บทที่ 53 กลุ่มคนชุดไหมเงิน
เสียงระเบิดอย่างรุนแรงแผ่กำจายไปทั่วอาณาบริเวณ สร้างความแตกตื่นตกใจแก่คนที่อาศัยบริเวณใกล้เคียงไม่น้อย ผู้ที่ยิงธนูดอกนั้นย่อมมั่นใจในผลลัพธ์การลงมือของตน เพราะธนูดัดแปลงของมันขึ้นชื่อในเรื่องการลอบสังหารในระยะประชิดอย่างดีเยี่ยม เมื่อมั่นใจว่าเป้าหมายตกตายแล้ว มันจึงไม่คิดที่จะรั้งอยู่ หากการต่อสู้เป็นตายในเมืองหลวงเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกย่อมมิใช่ผลดีต่อทั้งตัวมันและเบื้องหลังของมัน การฆ่าคนอย่างอุกอาจโจ่งแจ้งอย่างไรก็มีความผิด อาวุธของมันทำลายหลักฐานในตนเองแล้ว ส่วนมันก็ไม่รั้งอยู่ให้ทางการตรวจสอบพบ
ก่อนหน้านั้นผู้คนมิได้สนใจอาคารตึกร้างที่พังถล่ม นั่นเพราะอาคารร้างมองจากภายนอกค่อนข้างเก่าโทรม พังไปจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เหตุการณ์ระเบิดเมื่อครู่ผิดแผกไปจากธรรมชาติที่ควรจะเป็น ผู้คนจึงเริ่มสนใจและต่างพากันแห่มาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ขณะที่เสียงฝีเท้าและผู้คนมากมายกำลังมาในทางนี้ เฉินซือหยางที่ถูกอาวุธลับซัดใส่ในระยะประชิดก็ค่อยๆ ดีดตัวลุกขึ้น หูของมันยังคงมีเสียงอื้ออึงกังวาน ร่างถูกอาวุธโลหะแหลมคมขนาดเล็กทิ่มแทงนับไม่ถ้วน แต่อาวุธเหล่านั้นเพียงทำลายชุดคลุมด้านนอกและชัดเข้าใส่ได้แค่ผิวหนังชั้นบางๆ ของมัน ทำให้เกิดรอยแดงจุดเล็กๆ เท่านั้น ไม่ถึงขั้นแทงทะลุร่างจนเป็นรูพรุนดั่งเช่นบุรุษที่ขายมันเผา
บุรุษที่ขายมันเผาถูกพวกเดียวกันสังหารแล้ว!
“เพียงเพื่อเป้าหมายของตน แม้แต่พวกเดียวกันยังไม่ละเว้นหรือนี่”
เฉินซือหยางมองไปยังทิศทางซึ่งเคยเป็นตำแหน่งที่ลูกธนูสองดอกพุ่งมา โดยไม่ชักช้า มันก็ได้ทะยานติดตามร่องรอยผู้ที่ยิงธนูไป ปล่อยให้บุรุษขายมันเผานอนทอดร่างเป็นศพให้ชาวบ้านมาพบเห็น
ดูจากร่องรอยฝีเท้าที่เลือนราง ดูเหมือนผู้ที่ยิงธนูจะมีวิชาตัวเบาที่ไม่ธรรมดา ส่งให้ติดตามร่องรอยของมันได้อย่างยากเย็นยิ่ง อีกทั้งเมืองหลวงถนนหนทางลวนเป็นอิฐแดงหรือไม่ก็เป็นวัสดุที่มั่นคงแข็งแรง บ้างก็เป็นหินขัด จึงยากที่จะปรากฏรอยเท้าคนดังเช่นทางดิน ดังนั้นติดตามมาจนถึงเขตเมืองที่เป็นร้านรวงและแผงขายสินค้าจำนวนมาก ชายหนุ่มก็ไม่พบร่องรอยของคนผู้นั้นอีกแล้ว
เฉินซือหยางจึงได้แต่คิดขึ้นมาในใจ
“คนเหล่านี้ไม่แน่อาจนำพาเราไปหามรกตของแม่นางจินได้”
แล้วมันก็หยิบเอาเศษผ้าที่ขาดหวิ่นเปื้อนโลหิตออกมา ก่อนพึมพำขึ้น
“หรือไม่พวกมันอาจรู้จักเจ้าของเศษชุดคลุมชิ้นนี้"
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังมองเศษผ้าที่เปื้อนโลหิตอยู่ในมือนั้น หางตาพลันเหลือบไปเห็นร่างอรชรที่เยื้อย่างผ่านร้านผ้าแห่งหนึ่ง เพียงมองผ่านด้วยหางตา ความงดงามผุดผาดของดรุณีที่อยู่ในวัยแรกแย้มก็ดึงดูดสายตาคนได้อย่างดียิ่ง แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเฉินซือหยางมากที่สุดกลับมิใช่ความงามของนาง ทว่าเป็นชุดคลุมไหมเงินที่ดูคล้ายกับเศษผ้าที่มันถืออยู่!
