เมื่ออู๋เสี่ยวหรันเดินผ่านห้องทรมานประตูห้องนี้ไม่ได้ปิดไว้เพราะยังไม่มีการใช้งานจึงสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าภายในนั้นมีอุปกรณ์ทรมานต่างๆ วางอยู่ในห้องทั้งไม้บีบมือ เก้าอี้ที่มีเครื่องพันธนาการ และอุปกรณ์อื่น ๆมากมาย ที่ล้วนแล้วมองด้วยตาผ่าน ๆ ยังรู้สึกขนพองสยองเกล้าแต่นี่ก็น่าจะเป็ความรู้สึกสำหรับหญิงสาวในห้องหอทั้งหลายสำหรับอดีตแม่ทัพหญิงอย่างนางแล้วของเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็สิ่งธรรมดาในสายตาทั้งสิ้น
สาวใช้ทั้งสี่ที่ติดตามมาก็เช่นกันภาพของเครื่องทรมานเหล่านี้เป็เื่ปกติสำหรับพวกนางอยู่แล้วจนกระทั่งพวกนางเหมือนว่าจะลืมฉุกคิดไปว่าพระชายาเอกผู้อ่อนแอและเป็หญิงสาวผู้เพียบพร้อมมิเคยเห็นเครื่องทรมานเช่นนี้แต่กลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด ทำตัวราวกับว่านี่เป็สิ่งปกติเช่นเดียวกับพวกนาง
ในที่สุดอู๋เสี่ยวหรันก็เดินมาถึงห้องขังที่สามภายในห้องขังมีหญิงนางหนึ่งนอนขดตัวอยู่บนกองฟางผมเผ้ายุ่งเหยิงมีเศษฟางติดอยู่ตามเสื้อผ้าและผมมีคราบเืเกรอะกรังติดตามเสื้อผ้าที่สีดั้งเดิมตอนนี้แทบมองไม่ออกแล้ว แต่อู๋เสี่ยวหรันก็ยังจำได้ว่าหญิงนางนี้คือซูเม่ยอดีตสาวใช้นั่นเอง
เมื่อมีเสียงเปิดลูกกรงดังขึ้นซูเม่ยที่ตอนแรกนอนขดตัวอยู่ก็ลืมตาขึ้นมามองทันที คราแรกนางไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรเพียงมองอย่างเฉยเมยดวงตาล่องลอย ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดนางก็รู้ตัวจนได้
“พระชายาได้โปรดช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะหม่อมฉันไม่ได้ทรยศพระองค์จริง ๆ”
ซูเม่ยร้องะโออกมาและคลานมาทางหน้าประตูทันทีแต่นางก็คลานไปได้ไม่ไกลเพราะที่ข้อเท้านางมีโซ่ล่ามไว้
“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!ตัวเ้าสกปรกอย่ามาทำให้พระชายาต้องแปดเปื้อน”
เหมยฮวาที่ติดตามมารีบเอาตัวเข้าขวางหน้าอู๋เสี่ยวหรันทันที
“ไม่เป็ไรเหมยฮวา” อู๋เสี่ยวหรันผลักนางออกไปด้านข้างเบา ๆจากนั้นจึงนั่งลงบนเก้าอี้ที่เหลียนฮวายกเข้ามาให้อู๋เสี่ยวหรันจ้องไปยังอดีตสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่
“ซูเม่ยเห็นแก่ที่เ้าอยู่รับใช้ข้ามาอย่างยาวนานหากเ้ายอมรับความผิดและบอกความจริงกับข้ามาทั้งหมด ข้าสัญญาว่าจะปล่อยเ้าไป เ้าเองก็รู้ดีว่าผู้ที่จะสามารถช่วยชีวิตเ้าได้มีเพียงแต่ข้าเท่านั้น”
อู๋เสี่ยวหรันนางเริ่มพูดอย่างใจเย็น
