บทที่ 4 หอการค้าไห่ถัง (2)
รถม้าจอดลงที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งฉางซุนจิ้งก้าวลงจากรถม้าก่อน ก่อนจะยื่นมือมาประคองเด็กสาวตามลงมา วันนี้อวิ๋นเหลียนแต่งงานด้วยชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อนที่เนื้อหนาขึ้นเพื่อไม่ให้ดูแปลกแยกเกินไปและยังคงใช้เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเทาขาวที่ดูไม่สะดุดตาคลุมทับเอาไว้พยายามทำให้ตนไม่ดูโดดเด่น แต่ก็ไม่ดูไร้ฐานะเกินไปนักส่วนฉางซุนจิ้งก็สวมชุดสีเทาอย่างที่เขามักใส่ประจำ เมื่อยืนข้างกันทั้งสองก็ดูเหมือนคุณชายคุณหนูที่ไม่ได้มาจากตระกูลร่ำรวยนักประเมินจากสายตาคล้ายมีฐานะปานกลาง แม้ว่าทั้งสองจะหน้าตาดีมากก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดแน่ว่าพวกเขามาจากตระกูลขุนนางใหญ่ด้วยกันทั้งคู่
เสี่ยวเอ้อพาทั้งสองไปที่ห้องส่วนตัวชั้นบนก่อนจะไปสั่งอาหารตามความ้าของทั้งสองอวิ๋นเหลียนกับฉางซุนจิ้งไม่กลัวมีใครจดจำใบหน้าของพวกเขาได้เพราะทั้งคู่ไม่ค่อยได้ออกงานไปพบปะผู้ใดอยู่แล้วยิ่งทางบ้านรับรู้อยู่แล้วว่าออกมาด้วยกันจึงนั่งรับประทานอาหารด้วยกันในห้องส่วนตัวอย่างไม่กลัวเป็ที่ครหาเลยแม้แต่น้อย
“ข้าตั้งใจไว้ว่าจะเปิดภัตตาคารด้วย”อวิ๋นเหลียนเอ่ยขณะคีบอาหารใส่ในชามของตัวเอง “อาหารที่นี่ไม่ได้เื่เลยทำไมอะไรๆถึงได้ล้าหลังไปหมดเช่นนี้นะ”
“ภัตตาคารที่เ้าจะเปิดคงไม่ธรรมดาแน่”
“แน่นอนข้าตั้งใจว่าอาหารในร้านจะเป็อาหารยาทั้งหมด”อวิ๋นเหลียนเล่าความคิดของนางออกมาอย่างกระตือรือร้นทันที“รายการอาหารทุกชนิดในร้านจะสามารถช่วยบำรุงสุขภาพให้กับผู้ที่รับประทานได้ดังนั้นผักและวัตถุดิบที่นำมาทำต้องผ่านกระบวนการพิเศษ มีปราณอยู่ภายใน ใช่แล้วสูตรอาหารที่ข้ามีนั้นสามารถช่วยให้เหล่าผู้ฝึกตนพัฒนาไปเร็วขึ้นช่วยทะลวงเส้นลมปราณ ช่วยให้ดูดซับพลังฟ้าดินเข้าร่างได้เร็วขึ้นสรุปก็คือเป็อาหารที่ให้ฤทธิ์เสมือนโอสถ”
ฉางซุนจิ้งได้แต่พยักหน้ารัวๆ“ข้ามองเห็นความมั่งคั่งร่ำรวยของท่านประมุขอวิ๋นมาแต่ไกลเลยขอรับ”
อวิ๋นเหลียนหลุดหัวเราะ “ประมุขอวิ๋นอะไรเรียกนายหญิงสิ”
ดวงตาของชายหนุ่มเป็ประกายแวววาวขึ้นมาทันที“นายหญิง...” เขาเรียกด้วยเสียงนุ่มละมุนพลางฉวยโอกาสขยับตัวเข้าไปใกล้พลางคีบอาหารใส่ชามของนางอย่างเอาอกเอาใจ“ยังไม่แต่งเข้าบ้านก็ให้ผู้อื่นเรียกนายหญิงเสียแล้ว เหลียนเอ๋อร์เ้าช่างร้ายกาจนัก”
