ณ ชายป่าอีกด้าน ซึ่งใกล้กับธารน้ำตกขนาดใหญ่ คนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพัก และสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ
“ศิษย์พี่อิงท่านว่ายามนี้พวกนางจะเป็นเช่นไรบ้าง” คนในกลุ่มผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“ปานนี้รึ? ข้าว่าพวกนางคงกำลังวิ่งหนีอสูรเสือ ไม่ก็อสูรหมีดำอยู่กระมัง ฮ่า ฮ่า ฮ่า สมแล้วที่อวดดีไม่ฟังคำข้า นี่ถ้าออดอ้อนดี ๆ อีกสักนิดข้าก็อาจใจอ่อนยอมไปช่วยพวกนางก็เป็นได้” อิงฉานอินหัวร่อด้วยเสียงอันดังก้องพร้อมกับท่าทางที่ดูน่าหมั่นไส้เป็นยิ่งนัก
“แต่ศิษย์น้องหนิงอวี้ที่ไปด้วย แถมนางก็มีฝีมือใช่ย่อย บางทีอาจจะไม่เป็นอย่างที่ศิษย์พี่คาดก็ได้” และพออิงฉานอินได้ยินชื่อของหนิงอวี้ สีหน้าของมันก็พลันเปลี่ยนจากผู้ที่กำลังรื่นเริงกลายเป็นบูดบึ้ง ก่อนจะเอ่ยเสียงดังขึ้น
“เจ้าอย่าพูดชื่อนางให้ข้าได้ยินอีก! นึกถึงนางทีไรข้ายังอารมณ์เสียไม่หาย ดื้อรั้น หัวแข็งไม่เชื่อฟังคำสั่งข้าที่อาวุโสกว่าแม้แต่น้อย น่าเจ็บใจยิ่งนักที่นางเป็นศิษย์รักของอาจารย์ แถมยังเป็นดาวเด่นของฝ่ายต่อสู้ในปีนี้ ข้าก็เลยทำอะไรนางมากไม่ได้ แต่ถ้านางไม่ใช่ละก็....”
“ศิษย์พี่อิงจะทำอันใดรึ”
“หึหึเจ้าโง่ พวกเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าข้าจะทำเช่นไรกับศิษย์น้องที่อวดดีเช่นนาง” อิงฉานอินเอ่ยขึ้นพร้อมแววตา และรอยยิ้มลามกน่าขยะแขยง ซึ่งศิษย์น้องในฝ่ายต่อสู้ของมันที่ได้ยินก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นตามมา
“จริงสิข้าลืมไป แถมนางยังมีรูปร่างหน้างดงามขนาดนี้ด้วย หากศิษย์พี่ได้พานางไปสั่งสอนกันสองต่อสองในห้องลับคงจะสุขสมไม่น้อยเลยทีเดียว” ศิษย์ในฝ่ายต่อสู้คนหนึ่งเอ่ยเสริม ก่อนที่พวกมันจะระเบิดเสียงหัวร่อดังลั่นป่า ศิษย์ฝ่ายปราณ ฝ่ายโอสถซึ่งนั่งพักกันอยู่ห่าง ๆ ที่ได้ฟังก็รู้สึกเอือมระอา และรังเกียจ การกระทำของพวกมันเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ทำได้แค่นิ่งเงียบ อดทนเท่านั้น
“โอ้ เสียงเห่าหอนของสุนัขแถวนี้ช่างดังหนวกหูเสียจริง เห็นทีคงต้องเอาไม้ตีปากให้เงียบลงบ้างเสียแล้ว” ประโยคหนึ่งของใครบางคนดังขึ้น ก่อนจะทำลายเสียงหัวเราะของพวกมันจนหมดสิ้น และผู้พูดมิใช่ใคร ฮุ่ยเฟินนั้นเอง ทุกสายตาที่นั่งอยู่พลันจับจ้องไปที่นางเป็นตาเดียวกัน ซึ่งฮุ่ยเฟินไม่ได้ยืนอยู่ลำพังหากแต่ยังมีฟางเฟิงหลินที่ประคองหนิงอวี้อยู่ด้วย
พวกของอิงฉานอินตกใจไปชั่วขณะ แต่แล้วความโกรธที่พวกตนถูกเอาไปเปรียบเทียบกับสุนัขก็ผุดขึ้นในหัว ศิษย์ฝ่ายต่อผู้หนึ่งพลันลุกขึ้นด้วยแววตาโกรธจัดก่อนเดินปรี่เข้ามาหา ฮุ่ยเฟิน “เมื่อครู่เจ้าเอาพวกข้าไปเปรียบกับตัวอะไรนะ ไหนลองพูดใหม่อีกทีสิ”
ฮุ่ยเฟินที่ได้ยินคำถามก็ลอยหน้าลอยตาก่อนจะเอ่ยว่า “สุนัขอย่างไรเล่า นี่เจ้าหูหนวกรึ เอ๋ ถ้าหูไม่ดีเช่นนี้ เจ้าน่าจะย้ายไปอยู่ฝ่ายงานรับใช้มากกว่านะ ผิดกฎสำนักแย่เลยที่รับคนไม่สมประกอบเป็นศิษย์ฝ่ายต่อสู้” วาจากับท่าทางของฮุ่ยเฟินที่แสดงออกมาในยามนี้ก็ไม่ต่างอันใด กับการเอาน้ำมันราดลงกองไฟ เจ้าศิษย์ฝ่ายต่อสู้คนนั้นเดือดดาลสุดขีด มันจึงขาดสติ และพลันง้างหมัดขึ้นก่อนจะต่อยใส่ผู้ที่พูดจาดูถูกมันตรงหน้า ทว่า...สิ่งที่หมัดกระแทกใส่ หาใช่หน้าของฮุ่ยเฟินไม่ หากแต่เป็น แผ่นศิลาสีเทาขนาดใหญ่ ความเจ็บนั้นมิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้ และดูเหมือนจะได้ยินเสียงกระดูกมือแตกหลายชิ้นอีกด้วย เป็นกระบี่ศิลาฟ้าดินที่ห่าวหรานยกขึ้นมาป้องกันฮุ่ยเฟินนั้นเอง
“หน้าตัวเมียยิ่งนัก นอกจากจะพูดจาเหยียดหยามสตรีลับหลัง แถมยังคิดจะลงไม้ลงมืออีก นี่รึศิษย์ของฝ่ายต่อสู้ที่ท่านเทียนเจิงพร่ำสอนมา ข้าล่ะ อายแทนเขากับท่านเจ้าสำนักจริง ๆ” ห่าวหรานเอ่ยออกมา พร้อมกับสายตาที่มองดูเจ้าศิษย์ฝ่ายต่อสู้ผู้นั้นด้วยความสมเพช
“นะ นี่เจ้า...!!!” อิงฉานอินร่มไปถึงศิษย์น้องของมันคนอื่น ๆ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง เพราะไม่คิดว่าจะได้พบกับห่าวหรานอีกครั้ง
“เหตุใดเจ้าถึงยังไม่ตาย พวกข้านึกว่าเจ้า...”
“ตายรึ? ไม่เลยข้ายังไม่ตาย ที่หายไปจนทำให้พวกเจ้าเป็นห่วง และออกตามหากันทั้งวันทั้งคืนนั้นต้องขออภัยด้วย พอดีมันเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย” วาจาประชดประชันของห่าวหรานนั้น ทำเอา ฮุ่ยเฟิน ฟางเฟิงหลิน และศิษย์ในฝ่ายอื่น ๆ ถึงกับกลั้นขำไว้ไม่อยู่ เพราะทุกคนทราบดีว่า พวกของอิงฉานอินนั้นไม่ได้เป็นห่วงห่าวหราน และไม่มีความคิดที่จะออกตามหามันด้วย การกระทำเช่นนี้ทำให้อิงฉานอินรู้สึกอับอาย และโมโหมาก แต่ไม่นั้นใบหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ชั่วร้าย
“โอ้ เจ้ารอดกลับมาได้นับว่าโชคดีจริง ๆ ห่าวหราน ว่าแต่ไหนล่ะ เนื้อหมูเขี้ยวอัสนีที่เจ้ารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะนำมาให้ข้ากิน” เจ้าอิงฉานอิน มั่นใจว่าหนักแน่นว่า ห่าวหรานน่าจะกลับมาตัวเปล่า จึงเอ่ยถามถึงเนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าเมื่อไม่นานมานี่มันพึ่งบอกว่าไม่อยากกินแล้ว อิงฉานอินคิดว่ามันคงทำให้ห่าวหรานต้องอับอาย และกลายเป็นตัวตลกต่อหน้าผู้อื่นเป็นแน่ ทว่า...
ห่อผ้าขนาดใหญ่ห่อหนึ่งก็ถูกห่าวหรานโยนลงต่อหน้าของมัน
“สิ่งนี้คือ...?”
“คือสิ่งที่เจ้าอยากลองลิ้มชิมรสอย่างไรเล่า เนื้อบางส่วนของหมูป่าเขี้ยวอัสนี” คำพูดพร้อมแววตาที่มุ่งมั่นจริงของห่านหรานทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับอ้าปากค้าง ตื่นตะลึงไปตาม ๆ กัน
“ปะ ปะ เป็นไปไม่ได้ อย่างเจ้านะรึ จะจัดการหมูป่าเขี้ยวอัสนี สัตว์อสูรฟ้าดินในตำนานที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้ อย่ามาโกหกตอแหลจะดีกว่า นะ นะ นี่คงเป็นเนื้อของหมูป่าธรรมดาเสียมากกว่า” เจ้าศิษย์ฝ่ายต่อสู้คนหนึ่งกล่าวขึ้นด้วยท่าทางลนลาน พร้อมกับบอกว่าเนื้อในห่อผ้าเป็นของปลอม ซึ่งหลายคนในที่นั่นก็คิดคล้าย ๆ กัน
“ของปลอมกระนั้นรึ...? ถ้าเช่นนั้นข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าดู”
“พิสูจน์อย่างไร”
“ข้าจะนำมันมาปรุงอาหารแล้วให้ทุกคนกิน โดยเฉพาะเจ้าอินฉานอิง เจ้าเป็นนักสู้ธาตุสายฟ้าใช่หรือไม่ หากกินเนื้อของสัตว์อสูรตรงกับธาตุต่อสู้ในร่างกาย จิตปราณก็จะเพิ่มพูนขึ้นมากกว่าเดิม เมื่อนั้นก็จะพิสูจน์ได้ว่าข้าไม่ได้นำเนื้อปลอม ๆ มาหลอก” สิ่งที่ห่าวหรานคิดจะทำนี้ นับว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงได้อย่างไม่ต้องสงสัย ทว่า...หนิงอวี้ที่ได้ฟังกลับรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องดี เพราะหากอินฉานอิงมีจิตปราณสูงขึ้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับเสือติดปีก ลำพังแค่ยามนี้ฝีมือของมันก็สูงอยู่แล้ว หนิงอวี้เกรงว่าผู้ที่จะเดือดร้อนก็คือตัวของห่าวหรานเองนั่นแหละ
“ขอบคุณคุณหนูที่เป็นห่วงข้า แต่ท่านไม่ต้องกังวลหรอก ขนาดเจ้าหมูป่าเขี้ยวอัสนีข้ายังเอาเนื้อของมันมาได้ ไฉนเลยข้ายังจะต้องเกรงกลัวคนผู้นี้อีก” หนิงอวี้ที่ได้ยินห่าวหราน บอกแบบนั้นก็ขมวดมุ่นคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์ นางทราบว่าห่าวหรานมีวรยุทธ์ลึกลับแอบซ่อนอยู่ แต่มิรู้ว่ามันจะแข็งแกร่งกว่าวรยุทธ์ของ อิงฉานอิน หรือไม่ และหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาผู้ใดจะช่วยห่าวหราน เพราะยามนี้ พละกำลัง และจิตปราณของนางก็พึ่งจะฟื้นคืนได้ไม่ถึงหกส่วน ซึ่งเป็นผลจากการได้รับพิษก่อนหน้านี้...
จบบท