ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 143 พิธีก่อตั้งกองกำลัง (6)

            ขายหน้าหรือไม่... ไม่สำคัญ

            เสื่อมเสียหรือไม่... ก็ไม่สำคัญเช่นกัน

            สำหรับสัตว์ประหลาดเฒ่าที่อาศัยมาเป็นร้อยกว่าปีอย่างเชียนเริ่นเขามองว่าการเลื่อนขั้นบรรลุตบะคือสิ่งสำคัญที่สุด!

            เพื่อการแสวงหาโอกาสเลื่อนขั้นบรรลุตบะที่สูงขึ้น เขาจึงกล้ารับคำสั่งสังหารในตอนนี้ เพื่อศาสตร์วิชาที่หายสาบสูญเขาก็สามารถสะกดจิตสังหารในใจลงและปั้นสีหน้าได้เช่นกัน

            สวีหยางอี้จดจำสีหน้าอารมณ์ของเชียนเริ่นด้วยตาของตัวเองยามจิตใจและอารมณ์ของอีกฝ่ายสูญเสียการควบคุม สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปมาอย่างหลากอารมณ์

            เขาจ้องมองอยู่แบบนั้นหลายวินาทีมองจนกระทั่งจิตสังหารในดวงตาของเชียนเริ่นแทบจะควบแน่นออกมาเป็นเข็มสังหารทิ่มแทงแต่แล้วสวีหยางอี้ก็คลี่ยิ้ม “มี”

            จิตสังหารในดวงตาของเชียนเริ่นสลายหายไปในบัดดลในเวลาไล่เลี่ยกันลมหายใจพลันหนักหน่วงขึ้น!

            ยาเหลวบางตัว ไม่อาจกินบ่อยได้เพราะอาจเป็นพิษในระยะยาวแต่ว่าสำหรับยาบางตัว ผู้ฝึกตนก็ขาดไม่ได้!

            ยาทลายทัณฑ์อุปสรรค ยาบรรลุตบะแต่บางตำนานบอกว่ามียาโอสถวิเศษไร้ผลข้างเคียง!

            นาทีนี้ ภายในใจของเขาว้าวุ่นยุ่งเหยิง

            บรรยากาศตอนนี้เงียบสงัด

            ทีท่าของสวีหยางอี้ตอนนี้คือถามมาก็ตอบกลับ ง่ายๆ

            แต่นี่ตอบกลับว่า ‘มี’ ห้วนๆ แบบนี้เนี่ยนะ?!

            เชียนเริ่นแทบอยากจะซัดหน้าของสวีหยางอี้ให้เละเป็นเนื้อบด!จับอีกฝ่ายห้อยหัวแล้วเผาทั้งเป็น!

            ตำแหน่งสูงสุดของอวี้หลินเว่ยประจำมณฑลถามคำถามแบบนี้ เพราะต้องการให้อีกฝ่ายเอาออกมาให้ดู!ไม่ใช่แต่ตอบว่ามีห้วนๆ !

            เขารู้ดีว่าตอนนี้... สวีหยางอี้กำลังรอให้เขาถามต่อ! ขอร้องเขา!บีบให้ผู้ฝึกตนขั้นจู้ขีผู้สูงส่งขอร้องเขา!

            ทั้งแววสังหารและแววลุ้นระทึกคาดหวังผสมปนเปอยู่บนใบหน้าเขาจนกลายเป็นสีหน้าประหลาดๆ ... แลดูน่าขันยิ่งนัก

            “เหอะๆๆ...” เชียนเริ่นส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน จากนั้นร่างลอยอยู่กลางอากาศก็...

            ลดตัวลงแตะพื้น!

            ทุกคนตกตะลึงลานกันถ้วนหน้า

            ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีเป็นฝ่ายยอมสยบก่อนซ้ำยังแสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบขี้หน้าสวีหยางอี้ทว่าตอนนี้กลับลอยลงเท้าแตะพื้นแต่โดยดี

            เชียนเริ่นโมโหจนไม่สนใจรอบข้าง ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายตอบว่า ‘มี’เขาแทบอยากตบสวีหยางอี้ให้ตายคามือ แต่ตอนนี้ไม่อาจทำแบบนี้ได้ ถ้ามีคนลงมือก่อนเขาก็พร้อมจะสมทบอย่างสุดกำลัง! 

            “สหาย...” เชียนเริ่นพยายามปั้นสีหน้าคลี่ยิ้มออกมาอย่างแห้งๆ“มิสู้นำออกมาให้ชื่นชม?”

