ขณะที่วิฬาร์ไตร่ตรองข้อสันนิษฐานของตัวเองพวกเขาก็เดินตามผู้นำทางจนมาถึงประตูดันเจี้ยนพิลึกที่ไม่มีใครเข้าไปได้
มาถึงตรงนี้ฑิฆัมพรก็ไม่อมพะนำอีกต่อไปเธอหมุนตัวมาอธิบายเรื่องให้เขาฟังเท่าที่บอกได้เพื่อไม่ให้ผิดใจกันในอนาคต
“ภารกิจนี้เป็นภารกิจลับที่พวกฉันทำกันมาสักพักถ้าไม่มีกุญแจนี่ จะเข้าไม่ได้ หวังว่านายคงเข้าใจนะ” พูดจบ เธอก็หยิบกุญแจสีขาวหน้าตาพิลึกขึ้นมาโชว์
เรื่องชัดเจนขนาดนี้วิฬาร์เองก็ไม่ทู่ซี้ซักไซ้
ภารกิจระดับสูงพวกนี้เกรงว่าหากเป็นกิลด์เขา ก็ไม่สะดวกบอกรายละเอียดกับอีกฝ่ายเหมือนกันที่พวกเธอพาเข้ามาถึงหน้าประตูภารกิจก็เพื่อหาหลักฐานมายันว่าภารกิจนี้เป็นของพวกเธอจริงๆ ไม่ใช่อะไรที่จะตกลงแบ่งกันได้เหมือนกับสิทธิ์การซ่อมแซมเมืองลงกาแค่นี้ก็นับว่าพวกเธอใจกว้างมากแล้ว
“ผมขอลองดูหน่อย”แต่ถึงอย่างนั้น วิฬาร์ก็ยังต้องการยืนยันคำตอบสุดท้าย
ฑิฆัมพรเองก็เข้าใจเขาจึงเบี่ยงตัวหลบทาง ให้เขาเดินไปที่ประตูโดยไม่ขัดขวาง
ประตูนั่นสูงราวสองเมตรเศษดูจากวัสดุคล้ายว่าทำจากหิน กว้างพอให้เรียงหน้ากระดานเข้าไปได้หกเจ็ดคนเดินลายพิลึกที่เดาไม่ออกว่ามาจากอารยธรรมไหนแถมเมื่อสะท้อนกับแสงเงาจากเวทมนตร์ก็เกิดเป็นเงาวูบวาบ ดูน่ากลัวไม่น้อยแต่เขากลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด เป็นไปได้ว่าอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเผ่ายักษ์ของเขาก็ได้
ไม่รีรอให้มากความเขาลองผลักประตูเต็มแรงเพื่อพิสูจน์ทันที
ประตูหินบานคู่นิ่งสนิทไม่ขยับแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ทำเอาวิฬาร์นึกถึงประตูยักษ์ในสุสานทศกัณฐ์ขึ้นมาเขาจึงลองผนึกหอกเวทขึ้นโจมตี
เปรี้ยง!
