กังหลงหาทราบไม่ ว่าด้วยระดับพลังฝือมือในปัจจุบันของตนนั้น เท่าที่เปิดเผยมาในอาณาจักรเนตรอสูรยากจะมีรุ่นเยาว์คนใดทัดเทียมมาก่อน แม้กังหลงจะใช้พลังปราณผสานกับพลังกายภาพไปโดยมิตั้งใจ แต่ปัจจุบันกังหลงสามารถสำเร็จกายาทองแดงระดับต้นได้แล้ว พลังกายภาพจึงมิได้ถูกจำกัดอยู่แค่พื้นฐานเหมือนก่อนหน้านี้ ตอนนี้หากแม้นกังหลงสำแดงพลังออกมาควบคู่กับท่าร่างเก้ากายาอัสนีไม่ทิ้งรอยยิ่งสร้างร่างเงาขึ้นมาได้พลังก็จะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกมากมาย
...............................................................................................................................................................
ณ.พื้นที่ห่างไกลแแกไปทันทีที่เกิดปรากฎการณ์ ลิขิตสวรรค์มังกรบรรพกาลขึ้น พลันมีดวงตาที่คมกล้าอันทรงพลังลึกล้ำพร้อมสาดพลังที่มิอาจประมาณได้ออกมาวูบหนึ่งจำนวนสี่แห่งลืมขึ้นแล้วหลับตาลงเกือบจะพร้อมกันพึมพำขึ้นมา
"ลิขิตสวรรค์ ...มังกรบรรพกาล"
"ดินแดนชั้นต่ำนี้ถึงกับมีลิขิตสวรรค์ ...มังกรบรรพกาลเกิดขึ้น ลิขิตสวรรค์ ...มังกรบรรพกาลไม่ได้เกิดมานานมากจนผู้คนต่างลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้ว สิ่งนี้เคยเกิดมาเมื่อหลายล้านปีก่อน บัดนี้กลับเกิดขึ้นมาอีกคราแล้วในห้วงจักรดารานี้ หรือจะมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงจะบังเกิดขึ้น ถึงได้ถือกำเนิดผู้กอบกู้ แต่มิทราบว่าเป็นผู้ใดกัน ผู้นั้นจะเติบโตได้ทันหรือแข็งแกร่งพอที่จะรับภาระอันใหญ่หลวงเหล่านี้ได้รึไม่"
"น่าสนใจ ๆ ลิขิตสวรรค์ ...มังกรบรรพกาล ... คงต้องหาเวลาไปดูแล้วเผื่อจะมีสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อข้า เหอ ๆ"
"หรือจะมีผู้มาขวางทางข้า ..เหอะ..ๆ คงต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลมแล้ว"
"ธรรมะเกิดอธรรมย่อมปรากฎ คงมีเจ้าเฒ่าบางคนคิดกำจัดหรือหาผลประโยชน์จากผู้กอบกู้เป็นแน่แท้ ภาระปกป้องผู้กอบกู้จนกว่าผู้กอบกู้จะแข็งแกร่งพอคงไม่พ้นตัวข้าเป็นแน่แท้"
พลังลึกล้ำโบราณทั้งสี่ตำแหน่งเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว !!
................................................................
กังหลงย่างเท้าเข้าสู่หอสุรางค์สวรรค์ทันที ด้านหน้าหอยืนหยัดด้วยยามเฝ้าหน้าประตูระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นต้นสองคน ทั้งสองเห็นผู้ที่สามารถทดสอบศิลาผู้กล้าผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจึงก้าวถอยหลังเปิดทางให้ทันที บนหอบัดนี้เป็นห้องโถงกว้าง เบื้องหน้ามีม่านบางสีขาวกั้นอยู่มองผ่านม่านเพียงเห็นมีร่างบุคคลด้านหลังอย่างเลือนลาง หนึ่งนั่งบนตั่งสูงอีกสองคล้ายยืนค้อมคารวะ คงเป็นผู้รับใช้ของบุคคลผู้นั่งบนตั่งอย่างมิต้องสงสัย
"เป็นผู้มาเพื่อทดสอบหอสุรางค์สวรรค์เช่นนั้นรึ"
กังหลงมาถึงเบื้องหน้าก็พบกับเสียงที่ไพเราะเสนาะหูราวจะฉุดกระชากวิญญาณให้ลอยล่องไป จึงรีบโคจรพลังจิตวิญญาณขึ้นคุ้มกันดวงจิต พลังกระชากจิตวิญญาณนี้จึงค่อยหมดไป รำพึงในใจพร้อมตอบกลับไป
"(....ช่างเป็นเสียงที่กระชากจิตวิญญาณโดยแท้ น่าหวาดเสียวนักหากมิทันระวังคงต้องเลื่อนลอยจนทำให้ขายหน้าแล้ว....)"
"ข้าบังเอิญผ่านทางมายังเมืองเหอหนานและทราบถึงจตุรนามสู่ราชันย์จึงคิดเสี่ยงวาสนาเข้าทดสอบเพื่อหาประสบการณ์และหาของรางวัลติดมือสักเล็กน้อย ท่านคงมิว่าไรกระมัง"
"หึ ๆ ช่างเป็นบุรุษหนุ่มที่ขวัญกล้านัก การทดสอบย่อมไม่ไปปิดโอกาสผู้ใด แต่หอสุรางค์สวรรค์ก็ทำการค้าเช่นกัน เพื่อเลี้ยงดูผู้คนในหอย่อมมีกฎกติกา หากผู้ใดที่ผ่านการทดสอบศิลามาแล้่วต้องการทดสอบต่อ เพียงจ่ายค่าธรรมเนียมหนึ่งพันเหรียญทองก็จะได้เข้าทดสอบขั้นต่อไป และหากมิอาจทดสอบผ่านได้ ค่าธรรมเนียมก็มิอาจเรียกคืนกลับได้ แต่หากมีความสามารถทดสอบผ่านได้ย่อมมีสิ่งตอบแทนล้ำค่าที่อาจมากกว่าหนึ่งพันเหรียญทองมิทราบผู้ทดสอบจะยินดีรึไม่ หากแม้นไม่ยินดีเชิญท่านย้อนกลับไปได้ในทันที"
เสียงไพเราะนุ่มนวลชวนหลงไหลแต่เย็นชาดังออกมาจากหลังม่าน กังหลงเหยียดยิ้มริมฝีปากคำรามในใจพร้อมกล่าว
"หึช่างวางก้ามนักถึงกับมีค่าธรรมเนียมถึงหนึ่งพันเหรียญทองสำเนียงคล้ายเหยียดหยามผู้คนจนไม่เห็นใครอยู่ในสายตามิทราบคนหลังม่านนี้จะเป็นคนเดียวกับนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะผู้นั้นรึไม่เดี๋ยวข้าจะดูซิว่าหอสุรางค์สวรรค์จะมีดีแค่ไหนกัน"
"ข้าย่อมต้องการมาทดสอบหวังว่าของรางวัลคงคุ้มค่ากับราคาหนึ่งพันเหรียญทองเชิญท่านเริ่มลงมือเถอะ"
"หึ ๆช่างเป็นโคถึกที่ไม่กลัวพยัคฆ์เสียจริง ง้ั้นเตรียมรับมือหากท่านสามารถตั่งรับต้านทานการโจมตี ได้สามครั้งโดยมิหลุดออกจากวงกลมที่กำหนดจะถือว่าท่านชนะผ่านการทดสอบครานี้"
กังหลงมองวงกลมขนาดหนึ่งวาตรงหน้าพร้อมเดินเข้าไปยืนกลางวงกลมโคจรพลังตามทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติดูดกลืนปราณธรรมชาติรอบข้างเข้ามาตลอดเวลาลมปราณหมุนเวียนเข้าสู้ตันเถียนกระจายไปตามจักระทั้งเจ็ดและชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดจนผิวกายเริ่มเปลี่ยนจากสีขาวกลายเป็นสีทองแดง
"ข้าพร้อมแล้วเชิญท่านโจมตีเถอะ"
นงคราญสุรางค์สวรรค์เห็นผิวกายของกังหลงเปลี่ยนไปก็ขมวดคิ้วคำนึงขึ้น"ผิวกายเปลี่ยนสีหรือเขาจะฝึกปรือวิชากายาชนิดหนึ่งชนิดใดมา แต่เฮอะ..คิดว่าจะต้านทานปราณเหมันต์ของข้าได้รึ " พร้อมกล่าวตอบ
"งั้นข้าไม่เกรงใจละนะ"
"หงษ์น้ำแข็งสยายปีก..!!"
