ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 190 ท้าสู้นอกเมือง

        “ข้ามาเพื่อเอาชีวิตเจ้า”

        เสิ่นเสวียนกล่าวประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ดังไม่เบา ทำให้บรรยากาศตรงนั้นอึดอัดขึ้นมาทันที

        ชายชราขั้นราชันสองคนนั้นมองเสิ่นเสวียนราวกับเป็นคนตายไปแล้ว

        เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายมีเบื้องหลังสูงส่งทว่าหลังจากที่อีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้ออกมา แสดงให้เห็นว่าเขาตายไปแล้ว

        “ฮ่าๆๆเยี่ยมมาก เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังกล่าวกับใคร”

        อู๋หมิงตะลึงไปเล็กน้อยจากนั้นก็หัวเราะออกมา

        เขาหัวเราะที่อีกฝ่ายอวดดีหัวเราะที่อีกฝ่ายช่างไร้เดียงสา

        อีกฝ่ายคงจะไม่รู้ว่าผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิคนหนึ่งโกรธขึ้นมาจะน่ากลัวเพียงใดกระมัง!

        “อู๋หมิงสหายของข้าคนนั้นไม่คู่ควรที่จะสู้กับเจ้าหรอก ข้าสู้เอง”

        เสิ่นเสวียนแสดงท่าทีเหยียดหยามอีกฝ่ายและยังคงกินดื่มต่อไป

        ในความเป็นจริงการกินอาหารเป็นพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว แม้การฝึกฝนจะแทนที่มื้ออาหารได้แต่ความอยากอาหารสามารถเติมเต็มได้ด้วยการกินเท่านั้น

        อาหารบนโต๊ะชายชราสามคนคงกินไม่หมด ซึ่งสมเหตุสมผลแล้วที่เขาเข้ามาช่วยกินเช่นนี้

        “ดีเลยข้าจะสู้กับเจ้าเอง”

        อู๋หมิงไม่เคยเจอคนอวดดีแบบนี้มานานแล้วครั้งก่อนสู้กับเสิ่นเลี่ยน เริ่นเสี้ยวเทียน และเสิ่นเสี่ยวเม่ย เกือบทำให้เขาต้องจากโลกที่งดงามแห่งนี้ไปเสียแล้ว

        ผ่านไปครึ่งเดือนกว่าๆเขาเฝ้ารออยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เสิ่นเสวียนปรากฏตัวขึ้นแล้วหากกำจัดเสิ่นเสวียนได้ก็เท่ากับทำภารกิจของเฝิงเทียนได้สำเร็จ

        “เจ้าอวดดียิ่งกว่าสามคนนั้นเสียอีกไม่รู้เลยว่าเจ้าโตมาขนาดนี้ได้อย่างไร”

        ชายชราขั้นราชันระดับสูงสุดที่นั่งอยู่ข้างๆกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ทำตัวสงบเสงี่ยมสักหน่อยก็ไม่ได้ ต้องรนหาที่ตายเช่นนี้ด้วย

        “พวกเจ้าเคยเจอสามคนนั้นแล้วหรือ”

        เสิ่นเสวียนกินเนื้อวัวคำใหญ่พลางถามอีกฝ่าย

        “แน่นอนอยู่แล้วหากไม่ใช่เพราะตาแก่นั่นอยู่ด้วย ป่านนี้พวกเขาคงตายไปแล้ว”

        ชายชราคนนี้ไม่ค่อยพอใจเสิ่นเลี่ยนสักเท่าไรหนุ่มสาวสองคนนั้นทำให้พวกเขาเสียหน้า จนพวกเขาอยากสังหารให้สิ้นซาก

        “พวกเจ้าเคยสู้กับพวกเขามาก่อนและยังทำให้พวกเขาบาดเจ็บอีกด้วยใช่ไหม”

        เสิ่นเสวียนใช้ตะเกียบชี้อีกฝ่าย

        “เด็กผู้หญิงคนนั้นบาดเจ็บด้วยไหม”

        “นางวิ่งเร็วไปหน่อยแต่อีกไม่นานก็ต้องตายด้วยน้ำมือของข้าแล้ว”

        “เจ้าชื่ออะไร” เสิ่นเสวียนมองชายชราคนนั้นพลางจดจำไว้ในรายชื่อหมายหัวเรียบร้อยแล้ว

        “ชื่ออันน่าภาคภูมิใจของข้า...ผีซาน”

        ชายชรามองเสิ่นเสวียนพลางกล่าวเสียงเย็นเขามีความอดทนมากขึ้นต่อคนตาย อีกไม่นานเจ้าหนุ่มนี่ก็จะตายแล้ว

        “ดีผีซาน ข้าจะจดจำเจ้าไว้”

        เสิ่นเสวียนรินสุราอีกหนึ่งจอกแล้วดื่มจนหมด

        แล้วเขาก็กล่าวกับทั้งสามคนพร้อมกัน“ว่าอย่างไร ที่นี่หรือด้านนอก?”