            สวีหยางอี้ระบายยิ้มตอบ “ได้”

            มือแตะไปที่แหวนมิติกักเก็บเบาๆ โอสถวิเศษสีดำหนึ่งเม็ดก็ลอยปรากฏเหนือฝ่ามือ

            เชียนเริ่นแน่นิ่งไม่ขยับ

            หรืออาจพูดได้ว่า วินาทีที่สิ่งนี้ปราก​ฏขึ้นมา เหลือแค่ดวงตาเขาที่ไหวติงแต่ร่างกายราวกับถูกพรากวิญญาณออกไปแล้ว

            พลังจิตของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีกล้าแกร่งเกินกว่าขั้นเลี่ยนชี่อยู่หลายขุมเสี้ยววินาทีที่โอสถวิเศษปรากฏขึ้นมา เขากำหนดพลังจิตเพ่งพินิจทันที

            สารประกอบจากสมุนไพรวิเศษสี่ชนิด... ทว่าหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ส่งกลิ่นหอมเบาบางฟุ้งกระกระจาย...

            นี่คือโอสถวิเศษไม่มีผิด

            มือของเขาสั่นขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว เขาไม่คิดไม่ฝันว่าจะปรากฏสิ่งแบบนี้ขึ้นที่มณฑลหมิงสุ่ยที่เขาอยู่แบบนี้!

            ศาสตร์หลอมโอสถโบราณที่หายสาบสูญไปเกือบสองร้อยปีปรากฏขึ้นอีกครั้ง!

            ข่าวนี้จะต้องดังสะท้านเขย่าโลกผู้ฝึกตนเพียงชั่วข้ามคืนอย่างแน่นอน!โอสถวิเศษเพียงเม็ดเดียวนี้คล้ายระเบิดเวลาที่รอระเบิดยุคสมัยแห่งอารยธรรมการฝึกตนให้ไม่เหลือคราบเดิม!

            กลายเป็นตัวแปรที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย... ส่งผลกระทบไปทั่วทุกแวดวงจนเขาไม่กล้าจินตนาการต่อ!

            “เหล่าโจว! เบียดฉันทำไม!” “อะไร? เห็นๆอยู่ว่านายเบียดฉันก่อน!”

            อยู่ๆ เสียงดังวุ่นวายก็ลอยมาจากประตูทางเข้าจากนั้นคนนับร้อยคนก็แย่งกันเข้ามากันอย่างบ้าคลั่ง!

            บรรดาผู้นำตระกูล รองผู้นำตระกูล และตัวแทนของกองกำลังทั้งหลายที่พูดคุยเสวนาเยี่ยงอารยชนตอนอยู่ชั้นล่างบัดนี้ ไม่เหลือคราบของผู้ฝึกตนกันแม้แต่น้อย ดวงตาแดงเรื่อเป็นร้อยคู่จ้องมองไปที่สวีหยางอี้เป็นจุดเดียวกัน

            ถ้าจะให้พูดให้ถูกคือ มองไปบนมือเขามากกว่า

            โอสถวิเศษก้อนกลมกลึงที่ลอยอยู่เหนือฝ่ามือเขาเม็ดนั้น

            ระหว่างนั้น พลังจิตอันร้อนรุ่มเป็นร้อยกลุ่มก้อนก็พุ่งตรงเข้าไปที่โอสถวิเศษสวีหยางอี้คลี่ยิ้ม เขาไม่คิดสกัดกั้นพลังจิตเหล่านั้นแม้แต่น้อยซ้ำยังชูขึ้นให้เด่นชัดกว่าเดิม ปล่อยให้ชื่นชมตามอัธยาศัย 

            บรรยากาศเงียบสงัดลงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เงียบดั่งป่าช้า

            พิธีก่อตั้งรับสมาชิกเข้ากองกำลังอย่างเป็นทางการควรเป็นพิธีที่แขกร่วมงานชนแก้วชาพูดคุยแลกเปลี่ยน และนั่งฟังวิสัยทัศน์ของกองกำลังทว่าบัดนี้กลับเงียบกริบจนได้ยินเสียงลม

            มวลความรู้สึกคลั่งไคล้อันเร่าร้อนค่อยๆ เอ่อทะลักมาจากฝูงคนอย่างเงียบๆทุกคนเข้าใจเป็นอย่างดีว่านี่เป็นความกระหาย