อวิ๋นเหลียนชี้หน้าตัวเองก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดออกมาอีกครั้ง “เอาจริงๆนะ พี่จิ้งข้าเองก็รู้ว่าตัวเองไม่ฉลาดในเื่ความรู้สึกนัก ท่านก็อย่าได้แกล้งข้านักเลย”
ฉางซุนจิ้งยิ้มแย้มไม่ตอบคำทั้งสองนั่งพูดคุยรับประทานอาหารกันจนอิ่มแล้วอวิ๋นเหลียนก็บอกว่านางจะหลอมโอสถตอนนี้เลย
ด้วยความที่ตัวเองเป็เตาหลอมอยู่แล้วอวิ๋นเหลียนจึงไม่จำเป็ต้องหาเตาหลอมยาที่ไหนมาใช้อีกและตัวนางเองก็ไม่คิดจะลดตัวไปแตะต้องเตาหลอมใบอื่นที่ไร้คุณภาพพวกนั้นด้วยโชคดีที่ฉางซุนจิ้งไม่มีความรู้ด้านการหลอมโอสถนางจึงแสดงวิธีการแปลกประหลาดของตัวเองให้เขาเห็นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเขาจะซักไซ้ไล่เลียง
เด็กสาวใช้พลังดูดเอาวัตถุดิบสำหรับโอสถไป๋หลิงเข้าไปในร่างก่อนจะใช้เพลิง์ค่อยๆชำระกลั่นพลังวิเศษของสมุนไพรเ่าั้ออกมาจากนั้นก็ใช้เพลิงหล่อหลอมพวกมันจนขึ้นรูปกลายเป็ยาลูกกลอน
“พี่จิ้ง เอาขวดหยก300ขวดออกมาเร็ว”
ฉางซุนจิ้งที่ฝึกใช้แหวนมิติมาสองวันแล้วสามารถเรียกขวดหยกใบเล็กที่เขาซื้อมาออกมาวางเรียงรายบนโต๊ะอาหารได้ตามสั่งทันทีอวิ๋นเหลียนจึงยื่นฝ่ามือออกไปด้านหน้าทันใดนั้นโอสถเม็ดกลมเกลี้ยงสีขาวพิสุทธิ์ก็หลั่งไหลออกมาจากฝ่ามือบางพุ่งลงไปในขวดหยกแต่ละใบอย่างแม่นยำ เด็กสาวสะบัดมือวูบ จุกฝาขวดก็ปิดลงในแต่ละขวดอย่างรวดเร็วใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อ โอสถระดับสองจำนวน 300 เม็ดก็แล้วเสร็จอย่างง่ายดาย
แม้แต่ฉางซุนจิ้งที่หลอมโอสถไม่เป็ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เื่ปกติของการหลอมโอสถอย่างแน่นอนแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่เดินเข้าไปหยิบขวดใบหนึ่งมาเปิดดูด้วยความสนใจเมื่อเทเม็ดยาออกมาก็พบว่ามันเป็สีขาวสะอาด บ่งบอกคุณภาพว่าอยู่ในระดับสูงสุด
“เราเอาเรียงใส่หีบไว้ตอนเอาออกมาขายจะได้ดูไม่อลังการเกินไปนัก” อวิ๋นเหลียนบอกก่อนจะปล่อยให้ฉางซุนจิ้งนำขวดหยกวางเรียงลงในหีบ หีบละร้อยขวดส่วนตัวเองก็เริ่มลงมือหลอมโอสถชนิดต่อไป
หนึ่งชั่วยามต่อมาทั้งสองก็ชำระค่าอาหารแล้วมุ่งหน้าไปยังหอการค้าไห่ถังระหว่างทางอวิ๋นเหลียนยังแวะซื้อหมวกผ้าโปร่งมาใส่ปิดบังใบหน้าส่วนฉางซุนจิ้งก็ซื้อเสื้อคลุมแบบมีหมวกมาตัวหนึ่งทั้งสองปิดบังฐานะไปยังโต๊ะติดต่อรับซื้อโอสถของหอการค้าไห่ถัง
