เสียงเพลงที่ดังอึกทึกครึกโครมอยู่ตลอดเวลากลิ่นของมึนเมา กลิ่นบุหรี่และเสียงะโโหวกเหวกของผู้คนที่เข้ามาเที่ยวในสถานที่แห่งนี้ทำให้เนตรนภารู้สึกอยากออกไปจากที่ตรงนี้เสียเหลือเกินแต่หญิงสาวก็ทำอย่างใจนึกไม่ได้เพราะงานเลี้ยงครั้งนี้เธอเป็เ้าของงานเอง
เพื่อนๆ ในแผนกบางส่วนพากันออกไปเต้นบนฟลอร์อย่างสนุกสนานส่วนที่เหลือก็นั่งดื่มนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ เนตรนภานั่งคุยกับเพื่อนๆ อยู่ครู่ใหญ่ก็เอ่ยขอตัวไปเข้าห้องน้ำเมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จออกมาแล้วหญิงสาวก็ส่งยิ้มให้กับเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำหญิง
“เอ๊ะ!...ปล่อยนะซูริค” หญิงสาวสั่งเสียงเข้มด้วยความไม่พอใจเมื่อจู่ๆเพื่อนชายร่วมแผนกที่เธอส่งยิ้มทักทายให้นั้นเอื้อมมือมาจับมือบางของเธอไว้อย่างถือวิสาสะ
“ผมอยากคุยกับคุณหน่อยแนนนี่” ซูริคบอกเสียงอ้อนๆ แววตาของเขาฉ่ำเยิ้มแพรวพราวบ่งบอกว่ากำลังเมาได้ที่เลยทีเดียว
“รอคุยที่โต๊ะก็ได้นี่นา” เธอพยายามสะบัดมือออกแต่อีกฝ่ายกับกำไว้แน่น “ปล่อยนะซูริคถ้าคุณไม่ปล่อยมือฉัน ฉันจะไม่คุยอะไรกับคุณทั้งนั้นนะ”
“โอเคผมจะปล่อยแต่เราต้องไปคุยกันตรงโน้นนะ”
เนตรนภามองตามที่มือเขาชี้ไปก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันควันเื่อะไรเธอจะไปคุยกับเขาตรงนั้นล่ะเปลี่ยวก็เปลี่ยวแถมมุมยังอับค่อนข้างลับสายตาจากผู้คนอีกต่างหาก ดูๆ แล้วเหมือนเป็ที่สำหรับคู่รักเอาไว้พลอดรักกันไม่มีผิด
“ไม่ถ้าคุณอยากคุยกับฉันก็ไปคุยกันที่โต๊ะ”
“เื่ที่ผมอยากจะคุยกับคุณมันต้องใช้ความเงียบนะที่รักมันเป็เื่ของคนสองคนน่ะ ได้โปรดเถอะนะ” ซูริคอ้อนวอน ในขณะที่มือของเขายังคงกำมือบางเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยสิ่งที่เก็บเอาไว้ในใจมาเกือบสองเดือนมีอำนาจรุนแรงจนทำให้ชายหนุ่มชาวบาราคาห์ถึงกับยอมใช้กำลังกับผู้หญิงที่ตนเองแอบพึงใจอย่างเงียบๆมานาน เขาดึงให้เธอเดินตามไปยังที่ปลอดคนที่หมายตาเอาไว้เพื่อจะได้สารภาพความในใจออกมาได้ถนัดปาก
“ซูริค! ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ไป ปล่อยเดี๋ยวนี้!”เนตรนภาดิ้นรนไปตลอดทาง ผู้คนหน้าห้องน้ำหันมามองอย่างสนใจแต่ดูเหมือนทุกคนจะเห็นเื่แบบนี้เป็เื่ปกติไปเสียแล้วจึงไม่มีใครคิดจะเข้ามาถามไถ่ว่า้าความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่าเลยสักคำ
“แนนนี่...ได้โปรดอย่าต่อต้านเลยนะผมแค่อยากคุยกับคุณจริงๆ ผมอยากบอกอะไรให้คุณรู้ไว้เท่านั้นเอง” ซูริคเอ่ยเว้าวอนและยังคงออกแรงดึงให้เธอเดินตามมา
