที่ไกลออกไปก็สลายยับตามไป เทพธิดาหยกขาวหวั่นวิตกว่าเทพอสูรกาฬจะทำลายหมู่ดวงดาวไปทั้งเก้าจักรวาลภพไปจริงๆ พลันผลึกลูกบาศก์สีม่วงโปร่งแสงอันเป็นผลึกฟ้านิรันตรที่เกิดจากดวงหทัยของมหาเทพปฐมภพ ก็หมุนวนขึ้นจากหัตถ์ที่ขาวผุดผ่องของนาง แสงสีม่วงเริ่มทอแสงจับบนพักตร์ของนาง“หลายหมื่นปีที่ผ่านมานี้นับว่าสูญเปล่าจริงๆ” เทพธิดาหยกขาวรำพึง นึกถึงที่ผ่านมาแม้จะพูดกล่าวเยี่ยงไร ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความคิดที่จะทำลายล้างสรรพสิ่งของเทพอสูรกาฬผู้นี้ได้ สงครามเทพของเทพหยินและหยาง เนื่องจากไม่มีผู้ใดทำร้ายให้อีกฝ่ายบาดเจ็บดับสูญไปได้ การต่อสู้จึงกินเวลายาวนานหลายหมื่นปี “เช่นนั้น ท่านก็จงอยู่ในผลึกฟ้านิรันตรนี้ไปชั่วนิรันดร์” เทพธิดาหยกขาวสะบัดหัตถ์ชูขึ้น ผลึกฟ้านิรันตรพลันขยายรูปใหญ่ขึ้นเกือบสิบเท่าเคลื่อนหมุนวนส่งประกายสายฟ้าสีม่วงแตกคำรามสะท้านขึ้นเรือนแสงสีม่วงสว่างเจิดจ้าปานดอกบัวที่คลี่กลีบสีม่วงบานออกไปทั่วห้วงมหากัลป์ปฐมภพ พลังแรงดึงดูดมหาศาลก็บังเกิดขึ้น  ครืนน เทพอสูรกาฬที่รับรู้ถึงแรงดึงดูดอย่างมหาศาลเหลือคณาที่แผ่ออกจากผลึกฟ้านิรันตร แม้ปากกล้าเพียงใดแต่อยู่ต่อหน้าผลึกฟ้านิรันตรสีหน้าอันดำนิลของเขาถึงกลับแปรเปลี่ยนไป“เทพธิดาหยกขาวท่านกล้า!!” สุรเสียงตวาดของเทพอสูรกาฬสะท้านขึ้น ฟังว่าผลึกฟ้านิรันตรนี้กลับสามารถดึงดูดกักขังดวงจิตธาตุให้อยู่ในนั้นชั่วนิจนิรันดร์ หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็นับว่าจบสิ้นแล้ว มิใช่เรื่องล้อเล่นชวนวิวาทเช่นที่ผ่านมา เทพอสูรกาฬรวบรวมพลังในวรกายทั้งมวล อันเป็นมหานฤพานอสูรที่ผนึกขึ้นในร่างที่มีอิทธิฤทธิ์ปลดปล่อยเพลิงเทพอสูรหลอมโลกันต์ที่แม้กระทบถูกดวงสุริยาในเก้าจักรวาลภพยังต้องมอดไหม้หลอมละลาย ทันใดนั้นเมื่อหัตถ์ของเทพอสูรกาฬถูกวาดขึ้นบังเกิดคลื่นไอร้อนสุดปานเปรียบครอบคลุมไปทั่วบริเวณ พวยพุ่งเข้าใส่ผลึกฟ้านิรันตรที่ล่องลอยอยู่หมายหยุดยั้งแรงดึงดูดมหาศาลที่เกิดขึ้น ตูมม ผลึกฟ้านิรันตรพลันเปล่งประกายสีม่วงเจิดจ้าแผ่ออกจนถึงขีดสุด จนหมู่ดาวที่อยู่ใกล้แทบเปลี่ยนเป็นสีม่วง ครืนน  เพลิงเทพอสูรหลอมโลกันต์ที่เทพอสูรกาฬปล่อยออกมากลับถูกกลืนหายไปในผลึกฟ้านิรันตรอย่างรวดเร็วจนหมดสิ้น แม้เพลิงเทพอสูรหลอมโลกันต์จะมีอนุภาพเผาผลาญให้หมู่ดวงดาวทั้งเก้าจักรวาลภพสูญสิ้นไป