เงา หงส์

    เงา หงส์ 4.

    ณ บ้านตระกูลจาง


    สองสาวเดินทางกลับมาถึงบ้าน จางจื่อฟ่าน เดินสำรวจไปรอบบ้านอย่างใจหาย เพราะมัวแต่มุ่งเป้าหมายไปที่ความฝัน ทำให้จื่อฟ่านเองไม่ได้กลับมาที่บ้านเกิดเป็๲เวลาหลายปีแล้ว สิ่งแวดล้อมดูเปลี่ยนไปแทบจะทุกอย่าง  


    “จื่อฟ่านมากินข้าวเถอะ พี่ดูซีดเซียวมากรู้มั้ย” น้องสาวร้องเรียกมาจากห้องครัว จื่อห่านเดินเข้าไป พบว่าน้องสาวจัดกับข้าวไว้เรียบร้อยแล้ว จึงนั่งลงสมทบด้วย เธอมองน้องสาวด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู


    “จื่อลู่ ๰่๥๹ที่พี่ไม่อยู่เธอคงลำบากมากสินะ” จื่อฟ่านพูดพร้อมกับมองใบหน้าที่จืดจาง้พราะไม่ได้เติมแต่งเครื่องสำอางนั่นอย่างสงสาร


    “ไม่หรอก พี่อย่าคิดมากไปเลยนะ กินข้าวเถอะ จะได้กินยาที่หมอเฉิงให้มา” จื่อลู่กล่าวตอบพี่สาว


    ตืดดดดด…ตืดดดดด เสียงโทรศัพท์มือถือจางจื่อลู่สั่นแรงๆ หญิงสาวรีบกดรับทันที


    “ฮัลโหล พี่จื่อหลิน” จื่อลู่พูดผ่านสาย จางจื่อฟ่านมองดูโทรศัพท์อย่างสนใจเมื่อรู้ว่าใครโทรมา แล้วจื่อลู่จึงยื่นโทรศัพท์มาให้เธอคุย


    “ฮัลโหล จื่อหลิน นี่พี่นะจื่อฟ่าน” หญิงสาวพูดรัวเร็ว


    “จื่อฟ่าน พี่กลับบ้านแล้วเหรอ พ่อเป็๲ยังไงบ้าง ฮืออออ” เสียงจากปลายสายร้องไห้สะอึกสะอื้น


    “ไม่ต้องร้องไห้จื่อหลิน พ่อปลอดภัยแล้ว และตอนนี้พี่ก็อยู่กับจื่อลู่แล้วเธอไม่ต้องกังวล” จางจื่อฟ่านแสดงความเข้มแข้งของการเป็๲พี่สาวคนโตเหมือนอย่างเคย ถึงแม้ว่าตัวเองจะกังวลหนักแค่ไหนก็ตาม


    “เธอจะกลับมาบ้านหรือเปล่า” จื่อฟ่านถามต่อ


    “อาทิตย์หน้าฉันจะสอบแล้ว แต่ฉันอยากกลับไปเยี่ยมพ่อเหลือเกินจื่อฟ่าน” น้องสาวพูดผ่านสายอย่างทุลักทุเลเพราะมัวแต่ร้องไห้ควบคู่ไปด้วย


    “งั้นเธอสอบเสร็จก่อนแล้วค่อยมาก็ได้ ตั้งใจให้ดี ไม่ต้องเป็๲ห่วงทางนี้รู้มั้ย” จางจื่อฟ่านบอกน้องสาวคนรองอย่างอ่อนโยน


    “ฉันขอโทษนะจื่อฟ่าน ที่ช่วยอะไรไม่ได้เลยในเวลาคับขันแบบนี้” คนน้องพูดอย่างตำหนิตัวเอง


    “อย่าโทษตัวเองเลยที่รัก ทำหน้าที่ของเธอให้เรียบร้อย แล้วค่อยกลับมาเยี่ยมพ่อ พี่จะรอเธออยู่ที่นี่” จื่อฟ่านกล่าว เธอเข้าใจความรู้สึกของจื่อหลินดี ความรู้สึกที่ช่วยอะไรไม่ได้ทั้งที่รู้ว่าครอบครัวกำลังแย่ แต่เธอไม่อยากให้น้องสาวต้องคิดมาก จื่อหลินต้องทำงานหนักและเรียนไปด้วยแค่นี้ก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว


    เมื่อจางจื่อหลินวางสายไป สองพี่น้องก็มองหน้ากันอีกครั้ง


    “ยังไม่ต้องบอกจื่อหลินว่าพ่อเราอาการหนักแค่ไหน จื่อหลินต้องสอบปริญญาโทอาทิตย์หน้า พี่อยากให้เขามีสมาธิ” จื่อฟ่านกล่าวกำชับน้องสาวคนสุดท้อง น้องสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ


    เมื่อจัดการอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จื่อลู่เดินถือยาและน้ำดื่มตรงมาหาพี่สาว ยื่นยาในมือให้ จางจื่อฟ่านรับมาถือไว้แต่ยังไม่ทันได้เอาเข้าปาก


    “ยานอนหลับเหรอ” เธอถามน้องสาว


    “ใช่ค่ะ พี่จะได้พักผ่อน” จื่อลู่เสริม


    “พี่ยังไม่กินได้มั้ย วันนี้พี่คิดว่าพี่ยังมีเ๱ื่๵๹ให้ต้องคิดอีกหน่อยน่ะ” จื่อฟ่านบอกกับน้องสาว


    “เพราะอย่างนั้นพี่ถึงต้องรีบกินยานี่ พี่จะได้หลับโดยที่ไม่ต้องคิดอะไร” น้องสาวพูดเด็ดขาด พลางยัดแก้วน้ำใส่มือให้พี่สาว แล้วยืนกำกับให้จื่อฟ่านกินยาทั้งหมด 


    จือลู่ขยับเข้ามาโอบกอดพี่สาวของเธอเอาไว้

    จื่อฟ่านกอดตอบอย่างรักใคร่


    “ฉันรู้สึกอุ่นใจมากนะที่เห็นพี่กลับมา” น้องสาวพูดขึ้น จื่อฟ่านลูบที่ผมน้องสาวเบาๆด้วยความเอ็นดู 


    “ไม่ต้องกังวล จากนี้พี่จะอยู่กับเธอเองจนกว่าพ่อจะหาย” จื่อฟ่านพูดกับน้องสาว


    “ไปอาบน้ำอาบท่าเข้านอนได้แล้ว พี่ก็จะเข้านอนแล้วเหมือนกัน” เธอดันตัวน้องสาวออกจากอ้อมกอดแล้วส่งยิ้มอบอุ่นให้ จื่อลู่หมุนตัวกลับแล้วเดินเข้าห้องไป ปล่อยให้จื่อฟ่านยืนคิดอะไรอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินเข้าห้องไปเช่นกัน 


    “ไม่เห็นจะรู้สึกง่วงหรือว่าอยากนอนสักนิด ยาของคุณดูท่าจะหมดอายุไปเสียแล้วล่ะหมอเฉิง” จื่อฟ่านยิ้มน้อยๆพูดกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงหน้าของหมอหนุ่มที่เธอได้ยืมแผ่นอกกว้างของเขาพิงศรีษะเมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา 


    หญิงสาวอาบน้ำเสร็จแล้วจึงขึ้นเตียงนอน เธอคิดถึงภาพผอมซูบของผู้เป็๞พ่อที่นอนอยู่บนเตียง คิดถึงสายน้ำเกลือที่ห้อยอยู่เต็มไปหมด พ่อคงเจ็บและทรมานมากสินะ ในฐานะลูกเธอกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย จื่อฟ่านคิดอย่างทุกข์ใจ …….


    หญิงสาวหลับไปตอนไหนไม่อาจจะรู้ได้ รู้เพียงว่าตื่นขึ้นมาอีกทีก็สายมากแล้ว ฤทธิ์ยาของหมอเฉิงได้ผลชะงัด เธอหลับสนิทจนเกินพอเสียด้วยซ้ำ จื่อฟ่านก้าวลงจากเตียงเดินออกไปข้างนอก


    “ตื่นแล้วเหรอจื่อฟ่าน” น้องสาวร้องทักเมื่อเธอเดินออกมานอกชาน หญิงสาวยิ้มส่งไปให้


    “นอนหลับสนิทไหม” จื่อลู่ถามต่อ


    “หลับเป็๞ตายเลย” จื่อฟ่านตอบ แต่สายตามองดูรถคันหนึ่งที่แล่นออกไปได้ไกลริบแล้ว


    “รถใครมาแต่เช้า” หญิงสาวถามออกไปสายตายังคงจับไปที่รถเก๋งคันงามที่แล่นไปจนใกล้จะลับสายตา


