ฝูงอสูรพยัคฆ์นับสิบตัว รายล้อมเข้ามายังกลุ่มของเทียนฟาง พวกมันต่างจ้องมองไปยังกลุ่มของเทียนฟางด้วยแววตาที่ดุร้าย แฝงความโกรธแค้นอย่างสุดที่จะประมาณ อสูรพยัคฆ์เป็นสัตว์อสูรระดับสองเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตกำเนิดลมปราณเลยทีเดียว
ทันใดนั้นเองเหล่าอสูรพยัคฆ์พลันส่งเสียงร้องคำราม ก่อนจะวิ่งเข้ามาโจมตี
"รวมตัวกันไว้ เราต้องรีบถอยอสูรพยัคฆ์มากขนาดนี้ แค่เราสี่คน รับมือพวกมันไม่ไหวหรอก"
ทิวรั่วซานที่บัดนี้เป็นดั่งหัวหน้ากลุ่มพูดขึ้น ทุกคนรวมถึงเทียนฟางต่างชักกระบี่ออกมา เทียนฟางที่บัดนี้ได้กุมกระบี่โลหิตไว้ในมือก็บังเกิดความสงบขึ้นมาในจิตใจของเขาความตื่นตระหนกก่อนหน้านี้ล้วนอันตรธานไปจนหมดสิ้น
ตูม!!!
อสูรพยัคฆ์ตัวหนึ่งกระโจนเข้ามาจู่โจมตรงกลางของกลุ่มเทียนฟางทำให้ทั้งกลุ่มต้องรีบแยกตัวออกจากกันเพื่อหลบการโจมตี
อสูรพยัคฆ์นั้น นับเป็นสัตว์อสูรระดับสอง มีพลังเทียบเท่ากับขอบเขตกำเนิดลมปราณลมปราณ และด้วยความทนทานบวกกับพละกำลังอันมหาศาลนั้นทำให้มันเป็นสัตว์อสูรที่ไม่อาจดูถูกได้เลย
"ฟงหยาน! เยี่ยซุน! พวกเจ้าคุ้มกันท่านประมุขน้อยให้ดี ต่อให้พวกเจ้าต้องตายก็ต้องปกป้องท่านประมุขน้อยให้จงได้"
ทิวรั่วซานตะโกนสั่งการเยี่ยซุนกับฟงหยาน จากนั้นจึงพุ่งเข้าไปโจมตีอสูรพยัคฆ์ที่อยู่ตรงหน้า คล้ายกับรับรู้ว่าทิวรั่วซานนั้นเป็นคนที่อันตรายที่สุด อสูรพยัคฆ์ต่างหันไปโจมตีทิวรั่วซานเป็นส่วนใหญ่ หากมองดูด้วยสายตาคงมีไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัว เป็นแน่
ทิวรั่วซานเมื่อเห็นดังนั้นเขาพลันยิ้มขึ้นมา ไม่ว่าอย่างไรการที่อสูรพยัคฆ์เข้ามาโจมตีเขามากเท่าไหร่ยิ่งทำให้กลุ่มของเทียนฟางต่อสู้ได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น
"ตัดโลหิต!!! "
เทียนฟางพูดขึ้นก่อนจะฟันกระบี่ไปยังอสูรพยัคฆ์ที่อยู่เบื้องหน้า
ฉวะ!!!