หอกเวทปะทะประตูเสียงดังทำให้เศษหินในโพรงถ้ำร่วงกราว ทว่ามันไม่ตอบสนองหรือเกิดอะไรขึ้นเหมือนกับว่าเวทมนตร์ดังกล่าวจมหายไปเสียเฉยๆ
ทีแรกวิฬาร์คิดว่ามันอาจจะสะท้อนการโจมตีกลับมาหาเขาเหมือนตอนนั้นเจ้าตัวจึงไม่ได้โจมตีเต็มแรง แต่ในเมื่อไม่เกิดอะไรขึ้น เขาจึงกล้าลงมือหนักกว่าเดิม
คราวนี้วิฬาร์หลอมเวทลงไปถึงสามสายในหอกเดียวเจ้าตัวถอยห่างออกมาจากประตูเผื่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากนั้นก็ดีดหอกเวทนั่นตรงเข้าไปทันที
เสียงเปรี้ยงดังสนั่นกว่าครั้งแรกคราวนี้ถึงกับมีเศษหินขนาดเท่าครกหล่นลงมาสามสี่ก้อนทำเอาสมาชิกต้องกระโดดหลบกันอย่างตระหนก
ทว่ามันยังคงนิ่งสนิทไม่หือไม่อืออะไรทั้งสิ้น
“โอเคผมยอมแพ้” วิฬาร์ส่ายหัว ก่อนจะหันมาส่งสายตาถามสมาชิกกิลด์เขาคนอื่นๆว่ามีใครอยากลองของหรือเปล่า
เรื่องแบบนี้มีหรือซิกมาจะพลาดเขาชวนธาร์สมาร่วมวงด้วยทันที
จากนั้นก็เป็นมุเตากับอรุณวดีและทันยา
แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่ต่างกัน
พวกเขาจึงเดินถอยออกมาแบบหงอยๆ
“เอาเถอะพอแล้วๆ พวกเราคงเข้าไปไม่ได้จริงๆ” วิฬาร์ยอมรามือ
“พวกนายนี่น้า”เธอแซวยิ้มๆ
“งั้นฉันไปก่อนนะไว้เจอกันด้านนอก” เธอบอกลาพอเป็นพิธี แล้วใช้กุญแจในมือไขประตูก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างง่ายดายท่ามกลางสายตาอิจฉาของพวกเขาจากนั้นก็พาทั้งขบวนขอฝั่งเธอเดินเข้าไปพร้อมกัน แล้วลับหายไปในความมืดทิ้งทีมสำรวจทั้งห้าและพวกวิฬาร์ไว้หน้าประตูลับนั่น
“เอาไงต่อครับ”สมาชิกทีมสำรวจคนหนึ่งหันมาถาม ให้รออยู่ตรงนี้คงไม่ไหวจริงๆ
“ไปรอข้างนอกเถอะไม่รู้ว่าพวกเขาจะลุยกันนานแค่ไหน” ทั้งหมดเห็นด้วย
พวกเขาจึงพากันเดินย้อนกลับมาตามทางเดิมแต่เพราะเดินกันมารอบหนึ่งแล้วเห็นว่าไม่มีอันตราย คราวนี้พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็กลับมาถึงด้านนอก
วิฬาร์บอกให้ทุกคนไปพักผ่อนตามอัธยาศัยเขาเองก็เริ่มวางแผนว่าวันสองวันนี้จะตรวจดูความเรียบร้อยของกำแพงและระบบป้องกันของเมืองลงกาสักหน่อยจากนั้นจะแวบไปหาพวกศาโรและฤๅษีอุษาดูสักครั้ง
………………..
พอว่างพวกซิกมาที่ได้พักก็หาอะไรทำทันทีแน่นอนว่ากำแพงเมืองลงกาย่อมเป็นสถานที่ที่น่าดึงดูดใจที่สุดพวกเขามาแจ้งให้วิฬาร์ทราบ จากนั้นก็รีบไปดูกำแพงทันที
วิฬาร์เองก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรแถมถ้าเกิดพวกนั้นเกิดมันมือ อยากจะช่วยงานก่อสร้างขึ้นมาก็ช่วยปั๊มคะแนนภารกิจเผ่ายักษ์เพิ่มได้อีก จึงบอกให้ตามสบาย ส่วนตัวเขาเองก็เดินเข้าไปในกระโจมหลักนั่งตรวจรายงานการก่อสร้างและอ่านข่าวอื่นๆ ของกิลด์ฆ่าเวลา
ผ่านไปเกือบสี่ชั่วโมงหลังจากที่ฑิฆัมพรแอนด์เดอะแก๊งเข้าไปในประตูในขณะที่วิฬาร์กำลังตรวจรายงานอยู่นั้น เสียงฮือฮาข้างนอกก็ปลุกเขาออกจากสมาธิ
เจ้าตัวเลิกม่านหน้ากระโจมออกก่อนจะเห็นสมาชิกทีมฑิฆัมพรสองคนที่จุดเกิด
“เกิดอะไรขึ้น?”วิฬาร์รู้สึกสนใจมันขึ้นมา จึงเข้าไปถาม
สมาชิกทั้งสองบอกเพียงว่าพวกเขาพลาดท่าถูกฆ่ากลับมา แต่คนที่เหลือยังทำภารกิจต่อ ทว่าไม่ได้บอกรายละเอียดส่วนอื่นคาดว่าคงถูกกำชับมาว่าห้ามเปิดเผยความลับของกิลด์ ฝั่งเขาจึงไม่ไปเซ้าซี้
ทิ้งระยะไม่ถึงครึ่งชั่วโมงคราวนี้พวกนั้นเด้งออกมากันอีกสองคน จากนั้นก็ตายกันตามมารัวๆ เว้นระยะไม่เกินคนละห้านาทีและเร็วขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งฑิฆัมพรและแพนเธอร์เด้งกลับมาเป็นคู่สุดท้าย
ดูเหมือนว่าพวกเธอจะทำภารกิจไม่สำเร็จ
พวกเธอหายไปเกือบสี่ชั่วโมงหักเวลารอเกิดสองชั่วโมงของระบบ แสดงว่าทำภารกิจจริงไม่ถึงสองชั่วโมงดีก็ตายกลับมาแล้วภารกิจนี่ต้องโหดถึงขนาดไหนกันแน่?