อวิ๋นเหลียนหยุดยืนดูป้ายรายการและราคาโอสถที่รับซื้อด้วยความสนใจนิ้วเรียวไล่ไปตามรายชื่อที่คุ้นตาเ่าั้ ก่อนจะพึมพำว่า“มีแต่โอสถพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกตนทั้งนั้น”
“เพราะผู้ฝึกตนคือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สุด”เ้าหน้าที่หอการค้าเงยหน้าขึ้นมองเ้าของเสียงหวานเขาไม่ได้มีท่าทางแปลกใจที่เห็นทั้งสองปกปิดใบหน้าอาชีพพิเศษที่หายากเช่นนักหลอมโอสถ หรือนักหลอมสมบัติล้วนแต่เป็คนที่หาตัวจับยากและชอบเร้นกายดังนั้นเขาจึงไม่ได้ละลาบละล้วงถึงตัวตนของอีกฝ่ายเพียงแต่ถามอย่างสุภาพด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ทราบแม่นาง้าขายโอสถชนิดใดหรือขอรับ”
อวิ๋นเหลียนไม่ได้นั่งลงบนเก้าอี้และไม่ได้หยิบหีบยาจำนวนมากออกมาในทันที แต่กล่าวเสียงเบาว่า “โอสถไป๋หลิงโอสถชิงหลิง โอสถหงหลิง โอสถเสวียนหลิง ทั้งหมดระดับสอง อย่างละ 300 เม็ด”
เ้าหน้าที่หอการค้ามือสั่นผุดลุกขึ้นยืนทันทีก่อนจะรีบเชิญนางไปยังห้องรับรองส่วนตัวเขาก็ขอตัวไปตามผู้จัดการใหญ่ประจำหอการค้าออกมา
ฉางซุนจิ้งนั่งลงข้างกายนาง กระซิบว่า“เ้าอยากให้ข้าจัดการแทนหรือไม่”
“ท่านไม่ได้เรียกข้าว่าประมุขอวิ๋นหรืออย่างไรข้าจัดการเอง” อวิ๋นเหลียนรู้สึกดีที่เขาเสนอตัวช่วยออกหน้าให้ แต่นางรู้สึกว่านางควรจัดการด้วยตัวเองมากกว่าฉางซุนจิ้งก็ไม่ได้ว่าอะไรเขากลับไปนั่งนิ่งด้วยท่าทางราวกับเป็เพียงผู้ติดตามของนางเช่นเดิม
ไม่นานนักชายหนุ่มที่ดูอายุราวสามสิบต้นๆก็เดินเข้ามาเขาสวมใส่ชุดคลุมตัวหนาสีดำ ดูหรูหราแต่ก็ไม่ได้ดูฟุ่มเฟือยอวดฐานะ เมื่อเห็นคนในห้องรับรองก็ค้อมการคารวะอย่างมีมารยาททันที“คารวะท่านทั้งสอง ข้าน้อยเฉิงซู่ เป็ผู้จัดการใหญ่ของหอการค้าไห่ถังสาขาเมืองหลวงได้ยินว่าท่านมีโอสถระดับสองจำนวนมากมาขาย”
อวิ๋นเหลียนไม่รอให้เขาซักไซ้ชิงเป็ฝ่ายเปิดปากเอง “ไม่ต้องกังวล ข้ามีโอสถมาขายจริง ทั้งหมดเพิ่งหลอมเสร็จไม่นานไม่ได้ขโมยมา และเป็สมบัติของข้าอย่างถูกต้องแน่นอน เฮ้อ ไม่ปิดบังผู้จัดการเฉิงข้ามีความจำเป็ต้องใช้เงินจำนวนมากโดยด่วน ถึงได้นำของออกมาขายหวังว่าหอการค้าไห่ถังจะช่วยรับซื้อเอาไว้ได้”
“เป็เกียรติของหอการค้าไห่ถังที่จะได้รับใช้...เอ่อคุณหนูขอรับ” เฉิงซู่คล้ายไม่รู้ว่าควรเรียกสตรีเบื้องหน้าเช่นไรเขามองไม่ออกว่านางเป็สตรีที่ออกเรือนแล้วหรือไม่แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่านางยังเยาว์วัย เขาทำการค้าขายมามากจึงสรรหาคำเรียกที่เป็กลางได้อย่างรวดเร็ว “แล้วโอสถที่ว่า...”
