The Lost Swordsman

    บทที่ 44 สิ่งที่อยู่ในคันฉ่อง

    “อ้า........!!”
    ยุทธภัณฑ์ในมือจินหมิงโผล่พ้นคันฉ่องมาเพียงครึ่ง แต่อาวุโสและผู้เฒ่าในนิกายนักบุญก็สามารถทราบได้เป็นอย่างดีว่ามันคือสิ่งใด ทว่า เมื่อออกแรงดึงส่วนคมผ่านพ้นแผ่นโลหะ ที่ยามนี้แปรเปลี่ยนสภาพไปไม่ต่างจากวงวารีแล้วนั้น แทบทุกคนในที่แห่งนี้แทบจะอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน
    เคล้งงงงง!!!
    “กระบี่ปีศาจ!”
    “เป็นกระบี่ปีศาจจริงๆ”
    “กระบี่ปีศาจ!!”
    “ไม่คิดว่าจะได้เห็นยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้ออกสู่ภายนอกเร็วเช่นนี้!!”
    กระบี่ปีศาจที่ปรากฏมีด้ามสีดำอมม่วง ส่วนใบกระบี่กว้างกว่ากระบี่ที่พบเห็นได้โดยทั่วไปถึงสามเท่า ทั้งความยาวก็นับว่ายาวกว่าประมาณครึ่งเท่า บนใบกระบี่ตลอดทั้งเล่มมีแถบสีดำและถูกเติมเต็มด้วยตัวอักษรโบราณ มีไอสีม่วงจางๆปกคลุมบนตัวกระบี่โดยทั่ว
    ‘ก็แค่กระบี่หนัก จะตกใจกันไปทำไม ต่อให้เป็นกระบี่ของประมุขรุ่นก่อนแล้วยังไง?’เด็กหนุ่มผู้ผ่านการสดสอบจากเมืองดารากระจ่างชายตามองเล็กๆ
    นอกจากเหมาเว่ยและจินหมิง มันผู้นี้คือเด็กหนุ่มที่ร่วมเดินทางมาในครั้งนั้น ซึ่งเป็นผู้ที่พูดจาไร้มารยามบนเรือลมปราณนามว่าหย่งหนาน มีเส้นผมเป็นสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างเล็กผิวออกขาวเหลืองแต่งกายดูดีหรูหราราคาแพง
    ‘หึ!’
    “ยินดีกับเจ้าด้วยจินหมิง นั่นคือกระบี่ปีศาจของประมุขรุ่นก่อน เป็นยุทธภัณฑ์ระดับตำนานขั้นกลาง ทั่วทั้งใต้หล้านับว่าหาได้ยากยิ่ง มีเพียงจักรพรรดิของอาณาจักรต่างๆ และอีกไม่กี่สำนักดังที่ครอบครองอาวุธระดับนี้อยู่ในมือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยินดีด้วย!”ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าวแสดงความยินดี’วิเศษ!’
    “ขอบคุณครับ..ผู้อาวุโส แต่ว่ามันมีน้ำหนักมากจริงๆ ข้าไม่สามารถยกมันขึ้นมาได้ด้วยมือข้างเดียว”จินหมิงต้องอาศัยทั้งสองแขนเพื่อลากมันไปกับพื้น
    คลื่นนน!
    “ไม่แปลก เจ้ายังต้องฝึกอีกเยอะ วันข้างหน้าเจ้าต้องเป็นกำลังให้นิกายนักบุญได้แน่”
    “ครับ”
    “กระบี่ปีศาจเล่มนี้ต่อไปถือเป็นของเจ้าแล้ว”ผู้อาวุโสสะบัดฝ่ามือให้จินหมิงพ้นออกไป และเอ่ยถามต่ออีกว่า”ผู้ใดจะเป็นคนต่อไป”
    “ข้า...!”
    “ข้า..!”