ทุกคนแม้หน้าดำคร่ำเครียดแต่ไม่มีใครเอ่ยปากบอกอะไร วิฬาร์เองก็ไม่คิดจะไปง้างปากพวกนั้นเพื่อรักษามารยาทจึงสบตาหัวหน้าภารกิจอย่างเธอเพื่อให้กำลังใจในฐานะคนคุ้นเคย
“ไปพักเถอะเดี๋ยวลุยใหม่”
เธอหันมามองเขาแล้วถอนหายใจหนักหน่วงก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างขอไปที ใจจริงเธอก็อยากแชร์ประสบการณ์และขอคำแนะนำเรื่องนี้กับเขาแต่เป็นเพราะภารกิจนี้มีความสำคัญมากจริงๆ เธอจึงไม่อาจเล่าให้เขาฟังได้
“พวกเราทำพลาด”เธอพูดได้เพียงแค่นั้น ก่อนจะเดินกลับเข้าไปที่พักของพวกเธอด้วยความเหน็ดเหนื่อย
วิฬาร์มองตามไปพร้อมใช้ความคิด
ทีมของฑิฆัมพรมีกันยี่สิบคนลำพังแค่สมาชิกชุดเก่าสิบคน เขาจำได้ว่ามีสมาชิกทัพหิมะขาวถึงสองนายซ้ำยังมีเลเวลสูงถึงร้อยห้าสิบเศษ ฝีมือนับว่าอยู่ในแถวหน้า แถมการที่พวกเธอรู้จักภารกิจนี้มาล่วงหน้าก็แปลว่าพวกเธอจะต้องเตรียมการมาพร้อมสรรพสมาชิกใหม่อีกสิบคนต้องไม่ใช่ชนชั้นกระจอก นั่นยิ่งทำให้เขาสงสัยว่าภารกิจข้างในต้องยากถึงขนาดไหนกันแน่
………………..
