หลินอวี่จ้องมองยอดเขาอันงดงามที่ปรากฏแก่สายตาเมื่อไร้ซึ่งสายรัดเอวพันธนาการ ประหนึ่งหิมะที่ค่อย ๆ ละลายเผยให้เห็นดอกไม้สีแดงแห่งฤดูใบไม้ผลิ เขาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการเป็เดรัจฉานกับการเป็คนที่ยิ่งกว่าเดรัจฉาน
ยังไม่ทันที่เขาจะตัดสินใจยอมเสี่ยงที่จะช็อกอีกรอบ เพื่อรับหน้าที่เ้าบ่าว หยางเวยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ถอดเสื้อตัวนอกออกกะทันหัน เผยให้เห็นชุดซับในสีแดงอ่อนปักลายเป็ดป่า แล้วโอบแขนของเขาไว้
"พี่หลินต้องนอนตรงกลางระหว่างพวกเราสิเ้าคะ"
นางพูดราวกับว่าเป็เื่ปกติธรรมดา ทว่าหลินอวี่ััได้ถึงความแห้งแล้งไร้เนื้อหนังของเป็ดป่าในชุดซับในนั้น จึงรีบชักแขนกลับ
หากต้องร่วมหอลงโรงกับเฉินเจียวเหนียงเพียงลำพัง เขาคงไม่มีความรู้สึกผิด แต่การจะกลายเป็เดรัจฉานต่อหน้าหยางเวยนั้น เขาทำใจลงมือไม่ลงจริง ๆ หากคิดจะให้ทั้งสามคนนอนร่วมเตียงเดียวกัน เห็นทีต้องบำรุงร่างกายอีกสักปี
"เตียงนี้เล็กเกินไป นอนได้แค่สองคน พวกเ้านอนบนเตียงเถิด ข้านอนบนเก้าอี้เอง"
หลินอวี่พูดโดยไม่รอคำค้าน พร้อมกับกอดหมอนสีดำ ลากเก้าอี้ไม้ไผ่สองตัวไปไว้ที่ประตู เขายังไม่ลืมว่าในหมู่บ้านยังมีพวกเดรัจฉานอีกไม่น้อยที่จ้องจะสวมเขาให้เขาอยู่
"เอี๊ยด" ประตูห้องบดบังแสงจันทร์อันริบหรี่จากภายนอก
หยางเวยที่นั่งอยู่ริมเตียงรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าหลินอวี่ไม่ขึ้นเตียงจริง ๆ จึงพับเสื้อตัวนอกวางไว้ที่หัวเตียงแล้วล้มตัวลงนอน ไม่นานนักก็มีเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอดังขึ้น นางหลับได้สนิทกว่าเ้าของบ้านเสียอีก
ในขณะที่เฉินเจียวเหนียงนอนอยู่บนเตียงฟางที่ค่อนข้างแข็งและระคายผิว นางคอยชำเลืองมองไปทางประตูห้องเป็ระยะ ๆ มองอยู่เช่นนั้นเกือบครึ่งชั่วยาม ในใจทั้งคาดหวังให้สามีขึ้นมานอนด้วยกัน และกังวลว่าพรุ่งนี้เช้าจะตื่นไม่ไหวจนเสียงานเสียการ
"นอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องเคี่ยวน้ำตาลเอาไปขายอีกนะ"
จนกระทั่งหลินอวี่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ เมื่อนางได้ยินดังนั้นจึงรีบหลับตาลง เดิมทีคิดว่าจะยังตื่นเต้นอยู่อีกนาน แต่คงเป็เพราะเหนื่อยเกินไป หรือไม่ก็เพราะความสบายใจ ไม่นานนักนางก็หลับสนิทไป
เหลือเพียงหลินอวี่ที่เกาเป้ากางเกง อยากจะพลิกตัวแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่จ้องมองเพดานที่มีแสงลอดผ่านพลางนับแกะ สุดท้ายเขาก็ย่องออกไปปัสสาวะรอบหนึ่ง แล้วกลับมาล้มตัวลงนอน
