ผมชิงขัดจังหวะขึ้นมาก่อนที่เธอจะพูดจบประโยค “ผมมีแผนแล้วล่ะครับ แต่อย่ารู้เลยว่าผมจะไปทำอะไรที่ไหน มันจะดีกับตัวคุณมากกว่าถ้าไม่รู้เรื่องนี้ หากว่าคุณรู้เข้าละก็...คงตามผมไปเพราะคิดถึงแน่ ๆ และถ้าเป็นแบบนั้นผมก็แย่เอาน่ะสิ ถูกไหม” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวนอย่างขบขัน
อลิสถอนหายใจยาวอย่างทำตัวไม่ถูก เธอรีบเบือนหน้ามองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่า “คุณนี่มัน... น่าโดนตีจริงๆ เลยนะ ใครเขาจะไปคิดถึง...หรืออยากตามคุณไปกันล่ะ คิดเองเออเองทั้งนั้น” เธอทำสีหน้าเหมือนไม่พอใจใส่ผม ทั้งที่ตอนนี้แก้มทั้งสองข้างแดงก่ำไปจนถึงใบหู
“ถ้าหมดธุระแล้ว ฉันขอตัวนะคะ คุยกับคุณทีไรประสาทจะเสียทุกที” อลิสตัดบทแล้วหมุนตัวกลับทันที
ทว่าเสียงของผมก็หยุดเธอไว้ได้ทันท่วงที “เดี๋ยวก่อนครับ”
แผ่นหลังบอบบางหยุดกึกอยู่กับที่ แม้เธอจะไม่หันกลับมามองแต่ผมก็รู้ว่าเธอกำลังตั้งใจฟัง “มีอะไรอีกล่ะคะ” เธอย้อนถามเสียงขุ่น
“ไปทานข้าวกับผมสักมื้อได้ไหมครับ” ผมเอ่ยชวนเพียงสั้นๆ แล้วนิ่งไปเพื่อรอดูท่าที ทว่าอลิสกลับยืนนิ่งเงียบจนบรรยากาศรอบตัวเริ่มกดดัน “ถ้าอยากไป... ผมจะรออยู่ที่ห้องรับรองนะครับ” แม้ผมจะพูดจบแล้ว แต่เธอก็ยังคงไม่ตอบอะไรกลับมา และพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เธอก็เดินเข้าไปในโรงแรมทันที
ผมยืนมองแผ่นหลังของเธอที่ค่อยๆ ลับสายตาไป ความรู้สึกกังวลเริ่มจู่โจมจนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำลงไปมันดีแล้วจริงๆ หรือเปล่า ผมดันไปล้อเล่นกับความรู้สึกของอลิสเข้าแล้วสิ ทั้งที่รู้ว่าเธอคิดยังไงกับผม... แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้ว ผมก็คงทำได้แค่ยอมรับผลที่ตามมา เพราะเวลามันย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว
สิ่งเดียวที่ผมทำได้ในตอนนี้คือการรอ แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าเธออาจปฏิเสธก็ตาม ผมยังอยากคุยกับเธอให้มากกว่านี้ เพราะการต้องจากกันไปทั้งที่ความรู้สึกของเธอยังค้างคาแบบนี้มันคงไม่ดีแน่ และผมก็อยากให้เธอมีความสุขกับผมสักครั้ง
“ผมจะลบความทรงจำของผมออกจากเธอดีไหมนะ” ความคิดนี้ผุดขึ้นมาอีกแล้ว
และเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ผมจึงเดินตรงเข้าไปในโรงแรม มุ่งหน้าไปยังห้องรับรองแขกที่ตกแต่งด้วยโซฟานุ่มตัวยาวและมีมุมเงียบสงบสำหรับอ่านหนังสือ ผมเลือกที่นั่งมุมหนึ่งเพื่อเฝ้ารอเธออย่างใจเย็น
ขณะที่ผมกำลังนั่งดูข่าวช่องไหนก็ไม่รู้ในทีวีไปเรื่อยเปื่อยเพื่อฆ่าเวลา เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น
ผมหยิบมันขึ้นมาดูอย่างใจเย็นก่อนจะพบว่าเป็นชื่อของ โฟร์ท รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าทันที ในหัวพลางนึกสงสัยว่าหลังจากเรื่องราวในตอนนั้น เธอกับไผ่น้ำจะเป็นยังไงกันบ้างแล้วนะ
ผมกดรับสายแล้วเอ่ยทักไปอย่างรวดเร็ว “ว่าไงครับเพื่อนรัก”
“เหอะ! ไม่ต้องมาปากหวานเลย นายเล่นทิ้งกันไปดื้อๆ แบบนั้นเลยนะวันนั้นน่ะ” เสียงของโฟร์ทตอบกลับมาอย่างงอนๆ แต่ฟังสักพักก็รู้ว่าเธอกำลังแกล้งแหย่ผมเล่นเสียมากกว่า
ผมหลุดขำออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงของเธอ “แล้ว... หลังจากนั้นเป็นยังไงบ้างล่ะครับ คุณกับคุณหมอน่ะ”
ทว่าทันทีที่ผมพูดจบประโยคคำถามนั้น ก็เหมือนไปจุดระเบิดเข้าอย่างจัง เพราะปลายสายแผดเสียงกรี๊ดลั่นออกมา จนผมต้องรีบดึงโทรศัพท์ออกจากหู
“กรี๊ด...!!”
“ฉันกับพี่ไผ่น้ำ... เราตกลงเป็นคนคุยกันแล้วนะ! ฉันจะโทรมาบอกนายเรื่องนี้แหละ” โฟร์ทเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจเสียจนแทบเก็บไม่อยู่ แม้จะไม่ได้อยู่ตรงหน้า แต่ผมก็สัมผัสได้เลยว่าป่านนี้เธอคงจะบิดตัวไปมาด้วยความเขินแน่ๆ
“โอ๊ย... จะกรี๊ดทำไมครับเนี่ย ตกใจหมดเลย” ผมเอ่ยแซวออกไปอย่างหยอกล้อ พลางยิ้มไปกับความสุขของเธอ
“อ้าว ก็มันตื่นเต้นนี่! หรือจะให้ฉันร้องไห้โฮใส่หูเล่า” ปลายสายเถียงกลับทันควัน
ผมหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ถือสาอะไรนัก ก่อนจะเอ่ยแซวกลับไปอย่างขบขัน “แหม แค่คนคุยเองเหรอ ทำไมไม่ข้ามขั้นไปเป็นแฟนเลยล่ะ เป็นแฟนกันจะได้จุ๊บ ได้กอดให้หนำใจไง... นี่ไม่อยากลองดูหน่อยเหรอครับคุณ”
“ไอ้บ้า! นายก็พูดไปเรื่อย ฉันกับพี่ไผ่น้ำเพิ่งเริ่มคุยกันเมื่อวานเองนะ ใครจะไปกล้าทำแบบนั้นเล่า” ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงลนลาน
“อ้าว... เหรอครับ ผมไม่รู้นี่” ผมกระตุกยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยเสริมอย่างมีเลศนัย “แต่ถ้าเกิดว่าคุณหมอเธอไม่อยากรอ แล้วเป็นฝ่ายขอจุ๊บคุณก่อนล่ะ... คุณจะปฏิเสธเธอลงเหรอ?”
