ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 99 วิกฤตการณ์ดันเจี้ยนปะทุ

              ณ อาคารเรียนคณะของมหาลัย ท่ามกลางบรรยากาศที่ฝนกำลังกระหน่ำลงมาอย่างหนักฝนตกทำให้ท้องฟ้าดูมืดมัวและบรรยากาศหนาวเย็น เสียงฝนที่ตกกระทบพื้นดังซ่า ๆสลับกับเสียงฟ้าร้องไกล ๆ กลิ่นดินที่ถูกชะด้วยฝนลอยเข้ามาปะทะจมูก มวลอากาศเย็นพัดผ่านมาพร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นของธรรมชาติผู้คนจำนวนมากยืนหลบฝนอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้าอาคารบางคนกางร่มและก้าวเดินอย่างเร่งรีบ


              “ทำไมปล่อยให้ตัวเองตากฝนจนเปียกโชกขนาดนี้คะ?”


              แม้สีหน้าจะยังคงเย็นชาเหมือนเดิมแต่น้ำเสียงของคางูยะก็เต็มไปด้วยความห่วงใยหลังจากที่เห็นสภาพของเขาซึ่งเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ


              ภายในอาคารเงียบสงัดนักศึกษาต่างทยอยกันกลับบ้าน บางส่วนก็สิงอยู่ในห้องชมรม ช่วงเวลานี้จึงพบเห็นผู้คนได้บางตาจนออกจะเงียบเหงาไปสักหน่อยกับสถานที่แบบนี้


              “ไม่ได้ปล่อยหรอกครับอยู่ดี ๆ ก่อนถึงอาคารฝนก็เทลงมา สภาพก็เลยเป็นอย่างที่เห็น”


              เขายิ้มแหย ๆกล่าวพร้อมกับกางมือให้เห็นทั้งร่างที่กำลังเปียกปอนชัด ๆ


              คางูยะส่ายหัวก่อนที่จะคว้ามือของเขาเข้ามาในห้องพักของคณะอาจารย์ภายในอาคารเงียบสงัดเนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่ได้ทยอยกลับบ้านไปแล้วบางคนยังอยู่ในห้องชมรม ทำให้มีเพียงไม่กี่คนที่อยู่บริเวณทางเดินชั้นล่างของอาคาร


              เรย์ขืนตัวเล็กน้อยขณะกำลังจะเดินผ่านเข้าประตู


              “เอ่อ...จะดีเหรอครับ สภาพผมตอนนี้—”


              เขาถามอีกฝ่ายยิ้ม ๆอย่างเตือนสติ


              “งั้นยืนรอตรงนี้สักครู่นะคะ”


              คางูยะเดินกลับเข้าไปด้านในโดยที่ตอนนี้มีเหล่าอาจารย์บางส่วนกำลังนั่งเคลียร์งานอยู่ด้านในเพียงสามสี่คน


              หญิงสาวเดินออกมาอีกครั้งพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็ก


              “นี่ค่ะอย่างน้อยใช้มันซับศีรษะสักหน่อยก็ยังดี ...เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้”


              เรย์กล่าวขอบคุณ รับผ้าผืนนั้นจากมือเธอนำมาเช็ดใบหน้าและเส้นผม


              “หอม”


              คำชมกึ่งอุทานเบา ๆหลังจากได้กลิ่นหอมประจำตัวของเธอที่เขามักจะได้กลิ่นเป็นประจำเสมอยามอยู่ใกล้โชยออกมาจากผ้า


              “อะแฮ่มขอโทษด้วยนะคะ พอดีเหลือแต่ผ้าที่ฉันไว้ใช้ประจำแค่ผืนเดียว”


              คางูยะหน้าระเรื่อเล็กน้อยแต่ยังคงความสุขุมเย็นชาไม่ต่างจากเดิม


              “ขอบคุณมากครับว่าแต่อาจารย์เรียกผมมามีอะไรหรือเปล่า?”


