ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 45 หมอเทวดาโพธิสัตว์ผี (3)

             

            มีเสียงประตูเปิดออกคนที่นำทางเมื่อครู่ผลักประตูเดินเข้ามา เขาร้องบอกเบาๆ “พวกคุณเสร็จหรือยังรีบไปเถอะ รีบหน่อย...”

            เราสามคนไม่ใส่ใจเขา เขาตะลึงงันเมื่อเห็นโพธิสัตว์ผี

            “ออกไป” โพธิสัตว์ผีโบกมือไล่

            ชายคนนั้นขยี้ตาเพ่งมองใบหน้าโพธิสัตว์ผีอย่างละเอียด แล้วถาม “คุณคือ...”

            ดวงตาโพธิสัตว์ผีฉายแววดุดันเขาโบกมือไล่อีกครั้ง “ไปให้พ้น ฉันบอกให้แกไปซะได้ยินไหม ถ้ายังคิดจะทำงานที่นี่ก็ไสหัวไปซะ”

            ชายคนนั้นตกใจกลัว พยักหน้าหงึกๆ “ครับครับ ไปเดี๋ยวนี้เลย”

            เขาหันมามองถังหว่าน“พวกคุณสามารถเชิญโพธิสัตว์ผีมาได้ยังต้องมาหาผมอีกหรือ ล้อเล่นหรือเปล่า”

            ถังหว่านยังไม่ทันตอบ เขาก็ล้วงเงินปึกนั้นออกจากกระเป๋าวางไว้บนโต๊ะ“เงินอยู่นี่ครับ ผมไม่ได้รับนะ ไม่รู้จักพวกคุณด้วย ลาก่อนครับ”

            “เอ่อ คุณควรรับเงินนี้ไว้ค่ะ” ถังหว่านอธิบายแต่ชายคนนั้นผละออกไปแล้ว เขาปิดประตูตามหลังเบาๆ

            ถังหว่านสั่นหัวแล้วเก็บเงินปึกนั้นอย่างจนใจ

            “สมภาร พอคุณออกหน้าพวกนั้นตกใจกลัวเลยค่ะ” ถังหว่านยิ้มแหยๆ

            โพธิสัตว์ผียิ้มหยัน “พวกนั้นหรือ พวกนั้นจะใครกันแค่พวกกระจอกงอกง่อย ต่อให้หัวหน้าหลี่ของที่นี่ หัวหน้ากองหวังที่ดูแลงานฌาปนกิจพอเห็นฉันก็เหมือนหนูกลัวแมว”

            ผมไม่สงสัยคำพูดของโพธิสัตว์ผี เพราะเรื่องราวมากมายแสดงว่าจี่หนานในฐานะเมืองเอกของซานตงมีคนเก่งมากมายซ่อนตัวอยู่ในหมู่ชาวบ้านล้วนเป็นยอดฝีมือในสาขาอาชีพต่างๆเจ้าหน้าที่ของทางการที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเหล่านี้ ไม่กล้ามีเรื่องกับคนเหล่านี้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเคารพนอบน้อมเหมือนเทพเหมือนเซียน

            โพธิสัตว์ผีตรงหน้าคนนี้มีฉายาว่าหมอเทวดาย่อมเป็นบุคคลระดับผู้นำในกลุ่มคนของมหาวิทยาลัยซานตงรวมทั้งวงการแพทย์ซานตงด้วย คนธรรมดาไม่สามารถเทียบได้

            เราสามคนเดินไปข้างหน้าโดยไม่ได้นัดหมายเข้ามารายล้อมลิ้นชักนั่นจากสามทาง

            “เมื่อพิจารณาจากนิยามด้านการแพทย์แกเป็นคนที่ตายแล้วแน่นอน” ถังหว่านพูด “แต่ในฌาปนสถานแห่งนี้อย่างน้อยเคยเกิดเรื่องประหลาดที่คนตายลุกขึ้นนั่งในเตาเผามาแล้วสามครั้ง”

            นับจากทศวรรษที่แปดสิบทางการเรียกร้องให้ใช้การเผาศพแทนการฝังที่จี่หนานเกิดข่าวลือเรื่องที่คนตายถูกเผาแล้วฟื้นขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์หลายคนออกมาสยบข่าวนี้อธิบายว่านี่เป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่เกิดจากเส้นเอ็นหดตัวเมื่อถูกไฟเผาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องวิญญาณหรือผีสางแต่อย่างใด ยิ่งไม่ใช่ผีดิบอะไรพวกนั้น