    “หมอเฉิงน่ะ” จื่อลู่ตอบ


    “หือออ เขามาทำอะไรที่นี่” จื่อฟ่านถามมองหน้าน้องสาวอย่างคิดว่ารู้คำตอบ


    “หมอเฉิงเป็๞คนดีนะจื่อฟ่าน เขาดูแลพ่อมาตลอด เขาแวะเอายามาฝากไว้ให้พี่น่ะ หมอเฉิงจะไม่อยู่โรงพยาบาลวันนี้” จื่อลู่ตอบพลางส่งถุงยาใบเล็กให้หล่อน


    “ทำไมต้องยุ่งยากด้วย พี่ไม่ได้ป่วยซะหน่อย” จื่อฟ่านพูดพลางพลิกดูถุงยา


    “ก็บอกแล้วไงว่าเขาเป็๞คนดี” น้องสาวตอบด้วยรอยยิ้มระรื่น


    “เอ พี่ว่าเขาอยากมาหาคนแถวนี้หรือเปล่าน๊า” จื่อฟ่านพูดกระเซ้าน้องสาว


    “บ้าน่า ไม่ใช่อย่างที่พี่คิดหรอกน่า” จื่อลู่พูดเสร็จก็เดินเลี่ยงออกไปให้อาหารม้าในคอก จื่อฟ่านมองตามน้องสาวพลางยิ้มน้อยๆ


    “หมอเฉิงเป็๞คนดี ถ้าเธอจะคบกับใครสักคนพี่ก็หวังว่าจะเป็๞หมอเฉิงนะจื่อลู่” จื่อฟ่านพึมพำคนเดียว


    อากาศยามเช้า แสงอาทิตย์เริ่มแรงขึ้นทุกขณะ สาดแสงส่องให้หยดน้ำค้างแห้งเหือดไปจากต้นไม้ใบหญ้าตามทางเดิน

    บ้านตระกูลจางตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางไร่ ในจำนวนเนื้อที่หลายร้อยไร่ พ่อของเธอทำสวนผลไม้ หญิงสาวเดินสำรวจไปเรื่อยๆอย่างใจลอย ไม่มีอะไรเหมือนเดิมในความทรงจำของเธออีกแล้ว หญิงสาวมองออกไปตามทุ่งหญ้ากว้างที่ปลูกไว้สำหรับเลี้ยงม้าและวัวนม คนงานหลายคนกำลังตัดหญ้าโดยมีจื่อลู่ยืนอยู่ตรงนั้นเฝ้าดูคนงานทั้งหมดแทนพ่อที่ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล


    จางจื่อฟ่านกลับไปเปลี่ยนชุดเข้าไร่อย่างทะมัดทะแมง หญิงสาวตั้งใจจะเข้าไปช่วยงานจื่อลู่ในไร่ 


    “จื่อฟ่านพี่จะไปไหน” น้องสาว๻ะโ๠๲ถามขึ้นเมื่อเห็นเธอเดินตัดมาตามทางดินโล่งๆที่ทอดมาสู่ทุ่งหญ้าที่คนงานกำลังตัดหญ้าอยู่ในขณะนี้


    “พี่มาช่วยเธอ” หญิงสาวพูดพลางเดินลุยหญ้าที่สูงเกือบจะเลยหัวเข่าของเธอ โชคดีที่เธอใส่บู๊ทยาว ไม่อย่างนั้นหญ้าคงจะบาดขาของเธอเป็๲แน่ หญิงสาวก้าวสวบๆไปอย่างไม่ค่อยคล่องนัก เพราะเธอไม่ได้ทำงานอย่างนี้มานานมากแล้ว ไม่เหมือนน้องสาวคนเล็กที่ดูสมบุกสมบันมากกว่า


    จางจื่อลู่มองดูพี่สาวด้วยความรัก หญิงสาวเดินมาช่วยพยุงพี่สาวให้เดินง่ายขึ้น แต่ก็ไม่วายที่จื่อฟ่านจะสะดุดตอหญ้าที่ตัดแล้วจนเกือบจะล้มหน้าคะมำไป โชคดีที่มีจื่อลู่จับแขนเธอไว้อย่างมั่นคง สองสาวหันหน้ามองกันแล้วหัวเราะออกมาทั้งคู่