“นายนี่มัน... พูดจาเลอะเทอะอะไรก็ไม่รู้” โฟร์ทบ่นเสียงขุ่นพลางถอนหายใจยาวทิ้งเหมือนพยายามระงับอาการเขิน ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน “แล้วพรุ่งนี้นายจะเข้ามาที่นี่หรือเปล่า... ฉันว่าจะเลี้ยงน้ำเป็นการขอบคุณสักหน่อย”
“ถ้าผมไป เดี๋ยวคุณก็เจอเองแหละน่า... จะถามให้ได้อะไรขึ้นมาเนี่ย” ผมตอบกลับไปอย่างกวนประสาท
“โอ๊ย... คุยกันดีๆ สักนาทีไม่ได้หรือไงคะ!” โฟร์ทโวยวายขึ้นอย่างใส่อารมณ์อีกครั้ง
“ก็มันน่าเจ็บใจนี่ครับ... คุณดันแย่งคุณหมอของผมไป” ผมแสร้งตีหน้าเศร้าแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงตัดพ้อที่ฟังดูก็รู้ว่าปลอมสุดๆ
“พอเลย! ก็นายเองไม่ใช่เหรอที่ชงมาขนาดนี้! ไม่คุยด้วยแล้ว ขี้เกียจฟังคนเพ้อเจ้อ แค่นี้นะคะ!” แล้วเธอก็ชิงวางสายใส่ผมดื้อๆ
ผมได้แต่นั่งยิ้มออกมาอย่างมีความสุขจนบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องดีใจหรือเสียใจดีที่คนสวยและน่ารักอย่างพวกเธอทั้งคู่ดันมาลงเอยกันเองเสียได้
“ทำไมต้องมาชอบกันเองด้วยนะ...” ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ ทว่าลึกๆ ในใจกลับรู้สึกยินดีไปกับพวกเธอจริงๆ ที่สมหวังกันสักที หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างก็แอบชอบกันมานาน โดยที่ไม่มีใครกล้าเปิดเผยความในใจออกมาเลยสักคน
ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ผมก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ความไม่แน่ใจเริ่มจู่โจมจนผมต้องขมวดคิ้ว ผมไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วอลิสจะกลับตอนไหน หรือถ้าเกิดคืนนี้เธอนอนพักที่นี่กับข้าวหอมขึ้นมา... ผมจะไม่นั่งรอเก้อไปทั้งคืนเลยเหรอเนี่ย
อีกอย่าง... วันนี้ผมก็ไม่มีนัดที่ไหนต่ออยู่แล้ว ถ้าไม่รออยู่ที่นี่ก็คงมีเพียงแค่การกลับบ้านเท่านั้น ผมปล่อยให้ความคิดลอยฟุ้งไปเรื่อยๆ สายตาก็จับจ้องไปยังหน้าจอทีวีที่เปิดคลอไว้เบาๆ แม้ภาพจะเคลื่อนไหวไปมาแต่ผมกลับจับใจความอะไรไม่ได้เลย จนในที่สุดความเหนื่อยล้าก็เริ่มเข้าครอบงำ แล้วผมก็ผล็อยหลับไป
...
“คุณวายุคะ...” เสียงหนึ่งแว่วดังเข้ามาในภวังค์อันแสนสงบของผม
“คุณวายุ! ตื่นได้แล้วค่ะ!” เสียงที่สองนั้นดังขึ้นมาชัดจนผมรู้สึกเหมือนมีใครมาตะโกนใส่ข้างหูไม่มีผิด
ทันทีที่ลืมตา ผมก็ต้องชะงักงันเมื่อพบว่าใบหน้าของอลิสอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น ทำเอาผมต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ “คุณอลิส...” ผมหลุดเรียกชื่อเธอออกมาอย่างละเมอ
อลิสชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเธอเริ่มซับสีเลือดจนแดงระเรื่อ ก่อนจะรีบก้าวถอยหลังออกไปเพื่อตั้งหลักพลางเอ่ยถามแก้เขินว่า “อย่าบอกนะ... ว่าคุณนั่งรอฉันน่ะ”
“ก็... ใช่น่ะสิครับ” ผมตอบรับพลางขยี้ตาไล่ความง่วง ก่อนจะเงยหน้าถามเธอ “แล้วตอนนี้กี่โมงแล้วครับเนี่ย”
“ทุ่มกว่าแล้วค่ะ” เธอตอบกลับมาทันควัน ผมแอบเห็นอลิสถอนหายใจออกมาเบาๆ คล้ายกับระอาใจแต่ก็แฝงความรู้สึกบางอย่างไว้ “แล้วคุณจะรอฉันทำไม... ฉันไม่ได้บอกให้คุณรอสักหน่อย”