              “อะ! นั่นสิคะ เกือบลืมไปเลย”


              เธอเดินกลับเข้าไปด้านในอีกครั้งก่อนจะออกมาพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง


              "นี่ค่ะ ของฝากจากเอนซุ พอดีเธอฝากพี่ชายซื้อมาจากต่างประเทศเยอะแยะเลย"


              คางูยะยื่นถุงข้าวของให้เขาด้วยสีหน้าอ่อนใจ


              “ฝากขอบคุณเธอด้วยนะครับ”


              “แล้วก็เย็นนี้ฉันคงไม่ได้กลับคอนโดนะคะพอดีวันนี้ต้องไปทำธุระที่คาวะโงเอะ”


              “งั้นเหรอครับ...เดินทางปลอดภัยนะครับ”


              ทั้งคู่สบตากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่คางูยะจะเป็นฝ่ายหลบสายตา และส่งร่มสีดำมาให้เขา สายตาเหลือบเลยผ่านไปยังบริเวณด้านหลังของเรย์


              “รักษาสุขภาพด้วยนะคะฉันคิดว่าเธอคงมีธุระแล้วล่ะ ...ขอตัวก่อน”


              คางูยะแย้มยิ้มเล็กน้อยพยักหน้าให้เด็กสาวทั้งสามคนที่อยู่ด้านหลังของเรย์ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านในห้องพักอาจารย์


              เขาหันกลับไปจึงพบว่าเป็นริงโกะกับหญิงสาวอีกสองคนที่กำลังยืนรอพวกเขาสนทนากันอยู่ห่างๆ


              “สายัณห์สวัสดิ์ค่ะคุณเรย์”


              เขาพยักหน้าตอบรับให้กับริงโกะ


              “สวัสดีครับรุ่นพี่”


              ริงโกะเคยเล่าให้เขาฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เธอเรียนอยู่มหาลัยเดียวกับเขาแล้วเขาจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่ได้พบเธอที่นี่


              “หยะ...หยุดเรียกฉันแบบนั้นสักทีสิคะ”


              ริงโกะหน้าแดงเล็กน้อยด้วยสถานะของเธอที่เรียนอยู่ในลำดับปีการศึกษาที่สูงกว่าทำให้เรย์มักชอบเรียกเธอว่ารุ่นพี่อยู่บ่อยครั้งหลังจากได้ลงดันเจี้ยนด้วยกันสองสามรอบที่ผ่านมา


              “นี่...อามิคุระ อายาโกะ กับ มาซุเอดะ มิกะ เพื่อนสนิทฉันเองค่ะ”


              ริงโกะแนะนำเพื่อนทั้งสองให้เรย์รู้จัก


              “พวกเราสองคนได้ฟังเรื่องจากริงโกะแล้วค่ะขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเหลือยัยนี่ไว้”


              เพื่อนทั้งสองของริงโกะต่างโค้งให้อย่างนอบน้อมสายตามองมาที่เขาอย่างสำรวจ


              “มันเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วไม่ต้องคิดว่าเป็นบุญคุณอะไรขนาดนั้นหรอกนะ”


              หลังตอบรับด้วยการยิ้มให้อย่างสุภาพจึงหันมาถามริงโกะ เขาคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการมาขอบคุณเพียงอย่างเดียวแน่


              “...ว่าแต่มีธุระอะไรกันหรือเปล่า”


              “พอดีคุณกาโต้นัดฉันไว้ให้ไปรับของสวมใส่ที่ร้านวันนี้น่ะค่ะแล้วสองคนนี้เขาก็อยากรู้จักคุณกาโต้กับคุณเรย์ ...ก็เลย”


              “ต้องขอโทษด้วยที่รบกวนนะคะเราแค่อยากรู้จักคนที่ริงโกะจะทำงานด้วยหลังจากนี้ว่าเป็นยังไงหวังว่าคุณอาซากุระคงจะเข้าใจนะคะ”


              อายาโกะเป็นฝ่ายออกตัวชิงถามหยั่งเชิงโดยมีมิกะพยักหน้ารับลูกงึกงัก ๆ เต็มไปด้วยสายตาที่มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า


              “ไม่รบกวนหรอกผมเข้าใจความเป็นห่วงของพวกเธอดี”


              เขาพยักหน้ารับรู้เป็นเชิงว่าเข้าใจดูท่ามิตรภาพของสามสาวจะแน่นแฟ้นกว่าที่คิด จนอดหวนนึกถึงความทรงจำในอดีตไม่ได้


              ‘มิตรภาพที่แน่นแฟ้นงั้นรึ...’



             

              06.30 PM


              “ฮ่าฮ่าริงโกะจังนับว่าโชคดีจริง ๆ ที่มีพวกเธอเป็นเพื่อนนะเนี่ย”


              หลังได้พูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนสาวทั้งสองของริงโกะกาโต้หัวเราะร่าแล้วหันไปจิบเบียร์แก้วโตของตัวเอง แกล้มด้วยหัวใจบาซิลิสก์เสียบไม้ย่างที่หวานฉ่ำนุ่มลิ้นและไร้กลิ่นคาว รสชาติดีที่หาได้ยากยิ่งอย่างเอร็ดอร่อย


              ในเวลานี้พวกเขาทั้งหมดห้าคนต่างกำลังนั่งรับประทานอาหารด้วยกันภายในร้าน SHOPA


              บรรยากาศภายในร้านคลาคล่ำไปด้วยฮันเตอร์เหมือนเช่นเคย


              เรย์รู้สึกว่าช่วงหลังมานี้เขามาที่นี่บ่อยจนแทบจะเป็นบ้านหลังที่สองไปแล้ว


              “พวกเราก็วางใจได้แล้วเหมือนกันที่มีคุณซาซากิกับคุณอาซากุระเป็นเพื่อนร่วมทีมของยัยนี่ดีกว่าพวกขยะเปียกก่อนหน้านี้เหมือนอยู่คนละโลกเลย”


              มิกะกล่าว หลังจากได้ทำการสอบสัมภาษณ์กาโต้เป็นที่เรียบร้อยถึงเธอจะได้ฟังเรื่องราวมาจากริงโกะอยู่บ้าง แต่ไม่ว่ายังไงก็อยากมาพบอีกฝ่ายและเห็นด้วยตาของตัวเองมากกว่า


              “อะ เป็นอย่างไรบ้างคะคุณอาซากุระ”


              อายาโกะเอ่ยทัก หลังจากเห็นเรย์เดินกลับมาที่โต๊ะ


              “คับนิดหน่อย แต่ไม่มีปัญหาอะไร ขอบคุณมากนะครับที่ให้ยืมเสื้อผ้า”


              เรย์ในเสื้อยืดคอกลมสีชมพูอ่อนกล่าวขอบคุณ และนั่งลงฝั่งเดียวกับกาโต้ตรงข้ามกับสามสาว


              หลังจากที่เห็นชุดของเขาชื้นแฉะไปด้วยน้ำฝนอีกฝ่ายจึงเสนอให้เขายืมเสื้อจากแฟนหนุ่มของเธอที่มีติดไว้บนรถยนต์ส่วนตัว


              “แหม ใส่แล้วดูดีมากกว่าแฟนของยัยนี่อีกนะคะ เห็นแล้วอยากจะทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิม”


              มิกะกล่าวพลางหัวเราะคิกคักแบบจงใจโปรยเสน่ห์จนโดนริงโกะใช้เท้าสะกิด


              “ฮะฮ้า เนื้อหอมจริง ๆ เลยนะพ่อหนุ่มหวังว่ารอบนี้ฉันคงไม่ต้องไปเป็นกรรมการคอยห้ามทัพอีกแล้วนะ”


              “นี่เพิ่งหัวค่ำเอง คุณกาโต้ดื่มมากเกินไปแล้วหรือเปล่าครับ”


              เขาได้แต่ส่ายหัวขี้เกียจมานั่งแก้ตัวกับเรื่องไร้สาระเหล่านั้น


              “ฉันก็นึกว่าสถานที่รวมตัวของพวกฮันเตอร์จะดูดิบเถื่อนมากกว่านี้นะคะเนี่ยแต่พอได้มาสัมผัสกับตัวจริง ๆ บรรยากาศมันดูสบายและเป็นมิตรกว่าที่คิด”


              อายาโกะว่าหลังเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของผู้คนรอบ ๆ ภายในร้านที่คลาคล่ำไปด้วยฮันเตอร์หลากหลาย ส่วนใหญ่มาใช้เวลาผ่อนคลายหลังกลับจากดันเจี้ยนบรรยากาศในร้านเต็มไปด้วยความคึกคักเสียงหัวเราะและการสนทนาจากทุกมุมของร้านสอดประสานกันเป็นท่วงทำนองที่สร้างความรู้สึกมีชีวิตชีวาแม้ว่าจะเป็นสถานที่รวมตัวของเหล่าฮันเตอร์แต่บรรยากาศกลับดูอบอุ่นและเป็นมิตรมากกว่าที่คนภายนอกคาดคิด