เช่นนั้นเฉินซือหยางจึงเดินตามสตรีนางนั้นไป ผ่านร้านผ้า ผ่านตึกแถวที่เรียงราย จนไปถึงโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งนางค่อยหยุดลง และเพียงชั่วอึดใจก็พลันมีบุรุษและสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งต่างสวมชุดคลุมไหมเงินเหมือนกันออกมาต้อนรับนาง และเชิญนางเข้าสู่โรงเตี๊ยมนั้นไป
เฉินซือหยางนึกถึงคำของบุรุษขายมันเผาก็พึมพำแผ่วเบาออกมา
“หรือคนเหล่านี้ก็คือคนของสำนักยุทธ์หมื่นภูษาที่ว่า"
มองจากลักษณะของแต่ละคนที่สวมชุดคลุมไหมเงินเหล่านี้ ดูจะเป็นบุรุษและสตรีวัยเยาว์ที่มีศักดิ์ฐานะทางสังคมทั้งสิ้น อาจเป็นเหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลดัง บุตรหลานขุนนางแห่งแคว้น หรืออาจเป็นแหล่งรวมอัจฉริยะด้านการฝึกปรือพลังจิตวิญญาณ เหมือนว่าสำนักยุทธ์หมื่นภูษานี้มิใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสืบเสาะหาตัวตนเจ้าของเศษชุดคลุมที่อยู่ในมือมันชิ้นนี้
แต่เป้าหมายอยู่ตรงหน้า หนทางจะตามหามรกตก็นับว่าถูกบีบแคบลง แม้อาจจะเกี่ยวพันธ์กับเรื่องที่ยุ่งยาก ทว่าเพื่อทดแทนบุญคุณและปฏิบัติตามสัญญาแลกเปลี่ยนกับจินเยว่ มันต้องลองเสี่ยงที่จะกระทำ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังคิดไม่ออกว่าจะใช้แผนใดดี
ตอนนี้วิธีการสำหรับชายหนุ่มยังมืดแปดด้าน สิ่งที่มันต้องทำเป็นประการแรกก็คือหาข้อมูล มันต้องได้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสำนักยุทธ์หมื่นภูษานี้ก่อน ชายหนุ่มจึงตัดสินใจก้าวเดินเข้าโรงเตี๊ยม แต่ขาพึ่งก้าวออกครึ่งเดียวมันก็พลันนึกได้ ด้วยสภาพฝุ่นดินที่เกาะเต็มกาย กอปรกับชุดคลุมที่ขาดหวิ่นของมันคงเป็นที่สดุดตา มันจึงเลือกที่จะเดินไปยังร้านขายผ้าก่อนเพื่อหาซื้อชุดใหม่ผลัดเปลี่ยน รวมถึงทำความสะอาดร่างกายตน
ผ่านไปไม่นานเฉินซือหยางก็มาปรากฏที่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่นี่อีกครั้ง ชุดที่สวมใส่ตัวใหม่ของมันก็ยังคงเป็นสีดำ ลวดลายแม้เปลี่ยนไปบ้างทว่ามันก็ยังชมชอบโทนสีอันอึมครึมมืดมิดนี้อยู่ ด้านหลังยังคงสะพายกล่องอาวุธดังเดิม ดูหล่อเหลาและโดดเด่นเป็นอย่างมาก เพียงแต่ภายในโรงเตี๊ยมมีเสียงดังโวยวาย ผู้คนจึงถูกเจ้าของเสียงนั้นดึงความสนใจจนมิได้มองเห็นตัวตนของเฉินซือหยางที่เข้ามาภายในร้าน
เฉินซือหยางเลือกนั่งลงยังโต๊ะที่อยู่ด้านในสุด เป็นมุมที่หลบตามากที่สุด ส่วนสายตาก็มองไปยังจุดที่เสียงดังโวยวายเช่นเดียวกับสายตาของผู้อื่น เจ้าของเสียงที่โวยวายผู้นั้นเป็นบุรุษหนุ่มในกลุ่มคนที่สวมชุดคลุมไหมเงิน
“เห็นว่าใกล้จะผ่านการฝึกชั้นห้าแล้วก็ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาอย่างนั้นหรือ เจ้าสวะลูกทหารยามเฝ้าประตูเอ๋ย ยังไม่เจียมตัวทำตามคำสั่งของรุ่นพี่ชั้นสี่อย่างข้าอีก!”
