ตอนที่ 37 :ข้ามีกวีบทหนึ่ง มิทราบว่าพรสวรรค์สูงกี่ถัง
“หัวเราะต่ออีกเสียหน่อยไหม”
หลินอี้กล่าวขึ้นมาโดยพลันเขาทำการปลุกปั่นอารมณ์ของฝูงชนอีกคราว
“ไม่เจียมตัว”
“ใกล้จะตายแล้วยังปากดี ศิษย์พี่หลี่ให้เขาปีนขึ้นไป”
“ข้ารับท่าทีหยิ่งยโสของเจ้าเด็กนี่ไม่ได้ศิษย์พี่หลี่ ให้เขาคุกเข่ารับผิด และขอโทษมา”
พวกเขาต่างก็ด่าทอหลินอี้ ใบหน้าแต่ละคนต่างก็แดงก่ำ
“เรื่องนี้...”
คณบดีเจิ้งจือชิวและเฉินจิ้นเป่ยอดที่จะกุมหน้าผากไม่ได้นิสัยของหลินอี้จะเถรตรงเกินไปแล้ว
ซูหวายจื้อเองก็ตื่นตกใจไปด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นทุกคนเดือดพล่านหลี่เหวินโป๋โบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง เขาจ้องไปทางหลินอี้และกล่าวว่า“ข้าว่าเจ้าคงเป็นพวกไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาสินะ”
“ให้คนมาตรวจสอบดู บทกวีของข้ามีพลังพรสวรรค์สูงกี่ถังกัน”
หลี่เหวินโป๋โบกมือและให้บัณฑิตผู้หนึ่งขึ้นมาด้านหน้า
บัณฑิตผู้นั้นยกบทกวีของหลี่เหวินโป๋บนโต๊ะขึ้นมาอย่างระมัดระวังสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย และกล่าวว่า “พลังพรสวรรค์สูงถึงสี่ถังมีน้ำหนักสี่สิบกว่าชั่ง”
“ดี”
เหล่าบัณฑิตต่างก็ส่งเสียงร้องยินดีต่างก็ตื่นเต้นจนหน้าแดง
เหล่าอาจารย์ต่างก็ลูบเคราเบา ๆและหัวเราะขึ้นมา
ถึงแม้จะมิได้ไปถึงขั้นทะลวงแดนที่หนักห้าถังแต่พลังที่สูงถึงสี่ถังก็ยังถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในสำนักศึกษาผิงโจวเช่นกัน
ปึง
ยามที่บัณฑิตผู้นั้นกำลังนำบทกวีวางลงบนโต๊ะใหม่อีกคราวโดยไม่ทันระวัง กระดาษแผ่นนั้นก็ตกลงกับโต๊ะ
เกิดเสียงดังหนักแน่นราวกับเหล็กตกลงไปบนนั้นก็มิปาน
ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้าตกใจ
“เสียงนี้... ช่างไพเราะเสียจริง”
หลี่เหวินโป๋จมดิ่งอยู่กับเสียงที่ดังขึ้นมาเมื่อครู่จ้องมองท่าทางของบัณฑิตและอาจารย์ทุกคน ก็แอบรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
แต่เขาก็มิได้หลงลืมเป้าหมายของตนเองเช่นกันกดขี่หลินอี้ไว้ และให้คณบดีเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเขา
และยกเขาให้เป็นศิษย์สายตรงคนที่สามของท่านคณบดี
“เป็นอย่างไร พลังสูงถึงสี่ถัง บทกวีของเจ้าเล่ากลัวว่าจะเบาราวขนนกหรือ”
หลี่เหวินโป๋มองเยาะเย้ยหลินอี้และกล่าวว่า “ตามประเพณีของสำนักศึกษา ตอนนี้เจ้าสามารถเข้าไปในสำนักศึกษาได้แล้วแต่ว่า... ต้องปีนเข้าไป”
“ปีน”
“ปีน”
“เจ้าโง่ ปีนขึ้นไปสิ”
บัณฑิตเหล่านั้นต่างตะโกนเสียงดังแต่ละคนต่างก็แสดงสีหน้าอัปลักษณ์ ทั้งยังระบายโทสะในใจของพวกเขาออกมา
หลินอี้ถอนหายใจและส่ายหน้า
แต่แล้วซูหวายจื้อก็เดินออกมาและกล่าวว่า “ข้า... ข้าจะปีนแทนหลินอี้ ได้หรือไม่ เขาคือปัญญาชนมิอาจทนรับความอัปยศเยี่ยงนี้ได้...”
