กรี๊ดดดดดดดดด.........
กลางดึกที่เงียบสงัดในคืนพระจันทร์เต็มดวงเสียงกรีดร้องแหลมเล็กด้วยความเ็ปสุดชีวิตดังก้องออกมาจากคฤหาสน์สไตล์โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่เพียงหลังเดียวบนยอดเขาบรรดานกกลางคืนต่างกระพือปีกบินหนีด้วยความตระหนก
ภายในห้องหนึ่งที่อยู่ลึกสุดทางเดินปรากฏร่างของผู้ชายสองคนกับอีกหนึ่งร่างของหญิงสาวที่โดนพรากลมหายใจไปแล้วกลิ่นคาวเืสด ๆ ลอยคละคลุ้งอบอวลไปทั่วห้อง แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่างเผยให้เห็นใบหน้านิ่งสงบของชายผู้ที่ถูกเรียกขานว่า‘นายท่าน’ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิทยืนกำหมัดแน่นพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้นิ่งก่อนจะก้มลงมองร่างไร้ิญญาที่นอนตัวซีดเซียวพร้อมกับรอยคราบเืบริเวณต้นคอรวมไปถึงคราบเลือกที่พุ่งไหลลงมาตามชุดเดรสสีขาว
“ผ้าครับนายท่าน”ชายสูงวัยอีกคนที่ยืนเยื้องออกไปยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กไปให้ด้วยท่าทางนอบน้อม
“เก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย”สุ้มเสียงเย็นะเืของผู้เป็นายเอ่ยขึ้นนิ่ง ๆ ก่อนจะรับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเืบริเวณมุมปากและมือขาวซีดของตัวเอง
“ครับนายท่าน”
รามิลส่งผ้าเช็ดหน้าผืนบางคืนไปให้คนสนิทก่อนจะหันหลังและก้าวเท้าเดินออกไปทางประตูบานใหญ่เขาเดินตรงมายังห้องนอนของตัวเองที่ในหนึ่งเดือนจะกลับเข้ามาที่นี่สักครั้งั์ตาสีแดงเป็ประกายขึ้นยามต้องแสงจันทร์ รามิลโยนสูทที่ถอดออกระหว่างเดินกลับมาทิ้งไปบนพนักโซฟาอย่างไม่ไยดีพลางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟากลางห้อง
เสียงกรีดร้องของหญิงสาวพรหมจรรย์มักจะดังก้องออกมาจากที่แห่งนี้เป็ประจำในค่ำคืนที่พระจันทร์เต็มดวงรามิลทอดสายตามองออกไปในความมืดสุดลูกหูลูกตา ภายในหัวใจที่หยุดเต้นมานานนับพันปีนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปและความรู้สึกขยะแขยงตัวเอง
เตชินทร์เดินตามผู้เป็นายเข้ามาในห้องหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขาอยู่กับรามิลมานาน นานพอที่ทำให้เขารู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นายดี เตชินทร์ทำเพียงยืนอยู่ห่างๆ อย่างเงียบ ๆ
“เมื่อไหร่กันเมื่อไหร่เราจะได้หลุดพ้นคำสาปบ้า ๆ นี้สักที”รามิลบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน เขาบ่นทั้ง ๆที่รู้ว่ามันคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหากยังตามหาสิ่งนั้นไม่พบ