บุรุษผู้กล่าวเสียงดังโวยวายวางมาดบาดใหญ่ มันกล่าวไปพลางก็ตบฝ่ามือใส่ใบหน้าของบุรุษหนุ่มอีกผู้ไปพลาง ดูไปแล้วคนทั้งสองต่างอายุไร่เรี่ยกัน ประมาณสิบเก้าถึงยี่สิบปี แต่บุรุษหนุ่มที่วางท่าใหญ่โตผู้นั้นดูจะมีบารมีและพวกพ้องรุมล้อมให้ความสำคัญมากกว่า ผู้คนเรียกขานมันว่า คุณชายหลวนอี้
“คุณชายหลวนอี้ท่านหนักมือไปแล้ว หากมันเป็นอะไรขึ้นมาเหล่าอาจารย์ได้ลงโทษ…”
บุรุษนามหลวนอี้ตัดบท
“สวะสกุลเจิ้งผู้นี้ทนมือทนเท้าขนาดไหนเจ้าก็รู้ มันจะขยับมาชั้นเดียวกันกับพวกเราก็ต้องทำการรับน้องเสียหน่อย ให้มันรู้ว่าไม่ควรทำตัวยโสกับใคร"
เหล่าคนที่อยู่ด้านหลังของหลวนอี้กล่าวเสียงดัง
“นี่เจ้าสวะเจิ้งฟง คุณชายหลวนอี้อุตส่าห์เมตตาไม่เอาเรื่องเจ้า ขอแค่เจ้าก้มไปเลียรองเท้าที่เปรอะเปื้อนเนื่องจากเจ้าทำอาหารตกใส่ เพียงแค่นี้ก็ทำไม่ได้หรือ สมัยเข้าสู่สำนักใหม่ๆ เป็นศิษย์ชั้นห้า ตอนนั้นไม่ว่าจะให้ทำอะไรเจ้าก็ทำ หรือคิดว่ากำลังจะขึ้นชั้นสี่แล้วจะทำตัวเทียบรุ่นพี่อย่างพวกเราอย่างไรก็ได้”
บุรุษหนุ่มนามเจิ้งฟงลูบริมฝีปากของตนที่มีเลือดไหลซึม ก่อนมองหลวนอี้ด้วยนัยน์ตาที่สั่นพร่า พร้อมกับกล่าวเสียงตะกุกตะกักออกมา
“เป็นคุณชายหลวนอี้ที่ขัดขาข้า อาหารนี่จึงหกลงใส่…"
หลวนอี้ระเบิดอารมณ์ฉุนเฉียวออกมา
“เจ้าสวะนี่หาว่าข้ากลั่นแกล้งเจ้าอย่างนั้นหรือ ขยะที่ต่ำต้อยเช่นเจ้าข้าหลวนอี้ไม่ลดตัวให้ต้องแปดเปื้อน!”
