กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นสนิมเหม็นปนเปกันไปมาภายในห้องคุมขังแห่งหนึ่งมีแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ห้อยอยู่กลางเพดานลงมาคอยให้ความสว่างอยู่เพียงเท่านั้นความสลัวอันริบหรี่เผยให้เห็นชายสามคนอยู่คนหนึ่งถูกมัดติดไว้กับเก้าอี้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา ตามเนื้อตัวต่างเต็มไปด้วยเลือดเก่าบ้างใหม่บ้างสังเกตได้จากบางที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่และบางแผลยังมีเลือดไหลสดๆ ร้อนๆเสื้อผ้าสวมใส่ถูกบางอย่างฉีกขาดยับเยินไม่เหลือชิ้นดี
สมิธกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนแรงใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือด“ฆะ ฆ่า…ข้า เถอะ”
ชายในทรงผมสกินเฮดสีเหลืองกำลังอยู่ในสภาพที่โหดร้ายเป็นที่สุดเลือดเนื้อบางส่วนจากบาดแผลยังเผยให้เห็นสิ่งภายในร่างกายจนชวนน่าสยดสยอง
ไอแซกสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเลอะไปด้วยรอยเลือดที่กระเด็นใส่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม “งั้นก็ตอบมาสิ ว่าแกทำไปเพื่ออะไรใครอยู่เบื้องหลัง!”
สมิธถูกไอแซกและไดจิใช้กำลังสอบสวนมอบความทรมานให้ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันจนตอนนี้พระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไป พวกเขาทั้งคู่ยังคงไม่หยุดลดละการกระทำนั้นลงหากสมิธเผลอหลับไปด้วยความเพลียบวกกับการเสียเลือดแล้วละก็…เขาจะถูกปลูกโดยไดจิที่สาดน้ำเย็นเข้าใส่ให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกจนได้
สมิธเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น“ขะ ข้าบอก…ไปหมดแล้ว”
ไอแซกกระชากหน้าของสมิธขึ้นมาสบตา“แกจะบอกว่า ปล้นเพราะต้องการเอาเงินมาซื้ออาวุธพวกข้า แค่นี้!แล้วไอ้คนให้อาวุธพวกนั้นกับแกมันเป็นใคร!”
ดวงตาของสมิธจะเลื่อนลอยจนหาจุดโฟกัสไม่ได้บาดแผลเก่าใหม่เริ่มชาไร้ความรู้สึก กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงรุกรานชวนหันหน้าหนี
“ข้าไม่รู้...ข้าไม่รู้ว่าพวกแกพูดถึงใครพวกข้าฟังแต่คำสั่งของคุณไบสันเท่านั้น” คำพูดของสมิธคล้ายกระซิบไร้ซึ่งเรี่ยวแรงเขาบ่นพึมพำสลับไปมาเหมือนคนเหม่อลอย
ไอแซกยิ้มชั่วร้ายก้มมองไปที่มือข้างขวาของสมิธ “เฮ้อ...บอกมาก็จบแล้วแกจะทำให้เรื่องมันยุ่งยากทำไม…ยังเหลืออีกตั้งสามนิ้วนี่”
สมิธพยายามดิ้นให้หลุดตั้งแต่ทีแรกจนถึงตอนนี้ก็ไม่อาจสลัดออกไปได้เพราะตัวเขาถูกผูกติดกับเก้าอี้ที่ทำการยึดกับพื้นไว้แขนทั้งสองข้างถูกหมัดไว้กับพนักเก้าอี้เหล็กสีดำมือด้านซ้ายของเขาถูกถอดเล็บออกมาทั้งหมดห้านิ้วซึ่งตอนนี้ยังมีคราบเลือดแห้งติดอยู่
แม้เขาจะร้องอย่างเจ็บปวดเสียงดังแค่ไหนไม่มีทีท่าว่าจะมีใครเข้ามาช่วยสันนิษฐานได้เพียงว่าที่แห่งนี้อยู่ในที่ห่างไกลหรือไม่ก็ที่ส่วนตัวจนไม่มีใครกล้ายุ่ง
เขาพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาคล้ายจะหมดแรง“ขะ ข้า…บอกไปแล้ว”
ไอแซกพูดกับชายด้านหลัง “ไดจิ”ส่งสัญญาณให้กระทำบางอย่างที่รู้กันพร้อมกันนั้นไดจิควงของที่อยู่ในมือไปมาพลางผิวปากอารมณ์ดี
คีมปากแหลมถอดเล็บของสมิธออกจากนิ้วจนเลือดกระฉูดพุ่งเป็นสายสายน้ำตกลงเจิ่งนองกับพื้นเขาดิ้นพล่านทรมานแหกปากดังลั่น ไดจิแสยะยิ้มไม่สนใจเสียงร้องนั้นเล็บที่ถูกถอนได้ไปเรียงรายไว้กับถาดเหล็กแถวใกล้มือที่ซึ่งมีเล็บของสมิธวางอยู่ก่อนหน้านี้แล้วหลายอัน
สมิธาตะโกนดิ้นไปมาขอความตายจากทั้งสองด้วยความบ้าคลั่งที่ฉายชัดอยู่ในดวงตา“แค่ก! แค่ก! ฆ่าข้า! ฆ่าข้าเลยสิ!”