        ตั้งแต่ที่เสิ่นเสวียนเข้ามาถึงที่นี่ท่าทางของเขายังคงสงบนิ่งอยู่ตลอด สงบนิ่งจนเหมือนไม่ได้เดินเข้าหาความตายแต่เดินมาเพื่อส่งคนอื่นไปตาย

        ก่อนหน้านี้ในโรงเตี๊ยมของตระกูลเฝิงอู๋หมิงไม่เคยสนใจเสิ่นเสวียนมาก่อนเลยกระทั่งถึงตอนนี้เขาจึงพบว่าเด็กหนุ่มคนนี้สงบนิ่งมากจนน่ากลัวเขาเคยตรวจสอบพลังของอีกฝ่ายมาหลายครั้งแล้วมั่นใจว่าอยู่ในขั้นราชันระดับต้นเท่านั้น ทว่าอีกฝ่ายไปเอาความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหนถึงกล้ามาท้าสู้ผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิระดับกลางเช่นนี้

        “เจ้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ”

        อู๋หมิงถามด้วยความกังวลเล็กน้อยแม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกตกใจ กังวลยิ่งกว่าเผชิญหน้ากับคนชั่วช้าเสียอีก

        ในความเป็นจริงเหตุผลสำคัญคือก่อนหน้านี้เสิ่นเลี่ยนทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวทำให้เขาไม่กล้าดูถูกใครอีก ทว่าต่อให้เขาใช้หัวแม่เท้าคิด เสิ่นเสวียนก็ไม่มีทางเอาชนะผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิระดับกลางอย่างเขาได้เลย

        “แน่นอนอยู่แล้วเสียเวลาอะไรกัน สามต่อหนึ่งยังต้องกลัวอะไรอีกหรือ”

        เสิ่นเสวียนเริ่มหมดความอดทนโดยเฉพาะผีซานผู้นั้นที่ต้องตายอย่างสาสม

        “นอกเมืองตามข้ามา”

        อู๋หมิงหรี่ตามองเสิ่นเสวียนเล็กน้อยแม้แต่เขายังรู้สึกน่าขัน ตนเองเป็นถึงผู้แข็งแกร่งที่มีหน้ามีตาเหตุใดถึงต้องระวังตัวขนาดนี้ หากเป็นอย่างนี้จริงๆ แล้วจะเลื่อนขั้นอีกได้อย่างไร

        จากนั้นอู๋หมิงก็วางก้อนทองลงไปบนโต๊ะสองก้อนแล้วเขาก็เดินออกไปจากโรงเตี๊ยม

        เสิ่นเสวียนเดินตามหลังไปก่อนเดินไปยังไม่ลืมที่จะหยิบขาหมูที่ยังไม่มีใครกินไปด้วย ของดีทั้งนั้นกินให้หนำใจไปเลย

        ผีซานเห็นเสิ่นเสวียนกินเยอะขนาดนั้นอย่างไร้ยางอายจึงเดินตามไปด้วยความรู้สึกละอายใจ

        หลังจากทั้งสี่คนออกจากโรงเตี๊ยมไปก็มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศใต้ของเมืองชางฉงในทันที

        ภายในเมืองชางฉงมีกฎระเบียบหากโดนราชวงศ์หรือทหารจับได้ว่าสู้กันบนท้องถนนอาจเกิดปัญหาขึ้นได้หากออกไปนอกเมืองจะเป็นหรือตายขึ้นกับสวรรค์เท่านั้น

        เพียงไม่นานพวกเขาก็ออกจากเมืองไปและมุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ

        อู๋หมิงไม่ได้หยุดเท้าลงเขาต้องการออกห่างจากเมืองไปไกลหน่อยเพื่อให้จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

        เสิ่นเสวียนเดินตามออกไปเนื่องจากมีความคิดตรงกับอีกฝ่าย

        “เจ้าไม่กลัวตายเลยจริงๆสินะ”

        ผีซานเดินตามหลังมาพลางเอ่ยถามเสิ่นเสวียนเขาไม่เข้าใจเอาเสียเลย พลังยุทธ์ของอีกฝ่ายด้อยกว่าเขามากไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงท้าสู้กับอู๋หมิงหากนี่ไม่ได้เรียกว่ารนหาที่ตายแล้วจะเรียกว่าอะไร

        “ต้องกลัวอยู่แล้วพวกเจ้าไม่กลัวก็คงไม่ใช่หรอกกระมัง”

        “ลำพังแค่เจ้า? ขั้นราชันระดับต้น?”