เนตรนภารู้สึกกลัวจับใจจริงอยู่ว่าซูริคเป็ชายหนุ่มที่มีนิสัยใจคอดีและดูเป็มิตรไม่มีพิษมีภัยอะไรแต่ใครจะรู้ได้ล่ะว่าพอฤทธิ์แอลกอฮอล์เข้าไปอยู่ในร่างกายแล้วนิสัยใจคอของเขาจะยังคงเหมือนเดิมอยู่เพราะมีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะไปว่าพวกที่กินเหล้าแล้วนั้นนิสัยเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนเลยซึ่งซูริคก็กำลังจะเป็เช่นนั้นเพราะเท่าที่รู้จักกันมาเขาไม่เคยทำเช่นนี้กับเธอมาก่อน
แม้จะรู้สึกกลัวมากแค่ไหนแต่เนตรนภาก็ยังมีสติพอที่จะคิดหาวิธีเอาตัวรอดเสมอหญิงสาวจึงเลิกขัดขืนแล้วยอมเดินตามเขาไปดีๆ
“โอเคๆ ซูริคฉันจะยอมรับฟังคุณดีๆ แต่คุณต้องปล่อยมือฉันก่อนนะ”เธอต่อรองและเมื่อเห็นเขาลังเลก็แกล้งทำเป็โกรธ “ถ้าคุณไม่ปล่อยฉันจะโกรธคุณแล้วนะ และจะไม่รับฟังอะไรทั้งนั้นด้วย”
“โอเค ผมปล่อยก็ได้”
เมื่ออีกฝ่ายยอมคลายมือหญิงสาวก็กระชากมือกลับแล้วไพร่ไปไว้ทางด้านหลังทันที เธอจ้องหน้าเขาเขม็งพร้อมกับเอ่ยถามเสียงขุ่นเคือง
“คุณมีอะไรจะพูดกับฉันคะซูริคพูดมาตรงนี้เลยก็ได้เพราะมันก็ไม่มีใครมารบกวนเราแล้ว”
หญิงสาวถูกพาออกมาไกลจากหน้าห้องน้ำพอสมควรเสียงเพลงที่เคยดังอึกทึกก็แ่เบาลงพอให้ได้ยินแบบสบายหู เนตรนภาแอบเหล่ตามองไปทางห้องน้ำเป็ระยะๆตั้งใจว่าถ้าอีกฝ่ายเกิดลวนลามเธอขึ้นมาเธอก็จะวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว
ซูริคมองหน้าหญิงสาวชาวเอเชียที่ตนเองตกหลุมรักั้แ่แรกพบด้วยอาการขัดเขินชายหนุ่มเป็ประเภทที่ถ้าหลงรักใครแล้วจะไม่ค่อยกล้าพูดคุยด้วยมากนักเื่ที่จะสารภาพรักจึงเป็เื่ใหญ่สำหรับเขามากจริงๆ ความจริงแล้วคืนนี้ซูริคไม่ได้วางแผนที่จะมาสารภาพรักกับเนตรนภาหรอกแต่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปทำให้เขามีความกล้ามากขึ้นก็เลยตัดสินใจที่จะบอกความในใจให้หญิงสาวได้รับรู้
“แนนนี่...” เขาเรียกเธอเสียงหวานพลางสาวเท้าเข้าหาหนึ่งก้าวซึ่งเนตรนภาก็รีบก้าวถอยหนีหนึ่งก้าวเช่นเดียวกันสายตาหวานนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“คุณมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถอะซูริคป่านนี้เพื่อนๆ คงสงสัยแย่แล้วล่ะว่าทำไมพวกเรามาเข้าห้องน้ำกันนานผิดปกติ”
“แนนนี่...ผม...ผม...”
“อะไรคะ”
“ผม...โธ่โว้ย!”
คำสบถของซูริคทำเอาเนตรนภาสะดุ้งด้วยความใเธอมองเขาเสยผมตัวเองเหมือนเขากำลังหงุดหงิดอะไรบางอย่างอยู่
“ถ้าคุณไม่พูดสักทีงั้นฉันขอตัว...”
“ผมรักคุณ!”
เมื่อเห็นสาวเ้าหาทางเลี่ยงหนุ่มบาราคาห์ก็พูดโพล่งออกมาทั้งที่อีกฝ่ายยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำเนตรนภานิ่งอึ้งไปหลายวินาทีก่อนจะนึกโมโหซูริคที่ทำให้เธอกลัว โธ่เอ๊ย...แค่มาสารภาพรักแต่กลับทำเหมือนพวกโรคจิตซะงั้นหญิงสาวคิดในใจด้วยความขุ่นเคืองก่อนจะตอบออกไปจากใจจริง
“ขอบคุณสำหรับความรักที่คุณมีให้ฉันนะคะซูริคฉันดีใจมากแต่ต้องขอโทษด้วยที่ฉันไม่อาจรับมันไว้ได้”
“แนนนี่...ทำไมล่ะ” ซูริคถามเสียงอ่อนอย่างคนอ่อนแรง
“ฉันไม่ได้รักคุณอย่างคนรักฉันชอบคุณเหมือนเพื่อนร่วมงานทั่วไปเท่านั้น ได้โปรดเข้าใจฉันด้วยนะคะซูริค” เนตรนภาบอกอย่างเห็นใจแต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อเธอไม่เคยมีความคิดที่จะรักเขาฉันชู้สาวเลย“ถ้าคุณมีเื่จะพูดกับฉันแค่นี้ ฉันก็ขอตัวก่อนนะคะ” จบคำหญิงสาวก็หันหลังให้แล้วเดินออกไปทว่าเดินไปได้เพียงก้าวเดียวก็ต้องหยุดชะงักเมื่อซูริคคว้าข้อมือบางเอาไว้อีกครั้ง
“คุณมีแฟนแล้วเหรอแนนนี่”
“ยังค่ะแต่ฉันก็ยังไม่คิดจะรักใครหรอกนะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นพิจารณาผมได้มั้ยลองมาคบกันก่อนก็ได้นะ”
“ปล่อยมือฉันเถอะค่ะซูริค” เนตรนภาร้องบอกด้วยสีหน้าเหยเกเพราะเขากำมือเธอแรงเกินไปแล้ว จากนั้นหญิงสาวก็ต้องใเมื่อชายหนุ่มดึงตัวเธอเข้าไปกอด“นี่คุณจะทำอะไรน่ะซูริค ปล่อยฉันนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้!”
“ผมรักคุณนะแนนนี่ รักคุณมากเหลือเกินเป็ของผมเถอะนะที่รัก” ซูริคก้มหน้าลงหาใบหน้าสวยหวังจะจุมพิตให้หนำใจแต่เนตรนภาก็ก้มหน้าหลบไม่ยอมง่ายๆเช่นกันก่อนจะใช้ส้นเท้ากระทืบลงบนหลังเท้าของชายหนุ่มเต็มแรงจนอีกฝ่ายร้องลั่นและเผลอคลายอ้อมแขนออกหญิงสาวจึงใช้จังหวะนี้วิ่งหนีแต่วิ่งไปได้แค่เกือบถึงบริเวณหน้าห้องน้ำก็ต้องร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บแสบเมื่อโดนซูริคที่วิ่งตามหลังมาแบบกระชั้นชิดเอื้อมมือมาคว้าเส้นผมของเธอที่ยาวเพียงแค่ประบ่าไว้ได้แล้วกระชากเต็มแรง
“กรี๊ด!!” หญิงสาวกรีดร้องสุดเสียงเพื่อหวังให้คนอื่นช่วยแต่เท่าที่เห็นตรงบริเวณหน้าห้องน้ำนั้นไม่มีคนเดินมาเข้าเลยซึ่งผิดกับตอนที่เธอมาเข้าห้องน้ำในตอนแรกอย่างสิ้นเชิงเนตรนภาะโร้องขอความช่วยเหลือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษปนกันให้วุ่นแข่งกับเสียงเพลงขณะถูกซูริคซึ่งตอนนี้ดูเหมือนเขาจะกลายเป็คนคลั่งรักไปเสียแล้วกำลังลากตัวเธอกลับไปยังจุดเดิม
“หยุดนะ จะทำอะไรน่ะ”
เหมือนเสียง์มาโปรดเนตรนภารู้สึกมีกำลังใจมากขึ้นในขณะที่ซูริคมัวกำลังอึ้งๆอยู่เพราะไม่คิดว่าจะมีใครเข้ามายุ่ง
“ช่วยด้วยค่ะเขาเป็บ้าไปแล้ว ช่วยฉันด้วย”หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำตานองหน้า