ไอแซกเดินเข้าไปหานั่งลงมองไปยังสมิธที่มองกลับมาด้วยความเคียดแค้น “ก็บอกไปแล้ว...ฆ่ามันง่ายไป”
“กะ แก!!! ข้าบอกพวกแกไปหมดแล้วไงโว้ย!”สมิธกัดฟันพูดตะคอกใส่ใบหน้าของไอแซกจนน้ำลายปนเลือดกระเด็นไปโดนเต็มใบหน้าไอแซกหันหน้าหนีรวดเร็วพร้อมกับปัดอากาศอย่างรังเกียจ
ไอแซกลุกขึ้นต่อยใบหน้าสมิธไปหนึ่งทีเสียงดังผลัวะ! ส่งให้หัวสะบัดไปตามแรงแล้วเดินไปเอาผ้าที่ไดจิถือเตรียมไว้มาเช็ดหน้าตัวเองเขามองหน้าไดจิก่อนหันหน้าไปมองสมิธเหมือนส่งสัญญาณบางอย่างอีกครั้ง
สมิธร้องอย่างเจ็บปวดด้วยความทรมานอ๊ากกก! คีมอันเดิมดึงเล็บอีกอันหลุดไม่ยากเย็นเขาพยายามดิ้นรนด้วยความต้องการที่จะหนีไปจากการทรมานบ้าๆ อันนี้บาดแผลขับเลือดไหลสยดสยอง น้ำลายต่างฟูมปากด้วยความทรมานจ้องมองไปยังไอแซกด้วยตาที่แดงก่ำ
สมิธพยายามยืดตัวออกมาด้านหน้าตะโกนลั่นน้ำลายยืดไหล“ฆ่าข้า! ฆ่าข้าสักทีสิโว้ย! ไอ้พวกสวะ!”
ไอแซกกล่าวเสียงเรียบยืนมองห่างกว่าเดิม“มีอะไรอีกที่แกยังไม่ได้บอก”
“พวกแกชอบหยามกันอยู่แล้วนี่หากเอาเงินที่ปล้นมาได้แล้วเอาไปซื้ออาวุธของพวกแกจนหมดพวกแกจะได้รู้ซึ้งถึงการเหยียดหยามที่พวกแกชอบทำไงเล่า!พร้อมกับป่าวประกาศให้โลกรู้กันไปเลยว่าพวกแกมันโง่!ที่ถูกพวกข้าหลอกซื้อโดยไม่ต้องออกเงินสักแดงเดียว! ฮ่าๆๆๆ” สมิธพูดเป็นประโยคยาวครั้งแรกด้วยฤทธิ์แห่งโทสะเหมือนสูญเสียสติไปแล้ว ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงหัวเราะแสนสะใจ
ไอแซกพุ่งตัวไปชกใบหน้านั้นอย่างแรงจนทำให้สมิธสลบเหมือดไปกับเก้าอี้นั้นทันทีเขาไม่อาจทำความเข้าใจถึงตรรกะความคิดของคนพวกนี้ “เหตุผลบ้าๆ อะไรกันวะเนี้ย!”เหตุผลแค่นี้ถึงกับปล้นธนาคารของ 2 ใน 4 แก๊งใหญ่เลยงั้นเหรอ บ้าบิ่นกันเกินไปแล้ว
ชายหนุ่มยืนมองสมิธพลางทำความสะอาดไปด้วยในเวลาเดียวกันดวงตาเรียบนิ่งแฝงไปด้วยความอำมหิตสาดส่องตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ตัดนิ้วมือนิ้วเท้าของมันให้หมดและไปโยนทิ้งไว้ที่หน้าคฤหาสน์ของไอ้ไบสันนั้น”พูดเสร็จก็โยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งไปโดนหน้าสมิธ แล้วเดินออกจากห้องทรมานแห่งนี้ไป
ไดจิหยิบมีดที่สร้างจากแร่ไทรเวย์เนียมขึ้นมาจากมุมห้องรอยยิ้มเหี้ยมปลุกพลังวิญญาณสีแดงให้ลุกโชน ย่างสามขุมเข้าหาสมิธให้ขวัญผวา
อ๊ากกก!