        ผีซานหัวเราะเสียงเย็นชายชราขั้นราชันอีกคนหนึ่งก็หัวเราะเช่นกัน วัวแรกเกิดไม่กลัวเสือกินรอให้ถึงกำแพงทิศใต้คงสายเกินไปแล้ว

        อู๋หมิงเดินนำหน้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางกวาดตามองหาสถานที่ที่ปลอดภัย

        ทว่าระหว่างที่เดินไปเสิ่นเสวียนพลันหยุดเท้าลง

        ห่างไปอีกร้อยกว่าลี้ทางทิศใต้มีคลื่นพลังแข็งแกร่งปะทุออกมา

        และที่แห่งนั้นคือสถานที่ที่เสิ่นเสวียนเก็บตัวฝึกฝนก่อนหน้านี้มีคนเข้าไปตรวจสอบตรงนั้นแล้วและคนเหล่านั้นยังมีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิทั้งหมดด้วย ประเมินคร่าวๆ ได้ว่ามีมากกว่าห้าคน

        กองกำลังขนาดนี้เขาจัดการไม่ไหวจริงๆ

        “ตรงนี้ล่ะ”

        เสิ่นเสวียนกล่าวกับอู๋หมิงที่เดินนำหน้าไป

        “กลัวแล้วหรือ”

        อู๋หมิงหันกลับมามองเสิ่นเสวียนด้วยแววตาเย็นยะเยือกในทันที

        “หากเดินหน้าต่อไปข้ากังวลว่าเจ้าจะเสียใจขึ้นมา”

        เสิ่นเสวียนมองตรงไปทางทิศใต้

        เมื่อเสิ่นเสวียนกล่าวเตือนเช่นนี้อู๋หมิงจึงมองตามไปและสังเกตเล็กน้อย เป็นอย่างที่คาดไว้ ไอพลังแข็งแกร่งเหล่านั้นทำให้สีหน้าของอู๋หมิงเปลี่ยนไป

        “ผู้ช่วยของเจ้า...ไม่ใช่สิ คนจากราชวงศ์”

        อู๋หมิงสีหน้าไม่สู้ดีนัก

        “ที่นี่ก็แล้วกันหากเจ้าตายข้าจะตั้งสุสานให้เจ้า เพื่อสรรเสริญในความกล้าหาญของเจ้า”

        อู๋หมิงรู้ดีว่ามิอาจรอช้าได้ไม่อย่างนั้นอาจเกิดความไม่แน่นอนขึ้น

        แล้วอู๋หมิงก็หายตัวไปทันทีที่กล่าวจบ

        ขณะเดียวกับที่อู๋หมิงหายตัวไปเสิ่นเสวียนที่ยืนอยู่ด้านหน้าผีซานก็หายตัวตามไปด้วยเช่นกัน

        ทั้งสองคนหายตัวไปพร้อมกันโดยที่ผีซานและชายชราขั้นราชันอีกคนหนึ่งไม่ทันได้สังเกตเห็นทำให้ทั้งสองคนตื่นตกใจเป็นอย่างมาก และล่าถอยออกไปไกลเพราะกลัวโดนลูกหลง

        ตูม!!!

        เสียงพลังปะทะกันดังออกมาจากความว่างเปล่าแล้วร่างของเสิ่นเสวียนและอู๋หมิงก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน ทั้งสองคนต่อสู้กันไปมาโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง พลังของแต่ละคนรุนแรงมากคิดจะใช้พลังของตนเองควบคุมอีกฝ่ายเอาไว้

        ทว่าเสิ่นเสวียนมีพลังต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด

        ผ่านไปเพียงสองลมหายใจฝั่งเสิ่นเสวียนเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่พลังของเสิ่นเสวียนกำลังโดนกดฝ่ามือของอู๋หมิงก็ฟันลงมาที่คอของเสิ่นเสวียนราวกับมีด

        พลังฝ่ามือนี้รวบรวมพลังที่แข็งแกร่งของเขาเอาไว้แม้แต่ขั้นจักรพรรดิยังอาจถึงชีวิตได้เพราะพลังโจมตีนี้ และที่สำคัญที่สุดก็คือเขาพุ่งเป้าไปที่เสิ่นเสวียนแล้วมิติโดยรอบถูกผนึกทำให้เสิ่นเสวียนหลบหลีกไม่ได้เลย

        อู๋หมิงกลายเป็นผู้อาวุโสในตระกูลเฝิงแห่งเมืองชางฉงได้เขาต้องมีทักษะการเอาตัวรอดอยู่แล้ว เขาผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนแม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิที่สู้กับเสิ่นเสวียนก่อนหน้านี้ยังเทียบเขาไม่ได้เลย

        แต่เขาไม่ได้รู้จักเสิ่นเสวียนมากพอ

        “พลังต่างกันมากจริงๆ”

        เสิ่นเสวียนส่ายหัวพลางถอนหายใจต่อมาร่างของเขาก็เลือนหายไปอย่างน่าประหลาด

        ต่อมาหัวขนาดใหญ่พลันปรากฏขึ้นในตำแหน่งที่เสิ่นเสวียนหายตัวไป

คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน