นี่นับเป็ครั้งที่สามแล้วที่กู้หวาจิงลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงหลังใหญ่ลวดลายโบราณ
ในครั้งแรกเธอตื่นเพราะความเ็ปรวดร้าว ลำคอราวกับมีใครสักคนใช้มีดกรีดเป็รอยเ็ปจนรอยแผลจวนจะแยกออกจากกัน
แต่เมื่อเธอลืมตามองไปยังบริเวณรอบๆตัวอย่างชัดเจน เธอแทบจะไม่ได้สนใจกับความเ็ปนี้เลยแม้แต่น้อย
เหนือศีรษะมีผ้าม่านเตียงสีม่วงอ่อนจับจีบซ้อนกันเป็ระเบียบสวยงาม ้าของผ้ายังมีดอกบัวเขียวแปดกลีบสองสามดอกปักอยู่ดูมีชีวิตชีวาราวกับของจริง
บนกายของเธอคลุมด้วยผ้าห่มสีแดงอ่อนผืนหนึ่งลวดลายของกลุ่มปุยเมฆขนาดใหญ่ที่ปักอยู่ดูคล้ายมวลหมู่ดอกไม้กำลังแย้มกลีบบาน
กู้หวาจิงพยายามอดทนต่อความเ็ปเธอหันหน้าไปยังอีกทางหนึ่ง ไม่ไกลจากเตียงใหญ่มีฉากกั้นวางอยู่้ายังปักลายต้นไผ่และกองหินไว้อย่างประณีตสวยงาม
ไม่ว่าเธอจะมองไปยังมุมไหนของห้องสิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตาต่างทำให้เธออยากจะกรีดร้อง แม้จะเจ็บในลำคอจนหายใจลำบาก แต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา
สิ่งของในห้องนี้ดูแล้วเป็สิ่งที่มีราคาไม่น้อย แต่ทว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เธอคุ้นเคย!
ความคิดแปลกประหลาดอย่างหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวกู้หวาจิงตื่นตระหนก ไม่สามารถควบคุมอาการใเอาไว้ได้ จนหมดสติไปอีกครั้ง...
ครั้งที่สองเมื่อตื่นขึ้นกู้หวาจิงสามารถแยกแยะทุกอย่างได้ชัดเจนในพริบตาเดียวไม่ว่าอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เธอรู้จัก และในตอนนี้ความเ็ปก็เพิ่มทวีมากขึ้น!
เธอเ็ปร้าวระบมจนแทบขาดใจขมับปวดตุบๆ แม้แต่ลมหายใจที่พ่นออกมาก็ร้อนผ่าว! กู้หวาจิงต้องใอีกครั้งเมื่อเธอพบว่า ครั้งก่อนที่เธอหมดสติไปดูเหมือนจะเป็เวลานานมากผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ยังไม่มีใครเข้ามาดูเธอในห้องสักนิดเลยงั้นหรือ
เมื่อมองไปยังบริเวณรอบๆกาย ฐานะทางบ้านก็ดูไม่เลว แต่ทำไมในห้องถึงไม่มีคนคอยดูแล
เธอกำลังจะตายอยู่รอมร่อจะไม่มีใครเข้ามาดูสักหน่อยเลยรึไงกัน
ประสบการณ์จากการสลบไปครั้งก่อนบอกกับเธอว่าให้รอต่อไปอาจจะมีใครสักคนเข้ามาและนำน้ำมาให้เธอดื่ม เพียงแต่รอแล้วรอเล่าจนไม่มีวี่แวว จนเธอสลบไปอีกครั้ง...
และในตอนนี้นับเป็ครั้งที่สามแล้ว
กู้หวาจิงสติแจ่มชัดเพราะเธอตื่นเต็มตัว จึงทำให้เธอรู้สึกกลัวมากขึ้นกว่าเดิม
เธอเคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะป่วยหนักมากดูเหมือนใน่เวลาแห่งความเป็ความตายนั้นไม่มีใครที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือเธอได้
ความทรมานจากความเ็ปแบบนี้แท้ที่จริงแล้วทนแทบไม่ไหวทั่วทั้งร่างกายของเธอต้องทุกข์ทรมานเพราะความกระหายและอาการปวดร้าว อีกทั้งสิ่งเหล่านี้ยังไปกระตุ้นทำให้เธออยากจะร้องไห้ออกมา
ในขณะที่คิดว่าเธอจะหมดสติไปอีกครั้งดีหรือไม่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังจากด้านนอก เสียงแหลมๆ แหบแห้งทะลุผ่านเข้ามากำลังพูดด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิงอยู่ที่หน้าประตูห้อง
“คุณหนูสี่กู้ ท่านสำนึกผิดเสียเถิดฮูหยินผู้เฒ่าก็มิใช่ผู้ไม่มีเหตุมีผล เพียงแต่คุณหนูสี่กู้ไม่สนใจในกฎเกณฑ์ของตระกูลไป๋ไปล่วงเกินฮูหยินผู้เฒ่าเช่นนั้น จนตอนนี้ท่านก็ยังไม่สำนึกผิด แน่นอนว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะต้องโกรธมาก”
กู้หวาจิงเหงื่อแตกพลั่กในทันทีความผิดอะไรกัน เธอจะไปรู้ได้ยังไง!
ตอนนี้ใครก็ได้รีบเอาน้ำมาให้เธอดื่มก่อนไม่ว่าจะเป็ความผิดอะไร เธอก็ยอมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง!
สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดทำให้กู้หวาจิงอยากจะอ้าปากตอบกลับไปแต่ทว่าในลำคอกลับแห้งผาก ทำได้เพียงส่งเสียงคำว่า “น้ำ น้ำ” ออกมาได้เท่านั้น
บุคคลด้านนอกไม่รีรอคำตอบของเธอดูเหมือนคนผู้นั้นจะมีความอดทนเพียงน้อยนิด
“คุณหนูสี่กู้โมโหเช่นนี้ คาดว่าคงต้องทนทุกข์ต่อความลำบากต่อไป...เถียนหมอมอ[1]ไม่ใช่ว่าข้าไม่ให้เ้าเข้าไปดูแล หากแต่ว่านี่เป็คำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ว่าใครก็มิอาจให้ความช่วยเหลือได้ เ้าวางใจเถอะ นี่เป็เพียงวิธีการหนึ่งของฮูหยินผู้เฒ่าที่ใช้สั่งสอนกฎระเบียบของท่านเท่านั้นเอง”
ในตอนนั้นเองอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมเสียงสะอื้น “เฉียนเหวินเจีย ข้าขอร้องเ้า เ้าให้พวกนางปล่อยข้าเถิดคุณหนูของข้ายังป่วยอยู่ ไม่มีผู้ใดคอยดูแล นางอาจจะเป็อะไรไปได้!”
“โธ่ โธ่ เถียนหมอมอ เ้าพูดเช่นนี้ช่างไม่เป็สิริมงคลเอาเสียเลย นั่นเพราะคุณหนูของเ้าทำความผิด เ้าดูสิจนถึงยามนี้นางยังไม่ยอมสำนึกผิด จะไปมีอันเป็ไปง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร”
“พวกเ้า พวกเ้าอย่ารังแกผู้อื่นให้มันมากเกินไป!”
“โอ้โอ้โอ้ นี่เ้าคงไม่ได้คิดจะไปตามให้ใครมาช่วยใช่หรือไม่ จะไปที่ใดรึคงมิใช่กลับไปยังตระกูลกู้หรอกนะ”
เฉียนหมอหมอหัวเราะอย่างมีเลศนัยออกมา“เ้าคิดถูกแล้ว เป็คุณหนูสี่กู้เองที่ไม่ให้เ้าไปยังบ้านตระกูลกู้เพื่อส่งสารมิใช่เพราะพวกข้า ถ้าหากในตอนนั้นคุณหนูของเ้ายอมปล่อยวางได้... เ้าคงไม่ต้องมาแบกรับทุกอย่างเช่นนี้มิใช่หรือ”
“เ้าปล่อยข้านะ ปล่อย...!”
กู้หวาจิงฟังจนปวดหัวหาใดเปรียบมิได้ ขมับปวดตุบๆ จวนจะะเิออกมา
ไม่คิดว่าเหตุการณ์ด้านนอกยิ่งสนทนากันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทำไมยังไม่มีใครเข้ามาดูเธออีกว่ายังมีลมหายใจอยู่ไหม เ้าของร่างนี้ คุณหนูสี่กู้โฉมงามผู้นั้นได้สิ้นลมหายใจไปแล้วยังจะเถียงกันอยู่ได้ เธอก็ใกล้จะสิ้นใจเต็มที
กู้หวาจิงไม่อยากนอนรอความตายเงียบๆเธอหันหน้าไปเจอกับกระถางธูปเล็กๆ ที่วางไว้ด้านข้างเตียงแม้ว่าภายในจะไม่มีธูปปักอยู่ แต่ก็มีน้ำหนักพอดี นี่อาจจะใช้เป็ประโยชน์ได้
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆพร้อมตัดสินใจแน่วแน่ พยายามอดทนกับความเ็ปเหยียดแขนจนสุดไปยังกระถางธูป...
“ตุบ!”
กู้หวาจิงผลักกระถางธูปลงไปบนพื้นได้สำเร็จเรี่ยวแรงแทบไม่มีเหลือ แต่เธอคิดว่ามันได้ผล กระถางธูปมีน้ำหนักพอที่จะทำให้เกิดเสียงดังและมากพอที่จะทำให้เสียงโต้เถียงด้านนอกหยุดลง
“คุณหนูสี่กู้......คุณหนูสี่กู้”
ใครก็ได้รีบเข้ามาสักทีเถอะ!
เธอนอนคว่ำหน้ารอความตายอยู่ข้างเตียง ราวกับซากร่างที่มีลมหายใจน้อยนิด
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] หมอมอคำเรียกหญิงสูงวัย ในบางกรณีอาจใช้กับแม่นม