ทันใดนั้นพลังิญญาอันยิ่งใหญ่ที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ในร่างของโอดินก็ได้ปะทุออกมาราวกับูเาไฟที่ตื่นขึ้น มวลพลังนั้นไหลบ่าออกมาอย่างสงบนิ่ง เปี่ยมด้วยความยิ่งใหญ่และแรงกดดันล้ำลึกที่ไม่อาจพรรณนา พลังนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทุกทิศทาง
ก่อร่างเป็สัญลักษณ์แห่งมนตราที่สั่นสะท้านไปทั่วทั้งโลกมนุษย์
พื้นดินแตกร้าว ท้องฟ้าแยกออกเป็ทาง ฝุ่นละอองหยุดนิ่งกลางอากาศและคลื่นพลังแผ่ขยายไล่ระดับ กลายเป็คลื่นนับไม่ถ้วนที่กระแทกใส่มิติและอากาศรอบข้างจนบิดเบี้ยว อากาศรอบตัวโอดินเหมือนจะกลายเป็หยดน้ำแข็งในห้วงเวลาที่แช่แข็งความเป็จริง
เฟิงซิ่วที่เห็นเหตุการณ์เช่นนั้นได้แต่แสดงความประหลาดใจ ดวงตาสีแดงที่สงบนิ่งของเขาฉายแววเรืองรองเล็กน้อยเป็ครั้งแรก
“โอ้? นี่เ้าคลายแรงกดดันของข้าได้หรือเนี่ย?”
คำพูดของเขายังแฝงไว้ด้วยความชื่นชมที่มาจากความจริงใจ ปฏิกิริยาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในเชิงลึกโดยไม่จำเป็ต้องประกาศเสียงดัง แม้จะเพียงชั่วครู่ แต่นั่นคือการยอมรับจากผู้อยู่จุดสูงสุดแห่งสรรพเผ่าพันธุ์
ขณะเดียวกัน บรรดาสิ่งมีชีวิตในตำนานที่รายล้อมอยู่รอบอาณาเขตต่างก็แสดงความตกตะลึงเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็เทพาโซดิแอ็กที่กระชับดาบไว้แน่นยิ่งขึ้น หรือเทพพฤกษ์อาเมเทียร์ที่เถาวัลย์ในร่างของเขาเริ่มพันรัดกันเองราวกับสะท้อนแรงกดดันที่ได้รับ
พวกเขาไม่เคยคิดว่าโอดินจะสามารถคลายแรงกดดันลงได้ แม้เพียงแค่ชั่วขณะเดียวก็ยังถือว่าเป็เื่ที่เหนือธรรมดาอย่างแท้จริง
และในตอนนั้นเองที่ั์ตาสีเงินของโอดินก็หลั่งไหลไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน อาบย้อมไหลไปทั่วพ่วงแก้มลงสู่ปลายคาง
แววตาคู่นั้นยังคงเปล่งประกายความมั่นคงไม่เปลี่ยน เขาประทับฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากันอย่างมั่นคง แสดงท่วงท่าถึงการสลักร่ายเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่ ลำแสงิญญาห้อมล้อมทั่วกาย พลังกลั่นกรองออกจากิญญาโดยตรงไร้การบิดเบือน
หยาดเืจากั์ตากลายเป็อักขระเวทมนตร์ที่ร่วงหล่นกลางอากาศและหลอมรวมลงในผืนเวทมนตร์ที่เริ่มขยายออกเป็วงแหวน
“นี่มันกำลังจะร่ายเวทมนตร์ต้องห้าม!”
เทพมรณะอาธูร์แสดงออกมาท่ามกลางความตกตะลึง ดวงตาเขียวของัาโซลดราซาร์ฉายแววอาฆาตทันทีพร้อมกับคำรามกึกก้อง ขณะที่ปีศาจโลหิตเบเฮมอทก็กำลังเคลื่อนร่างมหึมาอย่างรุนแรง หมายจะเข้าสังหารโอดินก่อนเวทย์มนตร์จะสัมฤทธิ์ผล
ทว่าเฟิงซิ่วกลับยกมือขึ้นอย่างนิ่งสงบ และกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉียบดั่งคมมีด
“ไม่เป็ไร.. ปล่อยให้เขาเริ่มร่ายเวทมนตร์เถอะ เพราะข้าเฟิงซิ่วก็อยากจะเห็นถึงศักยภาพและพลังอำนาจในวาระสุดท้ายของเขาเช่นกัน!”
