เป็นไปตามที่เซียวเจิ้งคาดการณ์เอาไว้ ฝักบัวไม่ได้เสียจริง ๆ เมื่อพิจารณาจากความหรูหราของบ้านหลังนี้ ความเป็นไปได้ที่ท่อน้ำใต้ดินจะมีปัญหานั้นไม่สูงมากนัก เพราะฉะนั้นปัญหาจึงอยู่ที่เครื่องทำน้ำอุ่น
เซียวเจิ้งใช้วิธีง่าย ๆ ในการจัดการและกำจัดสิ่งสกปรกภายในตัวถัง จากนั้นติดตั้งใหม่อีกครั้งก็เป็นอันเสร็จสิ้น เขาตะโกนขึ้นไปบนชั้น 2 ว่า
“เธอลองเปิดน้ำร้อนดูหน่อย!”
เซียวเจิ้งยืนรออยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกไปอีกครั้งว่า
“เธอตายหรือยังไงเนี่ย? ถ้าได้แล้วก็ช่วยบอกให้ฉันรู้หน่อย ถ้ายังไม่ได้ ฉันจะได้ซ่อมให้เธอต่อ!”
“ได้แล้ว”
น้ำเสียงอึมครึม ดูไม่พอใจของหลินฮั่วอินดังขึ้นมาจากชั้นบน แต่เธอไม่ได้โกรธหรือหงุดหงิดเซียวเจิ้ง เห็นได้ชัดว่าเธอแค่ไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร
“ไม่มีมารยาทเอาซะเลย! แม้แต่คำขอบคุณสักคำก็ยังไม่มี!”
เซียวเจิ้งเดินกระแทกเท้า ส่งเสียงตึงตังอยู่ในห้องครัว เขาหยิบแอปเปิลมาล้างและออกมาดูข่าวในห้องนั่งเล่น เพราะไม่อยากถูกหลินฮั่วอินขัดขวาง เขาจึงไม่กล้าเปิดข่าวเสียงดังนัก แต่ถึงจะถูกหลินฮั่วอินขัดขวางจริง ๆ พี่เจิ้งก็จะรีบเข้าไปถอดเครื่องทำน้ำอุ่นในห้องครัว ปล่อยให้หลินฮั่วอินไม่มีน้ำร้อนอาบไปตลอดชีวิต
เป็นไปตามที่คาด เซียวเจิ้งกินผลไม้และดูโทรทัศน์มาสักพักใหญ่ แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดจากชั้นบน ไม่รู้ว่าเธอยังอาบน้ำไม่เสร็จ หรือว่าเข้านอนไปแล้วกันแน่ ถึงได้ไม่ลงมาต่อว่าการกระทำที่มากเกินกว่าเหตุของเซียวเจิ้ง
แต่สำหรับคนได้คืบจะเอาศอกอย่างพี่เจิ้ง คนชั่วร้ายที่ชอบทำตามอำเภอใจอย่างเขาอุตส่าห์ได้มาอยู่ในคฤหาสน์ที่หรูหราแบบนี้ทั้งที เขาย่อมไม่พอใจกับการดูโทรทัศน์และกินผลไม้ไปด้วยอย่างแน่นอน เขาเคยชินกับการกินของว่างตอนเที่ยงคืน และถือคติว่าถ้าไม่ทำก็คือไม่ทำ แต่ถ้าได้ทำจะต้องทำให้ถึงที่สุด ดังนั้นเขาจึงบุกเข้าไปในห้องครัวเพื่อหาของว่างมากินในยามดึก
ในตู้เย็นมีสเต็กเนื้อแช่แข็งอยู่หนึ่งกล่อง และวัตถุดิบบางอย่างที่เอนเอียงไปทางอาหารสไตล์ตะวันตกอย่างชัดเจน ไม่รู้ตอนที่ไปเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา หลินฮั่วอินถูกปากกับรสชาติของอาหารสไตล์ตะวันตก หรือเธอคิดว่าอาหารสไตล์ตะวันตกนั้นทำง่าย ไม่ยุ่งยากเท่ากับอาหารจีนกันแน่
หาอยู่นานก็ยังไม่เจอวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารได้เสียที เซียวเจิ้งผู้ทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง จึงนำสเต็กเนื้อนำเข้าราคาแพงมาหั่น จากนั้นโยนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงไปในหม้อและต้มน้ำให้เดือด เพื่อทำบะหมี่สเต็กเนื้อจากวัตถุดิบราคาแพงหูฉี่นี้.........