    ท่ามกลางเสียงศิษย์ใหม่ที่ต่างยกมือขออาสาเป็นคนต่อไป เหมาเว่ยยังคงยืนกอดอกสงบนิ่งรอดูท่าทีต่อไปก่อน ซึ่งระหว่างที่จินหมิงเดินเข้าไปหาเหมาเว่ย ผู้ที่ถูกเลือกเป็นคนต่อไปก็มาถึงหยุดยืนต่อหน้าคันฉ่องสะท้อนใจเสียแล้ว
    “เหมาเว่ย ข้าได้กระบี่ปีศาจ”จินหมิงฉีกยิ้มกว้างแสดงถึงความดีใจอย่างสุดขีด’วิเศษมาก ต่อไปข้าจะต้องแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไปอีก’
    “ยินดีด้วยสหาย แต่ดูนั่นสิ เจ้าเด็กนั่นชื่อว่าอะไรนะ หย่งหนานใช่ไหม”เหมาเว่ยพูดถึงผู้ที่กำลังจะยื่นแขนเข้าไปยังคันฉ่องสะท้อนใจ พร้อมกันนั้น ได้เอ่ยถามถึงข้อสงสัยเล็กๆ”จินหมิง ดาววาสนาของเจ้ามีกี่ดวง?”
    ชายหนุ่มผู้กำลังลากกระบี่หนักยื่นใบหน้าเข้าไปกระซิบเบาๆ“ข้าถือว่าเจ้าเป็นสหายจะบอกให้ก็ได้ แต่มันเป็นความลับของข้า...เจ้าห้ามบอกใครเชียวนะ”
    “ได้...ข้าจะไม่บอกใคร”
    “หกดวง พรสวรรค์พยัคฆ์น่ะ แต่ไม่ใช่พยัคฆ์ธรรมดานะ เป็นพยัคฆ์เขี้ยวสมุทร และที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อฝึกใช้เจ้าสิ่งนี้อยู่ เพราะที่ตระกูลข้าสอนได้แค่วิชาทั่วไปและการบ่มเพาะพลังเท่านั้น”จินหมิงบอกความลับของตนให้แก่สหายที่รู้จักได้เพียงไม่นาน แต่ทว่า
    “ตำรายุทธ!!”
    “ตำรายุทธ??”
    พริบตานั้นสิ่งที่หย่งหนานนำออกมาจากคันฉ่อง ได้สร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ที่อยู่ในบริเวณโดยรอบเล็กๆในข้างตน ทว่า เมื่อหย่งหนานคลี่ตำราในมือออกมาดู กลับกลายเป็นเสียงขบขันเล็กๆดังกระหึ่มไปทั่วห้องโถงใต้ดิน
    “วิชาตัวเบา เหยียบเรือเทียมเมฆระดับยอดเยี่ยมขั้นต่ำ”
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! วิชาระดับนี้ไม่นับเป็นของวิเศษหรอกนะ อยากจะรู้จริงๆมันเคยเป็นของผู้ใด ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    “ใช่ๆ ใครกันนำมันใส่เข้าไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
    “..............”เด็กหนุ่มนามหย่งหนานขบกัดฟันแน่น จิตใจคับแคบเต็มไปด้วยโทสะ’บัดซบ! ทำไมข้าถึงได้ตำราชั้นสวะเช่นนี้!!’
    ทั้งที่ภายในใจต้องการจะฉีกตำราบนมือและเหวี่ยงอัดกับพื้นให้แหลก แต่ทว่า เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยยอดฝีมือ เด็กหนุ่มดังกล่าวคงทำได้เพียงแค่กำหมัด ยอมเก็บสิ่งที่ได้เข้าสู่ถุงจักรวาลข้างเอวเท่านั้น
    ‘กล้าหัวเราะเยาะข้า ฝากไว้ก่อนเถอะ ภายหน้าต้องได้เห็นดีกัน!!’