วันรุ่งขึ้น เมื่อไก่เพิ่งจะขัน เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยก็ตื่นขึ้นตามลำดับ หลินอวี่ตื่นขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทั้งสองคนลงจากเตียง เห็นทั้งคู่เริ่มทำความสะอาดห้องอย่างคล่องแคล่วก็รู้สึกสงสารจับใจ
"พอหาเงินก้อนนี้ได้แล้ว ข้าจะให้พวกนางได้พักผ่อนให้เต็มที่เลย"
เขาตื่นแต่เช้าเพื่อต้มไข่ในน้ำตาลแดงรองท้อง อาศัย่ที่น้ำค้างยังหนาและน้ำเลี้ยงยังเต็มที่ เคี่ยวน้ำตาลทรายแดงเพิ่มอีกสามสิบจิน หลังจากนี้ไม่มีอ้อยป่าต้นไหนที่คั้นน้ำออกมาได้อีกแล้ว
"รีบทำกับข้าวทานเถิด ตอนเที่ยงจะได้เข้าเมืองไปขายน้ำตาล"
หลินอวี่นำน้ำตาลทรายแดงทั้งหมดสี่สิบจินห่อด้วยผ้าขาวบางใส่ลงในตะกร้าสะพายหลังเพื่อลดน้ำหนัก โดยให้ตัวเองเป็คนแบก ส่วนอีกยี่สิบจินที่เหลือใส่ในโถดินเผา เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยถือคนละสองโถ
ระหว่างทางหากเจอชาวบ้านถาม ก็แสร้งบอกว่ากำลังจะกลับบ้านเดิม อย่างไรเสีย เื่น่าอายที่บ้านหลินอวี่ไม่มีอะไรจะกินจนต้องต้มน้ำปูนใสดื่มนั้น ชาวบ้านต่างรู้กันทั่ว คงไม่มีใครคิดว่าในตะกร้าสะพายหลังจะมีของดีอะไรบรรจุอยู่
จากการเดินออกจากหมู่บ้านสือหลินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก หากจะเข้าเมืองต้องผ่านอ่าวตงหู หลินอวี่ยืนอยู่ที่ทางแยกซึ่งนำไปสู่ตัวเมืองและหมู่บ้าน เขายังไม่ทันได้ถามทั้งสองคนว่า้าเข้าหมู่บ้านหรือไม่
หยางเวยก็ชิงเดินนำไปยังทิศทางของตัวเมือง พร้อมกับพึมพำว่า "ข้าไม่ได้เหมือนพี่เจียวเหนียงที่มีน้องชายดี ๆ ข้าถูกพวกเขาไล่ออกจากบ้าน ต่อให้พี่หลินมีเงิน ข้าก็จะไม่กลับบ้านเดิมเ้าค่ะ"
"ท่านพี่ ไปกันเถิดเ้าค่ะ"
เฉินเจียวเหนียงรู้ดีว่าหากกลับบ้านเดิม สิ่งที่รอคอยนางอยู่มีเพียงการขับไล่และคำด่าทอ แม้ใจจะห่วงน้องชาย แต่ยามนี้ตัวนางเองยังเอาตัวไม่รอด ไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ กลับไปก็ไร้ประโยชน์
สำหรับเื่ครอบครัวเดิมของทั้งสองคน หลินอวี่ยังไม่สะดวกที่จะซักไซ้ในตอนนี้ ในเมื่อไม่อยากกลับบ้านเดิม เขาก็เคารพการตัดสินใจของพวกนางอย่างเต็มที่
หลังจากออกจากอ่าวตงหูและเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออีกหนึ่งชั่วยามครึ่ง จนกระทั่งเบื้องหน้าไม่มียอดเขาขวางกั้น จากระยะไกล เห็นที่ราบกว้างใหญ่ซึ่งมีเมืองล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐสีเขียวตั้งอยู่ตรงกลาง นั่นคือเมืองอำเภอจิงหยาง
ตัวเมืองจิงหยางไม่ได้ใหญ่โตนัก ยาวจากตะวันออกไปตะวันตกประมาณเจ็ดแปดลี้ กว้างจากเหนือลงใต้สามลี้ มีประชากรอาศัยอยู่หมื่นกว่าคน ทั้งสามคนตรวจสอบทะเบียนบ้านที่ประตูเมือง เมื่อยืนยันได้ว่าไม่ใช่ผู้ลี้ภัยและเป็ราษฎรภายใต้การปกครองของอำเภอจิงหยาง จึงได้รับอนุญาตให้เข้าเมือง
ทันทีที่เข้าเมือง หยางเวยก็มองซ้ายมองขวา รู้สึกว่าทุกอย่างช่างแปลกใหม่ไปหมด
"พี่หลิน แม้ว่าอ่าวตงหูจะห่างจากตัวเมืองเพียงสิบกว่าลี้ แต่ั้แ่ข้าเกิดมา นี่เป็ครั้งแรกที่ได้มาเมืองอำเภอเลยเ้าค่ะ"
หยางเวยกวาดสายตามองร้านค้าที่เรียงรายละลานตาจนมองแทบไม่ทั่ว เมื่อเห็นผู้คนที่เดินบนถนนแต่งกายหรูหรา มีกลิ่นหอมโชยมาตามลม ส่วนนางสวมเพียงชุดยาวผ้าป่าน ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันจึงมีกลิ่นเหงื่อ
เมื่อเห็นคนเดินเข้ามาใกล้ นางจึงรีบหลบไปอยู่ข้างหลังหลินอวี่ ไม่กล้ามองซ้ายขวาอย่างสะเปะสะปะอีก
เมืองอำเภอช่างรุ่งเรืองนัก แต่ดูเหมือนจะไม่เหมาะกับคนบ้านนอกอย่างนาง เฉินเจียวเหนียงเองก็เพิ่งเคยมาเมืองอำเภอเป็ครั้งแรก นางระงับความตื่นเต้นแล้วเอ่ยถามว่า "ท่านพี่ พวกเราจะไปขายน้ำตาลที่ไหนกันดีเ้าคะ?"
หรือว่าต้องไปยืนะโขายของกลางถนนเหมือนพวกพ่อค้าแม่ค้าเ่าั้?
"ไปที่หอสุราชิงเจียง"
หลินอวี่ชี้ไปยังอาคารไม้สี่ชั้นที่สูงที่สุดบนถนนสายหลัก หอสุราชิงเจียงเป็สิ่งก่อสร้างที่เป็จุดสังเกตของเมืองจิงหยาง เ้าของฉากหน้าคือญาติของนายอำเภอ แต่ผู้ควบคุมตัวจริงว่ากันว่าเป็ลูกหลานตระกูลใหญ่
เนื่องจากเหตุผลเื่การเลือกข้างใน่า ก่อนที่ฮ่องเต้จะทรงตัดสินพระทัย ตระกูลใหญ่หลายตระกูลจึงเลือกที่จะไม่เปิดเผยความมั่งคั่ง ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็ใคร แม้แต่บิดาของเ้าของร่างเดิมที่ทำงานที่นี่มาสิบกว่าปีก็ไม่เคยได้ยิน
หลังมื้ออาหารยามบ่าย เป็่เวลาที่หอสุราว่างเว้นจากลูกค้า หลินอวี่เดินเข้าไปในโถงใหญ่ เถ้าแก่เฒ่าที่กำลังสัปหงกอยู่ตรงโต๊ะบัญชีลืมตาขึ้นมองให้ชัดเจน แล้วก็สะดุ้งะโขึ้นจากเก้าอี้ทันที
"เ้าอวี่... เ้ามาได้อย่างไร?"
เถ้าแก่เฒ่านามว่าถง มีความสัมพันธ์อันดีกับบิดาของร่างเดิม เมื่อเห็นหลินอวี่มาถึงก็ทั้งใและดีใจ รีบถามไถ่ทันที
"ที่บ้านขาดแคลนอาหารหรือเสื้อผ้าหรือ? แล้วอาสามของเ้าปล่อยให้เ้ามาคนเดียวได้อย่างไร?"
เด็กโง่ลำบากนัก ไม่เจอกันปีหนึ่ง ผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกแล้ว เถ้าแก่ถงรีบเรียกเด็กรับใช้ให้ไปนำโจ๊กจากห้องครัวมาให้หนึ่งชาม หลินอวี่เห็นว่าเถ้าแก่ถงยังคงเป็ลุงผู้ใจดีเหมือนในความทรงจำ จึงยิ้มและผายมือไปยังหญิงสาวสองคนที่อยู่ด้านหลัง
"ลุงถง ข้าไม่ได้มาคนเดียว ข้าพาภรรยามาด้วยขอรับ"
"ภรรยา? สองคนเลยรึ?"
เถ้าแก่ถงใครั้งแรก และใซ้ำอีกครั้ง พลางมองหลินอวี่ด้วยความประหลาดใจ
"เ้าอวี่ เ้าหายโง่แล้วรึ?"
คนโง่ที่ไหนจะพูดจาได้คล่องแคล่วและชัดเจนถึงเพียงนี้?
หลินอวี่แนะนำเฉินเจียวเหนียงและหยางเวยก่อน จากนั้นจึงบอกว่าสาเหตุที่เขาหายโง่เป็เพราะได้แต่งงานมีภรรยา เถ้าแก่ถงฟังแล้วทั้งทอดถอนใจและยินดี ในที่สุดก็หยิบเศษเงินหลายชิ้นจากอกเสื้อยัดใส่มือหลินอวี่
"เ้าอวี่ เ้าเรียกข้าว่าลุง เงินหนึ่งตำลึงเงินนี้ถือเป็ของขวัญแสดงความยินดี เอาไปเสียภาษีก่อน แล้วหลังจากนี้ก็ดูแลภรรยาทั้งสองให้ดี ๆ เล่า"
น้ำตาลยังไม่ทันขาย เงินสีขาวนวลก็มาถึงมือเสียแล้ว ทำเอาหลินอวี่ทั้งขำทั้งระอา ผู้ใหญ่ให้มามิอาจปฏิเสธ เขาจึงรับเงินนั้นไว้แล้วส่งต่อให้เฉินเจียวเหนียง จากนั้นจึงวางตะกร้าสะพายหลังลงบนโต๊ะบัญชี
ตะกร้าที่หนักอึ้งกดทับแผ่นไม้ของโต๊ะบัญชีจนเกิดเสียงเอี๊ยด เถ้าแก่ถงชะโงกหน้ามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เ้าอวี่ เ้าจะมาก็มาเถิด จะนำของพื้นเมืองอะไรมาด้วยเล่า เกรงใจกันเกินไปแล้ว"
"เอ่อ... ลุงถง นี่เป็ของพื้นเมืองจริง แต่ไม่ได้ให้ท่านขอรับ ข้าจะขายให้หอสุรา"
เถ้าแก่ถงรู้สึกกระอักกระอ่วนเพียงชั่วครู่ ก็หดหัวกลับไป ความอยากรู้อยากเห็นหายวับไปทันที ของพื้นเมืองจากในเขา เขาเคยเห็นพ่อของหลินอวี่นำมาขายบ่อยครั้ง มีหลากหลายชนิด แต่ของพวกนี้มีหลักการอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ 'ยิ่งหนัก ยิ่งไร้ค่า'
"ดีมาก เ้าอวี่รู้จักหาเงินเลี้ยงครอบครัวแล้ว เอาตะกร้าไปไว้ที่ห้องครัว ให้พ่อครัวเฉินช่วยประเมินราคาดู"
"ลุงถง ของที่ข้าจะขายนั้นค่อนข้างล้ำค่า พี่ใหญ่เฉินเกรงว่าจะตัดสินใจแทนไม่ได้ขอรับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินอวี่ เถ้าแก่ถงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ เขาเป็เถ้าแก่มาหลายปี ของเลิศรสจากูเาและทะเลอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น ต่อให้เป็อุ้งตีนหมีหรือเขากวาง ในสายตาเขาก็ไม่ได้ล้ำค่าไปกว่ากันเท่าไหร่
"ในเมื่อเ้าอวี่เ้าว่าล้ำค่า ลุงคนนี้กำลังว่างพอดี จะช่วยดูให้เ้าเอง"
น้ำเสียงของเถ้าแก่ถงเต็มไปด้วยการหยอกล้อ เขาดึงผ้าป่านที่คลุมน้ำตาลทรายแดงออก กลิ่นหอมหวานที่ไม่เคยััมาก่อนก็พุ่งเข้าปะทะจมูกทันที เกล็ดน้ำตาลจำนวนมากร่วงหล่นลงบนโต๊ะบัญชีเสียงดังซ่า ๆ และมีบางเม็ดกระเด็นเข้าปากเขาพอดี