เฉินจิ้นเป่ยตื่นตระหนก “อาจารย์ซูมิได้”
“อาจารย์ซู มิได้เป็นอันขาด”
คณบดีเจิ้งจือชิวเองก็ตกใจเช่นกันต่างรีบปรี่เข้าไปขวางซูหวายจื้อเอาไว้
นี่คือผู้อาวุโสที่สอนสั่งอัจฉริยะอย่างหลินอี้มาหากเขาต้องปีนขึ้นไป คาดว่าหลินอี้คงได้หันหลังให้สำนักศึกษาเป็นแน่
หลินอี้เองก็คาดไม่ถึงว่าซูหวายจี้จะลุกขึ้นมาในตอนนี้ภายในใจเขารู้สึกตื้นตันและไม่อาจทนได้อีกต่อไป
มิมีผู้ใดมองเขาในแง่ดีเลยรึ
“ผู้ใดจะได้ปีน ยังมิได้ตัดสิน”
หลินอี้มองไปยังบัณฑิตที่กำลังทำสีหน้าเยาะเย้ยมือขวาทาบอยู่บนกระดาษทดสอบ และกวาดออกในฉับพลัน...
ในตอนนั้นเอง
แผ่นกระดาษค่อย ๆ คลี่ออกช้า ๆหลินอี้จ้องมองเหล่าบัณฑิตและอาจารย์ และกล่าวเสียงเข้มว่า
“ข้ามีกวีหนึ่งบทมิทราบว่ามีพลังพรสวรรค์อยู่กี่ถังเช่นกัน”
ทันใดนั้นเอง
พลังพรสวรรค์ปรากฏบนแผ่นกระดาษแสงสีทองละลานตา ลอยขึ้นมาจากกระดาษทีละสาย และกระจายไปทั่วอากาศ
จนถึงขั้นแสงสีทองเหล่านั้นราวกับพลังของกระบี่ ทั้งยังมีลำแสงที่เฉียบคมอีกหนึ่งชั้นแยงสายตาของบัณฑิตทุกคนจนลืมตาไม่ขึ้น ราวกับเป็นกระบี่สังหารที่หลุดออกมาจากฝัก
และในขณะเดียวกันนั้น
ลำแสงสีทองนั้นมีกลิ่นหอมของตำราแฝงอยู่ทำให้ดอกไม้ใบหญ้าที่ตีนภูเขาสำนักศึกษาราวกับได้รับน้ำพุแห่งจิตวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น ต่างก็เจริญเติบโตอย่างที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เผยให้เห็นถึงนิมิตมหัศจรรย์ของความโชคดี
ในยามที่แผ่นบทกวีคลี่ออกจนสุดกระดาษซวนจื่อทั้งแผ่นก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทอง
ดวงตามองเห็นอักขระสีทองลอยขึ้นมาในแสงสว่างจากนั้นก็รวมตัวกันจนเป็นเสาสีทอง และพุ่งขึ้นไปบนชั้นเมฆ
ภายในจิตใจของทุกคนถูกโจมตีโดยสมบูรณ์ในทันที
และทันใดนั้นเอง
ที่ตีนเขาของสำนักศึกษาทุกอย่างเงียบสงัด จนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตก ราวกับเวลาได้หยุดลง
บัณฑิตและอาจารย์ทุกคนรวมไปถึงคณบดีเจิ้งจือชิว เฉินจิ้นเป่ยและซูหวายจื้อต่างก็จ้องมองฉากตรงหน้านี้ด้วยดวงตาที่เบิกโพลง
โดยเฉพาะหลี่เหวินโป๋และเหล่าบัณฑิตที่ส่งเสียงโหวกเหวกเหล่านั้น
ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือด อ้าปากค้างต่างมีดวงตาตกตะลึง
พวกเขาจ้องมองฉากตรงหน้าอย่างเหม่อลอยสีหน้าแปรเปลี่ยนดูหวาดกลัว ราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น
ร่างกายสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
“หา...”