ผลไม้นั้นพร้อมทานอยู่แล้ว แม้แต่เครื่องคั้นน้ำผลไม้ก็ยังวางให้เห็นอย่างชัดเจน เซียวเจิ้งหั่นผลไม้ใส่จาน และคั้นน้ำส้มแสนอร่อยมาหนึ่งแก้ว จากนั้นเขาก็ปรุงบะหมี่สเต็กเนื้อตามความพอใจ และนำไปกินบนโต๊ะอาหาร
“ถึงจะไม่อร่อยเท่าบะหมี่เนื้อตุ๋น น้ำซุปหม่าล่าในร้านก๋วยเตี๋ยว แต่ในแง่ของต้นทุนในการทำ ร้านก๋วยเตี๋ยวเทียบไม่ติดแน่นอน”
เซียวเจิ้งจิบน้ำผลไม้ และกำลังจะลงมือสวาปามอย่างเต็มที่ แต่ทันใดนั้น เขากลับได้ยินเสียงปลดล็อคประตูดังขึ้นเสียก่อน จากนั้นประตูห้องนั่งเล่นก็ถูกเปิดออก เงาของสาวสวยที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความอ่อนเยาว์ก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น เธอจ้องมองมายังเซียวเจิ้งที่กำลังจะทานมื้อค่ำอยู่บนโต๊ะอาหาร ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและยินดีอย่างที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้
บอกตามตรง ดวงตาของเซียวเจิ้งแทบจะถลนออกมาและตกลงบนใบหน้าของเด็กสาวคนนั้นอยู่แล้ว เขารู้สึกชาวาบไปทั่วหนังศีรษะ เขาเตรียมตัวลุกขึ้นยืน เพื่อที่จะอธิบายว่าทำไมเขาถึงได้มาใช้ห้องครัวโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตและนั่งกินมื้อดึกอย่างไร้ยางอายแบบนี้
แต่เมื่อลองคิดดูอีกที เขาก็ตระหนักได้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น สองคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกัน!
แต่.........พวกเธอจะดูคล้ายกันมากเกินไปไหม?
ถึงแม้ว่าเซียวเจิ้งจะไม่ได้คุ้นเคยกับใบหน้าของหลินฮั่วอิน จนอยู่ในจุดที่ถึงเธอจะกลายเป็นขี้เถ้า เขาก็ยังจำเธอได้ แต่ด้วยทักษะความจำที่เป็นเลิศของเขา ตราบใดที่หลินฮั่วอินไม่ได้เสียโฉม ไม่มีจมูกหรือตาที่ขาดหายไป เซียวเจิ้งก็ยังสามารถมองหาหลินฮั่วอินท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากให้เจอได้อย่างรวดเร็ว
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เมื่อเซียวเจิ้งพบเด็กสาวในห้องนั่งเล่น เขาก็ยังนิ่งงันด้วยความงุนงงไปครู่หนึ่ง เขาเกือบจะเข้าใจผิดไปด้วยซ้ำว่าหลินฮั่วอินมีงานอดิเรกที่ไม่มีใครรู้ นั่นคือชอบแต่งตัวคอสเพลย์และสวมบทบาทเป็นนักเรียนสาวตอนกลางคืน เพื่อปลดเปลื้องความกังวลและความไม่สบายใจ เนื่องจากเธอกำลังจะเข้าสู่วัย 30 ในอีกไม่ช้า
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผงะไปได้ไม่นาน เซียวเจิ้งก็รู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงสองคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะเหมือนกันถึง 80% ก็ตามที แต่ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพ รูปร่าง รวมไปถึงแววตา พวกเธอไม่ใช่คนเดียวกันอย่างแน่นอน
ในฐานะที่เป็นเจ้าของบ้านสุดหรูหลังนี้ครึ่งหนึ่ง เซียวเจิ้งเชื่อว่าเขามีสิทธิ์และความชอบธรรมพอที่จะปกป้องอาณาเขตแห่งนี้ ในขณะที่เขากำลังจะตบโต๊ะและลุกขึ้นยืน ตะโกนถามว่าเธอเป็นใคร เขาก็ได้ยินเด็กสาวแสนสวยคนนี้เอ่ยถามออกมา ด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิดว่า
“พี่เขย?”
