ณ อีกด้านหนึ่ง ใกล้แนวฟากฝั่งเขตกำแพงรถชั้นนอก
“กองกำลังหนึ่งถึงเจ็ดมุ่งหน้าไปทิศสิบนาฬิกาส่วนที่เหลือกระชับพื้นที่รอบนอกคอยกวาดต้อนให้พวกมันไปรวมกันที่พลาซ่าซะพวกไหนยอมจำนนให้จับเป็นกลับมา ท่านเกนโดยังต้องการทรัพยากรมนุษย์อีกมาก”
เสียงสั่งการจากคนที่ดูเหมือนเป็นผู้บัญชาการในวิทยุสื่อสารดังขึ้นภายในโถงรับรองของอาคารแห่งหนึ่งที่ปิดไฟมืด มีพื้นที่กว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีเข้มเฟอร์นิเจอร์ภายในเป็นโซฟาหนังสีดำที่จัดเรียงไว้ตามมุมต่าง ๆโดยมีโต๊ะกระจกอยู่ตรงกลางเพื่อใช้สำหรับวางของพื้นปูด้วยหินอ่อนสีเทาที่สะท้อนแสงจากแสงของรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านนอก
“รับทราบ”
กลุ่มกองโจรรับคำสั่งด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือคล้ายกับฝูงไฮยีน่าที่กำลังออกล่ากวาง
“ฉันต้องการให้พวกเรายึดที่นี่ได้ก่อนรุ่งสางไม่ว่าต้องใช้วิธีใดก็ตาม”
ทันทีที่เสียงสั่งการทิ้งท้ายแล้วตัดสัญญาณไปเสียงปืนได้ดังขึ้นหนึ่งนัด
ปัง!
“เฮ้ยทำบ้าอะไรวะ!?...คุณนาโอกิเพิ่งบอกอยู่ว่าต้องการทรัพยากรมนุษย์ แกจะยิงมันทำไมเนี่ย”
เสียงสนทนาดังขึ้นตอนหน้ากลุ่มชายหญิงจำนวนหนึ่งที่ถูกจับได้โดยมีชายผู้โชคร้ายหนึ่งคนถูกยิงจมกองเลือด
“แล้วเรายังต้องการพวกหมูตัวผู้ไปมากมายทำไมในเมื่อหมูตัวเมียมีประโยชน์กว่ากันเยอะ”
“เออว่ะ จริงของแกฮ่าฮ่าฮ่า”
เสียงหัวเราะระเบิดขึ้นท่ามกลางความหวาดหวั่นพรั่นพรึงของเหล่าเชลยทว่าเสียงแห่งความรื่นรมย์นั่นก็เกิดขึ้นได้ไม่นานดาบขนาดใหญ่ฟันเข้าที่ตัวของพวกมันจนขาดจากกัน
“บัดซบ! พวกแกมาจากไหนกัน—”
ภายในอาคารเกิดความชุลมุนขึ้นกองกำลังของศัตรูถูกการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบจากหน่วยของโทชิโร่และถูกกำจัดจนสิ้นซาก
“ปล่อยให้พวกเราจัดการที่นี่ต่อเองทุกคนรีบอพยพไปรวมกันที่อาคารหลักซะ หลีกเลี่ยงการปะทะเท่าที่จะเป็นไปได้”
โทชิโร่เหลือบมองไปยังผู้คนที่กำลังขวัญเสียก่อนมองกลับไปยังตึกรามอาคารด้านนอกที่กำลังเริ่มลุกไหม้ช่วงที่ต้องแข่งกับเวลาเช่นนี้ เขาไม่มีเวลามาปลอบใจใครทั้งนั้น เมื่อหน่วยอื่น ๆรายงานการโจมตีเข้ามาพร้อมกัน หลายจุดเริ่มสู้รบตบมือกับผู้บุกรุกอย่างยากลำบาก
โทชิโร่สั่งให้ลูกทีมยิงพลุสัญญาณคำสั่งให้ล่าถอยไม่ทันไรเสียงเครื่องยนต์ดังคำรามแล่นมาจอดรวมตัวกันเต็มถนนขนคนและอาวุธครบมือเข้ามากระจายปิดล้อมพื้นที่หน้าทางเข้าอาคารไว้
เคนจิหลบหลีกกระสุนที่ไล่ตามหลังกระโดดไปหลบหลังเสาอาคารหนาเตอะ