เสียงร้องโหยหวนสุดแสนทรมานของสมิธดำเนินต่อไปแล้วหายไปในลำดับต่อมาความแหบแห้งเจ็บปวดจบลงด้วยสติที่ดับหาย
...
เวลาเข้าสู่ช่วงกลางคืนค่อนข้างดึกแล้วแสงไฟยังเปิดให้ความสว่างรอบบริเวณหาดทรายแห่งนี้ บ้างก็ปาร์ตี้กันสนุกสนานบ้างก็เป็นร้านค้าขายเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ให้พวกผู้ใหญ่ได้สังสรรค์กันบ้างก็เป็นบาร์บีคิวปาร์ตี้ริมชายหาดดังเช่นที่พวกจินได้ทำอยู่ตอนนี้
“มาแล้วๆ”จินยกจานใบใหญ่ส่งกลิ่นหอมวางไว้ตรงกลางโต๊ะตัวหนึ่งที่ตั้งตรงกลางของสนามหญ้าริมสระว่ายน้ำโดยมีเทนตะ มาโคโตะ อากิโนะ มากิ และเรย์นั่งอยู่รอบๆ
พนักงานของที่นี่ได้บอกกับพวกจินไว้ก่อนหน้านี้ว่าสถานที่ตรงนี้สามารถใช้สำหรับการทำบาร์บีคิวได้ซึ่งมีเตาย่างบาร์บีคิวอันใหญ่วางไว้อยู่ก่อนแล้วแถมยังได้เตรียมชุดโต๊ะกับเก้าอี้ให้พร้อมเสร็จสรรพนับได้ว่าที่นี่ได้สร้างความน่าประดับใจทั้งที่พัก ทั้งบรรยากาศและบริการเลยทีเดียว
พวกเขาขานรับพูดเป็นคำเดียวกันก่อนลงมือจัดการอาหารชวนน่าทานด้านหน้าอย่างเอร็ดอร่อย
สแตนรับหน้าที่เป็นพ่อครัวคอยย่างบาร์บีคิวให้พวกจินด้วยความเต็มใจ แม้พวกจินจะพยายามคัดค้านแค่ไหนก็ตามแต่สแตนก็ไม่ยอมอ่อนข้อลงจนต้องปล่อยเลยตามเลยไปแบบนี้ทั้งเครื่องดื่มและอาหารการกิน สแตนได้เตรียมไว้ให้พร้อมหมดแล้วเหลือเพียงให้พวกจินจัดการเรียบให้หมดเท่านั้น
ทุกคนต่างพูดคุยและกินกันอย่างมีความสุขราวกับได้ลืมเลือนเรื่องราวที่เลวร้ายในช่วงเย็นวันนี้ไปอย่างหมดสิ้นแบบไม่รู้ตัวเทนตะและมาโคโตะที่มีผ้าพันแผลรอบกายยังคงเผลอลืมตัวทำอะไรแปลกๆออกมาจนต้องเจ็บแปลบที่แผลไปตามระเบียบ สแตนมองภาพเหล่าเด็กๆ ด้วยใจเปี่ยมสุขอยู่คนเดียวเงียบๆซึ่งเขาไม่เคยมีโอกาสได้ทำแบบนี้เลยในโลกใบเก่า