ก็ไม่มีทางเปรียบกับพลังดึงดูดไร้สภาพของผลึกฟ้านิรันตรที่เกิดจากวรกายของมหาเทพปฐมภพได้  แต่สิ่งที่ถูกดึงดูดยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้เมื่อคลื่นความร้อนของเพลิงเทพอสูรหลอมโลกันต์จางหายไป ร่างที่ตื่นตระหนกของเทพอสูรกาฬที่ไขว่คว้าหาที่หลบหนีก็พลันปรากฏเปลวไอสีหม่นดำคล้ายร่างของเทพอสูรยืดยาวออกพุ่งเข้าสู่ผลึกฟ้านิรันตร เทพอสูรกาฬเพียงหวังว่าเมื่อพุ่งแผ่พลังคลื่นความร้อนของเพลิงเทพอสูรหลอมโลกันต์ออกยังอาจหยุดยั้งพลังแรงดึงดูดอันมหาศาลของผลึกฟ้านิรันตรได้ชั่วขณะ ยังพอมีหนทางได้ให้หนีรอดไปได้ แต่ความเป็นไปได้อันน้อยนิดนี้ปลาสนาการไปสิ้น ความเกลียดชังคั่งแค้นพลันเดือดปะทุขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายในความสูญเปล่า อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เสียงโหยครวญของเทพอสูรกาฬที่พยายามจะต้านทานสุดฤทธิ์ แต่ยิ่งพยายามต่อต้านแรงดึงดูดยิ่งแรงขึ้นจนในที่สุดร่างเงาของเทพอสูรก็ยืดยาวก่อตัวเป็นไอสีหม่นดำถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น ครืนน สุดท้ายปานไอควันที่ปราศจากเชื้อไฟที่โพยพุ่งออกจากร่างของเทพอสูรกาฬก็ยุติลงเสียงแผดร้องอันโหยหวยของเทพอสูรอสูรกาฬดังเพียงชั่วขณะก็เงียบหายไป ชั่วพริบตาสรรพสิ่งเงียบสงบพร้อมประกายสว่างเจิดจ้าสีม่วงของผลึกนิรันตรวูบดับลง เหลือเพียงร่างที่ดำดั่งนิลที่ลอยเคว้งอยู่ในห้วงอวกาศของเทพอสูรกาฬที่ดวงจิตถูกดึงดูดเข้าไปในผลึกฟ้านิรันตร ผลึกฟ้านิรันตรค่อยๆลดรูปเล็กลงก่อนจะหายเข้าไปในหัตถ์ของเทพธิดาหยกขาว ร่างที่ขาวยิ่งกว่าแสงระยิบระยับของดวงดาวยืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะโบกหัตถ์เบาๆ เรือนร่างของเทพอสูรกาฬก็หายไปในช่องมิติที่สร้างขึ้น ก่อนร่างของนางจะค่อยๆเคลื่อนหายไปจากมหากัลป์ปฐมภพ... จุดหมายที่มุ่งไปคือโลกแดนฟ้าเทอมินัส ในจักรวาลที่5 อันเป็นทวิสุริยะภพ ........................... จุดเริ่มต้นของมหันตภัย..กำลังก่อกำเนิด ณ จักรวาลที่3 อันเป็นตรีสุริยะภพ เป็นวัตถุล่องล่อยไปทั่ว 9 จักรวาลภพที่กำลังพุ่งผ่านอวกาศอันกว้างใหญ่ที่ล่องลอยถึงที่ใดที่นั้นก็พินาศบรรลัยเป็นจุล ที่เป็นจุดแดงบนวัตถุนั้นเป็นตัวเพศภัยที่ก่อการแต่ครั้งบรรพกาล มันคือความชั่วร้ายแต่เนิ่นนานที่สั่งสมรูปกายแลพลังงาน บ้างเล่าว่าเป็นมารที่อุบัติขึ้นจากขุมนรกโลกัณฑ์แต่ครั้งอุบัติเริ่มแรก