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
    ‘ระดับต่ำยิ่งกว่าท่าร่างอัสนีของข้าอยู่มากโข น่าตลกจริงๆ’เหมาเว่ยฉีกยิ้มบางๆกอดอกดูคนถัดไปอย่างใจเย็น
    “คนต่อไป...เชิญ”ผู้อาวุโสผายมือให้หย่งหนานหลบออกไป และเรียกคนต่อไปเข้ามาแทน
    “ครับ”
    “เจ้าสินะที่ผ่านการทดสอบเป็นลำดับสอง เฟิงอวิ๋น ตระกูลเฟิงและหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้า เป็นอะไรกับเจ้าล่ะ??”
    “เฟิงอวิ๋นเป็นบุตรชายคนเล็กของตระกูลเฟิงหลัก บิดาข้าคือเจ้าของหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้า!”
    ผู้อาวุโสเอ่ยถามเล็กๆแต่ก็ได้ความกระจ่าง เฟิงอวิ๋นผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดาเป็นชายรูปงามในชุดสีขาว พร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้ากล่าวถึงฐานะตน มันเป็นผู้ที่เหยียบกระบี่บินขึ้นสู่ยอดเขา กลายเป็นผู้ชนะผ่านการทดสอบอย่างรวดเร็วเป็นลำดับสอง
    ‘ลูกเจ้าของหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้าหรอกหรอ เจ้านี่รวยไม่เบาเลย’เหมาเว่ยเพ่งมองไปยังผู้ที่กำลังสัมผัสคันฉ่องสะท้อนใจ
    ฟืบบบบ!!
    “ตำราอีกแล้ว?”
    “.......”
    “............”
    สิ่งที่ติดไม้ติดมือเฟิงอวิ๋นออกมานั้น เป็นเพียงตำราเล่มสีดำสนิทโดยมีตัวอักษรระบุไว้เพียงว่า ลมหายใจภูติ ซึ่งจากที่ได้รู้จากปากเหล่าผู้อาวุโสหลังจากนั้น หนุ่มรูปงามฐานะร่ำรวยได้รับคัมภีร์การบ่มเพาะพลังที่ดูไม่ธรรมดาเช่นกัน
    “เคล็ดบ่มเพาะ ลมหายใจภูติงั้นหรือ หากข้าจำไม่เป็น เคยเป็นของผู้เฒ่าของนิกายท่านหนึ่งเมื่อสองร้อยปีก่อน”
    ‘หึ...ก็นับว่าไม่ได้เลวร้ายอันใด’เฟิงอวิ๋นเผยรอยยิ้มเล็กๆ หากแต่ความเป็นจริงมันก็มิได้ขาดหวังอันใดนัก เมื่อตระกูลเฟิงเป็นเจ้าของหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้า การหาตำราบ่มเพาะสักเล่มหรือของวิเศษอื่นๆย่อมเป็นเรื่องง่าย
    ‘ตำราบ่มเพาะ ข้าเองก็มีอีกหนึ่งเล่มที่ยังไม่ได้ฝึก เกือบไปลืมเสียแล้ว เคล็ดมารรัญจวนเล่มนั้น’เหมาเว่ยนึกถึงสิ่งที่อาจารย์ของตนทิ้งไว้ให้ในอดีต
    “เจ้าสองคน ใครจะเป็นคนต่อไป”ผู้อาวุโสคนเดิมหันไปยังเหมาเว่ยสลับกับอีกคนที่เหลืออยู่
    “ข้า”
    ผู้ที่กำลังเสนอตัวเป็นคนต่อไป คือหนุ่มรูปงามอีกคนที่ทั่วทั้งศีรษะประดับด้วยเส้นผมสีทองเป็นประกาย สวมชุดสีขาวขลิบทองดูปราณีตแตกต่างจากผู้คนทั่วไปอย่างเด่นชัด
    “องค์ชายเฟยเทียนสินะ”
    “ถูกต้อง ข้าคือเฟยเทียน บิดาข้าคือจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเพลิงหงสาคนปัจจุบัน”เฟยเทียนกล่าวแนะนำตัวเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าและท่าทียะโสแสดงออกมาอย่างเด่นชัด
    “ต่อให้เป็นบิดาเจ้ามาเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎ หากเข้าร่วมนิกายนักบุญก็นับเป็นศิษย์ทั่วไป ไม่มีสิทธิ์พิเศษมากไปกว่าศิษย์คนอื่นๆ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”ผู้เฒ่าท่านหนึ่งเปล่งเสียงมาจากด้านหลัง เพื่อกล่าวเตือนสติองค์ชายผู้สูงศักดิ์เล็กๆ
    “ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปข้าคือเฟยเทียน เป็นเพียงศิษย์นิกายนักบุญ”เฟยเทียนฉีกยิ้มบางๆก่อนจะยื่นมือไปสัมผัสคันฉ่องสะท้อนใจ’เหตุใดท่านพ่อถึงต้องให้ข้ามายังสถานที่แห่งนี้ด้วย ต่อให้ท่านพ่อข้ามาเองงั้นเหรอ เกรงว่าพวกเจ้าจะก้มหัวให้สิไม่ว่า’
    วูบบบบบบบบบ!!!