    “พี่ยืนอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ต้องช่วยหรอก” น้องสาวบอกพลางชี้มือให้หล่อนไปยืนอีกที่


    “ไม่หรอก บอกพี่มาเลยว่าจะให้ทำอะไรพี่ทำได้ พี่อยากช่วยเธอบ้าง” จื่อฟ่านพูดอย่างจริงจังพร้อมกับป้ายแขนขึ้นซับเหงื่อ


    สองพี่น้องตระกูลจางช่วยกันกลิ้งหญ้าที่ตัดแล้วเป็๲ก้อนๆ เพื่อขนไปให้ม้าและวัวในคอก ซึ่งทำเอาเหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆกัน


    เสร็จงานในไร่แล้วทั้งสองจึงกลับมาอาบน้ำอาบท่ากินข้าวเรียบร้อย เตรียมตัวออกไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมผู้เป็๲พ่อ ก่อนไปก็ยังไม่ลืมที่จะไปสั่งความยังคนงานในไร่ให้เสร็จสรรพ จางจื่อฟ่านมองดูกิจวัตรประจำวันของน้องสาวคนเล็กอย่างทึ่งๆ 


    ผู้หญิงตัวเล็กๆที่ต้องตื่นแต่เช้า ทำงานทุกอย่างในไร่ด้วยตัวเอง แล้วยังต้องออกไปทำงานประจำที่โรงพยาบาลทุกวัน แล้วไม่หนำซ้ำพอพ่อป่วยภาระของจื่อลู่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่จื่อลู่กลับไม่เคยปริปากบ่นเลยสักครั้ง ในวัน

    ณ บ้านตระกูลจาง


    สองสาวเดินทางกลับมาถึงบ้าน จางจื่อฟ่าน เดินสำรวจไปรอบบ้านอย่างใจหาย เพราะมัวแต่มุ่งเป้าหมายไปที่ความฝัน ทำให้จื่อฟ่านเองไม่ได้กลับมาที่บ้านเกิดเป็๞เวลาหลายปีแล้ว สิ่งแวดล้อมดูเปลี่ยนไปแทบจะทุกอย่าง  


    “จื่อฟ่านมากินข้าวเถอะ พี่ดูซีดเซียวมากรู้มั้ย” น้องสาวร้องเรียกมาจากห้องครัว จื่อห่านเดินเข้าไป พบว่าน้องสาวจัดกับข้าวไว้เรียบร้อยแล้ว จึงนั่งลงสมทบด้วย เธอมองน้องสาวด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู


    “จื่อลู่ ๰่๭๫ที่พี่ไม่อยู่เธอคงลำบากมากสินะ” จื่อฟ่านพูดพร้อมกับมองใบหน้าที่จืดจาง้พราะไม่ได้เติมแต่งเครื่องสำอางนั่นอย่างสงสาร


    “ไม่หรอก พี่อย่าคิดมากไปเลยนะ กินข้าวเถอะ จะได้กินยาที่หมอเฉิงให้มา” จื่อลู่กล่าวตอบพี่สาว


    ตืดดดดด…ตืดดดดด เสียงโทรศัพท์มือถือจางจื่อลู่สั่นแรงๆ หญิงสาวรีบกดรับทันที


    “ฮัลโหล พี่จื่อหลิน” จื่อลู่พูดผ่านสาย จางจื่อฟ่านมองดูโทรศัพท์อย่างสนใจเมื่อรู้ว่าใครโทรมา แล้วจื่อลู่จึงยื่นโทรศัพท์มาให้เธอคุย


    “ฮัลโหล จื่อหลิน นี่พี่นะจื่อฟ่าน” หญิงสาวพูดรัวเร็ว


    “จื่อฟ่าน พี่กลับบ้านแล้วเหรอ พ่อเป็๞ยังไงบ้าง ฮืออออ” เสียงจากปลายสายร้องไห้สะอึกสะอื้น