“อยู่ที่นี่แล้ว” อวิ๋นเหลียนยื่นมือออกไปด้านหน้าทันใดนั้นหีบ12ใบก็ปรากฏในห้องรับรองบนหีบแปะกระดาษที่เขียนเอาไว้ว่าด้านในเป็โอสถชนิดใด“เชิญผู้จัดการเฉิงตรวจสอบสินค้าดูได้”
เฉิงซู่ถูกหีบที่ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าทำให้ใพริบตานั้นก็ประเมินในใจแล้วว่าสตรีลึกลับผู้นี้จะต้องเป็บุตรสาวของยอดคนที่เร้นกายหรือไม่ก็พวกผู้ฝึกตนระดับสูงอย่างแน่นอนเขารู้ว่ามีพวกผู้ใช้เวทบางคนสามารถเสกน้ำเสกไฟออกมาได้และรู้ว่าพวกผู้ฝึกตนบางคนที่มีอาวุธวิเศษในสามารถเก็บมันไว้ในร่างกายและเรียกออกมาเมื่อไรก็ได้
แต่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีคนที่สามารถเรียกหีบใบใหญ่สิบกว่าใบออกมาจากความว่างเปล่าได้ด้วย
อวิ๋นเหลียนก็ไม่คิดจะปล่อยโอกาสโฆษณาสินค้าไปนางเอ่ยยิ้มๆว่า “มีสมบัติวิเศษชนิดหนึ่ง เรียกว่า แหวนมิติภายในแหวนมิติจะมีพื้นที่ว่างที่สามารถเก็บกักของจำนวนหนึ่งเอาไว้ได้แต่แน่นอนว่าสมบัติวิเศษชนิดนี้ไม่ใช่ของที่ใครก็สามารถมีได้”
เฉิงซู่เลื่อนสายตาไปยังแหวนหยกบนนิ้วงามของอีกฝ่ายในดวงตาปรากฏแววสงสัยตื่นเต้นและปรารถนา
“ถ้าหากว่าการค้าครั้งนี้เป็ไปด้วยดี”อวิ๋นเหลียนที่รับรู้ได้ถึงสายตาอีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นมาช้าๆ“ข้ายินดีที่จะแถมแหวนมิติหนึ่งวงให้แลกกับการที่ทางหอการค้าไห่ถังจะยอมรับซื้อโอสถของข้าในครั้งต่อๆไปโดยไม่กดราคา”
แววตาของเฉิงซู่เปลี่ยนเป็เฉียบคมทันทีในฐานะคนที่ทำการค้า เขาย่อมรู้ว่าสมบัติวิเศษที่สามารถกักเก็บสิ่งของได้เช่นนี้เป็สิ่งที่ไม่เคยมีปรากฏในตลาดมาก่อนมูลค่าของมันย่อมเหนือกว่าโอสถระดับสองเหล่านี้มากแต่สตรีลึกลับผู้นี้กลับกล้าเสนอจะมอบให้เขาหนึ่งวงดูเหมือนว่าเขาจะประเมินฐานะของนางต่ำไปเสียแล้ว
ในเมื่อนางกล้าเอาสมบัติวิเศษหยิบยื่นออกมาโดยง่ายนั่นหมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าสำหรับนางแล้วมันไม่ได้มีมูลค่าเท่าไรน่ะสิ!
หมายความว่าในมือของนางยังมีสมบัติวิเศษอีกมากที่มีค่ากว่าแหวนมิติอยู่อีกด้วย
ไม่ได้การเขาจะต้องคว้าจับแม่นางลึกลับคนนี้เอาไว้ให้เป็คู่ค้ากับหอการค้าให้ได้ เขาเองก็จะได้หน้าและได้ส่วนแบ่งด้วยส่วนแหวนมิติหากได้มาจริงๆเขาคงไม่กล้าเก็บไว้เองแต่จะนำไปมอบให้กับประมุขหอการค้า เชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องตกรางวัลให้เขามากมายแน่
คิดถึงตรงนี้เฉิงซู่ก็มีท่าทางเป็มิตรและนอบน้อมมากขึ้นทันทีเขารีบให้คนไปเรียนผู้ประเมินคุณภาพโอสถมาตรวจสอบสินค้ายิ่งเมื่อรู้ว่าโอสถทั้งหมดล้วนแต่อยู่ในระดับสูงสุดเขาก็ยิ่งเห็นแม่นางลึกลับเป็ต้นเงินต้นทองยิ่งขึ้น ถึงกับชงชารินชาให้ด้วยตัวเอง
“ขออภัยที่ข้าน้อยเสียมารยาทไม่ทราบว่าคุณหนูเป็นักหลอมโอสถหรือขอรับ”
อวิ๋นเหลียนพยักหน้า “ใช่แล้ว จริงสิ ข้าเห็นใบรายการโอสถที่หอการค้ารับซื้อข้างล่าง...”