            สมัยนี้มีผู้เชี่ยวชาญที่ไร้ความรู้มากมายก่ายกองพวกเขาก่อให้เกิดข่าวลือมากมาย กลับกลายเป็นการยืนยันเรื่องประหลาดเหล่านี้

            ชาวจี่หนานฟังคำพูดของผู้เชี่ยวชาญในทางกลับกันทุกครั้งที่ทางการออกมาสยบข่าวลือเสียงร่ำลือในหมู่ชาวบ้านกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

            “พูดให้ถูกคือสิบสามครั้ง”โพธิสัตว์ผีแก้ให้

             

            “เอาละ เราพูดเฉพาะเรื่องที่มีหลักฐานตรวจสอบมีบันทึกยืนยันได้ สามครั้งนั้นข้อมูลล้วนถูกชั้นเหนือควบคุมมีเพียงคนงานที่หน้างานเห็นกับตา แล้วจึงค่อยๆ แพร่สะพัดออกไป สมภารตามการวิเคราะห์ของคุณ เรื่องเหล่านี้มีคนถูกเผาตายทั้งเป็นจริงๆ หรือคะ”ถังหว่านถาม

            “ฉันเคยได้ยินข่าวลือพวกนั้นแต่เพราะมาที่ฌาปนสถานไม่บ่อย จึงรู้สึกว่าเรื่องประหลาดอย่างนี้อยู่ไกลตัวเกินไป”

            ผมมองดูใบหน้าป้ากวนในสมองนึกถึงท่าทางจริงจังของแกขณะที่จุดธูป แล้วรู้สึกว่าโลกเราช่างไม่แน่นอนคนเราเมื่ออยู่ต่อหน้าธรรมชาติ ความเป็นความตายและผีสางเทวดาแล้วช่างเล็กกระจิริด ทันทีที่ธรรมชาติยื่นมือที่มหึมาออกมาต่อให้มนุษย์แข็งแกร่งแค่ไหน เหิมเกริมแค่ไหน กลับเปลี่ยนเป็นมดตัวเล็กๆ ที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ถูกทำลายอย่างย่อยยับในชั่วพริบตา

            ขณะเดียวกันผมยังคิดว่าแม้ว่าเพื่อนบ้านบนถนนชวีสุ่ยถิงมักจะใช้งานป้ากวนเสมอแต่พอแกตาย กลับไม่มีคนมาคารวะศพ กล่าวคำไว้อาลัยถึงขั้นที่ปล่อยให้แกจากไปอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยว ดูแล้วคนที่อยู่ตัวคนเดียวต่อให้เก่งแค่ไหน พอล้มลง กลับไม่มีคนมาส่ง

            เวลานี้ผมเป็นผู้สืบเชื้อสายคนเดียวของสกุลเซี่ยตอนที่ปู่ตายผมสามารถประกอบพิธีศพส่งปู่ได้ ถ้าวันหน้าผมตายแล้วใครล่ะที่จะมาส่งผมที่ฌาปนสถาน

            “เทียนสือ...” ถังหว่านเรียกผมเบาๆ

            ผมตื่นจากความโศกเศร้าทันทีรู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองหดหู่มาก

            “ชีวิตคนมีเกิดแก่เจ็บตายเป็นอย่างนี้มาแต่โบราณจนถึงเดี๋ยวนี้ อย่าโศกเศร้าเกินไป นี้เป็นกฎแห่งวัฏสงสาร”ถังหว่านพูด

            ผมพยักหน้า “ผมรู้เมื่อกี้คิดถึงเรื่องที่ผ่านมา สะเทือนใจเกินไป ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว”

            ถังหว่านตบหลังมือผมเบาๆ ด้วยความห่วงใย“จริงด้วย สถานที่แบบนี้คนมักจะคิดมาก”

            ถึงตอนนี้ผมจึงสังเกตเห็นว่ามือซ้ายเธอถือถุงมือแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งคู่หนึ่งไว้

            “ฉันจะลองดูดูว่าใช้วิชาคลำกระดูกจะพบอะไรใหม่ไหม” ถังหว่านอธิบายกับผม

            ผมตระหนักได้ว่าเธอกับโพธิสัตว์ผีมีอะไรบางอย่างที่ต่างคอยระวังกันภายนอกเหมือนเชื่อมั่นอีกฝ่าย ที่จริงไม่ยอมละทิ้งการลงมือวิเคราะห์ด้วยตัวเอง

            “ใช่แล้ว ใช่แล้วนี่เป็นเวลาที่จะใช้ประโยชน์จากวิชาคลำกระดูก” โพธิสัตว์ผีพูดเสริม

            ถังหว่านสวมถุงมือ ค่อยๆ ยื่นมือเข้าไปในลิ้นชักมือชะงักกลางอากาศสองสามวินาที แล้ววางฝ่ามือลงบนหน้าผากป้ากวน

            อุณหภูมิในลิ้นชักต่ำมากมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะบนไรผม ขอบหูและขนตาป้ากวนแล้วส่งเสียงกรอบแกรบในฝ่ามือถังหว่าน

            สองมือของถังหว่านเลื่อนจากเส้นแบ่งกลางเส้นผมไปที่กระหม่อม

            กระหม่อมคือจุดเชื่อมต่อระหว่างความคิดกับสวรรค์เบื้องบนแรงบันดาลใจและสัมผัสที่หกล้วนเริ่มจากที่นี่ถ่ายทอดเข้าสู่สมองคนเท่ากับเป็นรูจมูก หลอดลมและปอดของคนก่อนนี้ป้ากวนเคยบอกว่าพอคนตายกระหม่อมจะเปิดออก ไอทิพย์ทั้งหมดจะกระจายออกไปจนหมด

            “ดูเหมือนจะไม่มี...ร่องรอยของชีวิต” ถังหว่านพูดอย่างมั่นใจ

            โพธิสัตว์ผีขมวดคิ้ว แต่ไม่พูดอะไรรอดูขั้นต่อไปของถังหว่าน

            ผมนึกขึ้นได้ตอนที่อยู่ในบ้านป้ากวนซังชิงหงเคยลวงผมเข้าไปในกับดัก ต้องการให้ผมสังหารผีญี่ปุ่นในภาพมายาจุดมุ่งหมายเพื่อลากผมเข้าไปในวังวนของประวัติศาสตร์

            จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าซังชิงหงเป็นคนที่เจ้าเล่ห์มาก

            ในที่นี้ผมไม่อยากวิจารณ์ความชั่วดีถูกผิดของคนคนหนึ่งอย่างไรเสียในยุคที่ไฟสงครามลุกลามนั้นต่อให้ซังชิงหงทำเพื่อเอาตัวรอดก็มีเหตุผลที่พอให้อภัยได้

            ที่ผมอยากพูดจริงๆก็คือในเมื่อซังชิงหงวางแผนล่อลวงผม หล่อนย่อมสามารถวางแผนอื่นเพื่อล่อคนอื่นอีกอย่างขณะนี้ถ้าถังหว่านตกหลุมพราง ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นไปในทางร้าย

            “หนาว...หนาวสุดขีดเย็นมาก...เย็นทั้งฟ้าดิน ระหว่างฟ้ากับดินนอกจากเมฆจับแข็งกับหิมะหนาแล้วไม่มีชีวิตใดๆ อากาศเยือกเย็น หิมะเย็นมาก” ถังหว่านพูดอีกครั้ง น้ำเสียงเปลี่ยนไปแล้ว

            ผมจ้องตาเธอ แววตาเธอเริ่มเลื่อนลอยแล้ว

             

            “ถังหว่าน...” ผมลังเลเล็กน้อย แต่ไม่ยับยั้งเธอผมค่อยๆ ยื่นมือออกไป วางทับบนหลังมือเธอ หลังมือเธอเย็นเฉียบราวกับเครื่องดื่มสองขวดที่แช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นมาทั้งคืน

            “ท่ามกลางอากาศหนาวและทะเลหิมะ ไอสังหารแผ่ไปทั่วทะลวงเมฆทลายหมอก ฉันเห็นแล้ว...” ถังหว่านพูดเบาๆ

            ผมรู้สึกได้ว่าสภาพที่มองไม่เห็นนี้กำลังดำเนินอยู่ลับๆเหมือนที่ซังชิงหงล่อผมเข้าไปในกับดัก