“นายท่าน ผมเองก็จนปัญญา ไม่รู้จะช่วยนายท่านได้อย่างไร”
“หึ หึ นี่เรามัวแต่คิดอะไรอยู่ คิดจะหลุดพ้นคำสาปทั้งๆ ที่มันเป็ไปไม่ได้อย่างนั้นเนี่ยนะ ตลกสิ้นดี เ้ามีอะไรทำก็ไปทำเถอะเตชินทร์ เราอยากอยู่คนเดียว”เสียงหัวเราะเย็น ๆ ที่ดังออกมานั้นราวกับผู้เป็เ้าของกำลังประชดชีวิตโดดเดี่ยวของตัวเองอยู่อย่างนั้นแหละ
เตชินทร์ได้ยินแบบนั้นก็เดินออกมาจากห้องเขารู้ดีว่าผู้เป็นายเสียใจแค่ไหนที่ต้องเป็คนลงมือปลิดชีพ และดื่มเืของหญิงสาวแบบนี้ทุกค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงและคืนนี้ก็เช่นเดียวกัน ชายสูงวัยได้แต่ยืนมองพระจันทร์ที่ทอแสงสีเหลืองนวลนิ่ง ๆก่อนจะถอนหายใจออกมาแรง ๆ เฮือกหนึ่ง
“ใบข้าวลงมาป้อนข้าวคุณทวดหน่อยลูก” เสียงหวานของคุณใบปอดังออกมาจากในครัว
“รับทราบค่ะคุณใบปอ”หญิงสาวผู้เป็ลูกรีบวิ่งลงมาและตรงเข้าไปในครัวทันที
“เดี๋ยวเถอะลูกคนนี้ไป ๆ รีบไป ได้เวลาคุณทวดต้องทานข้าวทานยาแล้ว”
ใบข้าวหญิงสาวหน้าตาน่ารักวัยยี่สิบเอ็ดเดินถือถาดอาหารเข้าไปในห้องนอนของผู้เป็ทวดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและนี่ก็เป็อีกกิจวัตรอย่างหนึ่งในวันหยุดของเธอ เธอมักจะอาสาป้อนข้าวให้คุณทวดหญิงชราที่วัยล่วงเลยจวนจะเข้าสู่เลขสามหลักแล้ว ด้วยเพราะเธออยากฟังเื่เล่าจากคุณทวดนั่นเอง
เธอเปิดประตูห้องนอนของคุณทวดออกอย่างเบามือก็พบว่าเ้าของห้องกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยก ในมือกำลังถือหนังสือเล่มหนึ่งแม้สายตาจะฝ้าฟางตามวัย แต่หญิงชราก็จดจำตัวอักษรในหนังสือเล่มที่ถือได้เป็อย่างดี
“อ่านอะไรอยู่เหรอคะคุณทวด”ใบข้าวเอ่ยทักก่อนจะนำถาดอาหารเช้าวางไว้บนโต๊ะตรงข้าง ๆ
“ไม่ได้อ่านอะไรหรอกลูกทวดแค่คิดถึงเื่ราวในหนังสือเล่มนี้ เลยหยิบขึ้นมาถือไว้เฉย ๆแล้วนี่เราไม่ไปโรงเรียนหรือไง” จรัสศรีเอ่ยกับเหลนสาวคนสวยด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้วันหยุดค่ะแล้วหนังสือเล่มนี้เป็เื่อะไรเหรอคะ คุณทวดเล่าให้ข้าวฟังได้ไหมคะ”
“ได้สิลูกเดี๋ยวทวดจะเล่าให้ฟัง” มือเล็กที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบหัวเหลนสาวด้วยความเอ็นดู
“แต่ก่อนเล่าคุณทวดต้องทานข้าวก่อนนะคะ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนคุณใบปอดุเอา”ใบข้าวพูดพลางยกชามข้าวต้มปลาขึ้นมา และตักป้อนผู้เป็ทวดไปเรื่อย ๆ คำแล้วคำเล่าจนหมดชาม
หลังจากป้อนข้าวและป้อนยาให้คุณทวดเสร็จใบข้าวก็นั่งลงข้าง ๆ เก้าอี้โยกตัวเดิมอีกครั้งและในขณะเดียวกันคุณทวดก็เริ่มเล่าเื่ราวที่ถูกเขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มนั้น