ดวงตาของเฉิงซู่เป็ประกายทันที“คุณหนูมีหรือขอรับ”
“ตอนนี้ไม่มี แต่หากท่าน้าข้าสามารถนำมันมาขายให้กับทางหอการค้าได้ในครั้งต่อไปที่มา”อวิ๋นเหลียนรู้ว่าตนยัง้าใช้เงินอีกมากหากคิดจะพัฒนาโลกใบนี้ ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธหนทางได้เงินที่จริงแล้วนางก็ไม่ได้คิดจะปิดบังตัวตนด้วยซ้ำเพียงแต่นางหวังว่าจะรอให้ถึงวันที่แยกบ้านก่อนถึงจะเปิดเผยให้คนอื่นๆรู้ว่านางสามารถหลอมสิ่งต่างๆได้
“ขอเพียงท่านนำมา ทางเรายินดีรับซื้อแน่นอนขอรับหรือหากมีโอสถวิเศษชนิดอื่นนอกเหนือไปจากในรายการหรือมีโอสถระดับที่สูงกว่านี้...” เฉิงซู่เอ่ยถึงตรงนี้ก็จงใจเงียบไปละไว้ในฐานที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็เข้าใจ
อวิ๋นเหลียนเองก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธนางพลิกฝ่ามือวูบ ใจกลางฝ่ามือก็มีแหวนหยกเนื้อดีวงหนึ่งวางอยู่ นางยื่นมันให้เฉิงซู่ก่อนจะอธิบายว่า“ขอเพียงหยดเืลงไป มันก็จะยอมรับเ้าของและมีเพียงเ้าของเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้ วิธีใช้งานก็ไม่ยากเพียงใช้กำหนดจิตลงไปที่แหวนก็จะเห็นพื้นที่ด้านในและนำของใส่เข้าไปหรือนำออกมาได้เอง”
เฉิงซู่รับแหวนมิติไปด้วยท่าทางระมัดระวังก่อนจะนำมันไปใส่กล่องไว้บุกำมะหยี่อย่างทะนุถนอมแล้วเก็บไว้ในอกเสื้อหลังจัดการทุกอย่างและตรวจนับจำนวนโอสถเรียบร้อยแล้วเขาก็รีบร้อนขอตัวไปนำตั๋วเงินมาให้นาง
“เ้าคิดเอาไว้ล่วงหน้าหมดแล้วสินะ”ฉางซุนจิ้งไม่รู้มาก่อนว่าอวิ๋นเหลียนเตรียมแหวนมิติมาเป็ของขวัญด้วยจึงค่อนข้างประหลาดใจมาก “ของขวัญเช่นนี้ หากเป็ข้าก็ยอมทุ่มเงินซื้อให้ได้สักชิ้นเหมือนกันแต่มันไม่ดูล้ำค่าไปหน่อยหรือ สำหรับเชื่อมสัมพันธ์ครั้งแรกเช่นนี้”
“พี่จิ้งท่านก็เห็นแล้วว่าแหวนมิติสร้างง่ายแค่ไหนสำหรับข้า” อวิ๋นเหลียนหัวเราะ “ง่ายกว่าหลอมโอสถเสียอีกนอกจากแหวนมิติแล้วข้ายังสามารถทำกำไลมิติ ทำถุงผ้ามิติแล้วก็กระเป๋ามิติได้อีกด้วย ให้แหวนแค่นี้ก็เหมือนให้ขนมทานเล่นนั่นแหละ”
“...”ฉางซุนจิ้งได้แต่บอกตัวเองให้รีบชินกับความคิดของคนที่มีความทรงจำจากอีกโลกโดยเร็ว
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เฉิงซู่ก็กลับมาพร้อมกับตั๋วเงินปึกใหญ่เขาวางตั๋วเงินลงอย่างนอบน้อมพลางกล่าวว่า “จำนวนทั้งหมด2แสนตำลึงขอรับ”
อวิ๋นเหลียนขมวดคิ้วแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นสีหน้านางก็ตาม“ทำไมถึงเป็2แสนตำลึงเล่า”
“ท่านประมุขได้ทราบเื่แล้วและรับของขวัญจากคุณหนูไปแล้ว ท่านจึงสั่งให้เพิ่มเงินอีก3หมื่นตำลึงเพื่อเป็ค่าแหวนขอรับเนื่องจากของขวัญชิ้นนี้มูลค่าสูงเกินไป ไม่อาจรับไว้เปล่าๆได้แต่เกรงว่าหากจ่ายให้มากกว่านี้คุณหนูจะไม่พอใจท่านประมุขจึงขอให้รับ3หมื่นตำลึงนี้ไว้ขอรับ”