เซียวเจิ้งชะงักไปอีกครั้ง
พี่เขย?
อย่าบอกนะว่า.........เด็กสาวที่ดูอ่อนเยาว์ ดื้อรั้น ผู้มีขาเรียวยาวและแต่งตัวอย่างทันสมัย แถมยังหน้าตาเหมือนกับหลินฮั่วอินเสียจนน่าทึ่งคนนี้ จะเป็นน้องสาวของบอสใหญ่หลินฮั่วอิน?
เมื่อพิจารณาจากอายุของทั้งสองคนดูแล้ว อย่างน้อยก็ต้องห่างกันเกือบ 10 ปี แม้ไม่ใช่ฝาแฝดกัน แต่ก็ยังมีหน้าตาเหมือนกันขนาดนี้ได้ ต้องขอบอกเลยว่ายีนของตระกูลหลินช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ!
ไม่รอให้เซียวเจิ้งได้อธิบายอะไร น้องหลินคนนี้ก็กล่าวออกมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ฉันคิดอยู่แล้วเชียว ว่าทำไมช่วงนี้เจ๊หลินถึงได้ทำตัวน่าสงสัย เธอจะต้องแอบทำเรื่องงามหน้าลับหลังแน่ ๆ! แต่ฉันไม่คิดเลยว่าเธอจะใจกล้า พาผู้ชายมาที่บ้านแบบนี้!”
หลังจากที่หยุดพูดไปครู่หนึ่ง น้องหลินก็เอียงคอมองเซียวเจิ้งอีกครั้ง
“ว่าแต่เจ๊หลินไปตกหลุมรักคนหน้าตาแบบคุณได้ยังไงกัน? หรือว่าคุณจะเป็นอัจฉริยะในด้านอื่น ถึงได้มัดใจบอสหลินเอาไว้ได้?”
เซียวเจิ้งเหงื่อแตกเต็มหน้า เขากำลังถูกเด็กสาวคนนี้ปลุกปั่นด้วยคำพูดที่ชวนให้คนเข้าใจผิด
เจ๊หลิน? บอสหลิน? อัจฉริยะ? พาผู้ชายเข้าบ้าน? แอบทำเรื่องงามหน้า?
ยัยเด็กปากเสียคนนี้ไม่รู้จักระวังคำพูดบ้างเลยเหรอ? อย่าคิดว่าหน้าตาเหมือนบอสใหญ่ แล้วจะทำตัวอวดดีได้นะ มายั่วโมโหพี่เจิ้งมาก ๆ ระวังตัวให้ดีเถอะ พี่เจิ้งจะตีเธอ จนเธอต้องมาคุกเข่าร้องขอความเมตตา!
“คุณเป็นใบ้เหรอ?”
น้องหลินผู้ดื้อรั้นโยนกระเป๋าชาแนลใบสวยลงบนโซฟา และเดินตรงไปยังโต๊ะอาหาร จากนั้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามเซียวเจิ้งที่กำลังเบิกตากว้างราวกับระฆังทองแดง เธอหยิบส้อมขึ้นมากินสลัดผลไม้ไปสองคำ ก่อนที่รอยยิ้มหยาบคายจะวาดผ่านบนใบหน้าอันงดงามและซุกซนนั้น
“คุณเคยนอนกับพี่สาวของฉันหรือยัง? เวลาอยู่บนเตียง เธอยังทำหน้าตายอยู่ไหม?”
“...........”
เซียวเจิ้งแอบเหลือบตามองขึ้นไปบนชั้น 2 หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งราวกับจะหลุดออกมาจากลำคอ เขาตัวสั่นสะท้าน แล้วกล่าวออกมาว่า
“เธอเป็นน้องสาวของเขาเหรอ?”