ซูเม่ยที่ได้ฟังเช่นนั้นนางก็ก้มหน้าลงทำตัวยุกยิกไปมาราวกับนางกำลังชั่งใจและคิด
“พระชายา ทะท่านให้สัญญาแล้วนะเพคะ มะ มะ หม่อมฉันจะเล่าความจริงทั้งหมดเพคะ”
“แน่นอน”
“สารหนูที่บ่าวใส่ในน้ำชาให้พระชายาได้ดื่มทุกวันก็เป็เพียงแค่สารเล็กน้อยเท่านั้นเพคะ บะ บ่าวเพียงอยากให้ท่านอ่อนแอลงและจะได้หยิบฉวยเอาเครื่องประดับหรือเงินทองไปให้กับคนรักของบ่าวตาบ่าวช่างมืดบอดเสียจริงที่หลงเชื่อชายชั่วผู้นั้นได้ตอนนี้บ่าวสำนึกผิดแล้วขอพระชายาโปรดให้อภัยเพคะ”
ซูเม่ยพูดจบนางก็ก้มลงโขกหัวลงบนพื้นอย่างแรงจนกระทั่งเริ่มมีเืติดอยู่บนพื้นแต่ถึงแม้ว่านางจะลงแรงทำตนเองาเ็ถึงเพียงนี้ก็ไม่สามารถเรียกความสงสารจากอู๋เสี่ยวหรันได้เลยสักนิด
“ชายคนรักของเ้าตอนนี้เขากำลังถูกทรมานอย่างหนักอยู่ที่ตำหนักข้างๆ แต่สิ่งที่เขาสารภาพมาไม่เหมือนที่เ้ากล่าวอ้างเขาบอกว่าเ้าเป็ผู้ให้เขาไปหาซื้อสารหนูเพื่อจะมาวางยาฆ่าข้าผู้เป็พระชายาเอกผู้นี้เพื่อจะลักขโมยทรัพย์สินและหนีออกไปจากที่แห่งนี้ ทั้งหมดล้วนแต่เป็ความคิดของเ้าซูเม่ย นั่นก็เพราะว่าเ้าเห็นว่าข้าอ่อนแอและรังแกง่าย”
อู๋เสี่ยวหรันพักหายใจชั่วครู่จากนั้นจึงพูดต่อ
“อ้อ! ยังมีอีกอย่างชายชู้รักของเ้าเขาสารภาพมาแล้วว่าเขาได้รับเงินค่าจ้างมาจากพระชายารองเพื่อมาหลอกใช้เ้าให้เ้าหลงรักเมื่อแผนสำเร็จแล้วเขาก็จะหอบทรัพย์สมบัติหนีไปกับหญิงคนรักที่แท้จริงของเขา จุ๊ จุ๊ซูเม่ยที่น่าสงสารของข้า”
อู๋เสี่ยวหรันพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบนั่งอยู่บนเก้าอี้เชิดหน้าขึ้นแล้วเหลือบสายตามองต่ำลงมาที่ซูเม่ยอย่างผู้ที่มีชัยเหนือกว่าและยังแสยะยิ้มกว้าง
ทำให้ซูเม่ยที่มองจากพื้นขึ้นไปเห็นปากแดงสดฟันขาวเรียงตัวกันและยังมีเขี้ยวเล็ก ๆ ยื่นแหลมลงมาสองข้างยิ่งทำให้นางสั่นกลัวนางไม่เคยเห็นพระชายาที่เป็แบบนี้มาก่อนเลยแม้ว่าตัวนางจะอยู่กับพระชายาอีกมาั้แ่สมัยที่นางยังเป็เด็กก็ไม่เคยเห็นสายตาและสีหน้าเช่นนี้เลยสักครั้งราวกับว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้ หาใช่พระชายาคนเดิมที่อ่อนแอและหัวอ่อนคนนั้น
“ไม่ ไม่จริง พี่ถง เขาเขารักข้าเขาสัญญาจะแต่งงานกับข้าเขาสัญญาว่าข้าจะพาข้าออกไปยังที่นี่เพื่อใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”
ซูเม่ยตอนนี้นางสติกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้วแม้แต่คำว่าหม่อมฉัน คำว่าบ่าว นางก็ยังลืมใช้
“เ้ามองข้าสิซูเม่ย มองหน้าข้า!”
ซูเม่ยได้ยินประโยคอันทรงพลังราวกับมีมนตร์สะกดให้นางหยุดกรีดร้องและบังคับให้นางจำต้องเงยหน้าขึ้นไปสบตากับอู๋เสี่ยวหรันอย่างจัง
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่เหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจราวกับจะบอกว่าคำโกหกของนางไม่สามารถหลอกนายหญิงผู้นี้ได้เลย
“บ่าวไม่มีอะไรจะกล่าวแล้วเพคะ”ซูเม่ยก้มหน้าลง
“หลันฮวาไปเอาแส้มา” อู๋เสี่ยวหรันออกคำสั่ง
หลันฮวาเดินออกไปยังห้องทรมานที่พวกนางเพิ่งจะเดินผ่านมาเมื่อครู่และหยิบเอาแส้หนังสีดำให้เ้านายทันทีแส้นี้ถูกถักทอให้แ่าและแข็งแรงเป็อย่างมากที่ปลายยังมีลูกตุ้มหนามเพียงเห็นก็รู้แล้วว่าหากกระทบลงเนื้อหนังจะเจ็บแสบมากเพียงใด
อู๋เสี่ยวหรันรับแส้มาถือไว้ในมือ นางลุกขึ้นจากเก้าอี้สะบัดมือเบา ๆ แส้นั้นก็ถูกเหวี่ยงลงพื้นทันทีส่งเสียงดังเปรี๊ยะจากพื้นที่แตกออกคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวนางต่างสะดุ้งกันทั้งหมด ไม่คิดว่าพระชายาที่อ่อนแอมาตลอดจะเหวี่ยงแส้ได้รุนแรงเช่นนี้
ตามจริงแล้วการใช้แส้เส้นนี้เหมาะกับหญิงสาวที่มีเรี่ยวแรงน้อยเพราะหากว่าผู้ที่ใช้เป็การออกแรงนั้นไม่ต้องใช้มากเหมือนภายนอกที่เห็นเพียงแต่ต้องจับจุดและวิธีการสะบัดข้อมือให้ถูกต้องเพียงเท่านี้ก็ทำให้อนุภาคการทำลายล้างมันเพิ่มมากขึ้น
“ความจริงแล้วเ้าไม่จำเป็ต้องสารภาพสิ่งใดเลยซูเม่ยเพราะสิ่งที่เ้าทำข้าหาผู้บงการได้ไม่ยากนักแต่หากเ้า้าให้ข้าช่วยเหลือสิ่งใดเป็อย่างสุดท้ายเ้าควรบอกมาก่อนที่เ้าจะได้ตายตามชู้รักของเ้าไป”
เสียงของอู๋เสี่ยวหรันยังคงก้องกังวานอยู่ในคุกนางก้มมองอดีตสาวใช้ที่คุดคู้ตัวสั่นงันงกแต่ก็ยังกัดฟันไม่พูดอะไรออกมาเมื่อได้เห็นว่านางยังคงปากแข็งอู๋เสี่ยวหรันก็เริ่มฟาดแส้นั้นลงบนตัวของซูเม่ยทันทีโดยไม่ได้สนใจว่าแส้นั้นจะฟาดลงตรงไหนของร่างกายนาง
เกิดเสียงดัง พรึบ พรับและเสียงกระทบเนื้อหนังของคนตามมาไม่ขาดสายและยังมีเสียงร้องโหยหวนของหญิงสาวดังออกมาตามเสียงเหวี่ยงของแส้หลังจากถูกฟาดไปไม่ถึงสิบครั้ง ซูเม่ยก็ล้มนอนลงอย่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรงลงกับพื้นทันทีที่ปากนางมีเืไหลออกมาเป็จำนวนมาก
“พระชายาเพคะบ่าวรู้ตัวว่าคงไม่รอดแล้ว ขอพระชายาได้โปรดช่วยน้องชายของบ่าวด้วยเพคะ เขา….เขาถูกคนของพระชายารองจับไว้ และบังคับให้บ่าววางยาท่านตลอดห้าปีที่ผ่านมาพวกเขาสัญญาว่าเมื่อพระชายาตายไปเมื่อใดน้องชายและบ่าวจะเป็อิสระ แค่ก ๆ”
แล้วซูเม่ยก็กระอักเืออกมาเรื่อย ๆ และเืนั้นก็เป็สีดำสนิทส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง
“หึ ไม่ถึงที่ตายไม่สารภาพถึงวันนี้ข้าไม่ลงมือเ้าก็ตายเพราะพิษอยู่ดีก่อนตายข้าจะบอกให้เ้าเอาบุญก็แล้วกันหากอยากแก้แค้นก็จงเป็ผีแล้วไปหลอกหลอนคนที่ฆ่าน้องชายเ้าซะ”
อู๋เสี่ยวหรันทิ้งแส้ลงบนพื้นนั่งลงเก้าอี้ตามเดิมแล้วยื่นมือข้างที่ถือแส้ให้เหมยฮวา เหมยฮวารีบนำผ้าสะอาดออกมาและเช็ดมือให้นางทันที
“กรี๊ดดดด… ไม่นะ…ไม่จริง ทะ ทะ …”
ซูเม่ยร้องโหยหวนออกมาอีกครั้ง ก่อนที่นางจะกระอักเืออกมาตาเหลือกจนเห็นเพียงตาขาวหลังจากดิ้นทุรนทุรายไปมาสักพักนางก็หยุดนิ่งลงสุดท้ายก็สิ้นใจไป
อู๋เสี่ยวหรันที่มองดูหญิงสาวตรงหน้าทรมานจนสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ปรากฏบนใบหน้าของนางสักนิด เมื่อเื่ราวสิ้นสุดถึงตรงนี้แล้วอู๋เสี่ยวหรันจึงลุกขึ้นและเดินออกจากคุกนั้นไปเมื่อออกมาถึงด้านนอกนางสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอดทันทีและบ่นออกมาเบา ๆว่า
“อากาศข้างในคุกช่างแย่นักมีแต่ความอับชื้นหายใจลำบากจริงๆ”
แต่ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอและการฝืนใช้แส้รวมถึงการเข้าไปอยู่ในสถานที่อับชื้นเช่นคุกใต้ดินทำให้กำลังวังชาที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาเหือดหายไปอีกครั้ง
อู๋เสี่ยวหรันแทบจะทรงตัวเอาไว้ไม่อยู่ จู่ ๆขาของนางก็อ่อนแรงทำท่าจะล้มลงไปเหมยฮวาที่อยู่ใกล้ตัวนางที่สุดก็เข้ามาประคองเอาไว้อย่างรวดเร็วเหลียนฮวาและหวงหลานก็เข้ามาล้อมตัวไว้เช่นกัน
“พระชายาท่านหักโหมเกินไปแล้วเพคะมาเถิดให้หม่อมฉันพาท่านกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักก่อน”
เหลียนฮวาจับที่ข้อมือของพระชายาทันที
“ข้าไม่เป็อะไรเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยก็เท่านั้นพวกเ้าอย่าได้ตื่นตูมไปเอาล่ะเดินต่อ”
เมื่อเ้านายออกคำสั่งเช่นนี้ทุกคนจึงต้องทำตามทั้งหมดก็ค่อย ๆ ออกเดินอีกครั้งกลับไปยังห้องโถงของตำหนักนางเอง
ระหว่างทางเหมยฮวากับหวงหลานที่แลกเปลี่ยนสายตากันมาตลอดสิ่งนี้ไม่สามารถเล็ดลอดไปจากััของอู๋เสี่ยวหรันได้เลย
“ว่ามาเถอะ” อู๋เสี่ยวหรันบอกในขณะที่หยุดเดินเพื่อหันมาพูดกับสาวใช้ทั้งสอง
“ขออภัยเพคะพระชายาแต่ท่านทราบได้อย่างไรเื่ของชายคนรักของซูเม่ย และน้องชายของนางที่ตายไปแล้ว”
เหมยฮวาที่อยู่ข้าง ๆ นางถามสิ่งที่สงสัยออกมา
“ข้าเดาเอาน่ะ”
“หา !”