              “อืม— นั่นมันก็แล้วแต่ว่าจะเป็นร้านแบบไหนไม่ใช่ว่าทุกร้านจะมีบรรยากาศแบบนี้ไปเสียทั้งหมดหรอกพวกฮันเตอร์ที่ระดับไม่สูงนักก็จะบ้าบอประมาณนี้แหละ... แต่พวกที่มีระดับชั้นสูงกว่านี้มันก็จะจริงจังและซีเรียสอย่างที่อายาโกะจังคิดไว้ไม่ผิดหรอกเพราะพวกเขาต้องเผชิญกับอันตรายยิ่งกว่าพวกเราทุกเมื่อเชื่อวันน่ะนะ”


              กาโต้ช่วยไขข้อข้องใจให้เด็กสาวฟัง


              “ดูอย่างพวก—”


              ขณะกำลังสนทนาอยู่นั้น ได้มีเสียงสัญญาข้อความจากมือถือทุกคน ผ่านแอปพลิเคชั่นของสมาคมฮันเตอร์ดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งร้าน


              ทันใดนั้นบนหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ของทางร้านได้ตัดภาพจากรายการประมูลกลายเป็นรายงานข่าวด่วนเฉพาะกิจของทางรัฐบาล


              บนหน้าจอมีพิธีกรถือสคริปต์เอาไว้ในมือด้วยสีเป็นกังวล


              ‘เมื่อเวลา 06:15 PM ทีผ่านมาบริเวณสถานนีรถไฟใต้ดินของชินจุกุเกิดเหตุการณ์ปะทุของดันเจี้ยนขนาดใหญ่ขึ้นกินพื้นที่เป็นวงกว้างครอบคลุมทั้งสถานีมีรายงานประมาณการว่ามีพลเรือนที่ติดอยู่ด้านในไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นคน

            ตอนนี้มีฮันเตอร์จำนวนมากมาถึงพื้นที่แล้วเป็นที่เรียบร้อยขอให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางดังกล่าว’


              พิธีกรยังคงว่ารายละเอียดต่อไปโดยบนจอภาพถูกตัดไปยังที่เกิดเหตุจากมุมสูงมีประชนมารอมุงดูอยู่เต็มพื้นที่นอกเส้นกั้นของตำรวจและยังไม่ทราบแน่ชัดถึงลักษณะหรือรูปลักษณ์ของเกท


              แต่สิ่งที่ดึงความสนใจจากเรย์ได้คือสิ่งที่เรียกว่า‘ดันเจี้ยนปะทุ’หรือมีอีกชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘อาบีสดันเจี้ยน’ซึ่งมันคือเหตุการณ์ที่ดันเจี้ยนเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยที่ทางสมาคมไม่สามารถตรวจสอบสัญญาณการเกิดได้ล่วงหน้าและระดับของมันนั้นไม่สามารถวัดค่า ระบุได้อย่างแน่ชัด โดยตัวมันจะส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างดึงดูดผู้คนที่อยู่รอบ ๆ เข้าไปภายใน


              ดันเจี้ยนลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ปัจจุบันมนุษย์นั้นยังไม่สามารถหาหนทางป้องกันล่วงหน้าได้แต่ในเชิงอัตราส่วนแล้ว โอกาสเกิดของมันมีต่ำมากเมื่อเทียบกับดันเจี้ยนประเภทอื่นๆ


              “แล้วแบบนี้คนธรรมดาที่ติดอยู่ข้างในจะเป็นยังไงกันบ้างนะ”


              ริงโกะกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวลแทนผู้คนที่กำลังประสบชะตากรรม


              “เรื่องนี้ไม่มีทางที่สมาพันธ์จะนิ่งนอนใจได้ป่านนี้คงระดมฮันเตอร์ระดับสูงเข้าไปช่วยเหลือแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก”


              กาโต้ช่วยคลายกังวล ตะเกียบในมือยังไม่หยุดคีบอาหารเข้าปาก


              เสียงโทรศัพท์มือถือของเรย์ดังขึ้นว่ามีสายโทรเข้า


              “เรย์พูดครับ”


              ‘นี่เอนซุเองนะเรย์คุง!... เธอเห็นข่าวแล้วใช่ไหมคะ’


              เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนรนผ่านน้ำเสียงของเอนซุ


              “เพิ่งเห็นเหมือนกันครับคุณอามีอะไรหรือเปล่า”


              เรย์เริ่มขมวดคิ้วรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี


              ‘คางูยะน่ะสิคะ ตอนนั้นอากำลังคุยกับเธออยู่ดีๆ สัญญาณก็ถูกตัดขาดไปจนอาติดต่อไม่ได้อาเพิ่งมารู้ว่าเธออยู่ในสถานีรถไฟเดียวกับที่กำลังเป็นข่าวนั่น’


              “อะไรนะ... ครับ!?”