            ทว่าไม่มีใครก้าวเท้าออกมาข้างหน้าสักคน เพราะเชียนเริ่นอยู่ตรงนั้นเงาร่างที่หายไปอย่างฉับไวก่อนหน้านี้ ปรากฏขึ้น ณ ที่แห่งนี้

            ทุกคนจ้องมองโอสถวิเศษตาเป็นมันราวกับแววความกระหายที่สะท้อนออกมาจากดวงตาพวกเขาจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนพลังงานที่มองเห็นด้วยตาเปล่า

            อยากก้าวไปข้างหน้าก็ไม่กล้า กลัวว่าถ้าตัวเองก้าวออกไปภาพทั้งหมดที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าจะสลายกลายเป็นควันมายา

            “อวี้หลินเว่ย...” อยู่ๆ เสียงพร่าแหบของเชียนเริ่นก็ดังขึ้นไม่ให้เขาเอ่ยปากพูดคงไม่ได้ แม้สีหน้าท่าทีในตอนนี้จะสงบนิ่งทว่าในใจกลับบ้าคลั่งจวนจะระเบิด! เพียงแตะโดนนิดเดียวก็ปะทุขึ้นได้!

            ซึ่งสถานะอย่างเขาจะตบะแตกต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้ไม่ได้ 

            “ฉันข้อเสนอหนึ่งหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลางเพื่อซื้อโอสถวิเศษที่อยู่ในมือของสหาย!”

            ไม่ลังเล!

            ไม่ไตร่ตรองแม้แต่น้อย!

            เขารู้ดีโอสถวิเศษจากศาสตร์หลอมโอสถที่หายสาบสูญไปเกือบสองร้อยปีเม็ดนี้คงไม่หลุดมาถึงมือเขาแน่ๆเพราะหากจินตันเจินเหรินรู้เข้า... คงต้องออกโรงเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน!

            แต่คงไม่หรอก ระดับจินตันเจินเหรินคงไม่มาที่นี่เองแต่น่าจะส่งตัวแทนหรือเลขาฯ ลำดับหนึ่งมาที่มณฑลหมิงสุ่ยเพื่อแจ้งความจำนง!

            และเมื่องานประมูลเริ่มขึ้น...​งานนี้จะกลายเป็นการแย่งชิงกันระหว่างจินตันเจินเหริน!

            ไม่สิ!

            ไม่เพียงเท่านี้!

            แววตาของเชียนเริ่นไหวกระเพื่อมคล้ายตกใจเมื่อครู่เขานับแค่จินตันเจินเหรินเผ่ามนุษย์

            ครั้งนี้... เกรงว่าสามมหาจินตันเจินเหรินเผ่าปีศาจอย่างเฮยซานเจินเหรินป๋าเจินเหริน และซานจวินเจินเหริน อาจจะจำแลงร่างมาร่วมงานประมูลเองก็เป็นได้!

            พวกเขาที่มีชีวิตมาหลายร้อยปีจะต้องผ่านยุคสมัยของโอสถวิเศษมาแล้วอย่างแน่นอน อายุขัยของปีศาจยืนยาวยิ่งนักพวกเขาตระหนักเข้าใจความสำคัญของโอสถวิเศษอย่างถ่องแท้! และคิดว่าคงมีหลายครั้งที่พวกเขาจะต้องหวนคำนึงนึกถึงความรู้สึกที่เหล่าโอสถวิเศษช่วยให้พวกเขาเลื่อนขั้นบรรลุตบะเมื่อหลายร้อยปีก่อนอย่างแน่นอน!

            ร่างจำแลงของสามมหาปีศาจขั้นจินตัน... สองปราการขั้นจินตันแห่งศาลผู้ฝึกตนเหล่าตัวแทนของห้าจินตันเจินเหรินเผ่ามนุษย์และผู้ฝึกตนยอดฝีมือระดับสูงกว่าขั้นจู้จีระดับกลางขึ้นไป!จะต้องรวมตัวกันในวันประมูลวันนั้นอย่างแน่นอน!

            หากเชียนเริ่นไม่แย่งชิงมาให้ได้วันนี้ วันข้างหน้าคงหมดโอกาส!

            “ท่านอาวุโสเชียนเริ่น!” น้ำเสียงเชียนเริ่นเพิ่งสิ้นสุดลงผู้เฒ่าแซ่โจวก็เอ่ยปากขึ้นอย่างไม่ลังเล“สิ่งล้ำค่าย่อมตกเป็นของผู้มีวาสนาคู่ควร! แม้ตระกูลโจวของพวกเราอาจไม่ดีเลิศแต่ก็พร้อมซื้อขายในราคาสูง! เพียงต้องการขอซื้อโอสถวิเศษในมือสหายสวี!ในเวลาเดียวกันก็พร้อมทุ่มทุกอย่างที่มีเพื่อร่วมงานกับปรมาจารย์โอสถที่หลอมโอสถเม็ดนี้ขึ้นมา!”