เลือดอสูรสาดกระจายขึ้นกลางอากาศ อสูรพยัคฆ์พลันส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
"กระบี่ของท่านประมุขน้อยนี่มันจะคมเกินไปแล้ว"
เยี่ยซุนที่กำลังกวัดแกว่งกระบี่อยู่ด้านข้างพูดขึ้น เทียนฟางเองก็ตกใจเช่นเดียวกัน เขารู้ว่ากระบี่โลหิตเล่มนี้คมยิ่ง แต่ก็มิคาดว่าจะคมถึงเพียงนี้
"เยี่ยซุน ฟงหยาน พวกเจ้าคิดว่าสามารถสู้กับสัตว์อสูรพยัคฆ์หนึ่งต่อหนึ่งได้หรือไม่"
เทียนฟางเอ่ยถามไปยังฟงหยานและเยี่ยซุน เนื่องจากเบื้องหน้าของพวกเขามีพยัคฆ์อยู่ 3 ตัวเช่นเดียวกัน หากต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งย่อมสามารถเป็นไปได้ ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลอบโจมตีจากอสูรพยัคฆ์ตัวอื่น
"ฟงหยาน ข้าว่าถึงเวลาแล้วล่ะ ที่เราทั้งสองจะต้องแสดงพลังของพวกเราให้ท่านประมุขน้อยได้เห็นสักครั้ง"
เป็นเยี่ยซุนที่พูดขึ้นก่อนที่ฟงหยานจะพยักหน้าตอบกลับมา
"ขอท่านประมุขน้อยระวังตัว"
ฟงหยานพูดขึ้นกับเทียนฟาง
"นี่เจ้าหนูเยี่ยซุน เจ้ามาพนันกับข้าหรือไม่ว่าใครจะสามารถสังหารอสูรพยัคฆ์ได้ก่อนกัน ข้าคิดว่าเจ้าคงจะมีความกล้าพอนะ"
ฟงหยานพูดขึ้นพลางหัวเราะไปทาง เยี่ยซุน คล้ายกับว่าทั้งสองเคยกระทำเช่นนี้มาบ่อยครั้ง
"มาดูกันตาแก่ว่าครั้งนี้เจ้าจะเสียไปอีกเท่าไหร่ ข้าขอพนันร้อยเหรียญทองเจ้ามีความกล้าพอหรือไม่"
เยี่ยซุนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย หากแต่มุมปากนั้นแฝงไว้ด้วยเลสนัยบางอย่างออกมา
"เอาสิ! เช่นนั้นก็เริ่มกัน ข้ารับพนันครั้งนี้! "
จากนั้นทั้งสองต่างพุ่งเข้าใส่พยัคฆ์ที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง เทียนฟางกลับมาจดจ้องพยัคฆ์ที่อยู่เบื้องหน้า 'ข้าคงต้องตั้งใจต่อสู้แล้ว พลังของข้าในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะเพียงพอจะจัดการมันหรือไม่ แต่ไม่ว่ายังไงล้วนแต่ไร้เส้นทางถอยหนีแล้ว'
ว่าแล้วเทียนฟางก็พลันก้มหลบกรงเล็บของอสูรพยัคฆ์ที่ตะปบเข้ามา
ตูม!!!
ก้อนหินข้างๆ แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นผงลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เทียนฟางรีบกวัดแกว่งกระบี่โลหิตไปยังอสูรพยัคฆ์อีกครั้ง รอยแผลปรากฏขึ้นตรงขาหน้าของอสูรพยัคฆ์อีกหนึ่งแผล
แต่คล้ายกับรับรู้ถึงความอันตรายของกระบี่โลหิต ครั้งนี้มันเบี่ยงตัวหลับคมกระบี่ได้อย่างฉิวเฉียด ทำให้กระบี่นั้นกรีดผ่านผิวหนังของมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่สามารถจะทำให้มันบาดเจ็บได้
ทั้งคู่ต่างส่งสายตาจับจ้องไปยังศัตรูด้านหน้าของตนเอง
"ทีนี้มาดูกัน ว่าเจ้าจะสามารถหลบกระบี่ของข้าได้อีกหรือไม่!!! "
เทียนฟางตะโกนก่อนจะปลดปล่อยกลิ่นอายโลหิตออกมา
ตึง!!!
ฉับพลันกลิ่นอายโลหิตจากวิชาอาภรณ์โลหิตขั้นที่หนึ่ง ก็แผ่กระจายไปยังพื้นที่รอบรอบ ทิวรั่วซานที่อยู่ถัดไปพลันตกใจกับสิ่งที่เขารู้สึก
"นี่มัน! ขอบเขตกำเนิดลมปราณ...ไม่ใช่ ไม่เหมือนกันซะทีเดียว"
ทิวรั่วซานพลันละล่ำละลักออกมาเสียงดัง
"แต่กลิ่นอายแบบนี้ ไม่ต่างจากขอบเขตกำเนิดลมปราณเลย ท่านประมุขน้อยทำได้อย่างไรกัน" เยี่ยซุนสงสัย
"ฮ่าๆๆๆ สมกับเป็นท่านประมุขน้อย อายุเพียงเท่านี้กลับบรรลุถึงขั้นนี้แล้ว ข้าฟงหยานผู้นี้นับถือๆ "
"มาดูกระบวนท่าที่ 2 ของข้ากันเถอะ เจ้าอสูรพยัคฆ์"
เทียนฟางพูด ก่อนจะโยนกระบี่โลหิตที่อยู่ในมือขึ้นไปบนฟ้าและพูดขึ้นว่า
"น้ำตาสีเลือด!!! "