หลี่เหวินโป๋มิอาจห้ามปราบความตื่นตระหนกภายในใจส่งเสียงร้องออกมาจากในลำคอ จนทำลายความเงียบของโลกใบนี้ลง
ติ๊ง
จากนั้นเสาสีทองก็ทะลุชั้นเมฆขึ้นไปและเกิดเสียงเสนาะหูดังมาจากชั้นฟ้าขึ้นมาในพลัน
“เสียงสวรรค์เส้นทางวรรณกรรม”
อาจารย์บางท่านตะลึงงันจนส่งเสียงหวีดร้องแสบแก้วหู
ครืน ! !
เหล่าบัณฑิตต่างก็ตกตะลึง จนสมองของพวกเขาว่างเปล่าขนตามร่างกายลุกชัน ทั่วทั้งร่างนิ่งเกร็งไปหมด
พวกเขาไม่เคยได้ยินเสียงสวรรค์ของเส้นทางวรรณกรรมมาก่อนแต่ก็ทราบได้ว่ามันคืออะไรเช่นกัน
นี่คือเสียงการปรากฏตัวของกู่ก้องแดนพรสวรรค์
เป็นพลังพรสวรรค์ที่สะเทือนไปถึงฟ้าดิน
ปัญญาชนทั่วทั้งเมือง ต่างก็ได้ยินเสียงสวรรค์ของเส้นทางวรรณกรรมกันถ้วนหน้าแสดงถึงการปรากฏตัวของบทกวีบทความระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์ความเฟื่องฟูของเส้นทางวรรณกรรม
จนถึงขั้นที่มีปัญญาชน ที่หลังจากที่ได้ยินเสียงสวรรค์ของเส้นทางวรรณกรรมนี้เหวินกงก็ได้รับการชำระล้าง จนสามารถก้าวหน้าไปได้อีกหนึ่งขั้น
ราวกับเส้นทางวรรณกรรมได้อวยพรให้ก็มิปาน
“เป็นบทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์อีกแล้วจะต้องเป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยมอีกเป็นแน่”
คณบดีเจิ้งจือชิวขนลุกไปทั้งตัวเขาตื้นตันจนสั่นไปทั้งร่าง และกล่าวไร้สติว่า “กู่ก้องแดนพรสวรรค์ หลินอี้เจ้าทราบหรือไม่ว่าตอนนี้ข้าอยากกล่าวอะไรมากที่สุด หากฟ้ามิกำเนิดหลินอี้ลงมาเส้นทางวรรณกรรมจะอยู่ในความมืดไปอีกนาน”
“ในอดีตมีฉาวที่ประพันธ์บทกวีได้ใน 7 ก้าววันนี้มีหลินอี้ ที่สามารถประพันธ์บทกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์ถึงสองบทได้ภายในหนึ่งวันตั้งแต่อดีตจนตอนนี้มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น”
ตึก
หลี่เหวินโป๋ที่ได้ยินดังนั้นทรุดตัวนั่งลงกับพื้นมองม้วนกระดาษสีทองบนโต๊ะตรงหน้าของหลินอี้ และเอ่ยพึมพำว่า “เป็น...เป็นไปได้อย่างไร”
ในยามนั้นความอวดดีของเขาถูกบดขยี้ลงกับพื้นอย่างไร้ความปรานี
อาจารย์ที่เดิมทียังหัวเราะเยาะหลินอี้ในยามนี้ก็นิ่งบื้อราวกับท่อนซุงเช่นกัน
ยืนเหม่ออยู่กับที่
ยังไม่สามารถทำใจยอมรับฉากที่น่าหวาดกลัวนี้ได้
ตริ๊ง~
ตริ๊ง~
ตริ๊ง~
ทันใดนั้นเอง กระดิ่งวรรณกรรมของสำนักศึกษาผิงโจวก็ส่งเสียงขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งอีกคราว และมิมีท่าทีจะหยุดลง
“กระดิ่งวรรณกรรม...เกิดอะไรขึ้นกับกระดิ่งวรรณกรรม”
“ทำไมถึงส่งเสียงดังไม่หยุดกัน”
“ช่วงเช้าวันนี้ก่อนที่กระดิ่งวรรณกรรมจะดัง เหมือนว่าข้าจะได้เสียงสวรรค์ของเส้นทางวรรณกรรมเช่นกันแต่มิได้ส่งเสียงอย่างบ้าคลั่งเฉกเช่นในตอนนี้...”