            การปรากฏตัวขึ้นมาของโอสถวิเศษ สั่นสะเทือนไปทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย!และยังนำพาโอกาสมากมายและยิ่งใหญ่มาในเวลาเดียวกัน!

            โอกาสนี้ ไม่ใช่แค่ทำให้ผู้ที่ได้โอสถวิเศษไปขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ครอบครองแต่โอกาสที่ว่า... ยังมีอีกมากมายไว้สำหรับผู้ที่เล็งเห็น!

            ต่อให้บางตระกูลไม่เชี่ยวชาญด้านยาเหลวและไม่มีพืชสมุนไพรวิเศษก็ไม่มีปัญหาอะไร!

            ขอแค่รู้จักประยุกต์และดัดแปลงให้เข้ากับจุดแข็งที่ตัวเองมีก็พอ!

            ศาสตร์โอสถโบราณที่จัดเป็นวิชาเวทสายเสริมปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง หากตระกูลใดไม่โง่จนเกินไปก็​คงมองออกต่อให้ทอดทิ้งธุรกิจประจำกูลไป หากอีกฝ่ายแค่พยักหน้าธุรกิจของพวกเขาเหล่านั้นก็เตรียมลุกผงาดเกิดใหม่ได้เลย!

            นาทีนี้ เมื่อเทียบสถานะของเชียนเริ่น หลายสิบตระกูลต่อให้ต้องเสี่ยงอันตรายกับพลังของผู้ฝึกตนขั้นจู้จีพวกเขาก็พร้อมเสี่ยงอย่างสุดตัว!

            “สหาย...” สายตาขอเชียนเริ่นตอนนี้ดูหงุดหงิดเต็มทน “นายลองพูดอีกทีซิ”

            “ท่านอาวุโส...” ผู้เฒ่าแซ่โจวตัวสั่น เหงื่อผุดเต็มหน้าผากเขานั่งคุกเข่าก้มหัวจนแทบติดพื้น “ก่อนเข้ามา ผมได้ติดต่อไปยังผู้นำตระกูล...”

            “เขาเข้าฌานปิดตายอยู่ไม่ใช่เหรอ?” มีเสียงตะโกนค้านดังมาจากฝูงคน

            ตอแหล!

            คนอื่นๆ ต่างแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน

            เข้าฌานปิดตายก็เข้าฌานไปสิ เกี่ยวอะไรกันกับโอสถวิเศษ

            ผู้เฒ่าแซ่โจวทำเหมือนไม่ได้ยิน พูดขึ้นเสียงสั่นเครือ“ตอนนี้ท่านผู้นำตระกูล...ได้ใช้กระบี่เหาะเมฆาอัสดงประจำตระกูลกำลังเหาะตามมาที่นี่ครับ...คาดว่าน่าจะมาถึงภายในหนึ่งชั่วโมง...”

            สารเลว... แกมันสมควรตาย!

            หมัดของเชียนเริ่นกำแน่นจนเล็บแทบจิกทะลุหนังตัวเอง

            เมื่อมีผู้ฝึกตนคนหนึ่งโผล่มา... คนที่สอง คนที่สามก็อาจตามมา...เชียนเริ่นรู้ดี ในบรรดาตระกูลเหล่านี้มีผู้ฝึกตนขั้นจู้จีประจำอยู่ในตระกูลไม่ต่ำกว่าห้าคน!

            แต่หลังจากผ่านไปหลายวินาที ใบหน้าของเชียนเริ่นก็ผุดรอยยิ้มเยือกเย็นขึ้น

            หลังจากความหงุดหงิดทุเลาลง ภายในใจของเขาก็ผ่องแผ้ว ทำให้มองเห็นสถานการณ์ได้ชัดเจนหลายมิติขึ้น

            ก็ได้... นายมีสิทธิ์ในเค้กก้อนนี้ก็ได้

            แต่ว่านายคิดหรือไม่ โอสถวิเศษที่หายสาบสูญไปเกือบสองร้อยปีหากนายได้ไปฝ่ายเดียวจะเกิดอะไรขึ้น? จริงอยู่ที่มันเป็นวาสนาชิ้นใหญ่แต่ในเวลาเดียวกัน... ก็นำพาเภทภัยและการเข่นฆ่ามาด้วย!