“ถูกต้อง” น้องหลินดวงตาเป็นประกาย
“แต่คุณควรจะระวังเอาไว้นะ จากหลักฐานต่าง ๆ ที่ฉันไปสืบมา เจ๊หลินมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่สนใจผู้ชาย ที่เธอมาอยู่กับคุณแบบนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่เธอจะแต่งงานบังหน้าอย่างไร้ศีลธรรม เพื่อปกปิดรสนิยมที่แทบจะไม่มีใครรู้ของเธอ อืม ฉันพูดได้แค่นี้แหละ คุณระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน”
หลังจากที่พูดจบ เธอก็คว้าเอาบะหมี่สเต็กเนื้อที่เซียวเจิ้งยังไม่ทันได้ขยับตะเกียบ มากินเข้าไปสองคำอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยกนิ้วโป้งให้ แล้วกล่าวว่า
“มีระดับมาก คิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะเอาสเต็กเนื้อออสเตรเลียของพี่สาวฉันมากินกับบะหมี่ ขอบอกเลยว่าคุณเหมือนฉันเมื่อก่อนเปี๊ยบ!”
เมื่อเห็นกับตาตัวเองว่า คนที่หน้าเหมือนหลินฮั่วอินมากขนาดนี้กำลังทำตัวเหมือนสาวทอมบอยตัวน้อย และพูดเรื่องที่สาว ๆ ที่ทำอาชีพล้างเท้ามักจะพูดกัน พี่เจิ้งก็รู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก และรู้สึกชาวาบไปทั่วหนังศีรษะ เขาพูดขึ้นมาว่า
“ประธานหลิน อย่ามาเล่นอะไรซี้ซั้วนะ เธอเล่นสวมบทบาทสมมุติตอนกลางดึก ทำเอาฉันตกใจจนจะแยกร่างได้อยู่แล้ว”
“ประธานหลิน?”
น้องหลินผู้มีมารยาทบนโต๊ะอาหารที่ไม่เหมือนกับผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย เงยหน้าขึ้นมา จากนั้นคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ที่แท้คุณก็เป็นพนักงานในซินอ้าวนี่เอง มิน่าล่ะ ฉันถึงไม่พบเบาะแสอะไรเลย ไม่คิดเลยว่าพี่สาวของฉันจะเป็นพวกสมภารกินไก่วัด ปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ซะมิดชิด”
หลังจากที่หยุดไปครู่หนึ่ง น้องหลินก็กล่าวแนะนำตัวเอง
“คุณเลิกคิดอะไรเพ้อเจ้อได้แล้ว ฉันแซ่หลิน ชื่อจริงคือเสี่ยวจู้ เป็นน้องสาวต่างแม่ของหลินฮั่วอิน ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของเมืองหมิงจู ใคร ๆ ก็พากันเรียกฉันว่าอัศวินหลิน คุณไปถามคนในโรงเรียนดูได้เลย ว่ามีใครบ้างที่ไม่รู้จักชื่อของหลินเสี่ยวจู้!”
“ตอนเรียนหนังสือก็ตั้งใจเรียนบ้าง ไม่ตั้งใจเรียนบ้าง ตอนเลิกเรียนก็เอาแต่อยู่กับเพื่อนทั้งคืน ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง ในงานประชุมผู้ปกครองก็ถูกต่อว่าไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ฉันอยู่ที่นี่ยังได้รับจดหมายเตือนจากทางโรงเรียนถึง 5 ครั้งด้วยกัน ผู้ปกครองถูกโรงเรียนเรียกพบบ่อยกว่าจำนวนครั้งที่เธอเข้าเรียน ในช่วง 2 ปีมานี้เธอก่อความวุ่นวายขึ้น จนต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับนักเรียนและอาจารย์ไป 3 ล้านหยวน จ่ายให้กับทางโรงเรียนไปอีก 5 ล้านหยวน แถมยังเกือบจะเผาหอพักอยู่รอมร่อ เพราะเธอเป็นเด็กเกเรที่ไม่รู้จักคิดแบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งหรอก ถึงคนทั้งเมืองหมิงจูจะรู้จักเธอ ฉันก็ไม่แปลกใจ”
หลินฮั่วอินผู้สวมชุดนอนแบบมิดชิดเดินลงมาจากบันได และกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา
“เธอยังกล้าใช้เรื่องพวกนี้มาโอ้อวดอีกเหรอ?”