หลังเสียงคำรามอย่างฉุนเฉียว มันก็ฟาดฝ่ามือตบลงบนใบหน้าเจิ้งฟงอีกฉาดใหญ่ จนทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่งที่นั่งข้างโต๊ะของเฉินซือหยางทนดูไม่ไหว มันลุกขึ้นพรวด ก่อนที่ทหารอีกผู้จะรีบดึงมือมันไว้
“เจ้าจะทำอะไร"
“เจ้าไม่เห็นหรือว่ามันทำร้ายลูกชายของสหายพวกเรา"
“นั่นคือหลานเจ้าเมืองเชียวนะ หรือเพียงทหารยามเฝ้าประตูอย่างพวกเราจะมีปากมีเสียงได้”
ทหารชั้นผู้น้อยสองผู้ได้แต่กัดฟันกำหมัดนั่งลงบนโต๊ะ ได้แต่ก้มหน้าก้มตารีบกินอาหารฝืนไม่รับทราบเรื่องราว เพราะตัวตนที่กระจ้อยร่อยอย่างพวกมันมิอาจที่จะทำอะไรได้
เฉินซือหยางมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้แต่พึมพำพร้อมกับรอยยิ้มเย็นที่ผุดออกมา
“ศักดิ์ศรีความเป็นคนอยู่ที่พลังอำนาจสินะ… น่าสนใจดีนี่"
กล่าวไปพลางคนก็ลุกจากเก้าอี้ไปพลาง แต่ยังมิทันจะได้ก้าวเดิน เป็นสตรีสะคราญโฉมนางนั้นที่เดินเข้าไปก่อน นางกล่าวเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความไพเราะออกมา
“การรักษาภาพพจน์แห่งสำนักคืออีกหนึ่งกฎให้ยึดถือ เจ้าจึงไม่ควรเบ่งอำนาจต่อหน้าธารกำนัลมากมายเช่นนี้”
หลวนอี้มองผู้คนทั่วโรงเตี๊ยมด้วยสายตาที่ดูแคลนราวกับว่ามันนั้นสูงส่งและเหนือกว่า
“คนเหล่านี้ล้วนรู้จักที่ต่ำที่สูง รู้ว่าสิ่งใดควรพูดและสิ่งใดไม่ควร พี่หญิง เอ๊ะ ไม่สิ ว่าที่พี่สะใภ้ข้า ท่านอย่าได้กังวลจนเกินไป ท่านควรใส่ใจและเตรียมตัวรอวันที่ลูกพี่ลูกน้องของข้าคว้าตัวท่านมาเด็ดดมเถอะ"
ได้ยินเช่นนั้น สตรีอีกหลายผู้ที่อยู่ด้านหลังสตรีสะคราญโฉมก็พลันถลึงตาขึ้น
“นี่เจ้ากล้าเสียมารยาท พวกเราคือศิษย์ชั้นสาม หากนับลำดับศักดิ์แล้วก็ถือว่าเป็นศิษย์พี่ของพวกเจ้า”
หลวนอี้ถลึงตามองสตรีเหล่านั้น
“อีกไม่นานข้าก็จะผ่านไปสู่ชั้นสามแล้ว ไม่นานข้าก็จะได้ไปเชยชม เอ้ย ชื่นชมพวกท่านในระดับเดียวกันแล้ว อย่าได้ทำตัวแบ่งฐานะอย่างเช่นคำว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกเลย"
“หยาบคาย!”