“ขนกำลังกันมาขนาดนี้พวกมันกะล้างบางพวกเราเต็มที่เลยสินะครับเนี่ย ขืนบุ่มบ่ามออกไปไม่ดูตาม้าตาเรือได้กลายเป็นเป้ายิงแน่”
เคนจิแนบตัวเข้ากับที่กำบังมากขึ้นเพื่อหลบกระสุนห่ากระสุนซึ่งกำลังสาดเข้ามาในอาคารไม่นานนักจู่ ๆ เสียงปืนจากฝั่งกองกำลังศัตรูได้เงียบลงอย่างฉับพลัน
เคนจิไม่ทันชะโงกหน้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกระแสคลื่นมวลอากาศคลื่นความถี่สูงได้พุ่งกรรโชกเข้ามาในอาคาร ด้วยแรงกดมหาศาล
‘พลังแปลกๆ นั่นอีกแล้ว!’
เคนจิยังจำได้ดีเพราะเขาเป็นคนที่เคยสัมผัสกับมันผ่านร่างกายของตัวเองมาแล้ว
ทางเข้าด้านหน้าอาคารเหลือแต่เศษซากผนังกระจกรอบด้านแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ข้าวของภายในล้มระเนระนาดราวกับถูกพายุถล่มจนยับเยิน
“พวกแกเข้าไปเคลียร์พื้นที่ซะ”
นาโอกิส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องบุกเข้าไปจัดการพวกศัตรูตัวเขาออกอาการล้าเล็กน้อย เพราะไม่เคยเค้นใช้ไอ้สิ่งที่เรียกว่าเต๋ามากเท่านี้มาก่อนแต่ต้องยอมรับว่าพลังทำลายของคลื่นโซนิคความถี่เสียงแบบเต็มกำลังนั้นใช้งานได้กว่าที่คิด
“ส่วนพวกที่เหลือไปจัดการยึดพื้นที่รอบๆ ตามเก็บกวาดพวกมันให้หมดตามแผนเดิม และไม่ต้องการได้ยินว่ามีอะไรผิดพลาด”
เคนจิหลบตามเงามืดเบียดตัวแนบชิดกำแพงภายในห้องหนึ่ง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังเคลื่อนไหวผ่านเสียงสะท้อนจากเศษกระจกที่แตกเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้นดูเหมือนว่าพวกมันเริ่มกระจายตัวค้นหา
เคนจิก้มตัวลงเล็งปืนไปทางช่องว่างผ่านบานประตูพร้อมยิงหากถูกพบเห็นโดยใครก็ตามที่โผล่หน้าเข้ามาในระยะ
ปลายกระบอกปืนยื่นนำเข้ามาในสายตาผ่านทางเดินยาวโทชิโร่ที่ยืนอยู่อีกฟากฝั่งประตูพยักส่งสัญญาณให้เคนจิลงมือทว่าก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะถูกศัตรูพบ
มัตสึบาระได้โผล่ออกมาจากเงามืดลงมือปิดปากเฉือดคอหอยอีกฝ่าย ในเวลาเดียวกับที่กองกำลังศัตรูถูกลูกทีมคนอื่น ๆของเธอตามประกบและลงมือปลิดชีพท่ามกลางความมืดอย่างเงียบเฉียบเป็นที่สุด
โทชิโร่มีสีหน้าโล่งใจเมื่อเห็นว่าลูกน้องของตนยังคงปลอดภัย ก่อนกระซิบถาม
“สถานการณ์ฝั่งนั้นเป็นยังไงบ้าง”
“แย่มากค่ะ เขตป้องกันชั้นนอกแตกแล้วคนรอดชีวิตมีไม่มาก ฉันให้เรย์คุงช่วยคุ้มกันพวกเขาขนย้ายผู้บาดเจ็บกลับไปยังพลาซ่าแล้ว”
“เห้ยมีคนถูกจัดการ พวกมันต้องอยู่แถวนี้แน่ ระวังตัวด้วย!”
