ไป๋เจ๋อยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าชนชั้นสูงเสื้อผ้าราคาแพงไม่อาจเก็บซ่อนใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเขาได้
คำพูดของหลินเฟิงช่างเหี้ยมโหดนัก หากเขาไม่สู้แล้วจะไม่ถูกผู้คนเยาะเย้ยไปจนตายเชียวหรือ?
เดิมทีการต่อสู้ระหว่างหลินเฟิงกับจั่วชิวก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่สามารถมองพลังที่แท้จริงของหลินเฟิงออกเพียงแค่รู้ว่าจั่วชิวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินเฟิงการที่สามารถตบจั่วชิวจนกระเด็นได้ก็แสดงว่าระดับการบ่มเพาะของหลินเฟิงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“อายุของเขาไม่น่าจะเกิน 16-17 ปีแต่พลังกลับแข็งแกร่งนัก ที่น่ากลัวก็คือมันน่าจะอยู่จุดสูงสุดของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าจั่วชิวมาก”
ไป๋เจ๋อลอบคิดในใจอย่างเงียบๆ ขณะพยายามสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองเอาน่า!!! ตัวเขาเองก็ทะลวงสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 แล้ว หากเปลี่ยนให้เขาไปสู้กับจั่วชิวล่ะก็เขาก็สามารถคว่ำอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
ในสายตาของไป๋เจ๋อ หลินเฟิงเป็นแค่คนชั้นต่ำ แต่การแสดงออกของหลินเฟิงเมื่อครู่และรอยยิ้มมีเลศนัยตอนนี้มันทำให้เขารู้สึกลังเลอย่างบอกไม่ถูก
การต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ สำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนอยู่แล้วว่าเขาต้องชนะ เขาเป็นถึงลูกหลานตระกูลไป๋ที่สูงส่งการชนะคนต่ำต้อยแบบนี้มีอะไรน่าภูมิใจ? ไม่แน่ว่าอาจจะถูกคนบางส่วนกล่าวหาว่าเขารังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่ถ้าแพ้ เขาคงเสียหน้าไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอน
“เจ้าแน่ใจนะว่า อยากให้ข้าพิสูจน์ให้เห็น?”
ไป๋เจ๋อถามด้วยน้ำเสียงอึมครึม ทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าอีกฝ่ายช่างคล้ายกับเหวินเริ่นเหยียนจริงๆ...งูพิษ!
“ใช่” หลินเฟิงพยักหน้า
“เจ้าไม่คิดถึงผลที่จะตามมาเลยหรือ?”ใบหน้าของไป๋เจ๋อเย็นชาขึ้น “บางทีการพิสูจน์ของข้าอาจจะทำให้เจ้าต้องเสียใจไปตลอดชีวิต”
“ฮ่าๆๆๆ” ดวงตาของหลินเฟิงฉายแววเยาะเย้ยออกมาเพียงครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างไม่แยแสว่า “พวกเจ้าเรียกตัวเองว่าเป็นชนชั้นสูง ดังนั้นข้าจึงอยากจะขอคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ... ดังนั้นเจ้าเลิกพูดจาอ้อมค้อมสักที”
ในขณะที่พูดหลินเฟิงก็เหลือบมองไปที่จั่วชิวทั้งจั่วชิวและไป๋เจ๋อล้วนเหมือนกัน หยิ่งยโสโอหังและไม่เห็นใครอยู่ในสายตา!
“ฮ่าๆๆ เจ้าได้ยินไหมไป๋เจ๋อ? เลิกพูดจาอ้อมค้อมสักที”
“ใช่ ปากก็พล่ามว่าตัวเองเป็นคนชนชั้นสูง คอยตัดสินคนนั้นคนนี้ว่าเป็นคนชั้นต่ำคงไม่ใช่ว่าเก่งแต่พูด ส่วนฝีมือก็งั้นๆ?!”
เสียงเย้ยหยันดังมาจากกลุ่มคนธรรมดาทำให้ลูกหลานชนชั้นสูงแต่ละคนมีสีหน้าอึมครึมขึ้นมา โดยเฉาะไป๋เจ๋อ ดวงตาของเขาฉายแววจิตสังหารออกมา
“เจ้าแน่ใจแล้วนะถึงผลที่จะตามมา?”
ไป๋เจ๋อกล่าวขณะที่เดินออกมาจากกลุ่ม ดวงตาอสรพิษเป็นประกายแหลมคมขึ้นมา
“เวลาที่เจ้าเรียกคนอื่นว่าพวกชั้นต่ำ เคยนึกถึงผลที่จะตามมาบ้างไหม?”
หลินเฟิงก้าวเท้าไปข้างหน้า ขณะปลดปล่อยลมปราณที่แข็งแกร่งออกมาเช่นเดียวกับไป๋เจ๋อที่มีลมปราณอันดุดันทะลักออกมาจากร่าง
“ข้าเกิดมาในตระกูลชนชั้นสูง นั่นก็คือตระกูลไป๋ในเมืองหลวงข้าสามารถทะลวงสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปีไม่ว่าจะสถานะ พรสวรรค์ พลัง ข้าล้วนมีมันทั้งหมด แล้วเจ้าล่ะตัวเจ้านับเป็นอะไรได้? ที่ข้าเรียกว่าคนชั้นต่ำ แล้วมันผิดตรงไหน?”
ไป๋เจ๋อก้าวไปข้างหน้า ลมปราณอันเยือกเย็นพุ่งตรงไปที่หลินเฟิงราวกับว่าจะรุกเข้าไปแช่แข็งอวัยวะภายในของหลินเฟิงความแข็งแกร่งของขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ได้ระเบิดออกมา
“ข้าเกิดเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีทรัพยากรมากมายมาช่วยบ่มเพาะข้าพึ่งพาความขยันของตัวเอง จนสามารถบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 ตั้งแต่อายุ 16 ปี แล้วเจ้าล่ะเทียบข้าได้ไหม?”
คำพูดของหลินเฟิงเปรียบเสมือนคมดาบที่แทงเข้ามาในหัวใจอย่างไร้ซึ่งความปรานี คลื่นดาบอันแหลมคมพรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นเสียงคำรามก็ดังกึกก้องไปทั่วแผ่นฟ้า ฝูงชนต่างตกตะลึงหลินเฟิงเพิ่งอายุได้แค่ 16 ปีแต่กลับบรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 เหมือนไป๋เจ๋อเห็นได้ชัดว่าพรสวรรค์ของเขาแข็งแกร่งกว่าไป๋เจ๋อมาก นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆนอกจากนี้หลินเฟิงเกิดมาในครอบครัวธรรมดา ส่วนไป๋เจ๋อนั้นเกิดมาในตระกูลที่สูงส่งด้วยสภาพแวดล้อมที่ดีแบบนี้ไป๋เจ๋อต้องแข็งแกร่งกว่าหลินเฟิงอย่างไม่ต้องสงสัยแต่มันน่าทึ่งมากที่หลินเฟิงอายุเพียงเท่านั้นก็สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้
“เป็นถึงสัตว์ประหลาดแบบนี้แต่กลับไม่มีจดหมายแนะนำของสำนักเทียนอี้? หรือว่าเขาจะไปเข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่” ทุกคนแอบคิดในใจอย่างตกตะลึง
จั่วชิวกับจงหลิงที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งต่างรู้สึกพูดไม่ออกในใจไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไรดี? พวกเขาเรียกหลินเฟิงว่าคนชั้นต่ำทุกคำเพราะสังเกตเห็นว่าหลินเฟิงไม่มีจดหมายแนะนำ แต่ตอนนี้กลับมาพบว่าพรสวรรค์ของพวกเขาเทียบกับหลินเฟิงไม่ได้แม้แต่ไป๋เจ๋อเองก็ยังแอบหน้าถอดสีเช่นกันเมื่อรู้ระดับการบ่มเพาะของหลินเฟิง
ลมปราณที่น่าหวาดกลัวของหลินเฟิงกดทับร่างของไป๋เจ๋อไว้ทำให้ลมปราณของไป๋เจ๋อสลายหายไปในพริบตา เขาโอ้อวดว่าพรสวรรค์ของตัวเองนั้นดีที่สุดแต่ทุกครั้งที่หลินเฟิงก้าวเท้าเข้ามาหา ลมปราณที่พลุ่งพล่านราวกับสายน้ำเหล่านี้ก็แทบจะบดขยี้เขาเป็นจุณคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองต้องมารับความอัปยศในตอนนี้
หลินเฟิงแข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าหลายเท่า!!!
“พรสวรรค์ในการบ่มเพาะ นอกจากความเร็วในการบ่มเพาะแล้วยังต้องเข้าใจเคล็ดวิชาต่างๆ ห้ามขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปและสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ‘จิตวิญญาณ’ จิตวิญญาณของข้าคืออสรพิษขาวไม่รู้ว่าจิตวิญญาณของเจ้าจะเทียบของข้าได้หรือไม่”
ไป๋เจ๋อที่ถูกลมปราณของหลินเฟิงกดดันก็พูดขึ้นมาเขาไม่ยอมเสียหน้าไปมากกว่านี้ ไป๋เจ๋อปลดปล่อยจิตวิญญาณของตัวเองออกมาอสรพิษลอยคว้างอยู่กลางอากาศและเลื้อยพันรอบตัวของไป๋เจ๋อพลางชูหัวขึ้นมาจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างชั่วร้าย
“ที่แท้ก็เป็นจิตวิญญาณประเภทงู”
ในใจของหลินเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชาไม่น่าล่ะหลินเฟิงถึงได้รู้สึกว่าไป๋เจ๋อกับเหวินเริ่นเหยียนนั้นคล้ายกัน ที่แท้ทั้งสองคนก็มีจิตวิญญาณงูเหมือนกันนั้นเอง
“จิตวิญญาณ แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนย่อมมีจิตวิญญาณ แต่ทว่ากับคนบางคนน่ะไม่จำเป็นต้องใช้จิตวิญญานเลยด้วยซ้ำ”
หลินเฟิงกล่าวอย่างไม่แยแส เขาใช้ท่าร่างเคลื่อนไหวดั่งเงาพุ่งไปที่ด้านหน้าของไป๋เจ๋อ จากนั้นก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมา
“หาที่ตาย!” ไป๋เจ๋อแสยะยิ้มอย่างเย็นชาหลินเฟิงดูถูกเขาด้วยการใช้แค่นิ้วเดียวโจมตีตัวเอง
ไป๋เจ๋อฟาดฝ่ามือไปด้านหน้า ประหนึ่งอสรพิษฉกเหยื่อ
แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องประหลาดใจขึ้นมาเมื่อลมปราณทำลายล้างได้แพร่กระจายไปทั่วร่างของเขา ปลายนิ้วของหลินเฟิงราวกับอาวุธอันแหลมคมกระทั่งคลื่นดาบที่แฝงไปด้วยจิตสังหารซึ่งแพร่กระจายไปทั่วท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วนั่น
“ข้าไม่สามารถรับการโจมตีจากนิ้วนั่นได้”
ทันใดนั้นความรู้สึกล้มเหลวและพ่ายแพ้ก็ผุดขึ้นมาในใจของไป๋เจ๋อเมื่อเผชิญหน้ากับนิ้วนี้ เขาก็รู้สึกต้านทานมันไม่ได้
คลื่นดาบรอบตัวพลันสลายหายไป กระทั่งฝูงชนก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นแต่ไป๋เจ๋อกลับเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคลื่นดาบจำนวนมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ปลายนิ้วของหลินเฟิง นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!!!
“ฉึก!”
เสียงเล็กๆ พลันดังขึ้นมา ไป๋เจ๋อรู้สึกเจ็บที่มือเป็นอย่างมากบนฝ่ามือของเขา ปรากฏหลุมเลือดขึ้นมา
นิ้วของหลินเฟิงยังไม่เคลื่อนเข้ามาแต่ฝ่ามือของเขากลับได้รับบาดเจ็บจากการที่คลื่นดาบจำนวนมหาศาลถูกบีบอัดยังไม่ทันที่พลังของเขาจะได้แสดงอำนาจ ก็ถูกทำลายลงในพริบตา
“หนี”
ไป๋เจ๋อที่ก้าวเท้าไปข้างหน้าก็หยุดชะงักอยู่กับที่เท้าที่ก้าวไปด้านหน้าก็รู้สึกหนักอย่างบอกไม่ถูก ทำให้เขาคิดจะถอยหนี
แต่มีเหรอที่หลินเฟิงจะปล่อยเขาไป
“พิฆาต!”
หลินเฟิงกล่าวเพียงคำเดียว นิ้วของเขาปลดปล่อยพลังที่น่าหวาดกลัวออกมา ซึ่งแสงสีขาวพลันแหวกอากาศพุ่งเข้าไปหาไป๋เจ๋ออย่างรวดเร็ว
เสียงสวบสาบดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของไป๋เจ๋อฝ่ามือของเขาถูกแสงสีขาวแทงทะลุจนกลายเป็นหลุมกระทั่งจิตวิญญาณอสรพิษสีขาวก็ยังต้องแตกสลายหายไป ไป๋เจ๋อสั่นเทาไปทั่วร่างก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น
ทุกคนจ้องมองไปที่ร่างของไป๋เจ๋ออย่างหวาดกลัว บรรยากาศถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ
“แปะ แปะ”
ทันใดนั้นฝูงชนก็เห็นเลือดไหลออกมาจากศีรษะของไป๋เจ๋อ
เพียงแค่นิ้วเดียว แต่กลับทรงพลังจนน่าหวาดกลัวถึงขนาดนี้!
ก็เหมือนอย่างที่หลินเฟิงว่า กับคนบางคนน่ะไม่จำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณเลยด้วยซ้ำบางคนต่อให้ไม่ใช้จิตวิญญาณแต่ก็ยังแข็งแกร่งอยู่ดี
ฝูงชนไม่คิดว่าอดีตผู้แข็งแกร่งอย่างไป๋เจ๋อจะมาพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถเช่นนี้เพราะพวกเขารู้ดีว่าพลังของไป๋เจ๋อนั้นแข็งแกร่งแค่ไหนเรียกได้ว่าคนในรุ่นเดียวกับเขานั้นยากที่จะสามารถต่อกรกับไป๋เจ๋อได้ แต่หลินเฟิง… เจ้าสัตว์ประหลาดนี่กลับสามารถคว่ำไป๋เจ๋อได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ใช้จิตวิญญาณด้วยซ้ำ
ตอนนี้หลินเฟิงจ้องมองไปยังไป๋เจ๋อที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นในใจของเขาเองก็รู้สึกตื่นตกใจเช่นกัน คาดไม่ถึงเลยว่าดัชนีพิฆาตจะทรงพลังขนาดนี้หลินเฟิงรู้สึกพอใจกับมันมาก
“ต้องขัดเกลาให้มากกว่านี้ หลังจากเข้าสู่ขอบเขตของการผสานก็จะเหลืออีกเพียงแค่ขอบเขตเดียวเท่านั้น นั่นก็คือหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ตอนนี้ข้าเพิ่งเข้าใจขอบเขตของการผสานซึ่งยังห่างไกลจากขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นพลังของมันก็ทรงอำนาจมากทำให้ไป๋เจ๋อพ่ายแพ้ในพริบตาเดียวถ้าหากข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันล่ะก็ ข้าจะแข็งแกร่งขนาดไหน?”
หลินเฟิงคิดในใจเงียบๆ เมื่อครู่เขาได้ใช้พลังในขอบเขตของการผสานดูซึ่งมันยังไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก แต่ทว่าผลลัพธ์กลับเกินคาด
ตอนนี้ทักษะการควบคุมดาบของหลินเฟิงแข็งแกร่งกว่าในอดีตหลายเท่า
“ข้ายังห่างไกลจากขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ตอนนี้สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือ ควบคุมขอบเขตของการผสานให้มั่นคงกว่านี้”
หลินเฟิงรู้ดีว่าการจะบรรลุไปสู่ขอบเขตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นมันยากมากขนาดไหนแต่อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่ดี ขอเพียงแค่เขามุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆสักวันหนึ่งเขาจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
“แค่ก แค่ก” ไป๋เจ๋อกระอักเลือดออกมาแต่ยังไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ จนเมื่อผ่านไปได้สักพัก ไป๋เจ๋อจึงลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าซีดขาว
หลินเฟิงใช้แค่นิ้วเดียวก็สามารถเอาชนะไป๋เจ๋อได้ นี่มันน่าตกใจเกินไปแล้ว!!! อีกทั้งพวกที่แอบเยาะเย้ยหลินเฟิงอยู่ข้างๆ และสนับสนุนจั่วชิวให้ด่าหลินเฟิงก็เริ่มหน้าเสีย
หลินเฟิงมองไปที่ไป๋เจ๋ออย่างเงียบๆ ในดวงตาของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกสงสารสำหรับคนที่ดูถูกคนแล้ว ล้วนไม่ใช่คนที่น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุดหลินเฟิงก็เปิดปากพูดแดกดันไปอีกประโยคว่า “นี่นะเหรอคือคนที่เรียกตัวเองว่าอัจฉริยะ? เรียกตัวเองว่าเป็นคนชนนั้นสูงและด่าผู้อื่นว่าเป็นคนชั้นต่ำ? แล้วตอนนี้ล่ะ เจ้านับเป็นตัวอะไร?”
คำพูดของหลินเฟิงประหนึ่งฝ่ามือที่ตบลงหน้าของไป๋เจ๋อมันเจ็บยิ่งกว่าตอนที่จั่วชิวโดนตบหน้าหลายเท่า!!!
นอกจากนี้ไม่เพียงแค่ไป๋เจ๋อเท่านั้นที่รู้สึกอับอาย แม้แต่เหล่าลูกหลานจากตระกูลชั้นสูงต่างก็มีใบหน้าที่บิดเบี้ยวราวกับว่าถูกตบหน้าเรียงตัวเลยทีเดียว