    “ไม่ต้องร้องไห้จื่อหลิน พ่อปลอดภัยแล้ว และตอนนี้พี่ก็อยู่กับจื่อลู่แล้วเธอไม่ต้องกังวล” จางจื่อฟ่านแสดงความเข้มแข้งของการเป็๞พี่สาวคนโตเหมือนอย่างเคย ถึงแม้ว่าตัวเองจะกังวลหนักแค่ไหนก็ตาม


    “เธอจะกลับมาบ้านหรือเปล่า” จื่อฟ่านถามต่อ


    “อาทิตย์หน้าฉันจะสอบแล้ว แต่ฉันอยากกลับไปเยี่ยมพ่อเหลือเกินจื่อฟ่าน” น้องสาวพูดผ่านสายอย่างทุลักทุเลเพราะมัวแต่ร้องไห้ควบคู่ไปด้วย


    “งั้นเธอสอบเสร็จก่อนแล้วค่อยมาก็ได้ ตั้งใจให้ดี ไม่ต้องเป็๞ห่วงทางนี้รู้มั้ย” จางจื่อฟ่านบอกน้องสาวคนรองอย่างอ่อนโยน


    “ฉันขอโทษนะจื่อฟ่าน ที่ช่วยอะไรไม่ได้เลยในเวลาคับขันแบบนี้” คนน้องพูดอย่างตำหนิตัวเอง


    “อย่าโทษตัวเองเลยที่รัก ทำหน้าที่ของเธอให้เรียบร้อย แล้วค่อยกลับมาเยี่ยมพ่อ พี่จะรอเธออยู่ที่นี่” จื่อฟ่านกล่าว เธอเข้าใจความรู้สึกของจื่อหลินดี ความรู้สึกที่ช่วยอะไรไม่ได้ทั้งที่รู้ว่าครอบครัวกำลังแย่ แต่เธอไม่อยากให้น้องสาวต้องคิดมาก จื่อหลินต้องทำงานหนักและเรียนไปด้วยแค่นี้ก็เหนื่อยมากพออยู่แล้ว


    เมื่อจางจื่อหลินวางสายไป สองพี่น้องก็มองหน้ากันอีกครั้ง


    “ยังไม่ต้องบอกจื่อหลินว่าพ่อเราอาการหนักแค่ไหน จื่อหลินต้องสอบปริญญาโทอาทิตย์หน้า พี่อยากให้เขามีสมาธิ” จื่อฟ่านกล่าวกำชับน้องสาวคนสุดท้อง น้องสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ


    เมื่อจัดการอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จื่อลู่เดินถือยาและน้ำดื่มตรงมาหาพี่สาว ยื่นยาในมือให้ จางจื่อฟ่านรับมาถือไว้แต่ยังไม่ทันได้เอาเข้าปาก


    “ยานอนหลับเหรอ” เธอถามน้องสาว


    “ใช่ค่ะ พี่จะได้พักผ่อน” จื่อลู่เสริม


    “พี่ยังไม่กินได้มั้ย วันนี้พี่คิดว่าพี่ยังมีเ๹ื่๪๫ให้ต้องคิดอีกหน่อยน่ะ” จื่อฟ่านบอกกับน้องสาว


    “เพราะอย่างนั้นพี่ถึงต้องรีบกินยานี่ พี่จะได้หลับโดยที่ไม่ต้องคิดอะไร” น้องสาวพูดเด็ดขาด พลางยัดแก้วน้ำใส่มือให้พี่สาว แล้วยืนกำกับให้จื่อฟ่านกินยาทั้งหมด 


    จือลู่ขยับเข้ามาโอบกอดพี่สาวของเธอเอาไว้

    จื่อฟ่านกอดตอบอย่างรักใคร่


    “ฉันรู้สึกอุ่นใจมากนะที่เห็นพี่กลับมา” น้องสาวพูดขึ้น จื่อฟ่านลูบที่ผมน้องสาวเบาๆด้วยความเอ็นดู 


    “ไม่ต้องกังวล จากนี้พี่จะอยู่กับเธอเองจนกว่าพ่อจะหาย” จื่อฟ่านพูดกับน้องสาว


    “ไปอาบน้ำอาบท่าเข้านอนได้แล้ว พี่ก็จะเข้านอนแล้วเหมือนกัน” เธอดันตัวน้องสาวออกจากอ้อมกอดแล้วส่งยิ้มอบอุ่นให้ จื่อลู่หมุนตัวกลับแล้วเดินเข้าห้องไป ปล่อยให้จื่อฟ่านยืนคิดอะไรอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินเข้าห้องไปเช่นกัน 


    “ไม่เห็นจะรู้สึกง่วงหรือว่าอยากนอนสักนิด ยาของคุณดูท่าจะหมดอายุไปเสียแล้วล่ะหมอเฉิง” จื่อฟ่านยิ้มน้อยๆพูดกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงหน้าของหมอหนุ่มที่เธอได้ยืมแผ่นอกกว้างของเขาพิงศรีษะเมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา 


    หญิงสาวอาบน้ำเสร็จแล้วจึงขึ้นเตียงนอน เธอคิดถึงภาพผอมซูบของผู้เป็๲พ่อที่นอนอยู่บนเตียง คิดถึงสายน้ำเกลือที่ห้อยอยู่เต็มไปหมด พ่อคงเจ็บและทรมานมากสินะ ในฐานะลูกเธอกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย จื่อฟ่านคิดอย่างทุกข์ใจ …….


    หญิงสาวหลับไปตอนไหนไม่อาจจะรู้ได้ รู้เพียงว่าตื่นขึ้นมาอีกทีก็สายมากแล้ว ฤทธิ์ยาของหมอเฉิงได้ผลชะงัด เธอหลับสนิทจนเกินพอเสียด้วยซ้ำ จื่อฟ่านก้าวลงจากเตียงเดินออกไปข้างนอก


    “ตื่นแล้วเหรอจื่อฟ่าน” น้องสาวร้องทักเมื่อเธอเดินออกมานอกชาน หญิงสาวยิ้มส่งไปให้


    “นอนหลับสนิทไหม” จื่อลู่ถามต่อ


    “หลับเป็๲ตายเลย” จื่อฟ่านตอบ แต่สายตามองดูรถคันหนึ่งที่แล่นออกไปได้ไกลริบแล้ว


    “รถใครมาแต่เช้า” หญิงสาวถามออกไปสายตายังคงจับไปที่รถเก๋งคันงามที่แล่นไปจนใกล้จะลับสายตา


    “หมอเฉิงน่ะ” จื่อลู่ตอบ


    “หือออ เขามาทำอะไรที่นี่” จื่อฟ่านถามมองหน้าน้องสาวอย่างคิดว่ารู้คำตอบ


    “หมอเฉิงเป็๲คนดีนะจื่อฟ่าน เขาดูแลพ่อมาตลอด เขาแวะเอายามาฝากไว้ให้พี่น่ะ หมอเฉิงจะไม่อยู่โรงพยาบาลวันนี้” จื่อลู่ตอบพลางส่งถุงยาใบเล็กให้หล่อน


    “ทำไมต้องยุ่งยากด้วย พี่ไม่ได้ป่วยซะหน่อย” จื่อฟ่านพูดพลางพลิกดูถุงยา


    “ก็บอกแล้วไงว่าเขาเป็๲คนดี” น้องสาวตอบด้วยรอยยิ้มระรื่น


    “เอ พี่ว่าเขาอยากมาหาคนแถวนี้หรือเปล่าน๊า” จื่อฟ่านพูดกระเซ้าน้องสาว


    “บ้าน่า ไม่ใช่อย่างที่พี่คิดหรอกน่า” จื่อลู่พูดเสร็จก็เดินเลี่ยงออกไปให้อาหารม้าในคอก จื่อฟ่านมองตามน้องสาวพลางยิ้มน้อยๆ


    “หมอเฉิงเป็๲คนดี ถ้าเธอจะคบกับใครสักคนพี่ก็หวังว่าจะเป็๲หมอเฉิงนะจื่อลู่” จื่อฟ่านพึมพำคนเดียว


    อากาศยามเช้า แสงอาทิตย์เริ่มแรงขึ้นทุกขณะ สาดแสงส่องให้หยดน้ำค้างแห้งเหือดไปจากต้นไม้ใบหญ้าตามทางเดิน

    บ้านตระกูลจางตั้งเด่นตระหง่านอยู่กลางไร่ ในจำนวนเนื้อที่หลายร้อยไร่ พ่อของเธอทำสวนผลไม้ หญิงสาวเดินสำรวจไปเรื่อยๆอย่างใจลอย ไม่มีอะไรเหมือนเดิมในความทรงจำของเธออีกแล้ว หญิงสาวมองออกไปตามทุ่งหญ้ากว้างที่ปลูกไว้สำหรับเลี้ยงม้าและวัวนม คนงานหลายคนกำลังตัดหญ้าโดยมีจื่อลู่ยืนอยู่ตรงนั้นเฝ้าดูคนงานทั้งหมดแทนพ่อที่ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล


    จางจื่อฟ่านกลับไปเปลี่ยนชุดเข้าไร่อย่างทะมัดทะแมง หญิงสาวตั้งใจจะเข้าไปช่วยงานจื่อลู่ในไร่ 


    “จื่อฟ่านพี่จะไปไหน” น้องสาว๻ะโ๷๞ถามขึ้นเมื่อเห็นเธอเดินตัดมาตามทางดินโล่งๆที่ทอดมาสู่ทุ่งหญ้าที่คนงานกำลังตัดหญ้าอยู่ในขณะนี้


    “พี่มาช่วยเธอ” หญิงสาวพูดพลางเดินลุยหญ้าที่สูงเกือบจะเลยหัวเข่าของเธอ โชคดีที่เธอใส่บู๊ทยาว ไม่อย่างนั้นหญ้าคงจะบาดขาของเธอเป็๞แน่ หญิงสาวก้าวสวบๆไปอย่างไม่ค่อยคล่องนัก เพราะเธอไม่ได้ทำงานอย่างนี้มานานมากแล้ว ไม่เหมือนน้องสาวคนเล็กที่ดูสมบุกสมบันมากกว่า


    จางจื่อลู่มองดูพี่สาวด้วยความรัก หญิงสาวเดินมาช่วยพยุงพี่สาวให้เดินง่ายขึ้น แต่ก็ไม่วายที่จื่อฟ่านจะสะดุดตอหญ้าที่ตัดแล้วจนเกือบจะล้มหน้าคะมำไป โชคดีที่มีจื่อลู่จับแขนเธอไว้อย่างมั่นคง สองสาวหันหน้ามองกันแล้วหัวเราะออกมาทั้งคู่


    “พี่ยืนอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ต้องช่วยหรอก” น้องสาวบอกพลางชี้มือให้หล่อนไปยืนอีกที่


    “ไม่หรอก บอกพี่มาเลยว่าจะให้ทำอะไรพี่ทำได้ พี่อยากช่วยเธอบ้าง” จื่อฟ่านพูดอย่างจริงจังพร้อมกับป้ายแขนขึ้นซับเหงื่อ


    สองพี่น้องตระกูลจางช่วยกันกลิ้งหญ้าที่ตัดแล้วเป็๞ก้อนๆ เพื่อขนไปให้ม้าและวัวในคอก ซึ่งทำเอาเหงื่อไหลไคลย้อยไปตามๆกัน


    เสร็จงานในไร่แล้วทั้งสองจึงกลับมาอาบน้ำอาบท่ากินข้าวเรียบร้อย เตรียมตัวออกไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมผู้เป็๞พ่อ ก่อนไปก็ยังไม่ลืมที่จะไปสั่งความยังคนงานในไร่ให้เสร็จสรรพ จางจื่อฟ่านมองดูกิจวัตรประจำวันของน้องสาวคนเล็กอย่างทึ่งๆ 


    ผู้หญิงตัวเล็กๆที่ต้องตื่นแต่เช้า ทำงานทุกอย่างในไร่ด้วยตัวเอง แล้วยังต้องออกไปทำงานประจำที่โรงพยาบาลทุกวัน แล้วไม่หนำซ้ำพอพ่อป่วยภาระของจื่อลู่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แต่จื่อลู่กลับไม่เคยปริปากบ่นเลยสักครั้ง ในวัน

    ที่จื่อลู่ตัดสินใจโทรหาเธอในวันนั้น หล่อนคงไม่ไหวแล้วจริงๆ เมื่อคิดถึงข้อนี้จื่อฟ่านเองก็ยิ่งปวดใจ….


    ที่จื่อลู่ตัดสินใจโทรหาเธอในวันนั้น หล่อนคงไม่ไหวแล้วจริงๆ เมื่อคิดถึงข้อนี้จื่อฟ่านเองก็ยิ่งปวดใจ….