            ขณะนี้ผมสามารถปลุกถังหว่านได้ ทำให้เธอถอยออกมาจากแผนลวงของซังชิงหงแต่นั่นจะทำให้เรื่องนี้ชะงักงันอีกครั้ง ไม่มีผลลัพธ์ให้เห็น เราจะไม่รู้ตลอดไปว่าซังชิงหงต้องการอะไรกันแน่

            ไอเย็นบนหลังมือถังหว่านเคลื่อนตามสองมือผมขึ้นไปไปถึงข้อศอก หนาวเย็นจนผมตัวสั่น

            หน้าหนาวในจี่หนานขึ้นชื่อว่าอบอุ่น ตรงกับที่ท่านเหล่าเส่อบรรยายไว้ในบท“เหมันต์ในจี่หนาน” นับจากที่ผมจำความได้นั้น หน้าหนาวในจี่หนานไม่เคยหนาวจริงๆ ในเมืองจะไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น

            ขณะนี้ที่ผมรู้สึกได้จากมือถังหว่านและจากแผนการของซังชิงหงคืออากาศที่ผิดปกติเป็นความหนาวเย็นสุดขีดในแบบที่ร้อยปีจะเจอครั้งหนึ่ง

            ความหนาวอาจจะหมายถึงสภาพอากาศและอาจหมายถึงใจคนเมื่อคนคนหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่ง หรือกระทั่งคนเมืองหนึ่งขาดความเชื่อมั่นต่ออนาคตจมลงสู่ความสิ้นหวัง จะทำให้รู้สึกหนาวเย็นถึงก้นบึ้งของหัวใจ หนาวจนเข้ากระดูก ความหนาวเย็นแบบนั้นที่จริงคือความหวาดกลัวต่อความตายยังอาจจะหมายถึงรังสีอำมหิตบนคมดาบข้าศึกและเลือดที่เย็นเฉียบจากคอของญาติพี่น้องที่ถูกข้าศึกบั่นออก

            นี่หมายความว่าขณะนี้จากหลังมือของถังหว่านทำให้ผมรู้สึกถึงความหวาดกลัวระดับลึกเมื่อมนุษย์เผชิญกับความตายย้อนมองประวัติศาสตร์ ฤดูหนาวปี 1937 ชาวเมืองทั่วทั้งจี่หนานเผชิญกับการสังหารหมู่ในเมืองคนนับแสนรอถูกบั่นศีรษะ มอบชะตากรรมของตนให้กับผู้รุกรานภายใต้ธงตะวันแดง หน้าหนาวปีนั้นชาวจีนในจี่หนานไม่มีครอบครัวใดที่ไม่ถูกปกคลุมด้วยความสิ้นหวังเมืองแห่งนี้กลายเป็นหนังตัวอย่างของศึกที่นานกิง

            ผมรู้สึกหนาวสั่นจากก้นบึ้งของหัวใจแอบถามใจตัวเองว่าถ้าผมเกิดในจี่หนานเวลานั้นจะจัดการกับตัวเองอย่างไรดี

            ชาวจี่หนานรุ่นใหม่เกิดในประเทศจีนใหม่เติบโตภายใต้ธงแดง ไม่เคยผ่านความโหดร้ายของสงครามดังนั้นจึงสามารถพูดอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะโดยง่ายดายว่า “พิทักษ์มาตุภูมิเป็นหน้าที่ของทุกคน!”

            คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าคนเราต้องเอาชนะความกลัวตายที่ใหญ่มากก่อนจึงจะนึกถึงการแบกรับหน้าที่คนส่วนใหญ่นั้นพอเมืองถูกยึดตัวเองก็ขวัญเสีย ยอมหมอบราบคาบแก้ว คุกเข่าอ้อนวอนขอเป็นพลเมืองใต้ธงตะวันแดงลืมไปแล้วว่าตัวเองคือชาวจีน

            ที่จี่หนานผู้คนนับไม่ถ้วนที่ไม่ยอมจำนนถูกสังหารซากศพเกลื่อนท้องทุ่ง ไม่มีที่กลบฝัง ความจริงทางประวัติศาสตร์ที่อาบด้วยเลือดนี้โหดร้ายจนแทบทนอ่านไม่ได้