“ปล่อยผู้หญิงซะแล้วผมจะไม่เอาเื่คุณ”พลเมืองดีบอกเสียงเข้มพลางสาวเท้าเข้ามาใกล้อย่างไม่กลัวเกรงว่าอีกฝ่ายจะมีอาวุธหนักหรือไม่แต่ก็ไม่ได้ประมาทเพราะสายตาคมกริบจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าไม่กะพริบ
ด้านซูริคเมื่อเห็นว่ามีคนอื่นเข้ามายุ่งก็เกิดความกลัวขึ้นมาสติเริ่มกลับคืนมือหนาจึงปล่อยออกจากเส้นผมของหญิงสาวก่อนจะชูมือทั้งสองข้างขึ้นแล้วส่ายหน้าระรัว
“ผม...ผมไม่ได้ทำอะไรนะผมแค่อยากคุยกับแนนนี่เท่านั้น แต่เธอดื้อ...ดื้อเหลือเกิน”
เมื่อเป็อิสระเนตรนภาก็รีบวิ่งไปซ่อนตัวอยู่เื้ัของพลเมืองดีทันทีสายตาที่มองเพื่อนร่วมงานเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากไม่นึกเลยว่าซูริคจะบ้าดีเดือดได้ขนาดนี้นี่ถ้ามีคนเข้ามาช่วยเธอไว้ไม่ทันก็ไม่รู้ว่าซูริคจะทำร้ายอะไรเธอบ้าง เพราะอาการเมื่อครู่นี้ของเขาเหมือนคนเสียสติไม่มีผิดทีเดียว
“คุณไม่เป็อะไรนะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามสวัสดิภาพของหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังโดยไม่หันหน้ามามองสักนิดเพราะยังไม่ไว้ใจชายหนุ่มตรงหน้า
“ค่ะ ฉันไม่ได้เป็อะไรมาก”
“คุณจะเอาเื่เขาไหม”
เมื่อได้ยินคำถามเนตรนภาก็มองไปทางซูริคอีกครั้งเธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบออกมา
“ไม่ค่ะ”
“แน่ใจนะเพราะผมสามารถเป็พยานให้คุณได้”
“แน่ใจค่ะ เขาคงทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้นครั้งหน้าคงไม่มีอีกแล้วล่ะค่ะ”เพราะเธอจะไม่ยอมอยู่กับซูริคสองต่อสองอีกต่อไป เนตรนภาต่อประโยคนี้ในใจ การที่เธอไม่เอาเื่ซูริคเป็เพราะว่าเขาคงทำไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบจริงๆและดูสีหน้าของเขาในตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเขาเสียใจมากแค่ไหน เธอจึงไม่อยากซ้ำเติมอีก
“โอเค ตามใจคุณคุณคงได้ยินแล้วใช่ไหมว่าคุณผู้หญิงคนนี้จะไม่เอาเื่คุณน่ะเพราะฉะนั้นคุณไปได้แล้ว” พลเมืองดีร้องบอกให้ฝ่ายตรงข้ามทราบ
“ขอบคุณมากแนนนี่ขอบคุณจริงๆ ผมเสียใจ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะที่รัก”ซูริคละล่ำละลักบอกด้วยสีหน้าดีใจก่อนจะเดินแกมวิ่งออกไปจากที่ตรงนั้นเมื่อพ้นร่างของซูริคไปแล้วเนตรนภาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าวขอบคุณชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณคุณมากนะคะที่มาช่วยฉันไว้ถ้าไม่ได้คุณก็ไม่รู้ว่าซูริคจะทำบ้าๆ อะไรกับฉันบ้าง”
“คุณกับเขารู้จักกันแล้วทำไมเขาถึงทำแบบนี้กับคุณล่ะ”