กล่าวจบปรากฎพลังกดดันอันกล้าแข็งเกิดเป็นรูปหงษ์สีฟ้าสวยงามยิ่งนักโผบินขึ้นสู่ฟากฟ้าแล้วพุ่งจู่โจมด้วยพลังความเย็นสุดขั้วครอบคลุมตำแหน่งกลางอกกังหลงอย่างจังจนบังเกิดเสียงกึกก้อง
"ปึ๊ก ..บึ้ม.!!"
พลังรุนแรงจากฝ่ามือฟาดกระหน่ำไปยังร่างของกังหลงเมื่อสัมผัสกับพลังอันน่ากลัวที่แผ่มาปฏิกิริยาจากร่างกายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติลมปราณหมุนวนผ่านจักระและจุดชีพจรอย่างรวดเร็วเป็นม่านพลังป้องกันรอบกายแต่พลังฝ่ามืออันรุนแรงนั้นถึงกับกระแทกจนกังหลงอดถอยหลังไปหนึ่งก้าวมิได้แม้จะมิได้รับบาดเจ็บใด ๆ แต่ยามนี้น้ำแข็งได้ห่อหุ้มตัวจนดูเหมือนกังหลงถูกผนึกอยู่ในก้อนน้ำแข็งเหมือนรูปปั้นกังหลงโคจรลมปราณจักรตำแหน่งอัคคีหมุนวนเร็วรี่ ปราณความร้อนแผ่กระจายออกรอบด้านแต่น้ำแข็งก็ยังมิอาจละลาย คำนึงขึ้น
"เป็นลมปราณธาตุน้ำแข็งอันแข็งแกร่งยิ่งแม้แต่ปราณอัคคียังมิอาจหลอมละลายคงต้องลองผสานกับไฟวิเศษอัคคีนิลกาลจน์ดูแล้ว"
กำหนดจิตจุดธาตุไฟในกายเกิดเปลวไฟสีดำขึ้นบนฝ่ามือผสานกับอัคคีโลกันตน์อเวจีจนร่างกายเคลทอบคลุมด้วยม่านเปลวเพลิงสีนิลน่าชมมองยิ่ง ในที่สุดน้ำแข็งก็เริ่มละลาย กังหลงจึงกำหนดจุดไฟขึ้นเพิ่มความเข้มข้นขึ้นทั่วกายค่อย ๆ หลอมละลายน้ำแข็งที่ปกคลุมออกไปจนหมดสิ้น
"พรึ่บ..!!"
สตรีหลังผ่านม่านถึงกับตะลึงในความแข็งแกร่งและวิธีการอันประหลาดที่ใช้ทำลายน้ำแข็งที่ปกคลุมร่างตนใช้พลังถึงห้าส่วนกับทักษะพิเศษแต่มิอาจกระแทกผู้อื่นพ้นจากวงกลมที่กำหนดได้และยิ่งมาตกใจเมื่อเห็นกังหลงสามารถจุดไฟสีดำผสานกับลมปราณในกายแผดเผาธาตุน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์อันแข็งแกร่งของตนจนมลายสิ้นไปในเวลาอันรวดเร็วคำนึงในใจพร้อมกล่าว
"นั่นมันอัคคีชนิดใดถึงได้ก่อเกิดเป็นเปลวไฟสีดำที่มีความร้อนแรงจนสามารถแผดเผาปราณเหมันต์ธาตุน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ฮึ..!!.ครานี้จะโจมตีโดยพลังทั้งสิบส่วนดูซิว่าจะทนทานไหวหรือไม่"
"งั้นจงรับการโจมตีครั้งที่สองครานี้ข้าจะให้ท่านมิอาจยืนหยัดได้"
"หงษ์มายาพิฆาต..!!"
ปรากฎหงษ์สีฟ้าขนาดใหญ่บนฟากฟ้าใช้กรงเล็บอันแหลมคมทั้งคู่พุ่งลงขย้ำใส่ร่างที่ยืนอยู่อย่างจังพลังโจมตีอันรุนแรงดุจขุนเขาทลายทับทำให้ลมปราณกังหลงอึดอัดจนต้องรีบโคจรลมปราณตามทักษะลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติเร็วขึ้นจนก่อเกิดเป็นม่านพลังรอบกายพร้อมถ่วงน้ำหนักลงสู่พื้นธรณีอย่างสุดกำลังเพื่อป้องกันร่างมิให้กระเด็นออกนอกวงกลมพร้อมกันนั้นก็จุดเปลวไฟสีดำขึ้นเคลือบกายาจนมองดูดำทมึนน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
"บึ้ม.!!"