ฑิฆัมพรไม่ได้เป็นคนหุนหันพลันแล่นเหมือนกับที่ผู้เล่นสายยุทธเวทหลายๆคนเป็น กลับกัน เธอเป็นคนใจเย็นมาก
ภารกิจนี้มีความยากกว่าภารกิจที่ผ่านๆมาหลายเท่ายากถึงขนาดที่ทัพหิมะขาวอีกสี่คนที่ตามมาสมทบยังช่วยให้เธอผ่านมันไปไม่ได้
หลังจากพักเหนื่อยเสร็จเธอจึงเร่งประชุมกับทุกคนในทันที
ทั้งกลุ่มช่วยกันวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของพวกเธออย่างละเอียดไม่ตกหล่นแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย แต่ยิ่งฟัง เธอก็ยิ่งหน้างอลงเรื่อยๆ
ในภารกิจนี้มีทั้งการทดสอบแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม แน่นอนว่าส่วนเดี่ยว เธอทำได้ดีมากทว่าส่วนของกลุ่ม ผลงานเธอนั้นเข้าขั้นย่ำแย่
ความไม่เข้าขากันที่เกิดขึ้นทำเอาเธอต้องก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดเหตุเพราะว่าสมาชิกใหม่ตามจังหวะเธอไม่ทัน
หลังจากภารกิจเผ่ายักษ์คราวก่อนจบลงโรซาเลียก็รู้ว่าทีมของฑิฆัมพรยังต้องเติมคนเข้าไปช่วยอีกพวกเธอจึงพยายามหาสมาชิกที่เหมาะสมมาเพิ่ม รวมถึงดึงคนจากทัพหิมะขาวมาเสริมด้วย
แต่เพราะโครงสร้างทัพขาวประกอบไปด้วยผู้เล่นเลเวลสูงเป็นหลักบวกกับสมาชิกหน้าใหม่ยังอยู่ในช่วงฝึกฝนซ้ำด้วยภารกิจนี้ยังบังคับให้ผู้เข้าร่วมต้องเลเวลไม่สูงไปกว่าฑิฆัมพรเท่านั้นพวกเขาจึงดึงคนออกมาได้ยากมาก
และในขณะที่มีตัวเลือกน้อยอยู่แล้วบวกเข้ากับอัจฉริยะพวกนี้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงฑิฆัมพรเองก็ใช่ว่าจะเก่งกาจมาจากไหน พวกเขาย่อมไม่อยากติดตามให้เสียเวลาแม้ว่าจะรู้ว่ามีสิทธิ์ทำภารกิจลับระดับสูงก็ตาม
สุดท้ายจึงดึงคนมาเพิ่มได้เพียงสี่คนเท่านั้นส่วนสมาชิกที่เหลือ ก็หาเอาเท่าที่ทำได้
การฝึกฝนประสานกันย่อมต้องใช้ทั้งเวลาและความเชื่อใจพวกเธอเองก็พยายามกันอย่างหนักเพื่อทำมันออกมาให้ดีที่สุดทว่าเมื่อดูจากภารกิจนี้แล้ว เหมือนว่ามันยังดีไม่พอ
ความจริงปัญหาเรื่องการประสานงานไม่ได้เป็นเฉพาะเธอเท่านั้น แต่คนอื่นๆ ก็มีประปราย เพียงแต่ว่าปัญหาของเธอนั้นใหญ่ที่สุด
ด้วยความที่เธอถนัดยุทธเวทซ้ำยังเล่นมายาเวทเป็นสายรอง มนตร์สองแนวนี้โดดเด่นเรื่องจังหวะที่รวดเร็วและดุดันจึงไม่แปลกที่ยิ่งสู้ เธอจะยิ่งฉีกออกจากขบวนจนหลุดออกจากกลุ่ม
ปัญหานี้ใช่ว่าจะแก้ไขได้ง่ายๆ
เธอทิ้งตัวพิงขอบเตียงของตัวเองในกระโจมแล้วใช้ความคิด
จะทำยังไงเธอถึงจะประสานงานกับคนอื่นได้ดีกว่านี้
แต่ในขณะที่กำลังควานหาทางออกจู่ๆ ก็นึกถึงการต่อสู้ครั้งก่อนขึ้นมา
ภาพที่ชายคนนั้นที่ใช้หอกได้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดคล้ายฉายออกมาจากมุมหนึ่งของจิตใจมันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เธอไม่รู้ตัว เขาไม่เพียงแค่เร็ว แต่ยังประสานตามจังหวะของเธอทันได้อย่างน่าอัศจรรย์ทั้งๆ ที่ตัวเขาตอนนั้นเลเวลต่ำกว่าเธอไม่น้อย
ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าสงสัยนักว่าหากเลเวลเขาใกล้เคียงกับเธอแล้วคนที่ตามจังหวะไม่ทัน อาจจะเป็นเธอเองหรือเปล่า
เจ้าตัวเหลือบมองไปที่ผนังกระโจมตรงทิศที่นายคนนั้นน่าจะพักอยู่ในตอนนี้ ทว่าแม้มีผ้าใบหนาหนักกั้นเอาไว้เธอก็คล้ายเห็นเงาหลังของเขาเลือนราง
ฑิฆัมพรรู้สึกว่าใช่