    พริบตาที่บางสิ่งหลุดพ้นจากคันฉ่องด้วยน้ำมือของชายรูปงามผู้สูงศักดิ์ ไอร้อนระอุมาพร้อมกับแสงสีแดงส่องสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ กระทั่งใครต่อใครต่างยกฝ่ามือขึ้นมาบดบังสายตา สิ่งที่ปรากฏออกมานั้น เป็นเกราะอ่อนสีทองมีลวดลายดุจดั่งขนนกสีแดงฉานประดับไว้อย่างงดงาม
    เพียงแต่ขนนกที่ปรากฏอยู่นั่นปลดปล่อยเปลวไฟอ่อนๆราวกับว่ามันยังมีชีวิต
    ‘รึว่าท่านพ่อทราบตั้งแต่แรก เหตุผลที่ให้ข้ามาที่นี่ก็เพื่อ....’เฟยเทียนเบิกตากว้างทอประกายอย่างที่ถึงสุด
    “เกราะอ่อนหงส์เพลิง ต้องไม่ผิดแน่ นั่นคือเกราะอ่อนหงส์เพลิง ยุทธภัณฑ์ระดับมายาขั้นสูง”
    “ว่ากันว่าในอดีตหลายร้อยปีก่อน เคยมีองค์ชายจากอาณาจักรเพลิงหงสาเป็นศิษย์ของนิกายเรา ซ้ำยังกลายเป็นหนึ่งในหกผู้เฒ่า ดูท่าจะเป็นเรื่องจริง”
    “ข้าก็เคยเห็นผ่านตาจากบันทึก เกราะอ่อนหงส์เพลิงเคยเป็นสมบัติของอาณาจักรเพลิงหงษา แต่ผู้เฒ่าท่านนั้นได้ทิ้งเอาไว้ให้แก่นิกายก่อนจะตาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า! บัดนี้เกราะอ่อนหงส์เพลิงได้กลับสู่มือลูกหลานตระกูลเฟย นับเป็นวาสนาโดยแท้”
    สามในหกผู้เฒ่าที่ต่างเฝ้าดูเหตุการณ์ตรงหน้า ถึงกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงเรื่องราวยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้ มิหนำซ้ำต่อมายังกล่าวถึงความสามารถอันแสนวิเศษด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกทอดสายตาไปไกล
    “เกราะอ่อนที่มีส่วนประกอบหลักในการสร้างมาจากขนช่วงอกและขนส่วนหัวของหงส์เพลิง เป็นเกราะอ่อนที่สามารถฟื้นฟูตนเองได้ ทั้งยังฟื้นฟูร่างผู้ที่สวมใส่จากบาดแผลให้หายเป็นปลิดทิ้งในทันที หากไม่ถูกทำลายจุดสำคัญคงไม่ต่างอันใดกับการเป็นอมตะ ถือว่าเป็นของวิเศษอย่างแท้จริง!!”