สตรีสะคราญโฉมนางนั้นยกฝ่ามืออันขาวผ่องของตนห้ามเหล่าสหายที่อยู่ด้านหลัง ก่อนหันไปกล่าวกับหลวนอี้
“จริงอยู่ที่เจ้ามีความสามารถจนในระยะเวลาอันสั้นก็จะขึ้นสู่ชั้นสามได้ ทว่าในตอนนี้ตัวตนเจ้ายังเพียงอยู่ที่ชั้นสี่ การไม่เคารพในลำดับอาวุโสที่กฎสำนักตั้งไว้ก็คือการฝ่าฝืน ดูสิว่าวันนี้เจ้าได้ทำการฝ่าฝืนกฎไปกี่ข้อแล้ว”
หลวนอี้มีสีหน้าบึ้งตึง มันจ้องหน้าสตรีสะคราญโฉม ก่อนที่เหล่าสหายมันจะเข้ามากระซิบที่ข้างหู
“คุณชายหลวนอี้พอเถอะ เจ้าก็รู้ว่ากฎสำนักไม่สนศักดิ์ฐานะพื้นฐาน ต่อให้เป็นองค์ชาย วังหลวงก็ยังให้อำนาจท่านเจ้าสำนักลงโทษได้เมื่อทำการฝ่าฝืนกฎ”
หลวนอี้จึงผลักร่างของเจิ้งฟงให้ล้มกลิ้งไปทางอื่น จากนั้นก็จ้องมองสตรีสะคราญโฉม พลางกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า
“เชิดหน้าชูตาต่อไปเถอะพี่หญิง เพราะเมื่อไหร่ที่ถูกยกให้แก่หลวนคุนลูกพี่ลูกน้องข้า ท่านจะไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนี้อีก”
สตรีสะคราญโฉมนางนั้นตอบกลับ
“มั่นใจจังเลยนะว่าพี่เจ้าจะทำได้”
หลวนอี้หัวเราะหึๆ ในลำคอออกมา
“ท่านก็รู้ ในบรรดาบุตรชายท่านเจ้าเมืองอื่น มีใครสู้มันได้บ้าง เพราะมันคืออัจฉริยะเหนืออัจฉริยะที่เป็นความภาคภูมิใจของตระกูลเรา"
สตรีสะคราญโฉมกล่าวอย่างรู้ทัน
“เป็นที่ภาคภูมิของตระกูล แต่เป็นที่อิจฉาของเจ้าหรือไม่ ทั้งที่เข้าสู่สำนักพร้อมกัน เจ้ากลับยังคงอยู่ชั้นสี่แต่มันไปถึงชั้นสองแล้ว”
ได้ฟังเช่นนั้นหลวนอี้ก็กัดฟันจนเส้นเลือดปูดโปนเต็มขมับ
“ท่าน!”
แล้วมันก็สะบัดหน้าเดินออกจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไป พร้อมกับเหล่าสหายและคนของมัน เมื่อหลวนอี้ออกไปแล้ว ทหารยามสองผู้ที่ก้มหน้ากินข้าวอยู่ก็พลันทะลึ่งตัวลุกขึ้นพรวดไปดูอาการของเจิ้งฟง จากนั้นก็พากันหันมาประสานมือให้แก่สตรีสะคราญโฉม
“ขอบพระคุณคุณหนูหนิงเซียน หากไม่ได้ท่าน หลานของผู้น้อยคงแย่แน่”
“ท่านเป็นคนดีจริงๆ สมแล้วที่เป็นบุตรีของท่านเจ้าเมืองซุน บิดาประเสริฐเช่นไรก็มีบุตรีที่ดีเช่นนั้น"
สตรีสะคราญโฉมนางนี้ก็คือซุนหนิงเซียน นางยกมือห้ามคนทั้งสอง
“ไม่ต้องกล่าวยกยอข้า ข้านั้นเพียงทำตามกฎที่สำนักตั้งไว้ พวกท่านพาศิษย์น้องเจิ้งไปดูอาการเถิด"
ด้านเจิ้งฟงก็ลุกขึ้นมากล่าว
“โดนแค่นี้ข้าไม่เป็นไร ขอบพระคุณท่านอาทั้งสองที่เป็นห่วง… ว่าแต่ขอพวกท่านอย่าได้นำเรื่องนี้ไปบอกต่อบิดาข้า"
ทหารยามสองผู้ล้วนเข้าใจจึงผงกศีรษะตอบรับ ก่อนที่เจิ้งฟงจะหันไปคารวะแก่ซุนหนิงเซียน
“ขอบพระคุณศิษย์พี่ที่ออกตัวช่วยข้า… ข้าติดค้างน้ำใจท่านแล้ว”
เมื่อเรื่องถูกคลี่คลายลง เฉินซือหยางก็จ้องมองที่ซุนหนิงเซียนพลางนึกถึงนิสัยใจคอของซุนหลง ก่อนพึมพำออกมา
“ที่แท้ก็บุตรีท่านเจ้าเมืองซุนนี่เอง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอย่างแท้จริง”
หลังจากที่พึมพำออกมา และขณะที่จะนั่งลงยังโต๊ะเพื่อสั่งอาหาร เสียงอันไพเราะของสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้นอยู่ด้านหลัง
“คุณชายท่านนี้ใช่ติดตามข้ามาตั้งแต่ร้านผ้าหรือไม่”
เป็นซุนหนิงเซียนที่มาปรากฏยังเบื้องหลังของมัน