อวิ๋นเหลียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบตั๋วเงินมาเก็บใส่แหวนมิติของตัวเองไว้ แล้วลุกขึ้นยืนชายหนุ่มข้างกายก็ลุกขึ้นตามทันที “ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ไม่ขอรบกวนแล้ว”
“ช้าก่อนขอรับ คุณหนู”เฉิงซู่เห็นแม่นางลึกลับกับผู้ติดตามทำท่าจะจากไปก็รีบรั้งเอาไว้ก่อนเขาเอ่ยด้วยท่าทางลำบากใจว่า “ท่านประมุขฝากให้ข้ามาถามว่าเขาสามารถขอซื้อแหวนมิติอีกวงได้หรือไม่ขอรับเนื่องจากใกล้จะถึงวันเกิดของบุตรชายท่านประมุขแล้วเขาอยากจะมอบแหวนมิติให้ประมุขน้อยเป็ของขวัญท่านฝากมาบอกว่ายินดีจ่ายในราคาสูงขอรับ”
ในที่สุดฉางซุนจิ้งก็เปิดปากขึ้นต่อหน้าผู้อื่นในที่สุด“นายหญิง ปกติแล้วหอการค้าไห่ถังรับซื้อสินค้าและยังรับจัดหาสินค้าตามสั่งด้วยท่านสามารถสั่งให้พวกเขาจัดหาวัตถุดิบที่ท่าน้าได้”
ความหมายของเขาก็คือ สร้างน้ำใจกับอีกฝ่ายเอาไว้แล้วถือโอกาสใช้ให้หอการค้าแห่งนี้จัดหาวัตถุดิบและวัสดุต่างๆที่นาง้าให้จะได้ไม่ต้องไปหาเองให้ลำบาก อวิ๋นเหลียนฟังแล้วก็เห็นด้วยจึงหยิบเอาแหวนหยกอีกวงออกมา วงนี้เป็สีขาวงดงาม นางกล่าวว่า“บอกผู้จัดการเฉิงตามตรง สินค้าที่ไม่มีในตลาด ข้าเองก็ประเมินราคาของมันไม่ถูกดังนั้นไม่รู้ว่าควรจะเรียกราคาเท่าไร เอาอย่างนี้ก็แล้วกันข้ากำลังคิดจะเปิดร้านค้าขายสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองจำเป็ต้องตามหาวัตถุดิบและวัสดุในการผลิตจำนวนไม่น้อยบางทีหอการค้าไห่ถังอาจสามารถช่วยเหลือข้าได้”
ที่จริงแล้วอวิ๋นเหลียนรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่ประมุขหอการค้าเห็นสมบัติวิเศษที่นางนำออกมาแล้วอยากได้เพิ่มแต่ไม่ออกหน้ามาขอซื้อด้วยตัวเองแต่เฉิงซู่เองก็ดูเหมือนจะเป็คนใหญ่คนโตของหอการค้าเช่นกันนางจึงตัดสินใจไม่ถือสา ยื่นแหวนไปให้อีกฝ่าย
เฉิงซู่กลืนน้ำลายรับแหวนหยกที่ดูคุณภาพดีกว่าวงก่อนหน้ามาอย่างระมัดระวังก่อนจะหยิบแผ่นป้ายที่ทำจากไม้จันทน์หอมสลักเป็คำว่าไห่ถังออกมายื่นให้นางแล้วเอ่ยว่า “คุณหนู นี่คือป้ายสำหรับคู่ค้าระดับสูงของหอการค้าเราหากคุณหนูมีสิ่งใดให้หอการค้าจัดหาใส่ สามารถนำป้ายนี้มาพบข้าได้ทุกเมื่อหากข้าไม่อยู่ก็สามารถติดต่อโดยตรงกับผู้จัดการท่านอื่นที่แซ่เฉิงได้เช่นกันส่วนราคาของแหวนมิติวงนี้ข้าต้องขอปรึกษากับท่านประมุขและผู้เชี่ยวชาญด้านสมบัติวิเศษก่อนคราวหน้าที่คุณหนูแวะมา ทางเราจะทำการชำระให้ขอรับ”
อวิ๋นเหลียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เอาล่ะถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
“ข้าจะไปส่งขอรับ”เฉิงซู่กุลีกุจอเก็บแหวนมิติอย่างดี ก่อนจะตามออกมาส่งทั้งสองถึงหน้าประตูก่อนที่เขาจะรีบกลับไปรายงานและนำแหวนมิติมอบให้ประมุขหอการค้าทันที