    ภายในห้องพลันเข้าสู่ความเงียบสงบตั้งใจฟังถึงสิ่งที่ได้ยิน หลายคนในที่นี่เบิกตากว้างตกใจกับความสามารถเกราะอ่อน ต่างจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่บนมือของชายหนุ่มโดยไม่วางตา
    ‘เฮ้ย...เฮ้ยย มันจะไม่แฟนตาซีไปหน่อยหรอ ฟื้นฟูร่างได้ทันทีเนี่ยนะ’เหมาเว่ยเลียริมฝีปากอดคิดไม่ได้ถึงความสามารถสิ่งที่อยู่ตรงหน้า การฟื้นฟูบาดแผลบนร่างกายนับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินกว่าจะจินตนาการในโลกของเขา
    “วิเศษ!! วิเศษจริงๆ”
    “ตาเจ้าแล้วเจ้าหนุ่ม เจ้าชื่ออะไรนะ?”ผู้อาวุโสส่งเสียงเรียกจนผู้คนภายในที่แห่งนี้พลันได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง
    “ครับ ข้าเหมาเว่ย!”
    “เหมาเว่ย เข้ามาตรงนี้สิ และยื่นฝ่ามือเจ้าเข้าไป”
    “ครับ”
    เหมาเว่ยกลายเป็นคนสุดท้ายที่ได้สัมผัสคันฉ่องสะท้อนใจ เขายื่นมือออกไปตามคำกล่าวแต่โดยดี พร้อมกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระรัว คล้ายจะหลุดออกมาภายนอกก็มิปาน
    ‘ตื่นเต้นชะมัด ไม่รู้ว่าจะได้สิ่งใดกลับมา แต่ถ้าให้ดีขออาวุธดีๆ จนถึงตอนข้ายังไม่มีอาวุธใช้เลยสักชิ้น’เหมาเว่ยขบริมฝีปากแน่นสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ภายใน’รู้สึกโล่งๆเย็นๆ อะ...นั่นไงเข้ามือมาแล้ว’
    ใบหน้าชายหนุ่มเริ่มปรากฏหยาดเหงื่อ เมื่อมีบางสิ่งติดเข้ามาในมือในชั่วอึดใจนั้น
    ‘แข็งๆอย่างนี้ จับเหมาะๆแบบนี้ชัดเลย ไม่ด้ามกระบี่ก็ด้ามดาบชัดเจน’เหมาเว่ยฉีกยิ้มเล็กๆออกแรงดึงสิ่งที่อยู่ในมือออกมาให้มากขึ้น’แต่ทำไมรู้สึกเบาแปลกๆ’
    ฟืบบบ!!
    คลื่นนน คลื่นนนนนน!!
    กึกกก กึกก กึก กึกกกก!!
    วูบบบบ!!
    ทันทีที่ชายหนุ่มกระชากมือให้หลุดออกจากคันฉ่องสะท้อนใจ การสั่นสะเทือกเล็กๆพลันปรากฏก่อนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดปลายแขนได้บังเกิดคลื่นปราณที่กำลังปะทุ จนหลายคนในที่นี้ต้องโคจรพลังออกมาต้านรับ
    “นั่นอะไรน่ะ”
    “เป็นของวิเศษชิ้นใดกัน นอกจากไอปราณที่กำลังปะทุ มันยังแฝงไปด้วยจิตสังหาร”
    “อ้า....!!”
    วูบบบบ!!
    ทว่า เมื่อเหมาเว่ยนำสิ่งที่ได้ออกมาสู่ภายนอก ของวิเศษที่ปรากฏกลับเป็นเพียงด้ามกระบี่ที่ไร้ใบ มีเพียงส่วนที่ใช้ยึดจับเท่านั้นติดมือออกมา
    “มีแค่ด้าม!!!?"

    คล้ายกับเรื่องThe Lost Swordsman ที่คุณอ่าน