‘ชีวิตของผู้ที่อยู่เหนือความตาย ชีวิตที่อยู่กับคำว่าะเป็เหมือนคำสาปร้ายที่พวกเขาต้องเผชิญ หนทางหลุดพ้นจากความเป็ะนอกจากการถูกสังหารด้วยไฟและวัสดุที่ทำด้วยเงินแท้แล้วยังมีหยกโกเมนลึกลับอีกชิ้นที่สามารถดับชีวิตะนั้นได้ และเื่ราวความลึกลับของหยกโกเมนที่ถูกขนานนามว่า‘หยกมณีสีเื’ ก็กลายเป็สิ่งที่เหล่าผู้อยู่เหนือความตายทั้งหลายออกตามหาหนึ่งเพื่อนำมาใช้ดับชีพที่อยู่มานานกับอีกหนึ่งคือ้าทำลายเพื่อคงความเป็ะของเผ่าพันธุ์ตนเอาไว้ ทว่านับหลายพันปีมาแล้วที่ไม่มีใครเคยพบหรือรู้เื่ราวหยกโกเมนชิ้นนี้เลย’
“ใบข้าว...”หลังเล่าจบ จรัสศรีเอ่ยเรียกเหลนสาวที่ตั้งใจฟังอย่างดี
“คะคุณทวด”
“ทวดอยากพบคนคนหนึ่ง”
“ใครเหรอคะข้าวรู้จักหรือเปล่า ถ้ารู้จักเดี๋ยวข้าวบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปรับเขามาเลยค่ะ”ใบข้าวพูดพร้อมทำท่าขับขี่มอเตอร์ไซค์อากาศจนเรียกรอยยิ้มบาง ๆ จากหญิงชราได้
“เขาชื่อรามิลทวดไม่รู้จักเขาหรอก แต่ทวดอยากเจอเขา มีบางสิ่งบางอย่างที่คุณเทียดของหนูฝากทวดเอาไว้ฝากให้ทวดบอกกับเขาคนนั้น”
“รามิลเหรอคะชื่อแปลก ๆ ข้าวไม่เคยได้ยินเลยค่ะ”
“ทวดเองก็ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนทวดอยากเจอเขาจริง ๆ ข้าวช่วยทวดหน่อยนะลูก”
หลังจากพูดคุยกับคุณทวดอยู่พักใหญ่จนกระทั่งคุณทวดบอกใบข้าวว่าจะเอนหลัง เธอจึงเดินกลับออกมาที่ห้องนั่งเล่นพลางคิดถึงเื่ที่คุณทวดสั่งความเอาไว้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“รามิลแล้วข้าวจะไปหาเขาได้จากที่ไหนล่ะคะคุณทวด เฮ้อ...” ใบข้าวบ่นอุบออกมาเพียงลำพัง
หญิงสาวนั่งคิดสาระตะไปเรื่อยพลางเลื่อนหน้าจอสมาร์ตโฟนดูข่าวสารและความเป็อยู่ของเพื่อนๆ ในโลกออนไลน์ไปด้วย และเพียงไม่นานเ้าเครื่องมือสื่อสารในมือของเธอก็แผดเสียงร้องพร้อมแสดงชื่อเพื่อนสนิทขึ้นมา
“ฮัลโหลว่าไงคะเพื่อน...”ใบข้าวกรอกน้ำเสียงหวานลงไปทันทีที่กดรับสาย
[ชาบูสักหน่อยไหมคะ ฉันกับเ้าเอ๋ยพร้อมแล้ว]ไข่มุกตอบกลับมาโดยการเข้าประเด็นทันที
“ยี่สิบนาทีเจอกันที่ร้านได้เลยจ้ะเพื่อนรัก”
ใบข้าววางสายจากเพื่อนสนิทปุ๊บเธอก็รีบวิ่งขึ้นไปเปลี่ยนกางเกงและคว้ากระเป๋าสะพายลงมาข้างล่างทันทีไม่วายเธอก็วิ่งไปหาคุณใบปอผู้เป็แม่ก่อนจะแจ้งให้ทราบว่าเธอนั้นจะออกไปข้างนอก
ใบปอได้แต่มองตามหลังลูกสาวที่วิ่งออกไปด้วยความร่าเริงพลางส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความเอ็นดู แล้วหันมาทำขนมที่ทำค้างเอาไว้อยู่ต่อ