“เดี๋ยวมานะ”จินบอกทุกคนแล้วลุกขึ้นไปยังด้านหลังของรถตู้รูปทรงคลาสสิคของเขาที่จอดไว้ เพื่อนๆที่ได้ยินก็พยักหน้าและเอาของกินเข้าปากต่อโดยไม่รอจิน
ไม่นานนักจินเดินกลับมาพร้อมกับกีตาร์โปร่งสีดำตัวโปรดอันที่เคยเล่นแถวห้างที่เขาเป็นเจ้าของแล้วตอนนี้มาด้วยข้างกาย
อากิโนะมองด้วยดวงตาลุกวาวเมื่อเห็นจินเดินมาพร้อมกับกีตาร์ “เอามาตอนไหนเนี้ย”
“เที่ยวแบบนี้กับเพื่อนทั้งทีจะลืมได้ไงเหล่า ส่วนพวกนายไม่ต้อง นั่งลงและฟังเงียบๆ ก็พอ”จินพูดปรามเพื่อนทั้งสองที่จะลุกขึ้นไปเอาเครื่องดนตรีของตัวเอง
“โธ่เพื่อน งี้ก็อดหล่อเลยสิ ไม่ยอม!”เทนตะงอแงอย่างกับเด็กบิดตัวไปมาจนร้องซี๊ด
ชายหนุ่มปรับจูนสายก่อนพูดกับเทนตะ“เจ็บขนาดนั้นแล้วยังซ่าอีก นั่งฟังไปก็พอ ห้ามร้องด้วย!”
“เออๆ ไม่เล่นก็ไม่เล่นวัยรุ่นเซ็งว่ะ!” แม้จะเชื่อฟังแต่ความงอแงดื้อดึงยังปรากฏให้เห็น
คนอื่นปล่อยหัวเราะกับท่าทางของเทนตะที่ยังคงสามารถสร้างความร่าเริงและเรียกเสียงหัวเราะภายในกลุ่มไว้ได้ตลอดเวลาเทนตะทำหน้างอแงอยู่สักพักราวกับเด็กอยากได้ของเล่นแต่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อให้แต่ต่อมาก็ยิ้มแป้นเมื่อเห็นสแตนยกอาหารชุดใหม่มาวางไว้ด้านหน้าฉกฉวยหยิบกินทันทีส่วนมาโคโตะนั้นก็รู้สึกเช่นเดียวกับเทนตะแต่พอเขาก้มลงมาดูสภาพตัวเองก็ยอมรับมันได้ทันทีรวดเร็ว
หลังจากตั้งสายเสร็จจินก็หันมาถามนักร้องนำของกลุ่มทันที “เอาละนะ อากิโนะ พร้อม!”
อากิโนะยกมือขึ้นอย่างอารมณ์ดีหยิบกระป๋องน้ำอัดลมมาถือคล้ายกับคิดว่าเป็นไมค์ “พร้อมค่ะ!”