            ถังหว่านเงยหน้าขึ้นช้าๆ ไม่ได้มองผม แต่มองที่มุมขวาบนของตู้แช่เหนือลิ้นชักนั้นแขวนกุญแจทองเหลืองอันใหญ่ไว้ ต่างจากลิ้นชักอื่นอย่างสิ้นเชิง

            ผมไม่ได้ปล่อยมือแต่ทำให้ฝ่ามือผมแนบบนหลังมือถังหว่านกระชับขึ้น

            ถังหว่านเป็นยอดฝีมือด้านวิชาคลำกระดูกผมไม่อาจรู้เรื่องราวที่เธอรู้ได้จากการใช้ปลายนิ้วสัมผัสผมหวังว่าอาศัยการชักนำของเธอจะช่วยให้มองเห็นแกนกลางของเรื่องนี้

            จากนั้นผมจึงค่อยๆรู้สึกถึงพลังอย่างหนึ่งถูกปล่อยออกมาจากหลังมือของเธอ มันเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่งอกต้นอ่อนที่อ่อนนุ่มเขียวสดใสพลังดังกล่าวแตกกิ่งก้านเล็กๆ ละเอียดอ่อน แทงเข้าไปในฝ่ามือผมแล้วขึ้นไปตามแขนเข้าสู่ร่างกายผม

            ถ้าเธอเป็นคนอื่นผมคงตกใจกับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้แล้วชักมือกลับทันที แต่เธอคือถังหว่านคนที่ผมไว้ใจที่สุด ผมจึงไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้พลังนั้นเข้าสู่ร่างกาย

            ในไม่ช้าเมื่อพลังนั้นเข้าสู่ทรวงอกและสมองผมผมรู้สึกว่าจู่ๆ เบื้องหน้าสายตาตนเองก็สว่างจ้าขึ้น ราวกับยืนบนเวทีที่ฉายแสงสปอตไลต์

            แสงจ้ามากเป็นวงแสงที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบก้าว ที่ขอบของวงแสงมีหิมะโปรยปรายลงมา

            “พลังนี้...มีแต่พลังนี้ จึงจะสามารถ...ทำลาย...”เสียงผู้หญิงดังขึ้นอย่างเคียดแค้น

            โลกนอกวงแสงนั้นมืดสลัวผมรู้สึกว่าหญิงคนนั้นอยู่ห่างไกลมาก แต่ยังพอฟังออกว่าดูเหมือนจะเป็นเสียงซังชิงหง

            ผมเดาไม่ผิด ซังชิงหงยังอยู่ ที่ถนนลู่ลูปาเธอลวงผมให้ติดกับไม่สำเร็จจึงวางแผนครั้งที่สองที่นี่

            “ทำลายข้าศึกใหญ่...ข้าศึกใหญ่ที่แท้จริง...ไม่ใช่ผีญี่ปุ่นแต่เป็น...” เสียงซังชิงหงดังมาอย่างกระท่อนกระแท่น

            “เป็นอะไร” ผมถามในใจ

            มีเสียงดังหึ่งๆ มีแรงสั่นสะเทือนถ่ายทอดผ่านฝ่ามือผมในแรงสะเทือนนั้นมีเสียงของถังหว่านดังแว่วมาเบาๆ “ฉันเองก็คิดเรื่องนี้ ข้าศึกใหญ่ที่แท้จริงคือใคร”

            ผมตระหนักแล้วว่าแรงสะเทือนนี้เป็นวิธีส่งสัญญาณแบบหนึ่งของถังหว่านแปลกพิสดารกว่าการถ่ายทอดเสียงลับๆ จากปากถึงหู

            “คนพวกนั้นตาย แต่ไม่น่าเสียดาย...เขาตายจึงจะน่าเสียดายที่สุด เหมือนเอาที่กั้นลมไม้ประดู่ไปเผาทิ้ง...ฉันต้องการคนผู้หนึ่งไปรบศึกครั้งนี้แทนเขาไปตายแทนเขา เหลือชีวิตเขาไว้ เพื่อไปฆ่าข้าศึกที่แท้จริง...” ซังชิงหงพูด