นั้นกลับมีส่วนถูกบางประการแท้จริงมันเกิดจากเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นจากห้วงแห่งความตายหยดแรกคืบคลานก่อกำเนิดขึ้น โหดเหี้ยมเลวร้ายกระหายโลหิตคือสิ่งที่มันกระทำ ครอบครองทั้ง 9 จักรวาลชั้นฟ้าพิชิตทั่วหล้าแดนดินคือความปรารถนาทะเยอทะยานหยั่งเกินสำนึกในกมลสันดาน นามแท้จริงที่เรียกหาในกาลต่อมาคือ 'มหาอสูรบรรพกาล' หลังมันทอดมองซากปรักหักพังสรรพชีวิตที่สังเวยนรกเดือดที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างไม่ยี่หร่า เรื่องเช่นนี้ผ่านม่านตาทมิฬแดงกล่ำจนชาชินก่อนควบทะยานขึ้นก้อนอุกกาบาตหายไปจากดวงดาวดวงแล้วดวงเล่า เวลา ณ กาลนี้ปี 1001 ห่างออกไปจากดาวแดนฟ้าไซเบอร์ตรอนอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลที่ 3 มีกลุ่มดาวที่ขนานนามว่า 'ดาวโบรต้า' อันเป็นกลุ่มดาวโดดเดี่ยวสุดเขตจักรวาล ที่อาศัยอยู่ในดวงดาวแห่งนี้เป็นเผ่าพันธุ์จักรกลสงครามที่ดำรงชีพอยู่มานานหลายหมื่นปี 'คฑาเทพหยกเย็น' สถิตอยู่บนสิ่งก่อสร้างลอยฟ้าที่ล่องลอยอยู่เหนือกลุ่มดาวโบรต้านี้เอง ที่เห็นลอยอยู่เหนือฟากฟ้าอันไร้สี สูงขึ้นจากพื้นกว่า 18,000 เมตร สิ่งก่อสร้างลอยฟ้าทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 400,000 เมตร ที่ถูกเรียกว่า'ศูนย์กลางแห่งโบรต้า' ที่ตั้งฐานทัพชนชั้นปกครองของเผ่าพันธุ์จักรกลสงคราม เมื่อร้อยปีก่อนจักรกลสงครามตนหนึ่งค้นพบคฑาเทพหยกเย็นที่มีด้ามจับสีขาวยาวเพียง 44 นิ้วล่องเคว้งคว้างในห้วงอวกาศ เมื่อเทียบกับร่างของจักรกลสงครามที่สูงใหญ่กว่าหลายสิบฟุต นับว่าสั้นและมีขนาดเล็กจนมันใช้เพียงนิ้วเหล็กคีบจับ เมื่อมันนำกลับมายังดาวโบรต้าเปรียบดังวานรได้อัญมณีอันเลอค่า มันกลับมิรู้วิธีใช้ศัสตราเทพชิ้นนี้ด้วยเหตุที่ปลายคฑาอันเป็นอัญมณีแห่งชีวิตสีเขียวที่ทอประกายพิสดารเกินกว่าจักรกลสงครามตนนี้จะทิ้งทำลายไป ในที่สุดคฑาด้ามนี้จึงตกอยู่ในเงื้อมมือเหล็กของจักรกลสงครามชั้นชนปกครองสูงสุดตนหนึ่งที่รวบรวมของสะสมไว้ในห้องปราการนิรภัยที่ตั้งอยู่บนศูนย์กลางแห่งโบรต้าแห่งนี้ แต่จักรกลสงครามชนชั้นปกครองตนนี้กลับสนใจคฑาเทพหยกเย็นอันนี้เป็นอันมาก ยิ่งเมื่อมันใช้อุปกรณ์เครื่องมือจักรกลอันล้ำสมัยยิ่งกว่าเครื่องใดในดวงดาวพิเคราะห์อัญมณีเขียวสดใสปลายด้ามคฑา กลับพบมวลพลังงานอันไร้ที่สิ้นสุดอันยากเกินเทคโนโลยีเหนือล้ำที่มีจะคำนวณออกมาได้ เมื่อมันคำนวณถึงการนำพลังงานนี้ไปใช้จนไม่มีขีดจำกัด แม้นเป็นจักรกลยังมีความต้องการอันไม่สิ้นสุด วัตถุชิ้นนี้ที่ถูกสร้างขึ้นมาย่อมไม่มีเพียงหนึ่งเดียว มันจึงปรับค่าเครื่องตรวจจับสัญญาณขั้นสูงGK200 ที่ปล่อยสัญญาณคลื่นข้ามจักรวาล ตรวจค้นหาวัตถุที่ปล่อยมวลพลังงานอันไม่มีขีดจำกัดคล้ายคฑาเทพหยกเย็นชิ้นนี้ ผ่านเวลาไปอักโขจึงค้นพบสัญญาณเลือนรางริบหรี่ถึงมวลพลังงานอันไม่มีขีดจำกัดอยู่ห่างออกไปนับอนันต์ แต่นี้กลับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งมหันตภัยที่จะทำลายล้างทั้ง 9 จักรวาลขึ้น... เวลาที่ว่านั้นมาถึงไวกว่าที่คาดคิดนัก..ด้านล่างอันมีตึกอาคารรูปร่างแปลกตาล้ำสมัย โดมแหล่งพลังงานผุดขึ้นดื่นดาษ บรรดาจักรกลสงครามที่ร่างอุบัติเป็นยวดยานบินขับแล่นด้วยความเร็วสูงวาดไปทั่วผืนฟ้าที่ไร้สี ส่วนเหล่าจักรกลสงครามที่รูปร่างแปลกตาเรือนร่างสูงตระหง่านหลายฟุตยังคงขยับเคลื่อนไปทั่วผืนดาวภายใต้ท้องฟ้าไร้สีอย่างเป็นปกติ จนกระทั่งความปกตินี้ถึงเวลาสิ้นสุดลง เมื่อมันโผล่มาถึง จุดดำเล็กๆของหินอุกกาบาตหนักกว่าหมื่นตันพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ เสียดสีจนไฟลุกท่วม เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อพุ่งลงกระทบพื้น ท่ามกลางเส้นทางสัญจร ยวดยานบินหลายลำที่ขับแล่นอยู่ถูกแรงปะทะนี้ถึงกลับพลิกคว่ำเพลิงเผาผลาญลุกลามขึ้น ที่หยุดยั้งจอดอยู่ก็เปลี่ยนแปลงหมุนร่างประกอบกายเป็นจักรกลสงครามที่สูงกว่า 30 ฟุต ระบบตรวจจับสมองกลทำงานทันทีพลันเล็งเพ่งไปยังวัตถุแปลกปลอมที่พุ่งผ่านชั้นบรรยากาศลงมาเมื่อครู่ ผู้บุกรุกที่ปรากฏเป็นร่างที่สูงเพียง 7 ฟุตร่างสีแดงปานอาบย้อมไปด้วยโลหิต แผลบนกลางหน้าผากถากผ่านดวงตาเสริมความเหี้ยมเกรียมให้ผู้พบเห็น ใบหน้าเรียบเย็นยโสโอหังราวทุกสิ่งอย่างต้องหมอบสยบลงตรงหน้ามัน รูปกายเยี่ยงมนุษย์ต่างเพียงมีลวดลายสีดำลากผ่านร่างกายปรากฏแผลลึกขวางให้เห็นตามร่างกายจนทั่ว เขาโค้งยาวแหลมขึ้นเหนือศีรษะจากหน้าผากทั้งสองข้างที่เขาโค้งยาวหักสั้นลงข้างหนึ่ง ร่างนี้ยืนเหยียบบนหินอุกกาบาตที่พุ่งลงมาจนพื้นดาวนี้ยุบลงปานใยแมงมุมรังใหญ่ พลันที่ร่างนี้เหยียบย่างลงพื้นกลิ่นอายมรณะและบ้าระห่ำก็แผ่พุ่งออก พลังไร้ต้านที่สุมอัดอยู่ในร่างสีแดงก็บันดาลให้เกิดแรงกดดันจนบรรยากาศโดยรอบสั่นไหวอย่างรุนแรง

    คล้ายกับเรื่องอภินิหารเทพปฐมภพ ที่คุณอ่าน