“เขาเมาน่ะค่ะ” เนตรนภาตอบเพียงแค่นี้เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องอธิบายเื่ทั้งหมดให้คนแปลกหน้าทราบแม้จะเป็คนที่ช่วยชีวิตเธอไว้ก็ตามหญิงสาวมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณาเป็ครั้งแรก ผู้ชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่มากเพราะขนาดเธอสูงถึงร้อยเจ็ดสิบยังต้องแทบจะแหงนหน้าคุยกับเขาเลยทีเดียวผู้ชายอาหรับคนนี้เหมือนรูปปั้นเหลือเกิน รูปร่างดูดีทุกสัดส่วน ทุกอย่างบนใบหน้าของเขาไม่ว่าจะเป็คิ้วดำเข้มตรงดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งได้รูปรับกับริมฝีปากบางเฉียบและส่วนอื่นๆ บนใบหน้าเหมือนถูกปั้นแต่งมาโดยเฉพาะเลยทำให้เมื่อมารวมกันอยู่บนใบหน้าแล้วช่างหล่อเหลายิ่งนักนี่ถ้าบอกว่าเขาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็เทพบุตรจากสรวง์เธอก็เชื่อ
“แย่หน่อยนะครับที่มีแฟนแบบนี้”
คำพูดของเขาเรียกสติของเธอกลับคืนจึงรีบพูดปฏิเสธเสียงหลง
“เปล่านะคะ เขาไม่ใช่แฟนของฉันหรอกค่ะเขาเป็แค่เพื่อนเท่านั้น”เนตรนภาก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าจะไปปฏิเสธให้เขาฟังทำไมเพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย“ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยไว้ถ้ายังไงฉันขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขอตัวเมื่อสำนึกได้ว่ากำลังอยู่กับชายแปลกหน้าสองต่อสองในมุมอับถึงแม้เขาจะมาช่วยก็เถอะแต่เธอก็ไม่ควรไว้วางใจอยู่ดี เพราะเดี๋ยวนี้คนร้ายในคราบคนดีมีออกถมเถไปฉะนั้นระวังตัวไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนัก
“เชิญครับ” ชายหนุ่มผายมือให้พลางมองหญิงสาวเดินจากไป แต่ก่อนที่เธอจะลับร่างหายไปจากสายตาเขาก็ร้องเรียกไว้ซะก่อน“เดี๋ยวก่อนครับ”
“คะ? มีอะไรหรือคะ” หญิงสาวหันกลับมาถามด้วยความสงสัยใคร่รู้เธอยืนเฉยอยู่กับที่มองดูคนเรียกที่กำลังก้าวเข้ามาหาเธอ
“ผมอยากจะขอเตือนคุณหน่อยด้วยความหวังดี” เขาเอ่ยเสียงขรึม “ทีหน้าทีหลังถ้าไม่อยากให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้นอีกก็อย่าหนีผู้ปกครองออกมาเที่ยวเลยผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณเข้ามาในนี้ได้ด้วยวิธีไหนแต่ผมอยากขอเตือนว่าอย่าริอ่านทำแบบนี้อีกเพราะถ้าคุณถูกจับได้และโชคไม่ดีเ้าของร้านไม่ยอมปล่อยเื่ถึงตำรวจแน่”
ที่ชายหนุ่มพูดเช่นนี้เพราะเป็ห่วงเนื่องจากกฎหมายที่นี่เข้มงวดนักเด็กคนไหนที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบแล้วลักลอบเข้ามาเที่ยวในสถานที่แบบนี้จะถูกจับส่งให้ตำรวจดำเนินคดีทันทีไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น
ด้านเนตรนภาฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้างเพราะคาดไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะคิดว่าเธอยังเป็เด็กที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะแม้จะเข้าใจว่าเขาหวังดีแต่ก็อดเคืองนิดๆ ที่ถูกสั่งสอนไม่ได้ เธอจึงตอบแบบประชดกลับไป
“ขอบคุณที่หวังดีนะคะแต่คุณไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกค่ะ เห็นหน้าอ่อนๆ แบบนี้แต่ดิฉันอายุยี่สิบสี่แล้วขอตัวก่อนนะคะ”กล่าวจบหญิงสาวก็ยิ้มหวานแถมท้ายให้แล้วหันหลังเดินลิ่วๆ จากไป
อุสมานหน้าเก้อพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยตนเองแก้เขินเพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะอายุเลยยี่สิบไปแล้วถึงสี่ปีก็เห็นหน้าอ่อนใสๆ เขาก็หลงคิดไปว่ายังไม่ถึงยี่สิบก็เลยตักเตือนไปด้วยความหวังดีอย่างที่ผู้ใหญ่ควรทำคิดแล้วก็รู้สึกอับอายที่เล่นปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มออกมาซะอย่างนั้น ป่านนี้แม่สาวหน้าอ่อนคงหัวเราะขำเขากลิ้งไปแล้วมั้ง
“เฮ้ย...อุสมานนายไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นวะ” เพื่อนในกลุ่มเห็นว่าอุสมานมาเข้าห้องน้ำนานจนผิดปกติจึงเดินมาตาม
“โทษทีพอดีมีเื่นิดหน่อยน่ะ” อุสมานตอบพลางเดินเข้าไปหาเพื่อนร่วมก๊วนวันนี้เป็วันเกิดของเพื่อนในกลุ่ม ทุกคนจึงนัดกันมาสังสรรค์ที่นี่เพราะอยากเต้นสนุกๆไปด้วย
“มีเื่อะไรวะ”
“ไม่ใช่เื่ของฉันหรอกเื่ของคนอื่นน่ะอย่าไปใส่ใจเลย” อุสมานตอบอย่างไม่ใส่ใจแต่ในมโนภาพนั้นใบหน้าสวยใสของแม่สาวหน้าอ่อนยังคงแจ่มชัดจนเขาอดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ดูจากหน้าตาแล้วหญิงสาวคนนั้นคงมาจากประเทศในแถบเอเชียแน่ๆ ไม่ญี่ปุ่น จีนก็คงเป็เกาหลีต้องเป็สามประเทศนี้แน่ๆ เพราะเขาไปบ่อยเลยได้พบเจอหน้าตาโทนแบบนี้ตลอด
อุสมานคิดก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปทำธุระส่วนตัวจนเสร็จจากนั้นก็กลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ต่อ
รุ่งเช้าเนตรนภามาทำงานตามปกติเมื่อคืนหลังจากกลับไปที่โต๊ะแล้วหญิงสาวก็ไม่พบซูริคอีกเลย เพื่อนในกลุ่มบอกว่าชายหนุ่มขอตัวกลับไปตั้งนานแล้วซึ่งพอได้ยินเช่นนั้นเธอก็รู้สึกดีใจปนโล่งอกมากเพราะไม่อยากเจอหน้าเขาอีก
“แนนนี่...ผมขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ย”
เนตรนภาตัวแข็งทื่อพลางจ้องมองอีกฝ่ายตาเขียวก่อนจะตอบเสียงห้วนกลับไป
“ไม่”
“โธ่...ผมแค่อยากขอโทษคุณเื่เมื่อคืนนี้เท่านั้นเอง” ซูริคหน้าสลดลง เนตรนภาเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารแต่ก็ไม่คิดจะไว้ใจเขาอีกต่อไป
“ฉันรับคำขอโทษของคุณและก็ให้อภัยคุณแล้วซูริคแต่ถ้ามีครั้งต่อไปฉันแจ้งตำรวจจับคุณเข้าคุกแน่” เนตรนภาพูดขู่เพราะกลัวเพื่อนคนอื่นๆจะรู้เื่นี้เข้า และนับเป็โชคดีที่แซนด้าซึ่งนั่งทำงานอยู่ใกล้ๆ เธอได้ลุกออกไปชงกาแฟกินเสียก่อน
“ผมขอโทษ ต่อไปผมจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วแต่ขอให้ผมได้รักคุณเถอะนะแนนนี่ ผมสัญญาว่าผมจะรอโอกาสจากคุณแบบเงียบๆ ไม่เซ้าซี้คุณอีก” ซูริควอนขอด้วยรอยยิ้มหวาน ดวงตายามจ้องมองเนตรนภายังคงฉายแววรักใคร่เช่นเดิมไม่เปลี่ยน
“ซูริค...ฉันบอก...”
“ผมไปทำงานก่อนนะ” ชายหนุ่มชิงพูดตัดบทซะก่อนแล้วเดินจากไปซึ่งก็พอดีกับที่แซนด้าเดินถือแก้วกาแฟสองแก้วกลับมาที่โต๊ะพอดี
“เอ้า ฉันชงมาเผื่อ”
“ขอบใจนะ” เนตรนภารับมาวางไว้บนโต๊ะทำงานก่อนจะหันไปมองทางซูริคที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลซึ่งชายหนุ่มเองก็กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้นหญิงสาวถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจเพราะดูเหมือนซูริคจะไม่เข้าใจในคำพูดของเธอเอาซะเลยช่างเถอะ ถ้าเขายังจะดึงดันต่อไปทั้งที่เธอก็พูดปฏิเสธชัดเจนไปแล้วก็ตามใจเนตรนภาคิดพลางยักไหล่น้อยๆ แล้วลงมือทำงานของตนเองต่อไป
ข้อมูลที่ถืออยู่ในมือทำเอาอุสมานรู้สึกทึ่งไม่น้อยด้วยไม่นึกเลยว่าหญิงสาวฝีมือดีที่สามารถออกแบบเครื่องเพชรจนขายดีแบบถล่มทลายจนทำให้เขาอยากทราบประวัติขึ้นมานั้นจะเป็ผู้หญิงคนเดียวกับที่เขาได้เจอเมื่อสองคืนก่อน
“แม่สาวหน้าอ่อนคนนั้นน่ะเหรอ” อุสมานพึมพำออกมาพลางนึกถึงใบหน้าใสๆ ของอีกฝ่ายไปด้วย ซึ่งก็น่าแปลกที่เขายังคงจดจำใบหน้าของเธอได้อย่างแม่นยำ“อ้าว เป็คนไทยงั้นเหรอ”ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ นึกขำตัวเองที่เดาผิดเกี่ยวกับตัวหญิงสาวผู้นี้ไปเสียหมดทั้งเื่อายุและสัญชาติแต่พอได้อ่านประวัติของเนตรนภาอย่างละเอียดแล้วก็รู้เพิ่มเติมว่าเธอเป็ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นอย่างน้อยเขาก็เดาเื่เชื้อชาติเธอถูกครึ่งหนึ่งแหละน่า อุสมานคิดอย่างขำๆ และเกิดรู้สึกสนใจหญิงสาวผู้นี้เป็พิเศษขึ้นมา
เขาอยากร่วมงานกับเธอถ้าเขายื่นข้อเสนอที่ดีๆ ให้เธอจะรับไหมนะ
อุสมานนิ่งอึ้งไปชั่วครู่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ชายหนุ่มประหลาดใจตัวเองเป็ครั้งที่สอง เพราะั้แ่ทำงานมาแม้เขาจะถูกใจในตัวพนักงานของบริษัทอื่นมากแค่ไหนทว่าก็ไม่เคยมีความคิดที่จะซื้อตัวมาเลย เนื่องจากเขาไม่ค่อยชอบวิธีการเช่นนี้สักเท่าไรนักเขาชอบให้พนักงานมาสมัครงานเองมากกว่าเพราะมันหมายความว่าอีกฝ่ายสนใจและรักที่จะทำงานกับบริษัทด้วยความเต็มใจไม่ใช่มาจากผลประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาล
อุสมานจ้องรูปถ่ายของเนตรนภาด้วยสายตาพินิจผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนสวยจัดแต่กลับดูน่ารักจับใจ หน้าตาของเธอถือว่าธรรมดาและอาจดูจืดไปเลยถ้าเทียบกับผู้หญิงในประเทศของเขารวมถึงประเทศแถบทะเลทรายทั่วไปด้วยแต่ถึงกระนั้นก็มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้นั่นก็คือดวงตากลมโตคู่สวยของเธอ
อุสมานอมยิ้มนิดๆ พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆบางทีเขาอาจจะลองยื่นข้อเสนอให้เนตรนภาดูสักครั้ง ในเมื่อฮาลิมเองก็ชอบจ้องจะแทงข้างหลังเขาอยู่ตลอดเวลาด้วยการทุ่มเงินซื้อตัวนักออกแบบเก่งๆของเขาไปอยู่เรื่อยๆ ซึ่งบ้างก็ประสบความสำเร็จและบางก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนภายหลังไม่มีใครกล้าเสี่ยงยอมรับข้อเสนอจากฮาลิมอีกเนื่องจากเห็นตัวอย่างจากเพื่อนคนอื่นๆที่ออกไปแล้วว่าเป็เช่นไร
คนที่ออกไปทำงานกับฮาลิมไม่เคยมีใครรุ่งโรจน์เลยสักคนเดียวพอทำยอดขายให้ชนะบริษัทจามินราไดมอนไม่ได้ก็ถูกไล่ออกไปนักต่อนักแล้ว ดังนั้นเมื่อมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ต่ำตาจึงไม่มีใครกล้ายอมรับข้อเสนอของฮาลิมอีกเลยแม้จะได้เงินมากกว่าหลายเท่าก็ตาม
คราวนี้เขาจะลองใช้วิธีของฮาลิมดูบ้างดูซิว่าถ้าอีกฝ่ายรู้เื่เข้าจะเต้นเป็เ้าเข้าแค่ไหน อีกอย่างหนึ่งเขาเองก็อยากลองใจแม่สาวหน้าอ่อนดูเหมือนกันว่าจะเห็นแก่เงินหรือเปล่าหึๆ เพียงแค่คิดก็สนุกซะแล้วสิ อุสมานคิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ใบหน้าของคนในภาพถ่ายด้วยความรู้สึกอ่อนโยนเป็ครั้งแรก
ฉับพลัน...ขนกายของชายหนุ่มก็ลุกซู่อย่างไม่ทราบสาเหตุจากนั้นบรรยากาศแสนเยือกเย็นก็เข้าปกคลุมภายในห้องทำงานจนอุสมานรู้สึกได้ แล้วเสียงสวดคาถาที่เขามักได้ยินในความฝันก็ดังขึ้นเหมือนมันลอยมาตามลมก่อนเสียงจะค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ จนมันเหมือนกับดังมาจากในหัวของเขาแทน
อุสมานกัดฟันกรอดพลางวางประวัติของเนตรนภาลงบนโต๊ะก่อนจะเท้าศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะแล้วยกมือขึ้นกุมศีรษะเอาไว้แน่นเพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมามันเหมือนมีอะไรมาบีบและเค้นหัวเขาอยู่ตามร่างกายก็เริ่มเ็ปราวกับถูกของหนักปาใส่ ความรู้สึกทุกอย่างในตอนนี้มันเหมือนในความฝันไม่มีผิดและก่อนที่ความทุกข์ทรมานจะเล่นงานเขามากไปกว่านี้จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากนั้นเลขาของเขาก็เปิดประตูเข้ามา
เพียงแค่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสียงที่ได้ยินก็หายไปจากหัวทันที บรรยากาศแสนเยือกเย็นก็พลอยเปลี่ยนไปพร้อมความเ็ปตามร่างกายก็จางหายไปด้วยอีกเช่นกันอุสมานจึงถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเงยหน้ามองเลขาด้วยสายตาขอบคุณ
“บอสคะอีกสิบห้านาทีจะถึงเวลาประชุมแล้วค่ะ”
“ขอบคุณมากเอร่าขอบคุณจริงๆ คุณเข้ามาได้จังหวะดีมากเลย”
เอร่ามองผู้เป็นายด้วยสีหน้าที่กังขาเพราะคำชมของเขามันฟังดูแปลกๆ ชอบกล
“ไม่เป็ไรค่ะ เอ่อ...บอสคะดูหน้าบอสซีดๆ ไปนะคะ ไม่สบายหรือเปล่าคะ” เธอสอบถามอย่างเป็ห่วง
“ผมไม่เป็อะไรหรอก” อุสมานตอบพลางยกมือขึ้นลูบหน้า “คุณออกไปเตรียมเอกสารเข้าประชุมเถอะ”
“ค่ะบอส” เอร่ารับคำแล้วเดินออกจากห้องไป
อุสมานมองไปรอบๆ ห้องด้วยอาการหวาดผวาเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่ความฝันไม่ได้ตามหลอกหลอนเขาเฉพาะแค่ในฝันเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา อำนาจของมันช่างน่ากลัวยิ่งนักนี่ถ้าเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะต้องพบเจอกับอะไรบ้างคงจะสติแตกกลายเป็คนบ้าไปนานแล้วแต่ขนาดว่ารู้แล้วก็ยังแทบคุมสติไม่ได้อยู่ดี
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำจัดการล้างหน้าล้างตาจนรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นแล้วจึงเดินออกจากห้องทำงานไปเนื่องจากได้เวลาเข้าประชุมพอดี