เหล่าอาจารย์ต่างก็ได้สติกลับมาด้วยเสียงของกระดิ่งวรรณกรรม
“ข้าจะไปดูเป็นไปได้ว่ากระดิ่งวรรณกรรมจะชำรุดแล้ว ถึงทำให้ทุกคนจมดิ่งอยู่กับภาพหลอน...”
จางเมี่ยวหยุนไม่สามารถยอมรับได้ว่าหลินอี้ได้บดขยี้ลูกศิษย์ของเขาอย่างโหดเหี้ยม
เขาจึงตัดสินใจไปตรวจสอบ
ฟึบ
จางเมี่ยวหยุนเร่งพลังพรสวรรค์ร่างหายไปเหลือแต่ความว่างเปล่า หายตัวไปจากตีนเขารุดหน้าไปตรวจสอบสภาพของกระดิ่งวรรณกรรม
หลี่เหวินโป๋ที่ได้ยินคำพูดของจางเมี่ยวหยุนก็รู้สึกถึงคว้าฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้ เขาแสยะยิ้มและกล่าวว่า“กระดิ่งวรรณกรรมชำรุดเสียแล้ว นี่คือความฝัน มิมีทางเป็นกู่ก้องแดนพรสวรรค์มิมีทางที่จะเป็นกู่ก้องแดนพรสวรรค์ไปได้”
“โง่เขลา”
หลินอี้มองไปทางหลี่เหวินโป๋อย่างไม่ยี่หระ
บทกวีนี้ตรงกับจิตใจและสถานการณ์การที่สามารถไปถึงขั้นกู่ก้องแดนพรสวรรค์ ได้อยู่ในการคาดการณ์ของเขาไว้แล้ว
จนถึงขั้นที่สูงกว่ายามประจันหน้ากับคณบดีเหอเหวยจวินแห่งสำนักศึกษาจวินจี๋อยู่เล็กน้อย
คณบดีเจิ้งจือชิวกล่าวเสียงเข้ม“เจ้าพวกน่าสังเวช”
เฉินจิ้นเป่ยมองเหล่าบัณฑิตที่ตะลึงงันและถอนหายใจ “จะกลุ้มใจไปทำไม หากฟังท่านคณบดีกันตั้งแต่แรกพวกเจ้ายังสามารถปรองดองกับหลินอี้ได้ แต่ตอนนี้ก็... นึกเสียใจกันแล้วสิ”
ตูม !
ในตอนนั้นเอง
เสียงดังกัมปนาทดังไปทั่วทั้งสำนักศึกษาบนยอดเขาสีหน้าของเจิ้งจือชิวเปลี่ยนไปในทันที
“อ๊าก...”
จากนั้นก็มีเสียงร้องโหยหวนดังตามมา มีหนึ่งร่างร่วงหล่นมาจากความว่างเปล่านั่นคืออาจารย์จางเมี่ยวหยุนที่ไปตรวจสอบสภาพของกระดิ่งวรรณกรรมนั่นเอง