ใบข้าวมาถึงร้านชาบูหน้ามหาวิทยาลัยภายในยี่สิบนาทีตามที่เธอบอกไข่มุกเอาไว้และผ่านไปไม่นานไข่มุกก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับเ้าเอ๋ยหญิงสาวที่เตรียมลั่นระฆังวิวาห์ทันทีที่เรียนจบ
หลังจากสามสาวเริ่มกินกันไปได้สักพักใบข้าวก็เริ่มเปิดประเด็นที่เธอค้างคาใจกับเพื่อน ๆ ทันที
“นี่พวกแกเราจะหาคนที่รู้จักเพียงแค่ชื่อได้ยังไงอะ”
“เซิร์ซหาในอินเทอร์เน็ตสิ”เ้าเอ๋ยตอบก่อนที่จะนำส่งหมูสไลด์ชิ้นบางเข้าปากไปทันที
“หาแล้วมีเป็ร้อยเลย” ใบข้าวไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองท้อแท้กับอะไรได้ขนาดนี้มาก่อนเลย
“ก็หาทั้งชื่อและนามสกุลสิยะยากอะไร” ไข่มุกสวนทันควัน
“ประเด็นคือรู้แต่ชื่อค่ะคุณไข่มุก”
“แล้วคนที่จะตามหาชื่ออะไรล่ะคะคุณใบข้าว”ไข่มุกย้อนกลับทันทีก่อนจะขำออกมาเล็กน้อย
“รามิล”
ทันทีที่ใบข้าวเอ่ยชื่อของคนที่คุณทวดของเธออยากเจอทั้งไข่มุกและเ้าเอ๋ยต่างห็หันมองหน้ากันทันทีก่อนจะเป็เ้าเอ๋ยที่พูดขึ้นมาก่อน
“รามิลหรือจะเป็ท่านรามิล เ้าของบริษัทจิวเวลรี่ั์ใหญ่”
“ฮะ?ใครนะเ้าเอ๋ย” ใบข้าวถามด้วยความแปลกใจ
“ท่านรามิลได้ยินว่าเป็เ้าของบริษัทจิวเวลรี่ RM Jewelry แต่ก็นะไม่เคยมีใครเจอเขาไม่เคยมีสื่อไหนได้สัมภาษณ์เขามาก่อน อีกอย่างไม่มีรูปถ่ายของเขาด้วยเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช่คนเดียวกับที่ข้าวตามหาอยู่หรือเปล่า”
“ลึกลับอะไรเบอร์นั้น”เป็ไข่มุกที่พูดออกมาอย่างไม่จริงจังนัก
“หรือเขาจะแก่จนเดินไม่ไหวเลยไม่เคยมีใครได้เจอเขา” ใบข้าวพูดไปตามข้อสันนิษฐาน
“โนค่ะเพื่อนเขายังหนุ่มและหล่อมากอันนี้เราได้ยินตามข่าวซุบซิบพวกเพจคลั่งนักธุรกิจอะไรนี่แหละ”เ้าเอ๋ยพูดไปตามข้อมูลที่เธอได้รับรู้มา
“ถ้าหล่อก็ต้องมีรูปบ้างแหละน่าแต่ช่างเถอะ กินก่อนดีกว่า ที่เหลือไว้ค่อยคิด” ใบข้าวพูดตัดบทเพื่อน ๆก่อนจะคีบเบคอนชิ้นสวยเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ ด้วยความอร่อย
ใบข้าวกลับมาถึงบ้านใน่เย็นก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนตัวเองทันทีเธอหยิบแล็ปท็อปขึ้นมาเปิดก่อนจะพิมพ์ข้อความที่รู้ลงในช่องค้นหาของเว็บไซต์ชื่อดังทันที
‘RMJewelry Company’
ทันทีที่กดเอ็นเทอร์ข้อมูลบริษัทจิวเวลรี่ั์ใหญ่ก็ปรากฏบนหน้าจอทันทีแต่ไม่ว่าจะหายังไงก็ไม่เห็นปรากฏรูปภาพของผู้ชายที่ชื่อรามิลเลยมีเพียงแค่บอกว่าผู้บริหารชื่อรามิลเท่านั้น
“แล้วจะใช่คนเดียวกับที่คุณทวด้าเจอไหมนะ”ใบข้าวบ่นพึมพำออกมาคนเดียวเพียงลำพังสายตาก็จดจ้องอยู่แค่ที่ตัวอักษรสีดำตัวหนาที่สะกดว่า ‘รามิล’ ไม่วางตา