              พอได้ยินดังนั้นเขาก็พลันแข็งทื่อด้วยอาการชาวาบไปทั้งตัว ก่อนจะผุดลุกขึ้นในท่าทางร้อนรนแม้แต่รอบข้างยังตกใจตามไปด้วย


              ตอนนี้อยากให้สิ่งที่ตัวเองได้ยินเป็นเพราะเขาหูฟาดไปเอง เขาแทบไม่ได้ยินเนื้อหาหลังจากนั้นที่เอนซุพรั่งพรูอีกหลายสิ่งให้เขาฟัง ในหัวมีเสียงของคางูยะดังอื้ออึง


              เรย์นึกย้อนไปถึงสิ่งที่คางูยะได้บอกกับเขาก่อนจะจากกันดูเหมือนว่าเธอกำลังจะเดินทางไปที่คาวะโงเอะจริง ๆ


              ‘ระ... เราจะทำยังไงกันดี! อาเป็นห่วงคางูยะเหลือเกินจนไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีแล้ว’


              เอนซุกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือดูเหมือนตอนนี้เธอพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ร้อนใจดั่งไฟสุมของตัวเองไว้อย่างเต็มกำลัง


              “คุณอาใจเย็นๆ นะครับ ผมจะหาทางทำอะไรสักอย่างเอง”


              เรย์ให้คำมั่นกับเอนซุที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนก่อนวางสายถึงเขาจะบอกให้อีกฝ่ายใจเย็น แต่ตัวเขาตอนนี้กลับทำไม่ได้เสียเอง ในอกเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม


              ทุกคนต่างถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากได้เห็นสีหน้าของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


              “ขอโทษทุกคนด้วยผมคงต้องขอตัวก่อน”


              เรย์เลี่ยงที่จะตอบคำถามเขาไม่อยากให้ใครเข้ามาเสี่ยงด้วย เพราะนี่นับเป็นเรื่องส่วนตัว


              ว่าแล้วเขาก็ผลุนผลันลุกออกไปอย่างไม่รั้งรอทว่าถูกกาโต้รั้งเอาไว้เสียก่อน


              “มีคนรู้จักติดอยู่ในนั้นงั้นหรือ”


              กาโต้คาดเดาจากบทสนทนาที่ได้ยินบางส่วน


              “…ครับ”


              “ไปรถฉันแล้วกันน่าจะถึงเร็วกว่านายไม่ได้พกอาวุธอะไรมาเลยไม่ใช่รึไง? ยังไงก็ต้องกลับไปเตรียมตัวให้พร้อมเสียก่อน”


              “ขอบคุณครับ”


              เขาเม้มปากแน่นไม่อาจปฏิเสธความหวังดีจากกาโต้ได้ ตอนนี้ทุกวินาทีล้วนมีค่า


              “ให้ฉันไปด้วยคนนะคะ!”


              ริงโกะเสนอตัว เธออยากช่วยเหลือทุกคนบ้าง


              “ไม่ได้/ไม่ได้!”


              เขากับกาโต้ต่างเอ่ยปฏิเสธขึ้นพร้อมเพรียงกัน


              “งานนี้อันตรายเกินไปมอนสเตอร์ทุกตัวในนั้นมีระดับไม่เสถียร แม้แต่ฉันเองก็คงเต็มกลืนเหมือนกันช่วยเข้าใจด้วยเถอะนะริงโกะจัง”


              กาโต้กล่าวอย่างเคร่งขรึมไม่สามารถใจอ่อนในเรื่องนี้ได้จริง ๆ และยังหันมากำชับกับเพื่อน ๆของริงโกะอีกครั้งว่า


              “รบกวนทั้งสองคนฝากดูริงโกะด้วยอย่าให้เธอแอบตามมาได้ล่ะ”


              กาโต้ไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากริงโกะเพราะเห็นว่าเธอนั้นไร้ฝีมือแต่งานนี้มันเกินกำลังของเธอจริง ๆ หรือแม้แต่กับตัวเขาเองด้วยก็ตาม


              “จะคอยดูไม่ให้คลาดสายตาวางใจพวกหนูได้เลยค่ะ!”

     

    คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน