บทที่ 40 ข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ
“ข้ากลัวแล้ว ๆ!” เด็กชายกลัวอวิ๋นซิ่วชิงจนร้องไห้จ้า และเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ เขาจึงโยนก้อนหินทั้งหมดออกจากกระเป๋า
หญิงสาวพ่นลมอย่างเย็นชาก่อนจะยอมปล่อยตัวเด็กชาย “บอกข้ามา! ทำไมเจ้าถึงขว้างหินใส่ข้า?”
เด็กชายสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะตอบเธอด้วยความซื่อสัตย์และไม่คิดปิดบัง “ผู้คนบนท้องถนนเขาพูดกันว่า เจ้ากับพ่อข้าลักลอบคบชู้กัน ข้าไม่ต้องการให้พ่อของข้าแต่งงานใหม่กับเจ้า พ่อกับแม่ของข้ายังรักกันดี”
“ช่างไร้สาระเสียจริง! ใครที่ไหนจะไปคบชู้กับพ่อเจ้าแล้วไปเป็นแม่เลี้ยงให้เจ้า?!”
หากนางรู้ว่าคนปล่อยข่าวให้ร้ายนางเป็นใคร นางจะกระชากลิ้นคนคนนั้นออกมาให้ขาดกระจุย!
เด็กชายยังคงปาดน้ำตาและพูดกับตัวเองว่า “อย่าไปยุ่งกับพ่อข้า พ่อของข้ารักแต่ข้าและท่านแม่...”
“หุบปาก!” อวิ๋นซิ่วชิงตวาดขึ้นเสียงดัง เด็กชายตกใจมากจนเงียบไป หญิงสาวเหลือบมองเด็กชายแล้วถามอย่างหงุดหงิด “พ่อของเจ้าเป็นใคร?”
เด็กชายมองที่อวิ๋นซิ่วชิงด้วยความประหลาดใจและสับสน “เจ้าไม่รู้ว่าพ่อของข้าเป็นใคร แล้วเจ้ามาคบชู้กับพ่อของข้าได้อย่างไร?”
อวิ๋นซิ่วชิงแค่นหัวเราะอย่างโกรธจัดทันทีเมื่อได้ยินคำถามของเด็กชาย ก็น่าจะเห็นแล้วสิว่านางคบชู้กับพ่อเขาเสียที่ไหน?!
ถึงอย่างนั้นนางก็กระแอมเบา ๆ และพยายามข่มเสียงตัวเองให้เบาลง “ดูสิ ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือพ่อของเจ้า แล้วข้าจะไปคบชู้กับพ่อเจ้าได้อย่างไร?”
เด็กชายกัดนิ้วของตัวเองแล้วหันมามองอวิ๋นซิ่วชิงพลางพยักหน้า “แต่ทำไมพวกผู้ใหญ่ที่นั่งริมถนนถึงพูดกันว่าพ่อกับเจ้าคบชู้กัน?”
“นั่นเป็นเพราะพวกเขามันโง่และไม่มีอะไรทำนอกจากสุมหัวนินทาคนอื่นไปวัน ๆ อย่างไรเล่า” อวิ๋นซิ่วชิงพูดอย่างสมเพช “แล้วตกลงใครคือพ่อของเจ้า?”
“พ่อของข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน” เมื่อเด็กชายรู้ว่าอวิ๋นซิ่วชิงไม่ได้คบชู้กับพ่อของเขา จึงยอมปล่อยมือจากนาง
“หัวหน้าหมู่บ้าน?” อวิ๋นซิ่วชิงมองดูเด็กชายที่อายุน่าจะประมาณเพียงสิบขวบด้วยความประหลาดใจ หากนางจำไม่ผิด หัวหน้าหมู่บ้านน่าจะมีอายุประมาณสี่สิบแล้ว “ท่านหัวหน้าหมู่บ้านมีลูกชายอายุประมาณนี้จริง ๆ หรือ?”
“แล้วเจ้าชื่ออะไร และอายุเท่าใดแล้ว?” อวิ๋นซิ่วชิงจ้องที่ใบหน้าของเด็กชายแล้วถามคำถาม
“ข้าชื่อเสี่ยวรุ่ย อายุเก้าขวบแล้ว” เสี่ยวรุ่ยเช็ดจมูกของตัวเองและตอบคำถามนางอย่างจริงใจ
อวิ๋นซิ่วชิงพยักหน้า “เอาล่ะ กลับบ้านไปได้แล้ว”
ทันทีที่อวิ๋นซิ่วซิงพูดจบ เสี่ยวรุ่ยก็วิ่งหนีไป
อวิ๋นซิ่วซิงมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเสี่ยวรุ่ย พลางหัวเราะเบา ๆ และกลับบ้านพร้อมกับตะกร้าบนหลังของนาง
หลังจากที่อวิ๋นซิ่วชิงกลับมาถึงคฤหาสน์ นางไม่กล้านำปลาไปเก็บไว้ในครัวเพราะกลัวว่าอวิ๋นหมิงเซียวจะมาแย่งกินอีก ดังนั้น นางจึงตัดสินใจมอบให้เฒ่าอวิ๋นแทน “ท่านพ่อ ท่านเก็บปลาตัวใหญ่นี้ซ่อนให้ดี อย่าให้อวิ๋นหมิงเซียวกินมัน”
เฒ่าอวิ๋นหยิบปลาขึ้นมาและกำลังจะถามลูกสาวว่าไปได้ปลามาจากไหน ทว่าเมื่อเห็นอวิ๋นซิ่วชิงตั้งท่าจะออกจากคฤหาสน์อีกครั้งก็ถามต่อว่า “ชิงเหนียง เจ้าจะไปไหน?”
“ข้ามีเรื่องที่ต้องออกไปทำสักพัก เดี๋ยวข้ากลับมา” นางตอบพ่อตัวเองก่อนจะรีบออกจากบ้าน
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้ว ผู้คนปากหอยปากปูที่คอยนั่งซุบซิบกันตามท้องถนนเริ่มแยกย้ายกันกลับบ้าน
อวิ๋นซิ่วชิงต้องการสอนบทเรียนให้พวกเขา และไม่ต้องการจะยอมแพ้ด้วย นางจึงหันกลับมาและเดินไปที่บ้านของท่านหัวหน้าหมู่บ้าน
เมื่ออวิ๋นซิ่วชิงมาถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ปรากฏว่าหัวหน้าหมู่บ้านไม่อยู่ มีแต่นางจ้าวผู้เป็นภรรยาร่างอ้วนที่ดูใจดีและมักมีรอยยิ้มให้ผู้อื่นอยู่เสมอ
นางจ้าวกำลังส่งเสี่ยวรุ่ยผู้เป็นลูกชายของนางไปทานอาหาร ทันใดนั้นเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู นางก็ออกมาต้อนรับและเห็นอวิ๋นซิ่วชิงยืนอยู่นอกประตู
นางต้อนรับพลางถามอีกฝ่าย “ชิงเหนียง เจ้ามาที่นี่ทำไม แล้วกินอะไรหรือยัง?”
“ข้ากินแล้วล่ะป้าจ้าว ว่าแต่ท่านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่หรือเปล่า?” อวิ๋นซิ่วชิงถามอย่างสุภาพ
“วันนี้เขาไม่อยู่เพราะตระกูลหลู่โวยวายอีกแล้ว เขาจึงต้องไปช่วยไกล่เกลี่ย เฮ้! ชิงเหนียง เจ้าไม่รู้หรอก นางหลู่กำลังถูกกรรมตามสนอง ตอนนี้นางเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง ขยับก็ไม่ได้”
นางจ้าวบอกด้วยความขุ่นเคือง
ในขณะที่อวิ๋นซิ่วชิงส่ายหัวเพื่อบอกว่านางไม่รู้เรื่องนี้แต่อย่างใด
ทว่าอวิ๋นซิ่วชิงก็ไม่นึกแปลกใจมากนัก นางหลู่เองก็แก่ชรามากแล้ว จึงไม่แปลกที่นางจะถึงขั้นเป็นอัมพาต