หลังจากตกลงเลือกเพลงกันได้แล้วจินเริ่มดีดคอร์ดขึ้นนำทำนองก่อน อากิโนะร้องตามเมื่อถึงท่อนร้องเสียงใสหวานของเธอดังไปทั่วบริเวณเมโลดี้ประสานลงตัวกับคอร์ดที่จินทั้งดีดทั้งเกาชวนไพเราะบทเพลงช่วยขับกล่อมให้คนที่ได้ยินมีช่วงเวลาแห่งความสุข
เรย์กะกับมากิร้องตามบ้างบางจังหวะน่าแปลกไม่น้อยที่มากิก็เสียงดีกับเขาด้วย เธอร้องได้ถูกคีย์มีพลังในน้ำเสียงการชักนำเสียงขึ้นและลงดูราวกับว่าฝึกฝนมาอย่างดีเป็นแรมปีอากิโนะเริ่มทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะคิดว่าตอนนี้เธอจะได้เวลาทำคะแนนนำหน้าทั้งสองแล้วแต่ไม่เลยมันผิดคาดไปจากที่เธอคิดจนทั้งสองคนต่างเริ่มแข่งขันกันโชว์พลังเสียงอย่างไม่ได้นัดหมาย
จินเลิกคิ้วสงสัยปนแปลกใจแต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่ เพราะการนั้นก็ทำให้ทั้งสองร้องออกมาดีขึ้นจนทำให้เพลงน่าฟังเข้าไปอีก ถึงแม้เรย์กะจะไม่ได้ร้องเด่นแต่ก็ทำหน้าที่ร้องเสียงประสานได้อย่างดี ตรงนี้ที่น่าแปลกใจเพราะสาวที่ไม่ค่อยชอบพูดกลับร้องเพลงใบหน้ายิ้มแย้มเป็นอย่างมาก
ทั้งกลุ่มต่างร้องรำทำเพลงกินอาหารกันมีความสุข จนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนทุกอย่างก็เงียบสงบลง
ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องเผยให้เห็นใครบางคนเดินเข้าไปเคาะประตูห้องหนึ่ง
“ว่าไงตัวเอง จะมานอนกับเค้าเหรอจ๊ะ!”เทนตะที่อาบน้ำแล้ว เปิดประตูอยู่ในชุดนอนลายหมีสีน้ำตาลพูดอย่างเชิญชวนจนน่าถีบ
จินยกหมัดขึ้นโชว์แยกเขี้ยวใส่“ซัดสักเปรี้ยงดีไหม! ซื้อทิ้งได้ไหมชุดเนี้ย”
เทนตะทำท่าทำทาง “ไม่ได้! ฮ่าๆอย่างรุนแรงกับเค้านักสิ สาวๆ จ้องมองกันหมดแล้ว เห็นไหม”ชี้นิ้วไปด้านข้างที่สามสาวยืนมองกันตาแป่ว
“เฮ้อ…นี่ยาสองเม็ดสแตนบอกว่าลืมเอาให้นายตอนไปจ่ายเงินให้ที่โรงพยาบาลแบ่งกันกินคนละเม็ดก่อนเข้านอน ไปละ”จินยื่นเม็ดยาสีเขียวสวยงามราวกับมรกตให้กับเทนตะเมื่อเดินผ่านบ้านหลังใหญ่เขาก็เดินโบกมือ พูดลาสาวๆ ก่อนเดินเข้าห้องไป
เทนตะพึมพำกับตัวเองพลางพูดเสียงดังตามหลังจิน“ยาบ้าอะไรวะเนี้ย สวยยังกับหยก เอาไปขายได้ไหม ขอบใจนะตัวเอง!”พร้อมกับมีรังสีอำมหิตจากดวงตาของสาวๆ ทั้งสามคนส่งมาให้อย่างพร้อมเพรียงกัน
“อะไรอีก!”ยืดอกทำหน้าท้าทายสามไม่เกรงกลัว
ทั้งสามคนต่างเอานิ้วชี้ที่เทนตะทำท่าปาดคอโชว์ ทำเอาเขากลืนน้ำลายลงคอยากลำบากรีบเข้าห้องไปรวดเร็ว
มากิเอามือเท้าคางมองออกไปข้างนอกหน้าต่างสายตาจับต้องไปยังบ้านพักของจิน “อยากไปนอนกับนายท่านจัง”
ทันใดนั้นก็มีบางคนนำของที่นุ่มมากฟาดเข้ามาที่หัวของเธอดังปึก! มากิหันกลับไปมองตัวการที่ยืนอยู่ เห็นอากิโนะถือหมอนใบหนึ่งไว้ในมือพร้อมกับยิ้มแห้งๆ ให้
แล้วศึกดวลเดือดของสามสาวโดยใช้อาวุธที่เป็นหมอนเข้าห้ำหั่นกันก็เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระยะ
จินเปิดผ้าม่านมองผ่านหน้าต่างไปยังห้องของสามสาวสลับกับเทนตะและมาโคโตะ“ถึงวันนี้จะวุ่นวายแค่ไหน ยังไงพรุ่งนี้ก็มาถึงอยู่ดี”