แววตาแดงฉานของเฟิงซิ่วยังคงจดจ้องไม่กะพริบ ท่าทางของผู้นำแห่งเผ่าพันธุ์เทพอสูรไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหรือกังวลใดๆ
กลับกลายเป็ความสนใจและความสนุกอันแปลกประหลาดที่ปรากฏบนใบหน้าเยือกเย็นนั้นแทน
การเคลื่อนไหวของเขาเป็ดั่งประกาศิต บรรดาสิ่งมีชีวิตระดับสูงทั้งหลายเมื่อเห็นดังนั้นก็พยักหน้ารับโดยไม่เอ่ยคำใด
ไม่มีใครกล้าทัดทาน ไม่มีใครกล้าขัดขืนต่อความปรารถนาของเฟิงซิ่ว
โอดินเมื่อเห็นท่าทีเ่าั้ก็แสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย ริมฝีปากที่เปื้อนเืยกขึ้นเล็กน้อย
แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว
ตัวของเขาจึงเริ่มท่องบทมนตร์ของตนออกมาในทันที เสียงนั้นแ่เบาแต่ทุ้มลึกแทรกซึมเข้าไปถึงชั้นในสุดของจิติญญาผู้ฟัง
“ณ กาลก่อนกาล เมื่อแสงยังมิได้ถือกำเนิด เสียงแรกของจักรวาลมิใช่แสง แต่คือเสียงคำรามของั”
“เสียงนั้นผ่าเวิ้งว้าง สั่นะเืความว่างเปล่า และความว่างเปล่าก็คลอดกำเนิดฟ้าและดิน ฟ้าคือปีกของมัน กว้างไกลไร้ขอบเขต ดินคือเกล็ดของมัน หนักแน่นไม่อาจไหวเอน ดวงอาทิตย์คือดวงตาที่เปิดเพื่อมองสัจธรรม ดวงจันทร์คือดวงตาที่หลับเพื่อสะท้อนจิตแห่งสมดุล”
“ัมิได้ครองสิ่งใด แต่มันคือสิ่งนั้น มิได้อยู่เหนือสรรพสิ่ง แต่มันคือสรรพสิ่ง โลหิตของมันคือเวลา ลมหายใจของมันคือการเวียนว่ายแห่งภพภูมิ ทุกคราที่ผู้วิวัฒน์ร่ายมนต์และ์ะเื คือเสียงสะท้อนเล็กน้อยของคำรามนั้น เสียงแห่งการมีอยู่ที่แท้จริง..”
“ผู้เข้าใจเสียงนั้นจะไม่หวังพลัง แต่จะกลืนกินการเกิดดับของตน และกลายเป็หนึ่งเดียวกับห้วงเวิ้งว้าง”
“ข้ามิได้เป็ผู้สังหาร แต่เป็ผู้สร้างใหม่ ข้ามิได้เป็ผู้เหนือฟ้า แต่เป็เสียงที่ทำให้ฟ้าเกิด”
“จงจำไว้ ผู้ใดเข้าใจเสียงั มิจำต้องเป็ั เพราะัคือสัจธรรมแห่งการอยู่เหนือขอบเขตของการมีและไม่มี”
“ฟ้าย่อมสั่นเมื่อัหลับ.. ดินย่อมร้องเมื่อัฝัน.. และเมื่อมันลืมตา.. โลกทั้งปวงจะกลับคืนสู่ความสงบ..”
ในขณะที่เสียงแห่งสัจธรรมบรรเลงผ่านลมหายใจของโอดิน
วงแหวนเวทย์นับร้อยก็พลันผุดขึ้นกลางอากาศเหนือศีรษะของเขา มันหมุนวนด้วยความเร็วระดับจิติญญา พุ่งขึ้นเป็ชั้นๆ ซ้อนทับกันราวกับมหาสมุทรของคำภีร์อักขระศักดิ์สิทธิ์ แต่ละชั้นเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่ไม่มีภาษาหรืุ์ใดอ่านออกได้
“เวทย์มนตร์ัโบราณ ปฐมบทแห่งัเทพ!”