            ครั้งนี้หล่อนเปิดเผยความคิดอย่างหมดเปลือกสอดคล้องกับแผนตัวแทนก่อนหน้านี้

            หล่อนกำลังหาตัวแทนภารกิจของตัวแทนก็คือไปตายแทนคนผู้หนึ่งเพื่อเป็นการช่วยวีรบุรุษใหญ่ที่หล่อนเชิดชู

            ตัวแทนคือตัวละครสำคัญในการฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตายังเป็นตัวละครสำคัญในฟ้าไร้ความเมตตามองสรรพสัตว์ไร้ค่า แต่ใครจะยอมเป็นตัวแทนของคนอื่นโดยเฉพาะเป็นการเอาชีวิตตัวเองไปเป็นตัวแทนสู้รบจริงๆ

            แผนของซังชิงหงน่ากลัวมากทั้งยากเย็นมากด้วย เพราะที่หล่อนทำนั้นเป็นแผนการที่ไม่อาจทำสำเร็จได้

            ถ้าผมยอมเป็นตัวแทนให้ใคร คนคนนั้นต้องเป็นถังหว่านเท่านั้น

            มีเพียงเมื่อมีความรักอย่างแท้จริงมนุษย์จึงจะพูดคำว่า“ผมยอมตายเพื่อคุณได้” ผู้ชายคนหนึ่งยินดีสละชีวิตเพื่อหญิงที่ตนรักพลีชีวิตและพลีกายเพื่อรัก นี่เป็นเรื่องราวความรักที่น่าประทับใจไปตลอดกาลสวยงามและสะเทือนใจ ทำให้คนรุ่นหลังเล่าขานซ้ำๆ เหมือนบทละครของเช็คสเปียร์

            ขณะที่ผมคิดในใจเช่นนี้ก็มีแรงสะเทือนมาจากฝ่ามืออีกตามมาด้วยเสียงของถังหว่าน “ขอบใจนะ”

            ที่แท้เธอจะรู้สึกถึงสิ่งที่ผมคิดได้ทันที

            “ถ้าเปลี่ยนเป็นฉัน ก็เช่นกัน” เธอพูดอีก

            ขณะนี้หัวใจเราเชื่อมโยงกันและต่างยอมรับอย่างไม่ลังเลยินดีเป็นตัวแทนยอมตายเพื่ออีกฝ่าย

            นี่เป็นขอบเขตสูงสุดของความรัก มีเพียงเราสองคนจึงจะรู้สึกได้ทั้งไม่ระแวงคำพูดของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

             

            “ฉันเองก็สามารถเป็นตัวแทนเขาตายเพื่อเขา...” เสียงซังชิงหงดังต่อเนื่อง “นั่นไม่อาจแก้ปัญหาได้เขาต้องการตัวแทนคนหนึ่ง ยิ่งต้องการฉัน...ฉันเป็นเหมือนหินลับมีดของเขาฉันตายไม่ได้ ถ้าฉันตาย...เขาก็ไม่อยากอยู่ตามลำพัง...”

            ผมเข้าใจทันทีตระหนักว่าที่ซังชิงหงพูดนั้นคือคำพูดที่ขัดแย้งกันเองในความรัก

            ก่อนหน้านี้เมื่อผมมองแผนตัวแทนของซังชิงหงออกรู้สึกดูหมิ่นหล่อน คิดว่าในแผนนั้นมีความเห็นแก่ตัวอย่างใหญ่หลวงต้องการใช้ความตายของคนอื่นมาแลกกับชีวิตเพื่อนหล่อน เวลานี้ผมเข้าใจแล้ว หล่อนกับคนที่หล่อนเชิดชูนั้นถ้าอยู่ก็อยู่ร่วมกัน ตายก็ตายร่วมกัน เป็นตายด้วยกัน รุกถอยร่วมกัน ไม่อาจขาดกันได้

            เหมือนที่หล่อนพูดเมื่อครู่ หล่อนสามารถเป็นตัวแทนให้เขาแต่ถ้าหล่อนตาย คนผู้นั้นจะขาดหินลับมีดดาบที่ขึ้นสนิมจะไปสังหารข้าศึกที่แท้จริงได้อย่างไร

            ย้อนมาดูผมกับถังหว่านก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ ถ้าหากคนหนึ่งตายแทนอีกคน คนที่เหลือรอดอยู่มีชีวิตต่อไปยังจะมีคุณค่า มีความหมายหรือมีความสุขอีกหรือ