เสียงของศัตรูทำให้พวกเขาตื่นตัวอีกครั้ง
“พร้อมนะพวกเราจะถอนกำลังฝ่าออกไปรวมกับคนอื่น ๆ ต้องหยุดไม่ให้พวกมันเข้าถึงแนวป้องกันชั้นในได้”
โทชิโร่กระชับดาบในมือแน่นตัดสินใจสั่งให้ทุกคนถอย ไม่มีประโยชน์ที่จะยื้อรักษาพื้นที่ต่อไป
“ครับ/ค่ะ”
ฉับพลันสถานการณ์ทั้งสองฝ่ายก็ตกอยู่ในความตึงเครียด กระสุนแลกกระสุน คมมีดแลกคมดาบกองกำลังฝั่งโทชิโร่ต่อสู้ด้วยความสุขุมอาจเพราะเป็นทหารมากประสบการณ์ที่ชินกับการรบแล้วหรืออาจเป็นผลจากอะดรีนาลินที่สูบฉีดออกมาอย่างมากมายระหว่างการต่อสู้
การเปลี่ยนแปลงในสนามรบรวดเร็วจนตามไม่ทันด้วยพื้นที่ภายในอาคารอันคับแคบ ขอบเขตการยิงจึงถูกจำกัดลงอย่างมากกองกำลังฝ่ายศัตรูที่ถูกส่งเข้ามาจึงต้องกระจายตัวออกเป็นหน่วยขนาดเล็กทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากจำนวนที่มากกว่าอย่างท่วมท้นได้ และต่างถูกทยอยจัดการไปทีละคนสองคน
แม้จะเป็นยุทธวิธีสู้รบแบบกองโจรที่ทำได้อย่างคล่องแคล่วแต่การสู้รบจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเมื่อโทชิโร่เห็นว่ากองกำลังฝ่ายศัตรูไม่กล้าส่งคนเข้ามาเพิ่มเติมในทันทีเปิดโอกาสให้โทชิโร่รีบถอนกำลังออกไปอย่างเงียบเชียบหลอกให้ศัตรูเสียเวลาโดยเข้าใจว่าพวกเขายังดักซุ่มโจมตีอยู่ภายใน
แนวป้องกันด้านนอกทั้งหมดถูกพวกมันยึดผู้คนโดนไล่ต้อนจนต้องมารวมตัวกันอยู่หน้าใจกลางซันพลาซ่าแม้จำนวนประชากรนั้นมีจำนวนถึงหลักพัน แต่คนที่สามารถต่อสู้ได้กลับมีเพียงหลักร้อยจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่อาจต้านทานการบุกของกองกำลังฝ่ายศัตรูได้ ภาพบริเวณทางเข้าออกอาคารหน่วยพยาบาลเต็มไปด้วยคนบาดเจ็บถูกเปลหามเข้าไปรักษาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหมด
ข้างกันไม่ไกลนักก็มีผู้คนช่วยกันแบกถุงบรรจุศพเดินผ่านไปมาด้วยริมฝีปากที่เม้มแน่นมองเห็นกองพะเนินของถุงสีดำเรียงรายเต็มกลางลานจอดรถ
“หัวหน้า! มีข้อเสนอจากศัตรูส่งมาครับ”
ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานอย่างร้อนรนขณะที่หน่วยต่อสู้ระดับหัวกะทิกำลังยืนประชุมวางแผนกันอยู่หน้าลานหอนาฬิกาของซันพลาซ่า
"พวกมันเสนอว่าจะคืนผู้คนที่ถูกจับให้ทั้งหมดครับ"
"คนพวกนั้นมีเจตนาอะไร"
โทชิโร่เอ่ยถามด้วยใบหน้าเคร่งขรึมอยากทำความเข้าใจให้กระจ่าง
"พวกเขาบอกว่าไม่ต้องการให้มีคนเสียชีวิตไปมากกว่านี้เลยอยากให้ทั้งสองฝ่ายเปิดการเจรจากัน"
"เจรจางั้นรึ..."
มัตสึบาระอยากจะฮึดฮัดใส่แต่ว่าในเมื่อขึ้นมานั่งอยู่ในตำแหน่งที่ต้องตัดสินความเป็นความตายของผู้คนสายตาในการมองเรื่องพวกนี้ย่อมไม่ตื้นเขินขนาดนั้น
เพียงแต่อุดมการณ์ที่ขัดแย้งและผู้คนที่ต้องตายไปเพราะคนพวกนั้นเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายอยากขอเปิดการเจรจาในขนาดที่กำลังได้เปรียบก็ยากที่จะมีสติต่อไปได้
แต่เห็นได้ชัดว่าตัวเธอเองก็ตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาจริงๆ หากต้องเข้าห้ำหั่นกันจนแตกหัก
มัตสึบาระฝืนกลืนคำพูดตัวเองลงไปสุดท้ายก็ไม่ออกความเห็น เพียงนั่งหน้าตึงอยู่ตรงนั้น อาการฝืนใจเงียบของเธอกลับเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างหนึ่งคือแม้แต่คนที่ไม่เห็นด้วยในยามนี้ก็มิอาจมองข้ามความจริงในจุดนี้ได้
"เงื่อนไขของพวกเขาล่ะครับ"
เรย์เอ่ยถามเข้าประเด็นเพราะคิดว่าอีกฝ่ายย่อมมีจุดประสงค์
“กุญแจทั้งสองดอกที่ทางเราครอบครองแลกกับตัวประกันทั้งหมดและขอให้พวกเราปลดอาวุธยอมจำนน”
ชายคนดังกล่าวรายงานพร้อมกับกำหมัดในมือแน่น
“อะไรนะยอมจำนน!? ฝันไปเถอะไม่มีทาง”
“ใช่ใครจะไปยอมพวกมันกันหลังจากเล่นงานพวกเราซะขนาดนี้”
“เหอะเพื่อชีวิตของพวกพ้องที่เสียไป ฉันจะเอาเลือดหัวของพวกมันมาเซ่นไหว้”
เสียงไม่เห็นด้วยแทรกขึ้นมาอย่างอื้ออึงเซ่งแซ่โทชิโร่ทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“โจมตีสุ่มสี่สุ่มห้ามีแต่จะตายกันมากขึ้นทั้งสองฝ่ายตอนนี้ถ้าขาดความเยือกเย็นก็เท่ากับฆ่าตัวตาย... ในเมื่ออีกฝ่ายว่างั้นให้ฉันลองไปเจรจากับพวกมันดูก่อนแล้วกัน อีกไม่นานที่นี่อาจจะเป็นสมรภูมิให้ทุกคนติดอาวุธและพร้อมรับมือทุกสถานการณ์”
“แต่หัวหน้ามันอันตรายนะคะนี่อาจเป็นกับดักก็ได้”
มัตสึบาระคัดค้านอย่างไม่เห็นด้วย
“ถ้านี่เป็นโอกาสที่สามารถช่วยตัวประกันได้ฉันก็อยากลองดู... ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้คิดจะเดิมพันหมดหน้าตัก พวกเราไม่ได้ถูกต้อนจนมุมขนาดนั้นโอกาสชนะใช่ว่าไม่มีเสียเมื่อไหร่”
โทชิโร่ตัดสินใจว่าหน้าที่ของตัวเองคือการจำกัดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดดังนั้นเมื่อมีโอกาส เขาเองก็อยากไขว่คว้ามันไว้
เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของผู้นำทุกคนจึงเชื่อมั่นและไม่ท้วงติงอะไรอีก