            จริงอยู่ที่ตัวเองได้ครอบครองโอสถวิเศษเกือบสองร้อยปีไปฝ่ายเดียวแต่คิดว่ากำลังและความสามารถของตระกูลตัวเองจะแบกรับการปฏิรูปโลกผู้ฝึกตนที่มาพร้อมกับโอสถวิเศษได้หรือไม่?หากต้องพบกับกลุ่มคนที่ต่อต้าน จะรับผิดชอบไหวหรือไม่? และยิ่งถ้าเป็นหน่วยงาน องค์กรใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลคงไม่ต้องพูดถึง!

            วาสนาที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง...และภัยอันตรายที่มากพอๆ กัน หากมือไม่พร้อม กำลังไม่ถึง ก็ยากจะแบกรับมันไว้

            “เหอะๆ ...” เชียนเริ่นกวาดมองสวีหยางอี้ และไม่พูดอะไรขึ้นอีก

            รอก่อนเถอะ... ไฟที่นายจุดขึ้นมาเองแบบนี้ ดูเหมือนฉันไม่ต้องลงมือเองนายก็ตายได้เหมือนกัน

            “ดิฉันก็แจ้งรองผู้นำตระกูลและผู้นำตระกูลแล้วเช่นกัน!” ในเวลาเดียวกันหญิงชราคนหนึ่งก็คุกเข่าลงอย่างไม่ลังเลน้ำเสียงแห้งผากเนื่องจากความตื่นเต้นดังขึ้น“ตระกูลเหมิงเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเขตปกครองสามมณฑลทางตอนเหนือในตระกูลมีขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์สามคน และตอนนี้กำลังใช้ยันต์เคลื่อนไหวพริบตาตามมายังที่แห่งนี้ค่ะ!”

            เชียนเริ่นรู้สึกวูบวาบขึ้นมาอีกระลอก 

            ตระกูลเหมิง... เป็นตระกูลที่มีขั้นจู้จีขั้นสมบูรณ์สามคน!เป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเขตปกครองสามมณฑลทางตอนเหนือ!

            เขา... ไม่กล้ามีเรื่องด้วย

            หญิงชราจ้องมองสวีหยางอี้ตาเป็นมัน รอยยิ้มบนใบหน้าเจือแววประจบ นับถือ และเอาใจผสมรวมกันจนกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูดีใจแบบชวนขนลุกแปลกๆ“สหายสวีท่านอาวุโสขั้นจู้จีของตระกูลเราพร้อมตอบรับทุกข้อเสนอของปรมาจารย์โอสถทุกข้อ”

            “เครือธุรกิจเวชภัณฑ์ตระกูลคังแห่งมณฑลเหลียวหยวนพร้อมสนับสนุนเงินทุนให้แก่กองกำลังทัณฑ์สวรรค์โดยครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น! ขอแค่ได้พบเจอกับปรมาจารย์โอสถ!”

            “เครือธุรกิจค้าขายพืชสมุนไพรวิเศษแห่งมณฑลหมิงสุ่ย!พร้อมสนับสนุนพืชสมุนไพรวิเศษสำหรับหลอมยาทุกชนิดให้กับกองกำลังทัณฑ์สวรรค์!ขอแค่มีโอกาสได้ร่วมงานกับปรมาจารย์โอสถ!”

            “ตระกูลเฟิ๋งแห่งมณฑลเหลียวหยวนพร้อมให้เงินทุนสนับสนุนแปดร้อยแปดสิบแปดก้อนหินวิญญาณระดับกลางเพื่อแลกกับการได้เข้าพบปรมาจารย์โอสถ!”

            เพียงชั่วพริบตา ข้อเสนอมากมายผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เสียงที่ดังขึ้นใหม่ดังยิ่งกว่าเสียงก่อนหน้า ทีท่าดูแข่งกันแสดงความจริงใจ

            ทว่าทันใดนั้น น้ำเสียงเยือกเย็นเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างชัดเจน

            “ตระกูลทายาทแห่งราชวงศ์ฉิน... ขอมอบหินวิญญาณชั้นเลิศสิบก้อน”

            ทุกคนปิดปากเงียบในบัดดล

            “ขอแค่ได้พบปรมาจารย์โอสถสักครั้ง”ทุกคู่สายตาจ้องมองไปยังหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง

            หินวิญญาณชั้นเลิศ!

            นี่มันไม่ใช่หินวิญญาณทั่วไปแล้ว! นี่จัดว่าเป็นสมบัติล้ำค่าหายากแล้ว!

            ถ้านำมาแลกเป็นหินวิญญาณระดับต่ำจะได้หนึ่งหมื่นก้อน!แต่หินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งหมื่นก้อนไม่สามารถแลกเป็นหินวิญญาณชั้นเลิศได้!

            หินวิญญาณชั้นเลิศไม่ได้มีไว้เพื่อดูดซับอณูปราณฝึกตนแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างยันต์อาคม ค่ายกล และตราเวทระดับสูง...อีกทั้งยังเป็นทรัพยากรควบคุมพิเศษของโลกผู้ฝึกตน!

            ทุกคนรู้จักเครือธุรกิจของตระกูลนี้เป็นอย่างดีว่าเงินหนาแต่พวกเขาไม่คิดว่าจะเงินหนาถึงขั้นแจกหินวิญญาณชั้นเลิศสิบก้อนแบบนี้!

            “เธอมันไม่ใช่ผู้ฝึกตน!” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดูถูก“นี่เป็นธุระของผู้ฝึกตน!”

            “ฉันก็แค่มาในนามของประธานฉินเท่านั้น” เธอโค้งคำนับอย่างถ่อมตัว“ขอท่านอาวุโสทุกท่านโปรดเข้าใจ”

            แมลงหวี่แมลงวันมาจากไหนกัน!

            น่าขยะแขยง!

            มนุษย์ธรรมดาจะมายุ่งวุ่นวายเรื่องของผู้ฝึกตนทำไม!

            สวีหยางอี้ไม่สนใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดวงตาเขาไหวกระเพื่อมเล็กน้อยเพราะเขายังพูดสิ่งที่ต้องการพูดไม่หมด

            “สหายทุกท่านได้โปรดอย่าเพิ่งใจร้อน” เมื่อน้ำเสียงของเขาดังขึ้นเสียงวุ่นวายก็เงียบลง

            ทั้งใบหน้าอ่อนเยาว์และแก่ชราล้วนมองมาที่เขาด้วยแววตาเร่าร้อน

            “ก่อนอื่น ผมต้องขออธิบายให้ชัดเจน ปรมาจารย์โอสถลั่นวาจาไว้อย่างชัดเจนตอนนี้ท่านหลอมแค่โอสถวิเศษในขั้นเลี่ยนชี่เท่านั้นและก่อนที่ท่านจะบรรลุศาสตร์หลอมโอสถ ท่านไม่พร้อมพบเจอ”

            ทุกคนที่ได้ยินทำเหมือนฟังไม่เข้าใจ

            เพราะพวกเขาต่างคิดว่า ก็แค่ผลประโยชน์ไม่มากพอ

            ถ้าผลประโยชน์มากพอ ไม่มีเทพเซียนคนไหนไม่สนใจหรอก!

            หลอมแค่โอสถวิเศษขั้นเลี่ยนชี่แล้วมันยังไง?

            คงไม่ต้องพูดว่าตอนนี้จำนวนประชากรผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่กินสัดส่วนประชากรผู้ฝึกตนทั้งหมดเท่าไร?

            หากบอกว่ายังไม่อยากพบใคร เหตุผลแค่นี้มันฟังไม่ขึ้น!

            “นอกเหนือจากนี้นี่เป็นโอสถวิเศษล็อตแรกที่มอบไว้ให้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์ทำการเปิดประมูล”สวีหยางอี้แกล้งเงยหน้าถอนหายใจ “คือผมเป็นหนี้บุญคุณท่านเอาไว้หนึ่งครั้งผมจึงต้องคอยรับใช้ท่านเพื่อตอบแทนบุญคุณ และทำตามที่ท่านขอ”

            เหอะๆๆ ...

            ทุกคนต่างตั้งใจฟัง ในใจเกิดความอิจฉาผุดขึ้นมา!

            การถอนหายใจที่ดูจำใจเมื่อครู่ หมายความว่าอย่างไร?! ทำเหมือนได้รับใช้ปรมาจารย์โอสถหนึ่งเดียวแห่งยุคสมัยเป็นเรื่องเหนื่อยหน่าย

            ในใจคงดีใจจนแทบบ้าแล้วล่ะสิ!

            อย่าแสดงตบตาเลย ถ้าจะแสดงไม่แยบยลแบบนี้!

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน